email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 22 ช่วยไกล่เกลี่ย

ชื่อตอน : บทที่ 22 ช่วยไกล่เกลี่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 404

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2563 11:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 ช่วยไกล่เกลี่ย
แบบอักษร

“เสด็จพี่ใหญ่ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามกับคนที่มีหน้าตาเหมือนกับตน เขารู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายมาอยู่ในแคว้นซีเซี่ยก่อน อีกทั้งยังหายหน้าหายตาไปนาน จนเขารู้สึกแปลกใจว่า อีกฝ่ายไปไหน? ไปทำอะไร? แต่เพราะช่วงนี้วุ่นวาย เขาเลยไม่มีเวลาได้ถามอีกฝ่าย

“ข้าก็มาตามหาจื่อหลันน่ะสิ สายข่าวของข้าบอกว่าน้องสามอยู่ในแคว้นซีเซี่ย ข้าเลยมาที่นี่” แฝดผู้พี่เอ่ยตอบเสียงเรียบ

“แล้วท่านทำไมไม่บอกข้า? พวกเราเป็นพี่น้องกัน ทำไมถึงมาเสี่ยงที่นี่คนเดียว?” เหวินอี้หรี่ตามมองคนที่กำลังหลบตาอยู่ มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าพี่ชายฝาแฝดของเขารักน้องสามมากขนาดไหน การที่อีกฝ่ายตามหาน้องสามก็ไม่แปลกอะไร แต่ที่แปลกคือ สายตาที่อีกฝ่ายมองหงหลิน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แสดงออกมาจากดวงเนตรคม นั่นทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ใช่สายตาเกรี้ยวโกรธที่ควรจะเป็น เพราะหงหลินทำร้ายน้องสามของพวกเขา แต่หากสายตานั้นมันเป็นสายตาเดียวกันกับเขาที่มองหงหลิน มันบ่งบอกถึง ‘ความรักและความอาลัยอาวรณ์’อีกทั้งมีความเจ็บปวดที่แอบซ่อนเอาไว้ ตั้งแต่ที่หงหลินก่อเรื่อง ตัวเขาเองก็โกรธหงหลินมากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงไม่อาจจะตัดใจจากอีกฝ่ายได้ ทำได้เพียงมองอยู่ไกลๆ หวังให้เรื่องราวทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

“เรื่องมันเร่งด่วน ก็เลยไม่มีเวลาส่งข่าว” เหวินหรงยังคงเอ่ยแบบขอไปที ถ้าตอบอะไรไปมากกว่านี้ เขาคิดว่าน้องชายฝาแฝดคงจะระแคะระคายความลับของเขากับหงหลินเป็นแน่ จึงรีบตัดบทสนทนา “ข้าจะไปเยี่ยมน้องสาม ไปล่ะ”

“ท่านมีอะไรปิดบังข้ากันแน่ เสด็จพี่ใหญ่” เหวินอี้เอ่ยเมื่อเหวินหรงเดินลับไปแล้ว สายตาคมมองไปยังตำหนักรับรองของหงหลิน “ข้าคงต้องคุยกับเจ้าสักครั้ง หงหลิน”

 

 

 

 

“ที่ผ่านมาต้องรบกวนท่านแล้ว” ร่างสูงที่อายุน้อยกว่าอีกคนเอ่ย แม้ตำแหน่งจะทัดเทียมกัน แต่อีกฝ่ายก็อาวุโสกว่าเขา จึงทำให้ฮุ่ยหมินให้ความเคารพต่อคนตรงหน้า

“ก็ใช่จะลำบากเสียหน่อย ถึงจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่น้อยก็ตาม” หลี่จิ้งยิ้มรับพลางจิบชา เรื่องวุ่นวายต่างๆที่ผ่านมา แม้จะดูยุ่งยากไม่น้อยแต่ก็ถือว่าผ่านมาได้ด้วยดี

“ถึงยังไงก็ขอขอบคุณที่ท่านคอยดูแลพี่สามของข้ามาตลอด” ฮุ่ยหมินเอ่ยขอบคุณอีกฝ่าย การที่คนตรงหน้าคอยให้ความช่วยเหลือ ก็ถือว่าภายภาคหน้ายามเมื่อเขาขึ้นครองราชย์ต่อจากเสด็จพ่อ คงจะเป็นพันธมิตรที่ดีไม่น้อย

“แต่ก็โดนเฟิ่งจินทำให้เรื่องมันบานปลายมิใช่น้อย” หลี่จิ้งคิดถึงเรื่องที่ชายาของเขา ที่ก่อเรื่องวุ่นวายจนเกือบจะเป็นเรื่องใหญ่ ถึงเขาจะห้ามปรามไว้ได้บ้าง แต่ข่าวการมายังแคว้นซีเซี่ยของจื่อหลันก็รั่วไหลออกไปจนได้

“ความวุ่นวายจบแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” ฮุ่ยหมินไม่อยากจะคิดถึงเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว จึงไม่เอ่ยต่อความ ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปในเมื่อผลที่ออกมามันไม่ได้เลวร้ายมากนัก

“พูดถึงเรื่องชายาแล้ว เมื่อไหร่เจ้าจะแต่งตั้งคนข้างกายขึ้นเป็นชายาเอกเสียที” หลี่จิ้งก็รู้ทัน จึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที แต่นั่นก็ไม่วายที่จะเป็นเรื่องใกล้ตัวขององค์รัชทายาทแคว้นซ่ง

“ยังไม่ถึงเวลานั้นเสียหน่อย” ใบหน้าคมของผู้เยาว์วัยกว่ายกยิ้มมุมปาก คล้ายกับว่าคำถามที่อีกฝ่ายถามมานั้นเป็นเรื่องน่าขบขัน

“ฮ่าๆ เจ้าไม่คิดที่จะทำให้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้ามั่นคงหรอกรึ?” หลี่จิ้งหัวเราะ เขารู้สึกว่าคงตรงหน้านั้นเดาความคิดยากมาก ในความเป็นจริงตำแหน่งองค์รัชทายาทของแคว้น ถ้าจะสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งได้อย่างมั่นคงนั้น นอกจากจะมี ฮ่องเต้ ขุนนางตำแหน่งใหญ่สนับสนุนแล้ว ยังต้องพึ่งพาชายาที่มีอิทธิพลมากเพราะ ต่อไปเมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ ชายาเอกก็จะต้องสามารถควบคุมวังหลังได้ อีกทั้งยังต้องมีทายาทสืบทอดต่อ ถึงจะกล่าวได้ว่าตำแหน่งนั้นมั่นคงแล้ว

“ท่านเองก็บังคับเฟิ่งจินให้มีโอรสให้ท่านยังไม่ได้เหมือนกันมิใช่หรือ?” ฮุ่ยหมินย้อนถามกลับ เขารู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายถูกกดดันจากราชสำนักมากแค่ไหน ไม่ต่างจากตนที่ยังไม่ยินยอมแต่งตั้งชายาเอก

“เฮอะ ข้าไม่เห็นต้องรีบร้อนเสียหน่อย” เมื่อเห็นฮุ่ยหมินเอ่ยถามมาอย่างรู้ทัน จึงได้แต่บอกปัดเช่นกัน

“ข้าก็ไม่ได้รีบร้อนเช่นกัน” ฮุ่ยหมินยกยิ้มขบขันก่อนจะเอ่ยตอบ พลางคิดว่าช่างเป็นการสนทนานั่งจิบชาที่หาสาระมีไม่

 

 

 

“น้องสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?....” ร่างสูงเดินเข้ามาภายในห้องอย่างถือวิสาสะ เขาไม่มีความจำเป็นต้องให้ขันทีหน้าตำหนักรายงานคนด้านใน เพราะนั่นคือห้องของน้องชายของเขา

“เสด็จพี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว วันนี้หงหลินก็มาอยู่เป็นเพื่อนด้วย” เจ้าของห้องเงยหน้าขึ้น มองไปยังต้นทางของเสียง ซึ่งผู้มาใหม่นั้นเป็นพี่ชายคนโตของตน ส่วนคนที่อยู่ข้างๆก็หันไปมองด้วยเช่นกัน แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนจากใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุขเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าผู้มาใหม่เป็นใคร

“อ่อ…งั้นรึ?” แต่ผู้มาใหม่กลับยังคงสีหน้าดังเดิม เขาคาดไว้แล้วว่าคนที่เขาต้องการจะพบอยู่ที่นี่ เพราะเขามีเจตนาที่จะมาคุยกับคนที่อยู่กับน้องชายของเขา นั่นคือ ‘หงหลิน’

“พวกเจ้าพี่น้องก็คุยกันไปก่อน ข้าจะกลับไปพักผ่อน ช่วงค่ำข้าจะมาหาเจ้าใหม่ ข้าไปก่อนนะ จื่อหลัน” การปลีกตัวออกมาถือเป็นความคิดแรก หงหลินจึงไม่รีรอที่จะเอ่ยขอตัวกลับก่อน เขาไม่ต้องการจะอยู่ในบรรยากาศที่น่าอึดอัด โดยมีคนผู้นี้อยู่ด้วย

“อะ...อืม” จื่อหลันเหมือนจะรู้ถึงความคิดของหงหลิน จึงพยักหน้ารับ หงหลินจึงลุกขึ้นจากตุ่นข้างเตียงแล้วเดินตรงไปทางประตู แต่ยังไม่ทันได้ข้ามพ้นประตูธรณีก็ถูกเสียงทุ้มเอ่ยรั้ง

“หงหลิน เจ้าหยุดก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” เหวินหรงเดินเข้าไปจับข้อมือของอีกฝ่าย หมายจะรั้งให้ร่างเพรียวให้ตามไปคุยกันด้านนอก

“แต่ข้าไม่มีเรื่องจะคุยกับท่าน องค์ชายใหญ่” ดวงเนตรสวยปรายตามองที่ข้อมือของตัวเอง ก่อนจะสะบัดออกจากมือหนาของอีกฝ่าย แล้วจึงรีบเดินหนีโดยไม่หันกลับมามองคนด้านหลัง “ขอตัว”

“ดะ เดี๋ยว! หงหลิน!” เหวินหรงตะโกนร้องเรียกคนที่เพิ่งเดินไป

“....?” จื่อหลันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“น้องสาม ไว้พี่จะมาเยี่ยมเจ้าใหม่นะ พี่มีธุระ” ผู้เป็นพี่ชายจึงหันกลับมาหาแล้วเอ่ยขอตัวกลับอย่างรีบร้อน ก่อนจะรีบเดินจากไปทันที

“อะ อ่อ…” จื่อหลันทำได้เพียงตอบรับแบบงงงวย “อะไรของพวกเขากันนะ? ทะเราะกันงั้นรึ?”

 

 

“นี่! หงหลิน!” ร่างสูงรีบเดินเข้าไปหาร่างเพรียวอย่างรวดเร็ว มือหนาจับข้อมือเรียวแน่น รั้งให้อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า

“ปล่อย...ข้าพูดชัดเจนแล้ว ท่านกับข้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว เลิกมายุ่งวุ่นวายกับข้าเสียที!” หงหลินเริ่มมีโมโห จึงตวาดอีกฝ่ายเสียงดัง สีหน้าเกรียวกราดและแววตาดุดันทำให้เหวินหรงถึงกับชะงัก

“ข้า...เรามา…” ก่อนที่ร่างสูงจะได้เอ่ย ฝาแฝดผู้น้องก็เข้ามาพอดี

“เสด็จพี่! หงหลิน! มีเรื่องอะไรกันหรือ?” เหวินอี้เดินเข้ามาหาทั้งสองคนที่ดูเหมือนกำลังทะเลาะกัน

“เปล่า...ข้าแค่มาเยี่ยมจื่อหลันและลูกของข้า องค์ชายใหญ่อาจจะยังแค้นเคืองที่ข้านั้นเคยทำร้ายจื่อหลัน” เป็นหงหลินที่เอ่ยตอบ เขาไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้แม้เพียงชั่วอึดใจเดียว น้ำเสียงเย็นชาดูห่างเหินออกมาจากริมฝีปากบางและคำเรียกที่เป็นทางการ ยิ่งทำให้คนฟังปวดใจ “องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง ข้าขอให้คำมั่นไว้ ณ ที่นี้ ข้าจะไม่ทำให้จื่อหลันต้องเจ็บปวดอีกเป็นอันขาดนับจากนี้ พวกท่านวางใจได้ ข้าและลูกจะจากไปทันที หลังจากที่จื่อหลันคลอดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นยังคงเดิม ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่ไปเหยียบแผ่นดินซ่งอีก ตราบใดที่ไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับจื่อหลัน ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านแค้นเคือง ขอให้พวกท่านจงอภัยแก่ข้าด้วย เมื่อข้าได้ชดใช้ความผิดทั้งหมดนั้นไปแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ข้าขอตัวก่อน”

“ชดใช้? เจ้าหมายถึงอะไร?” เหวินอี้ยังไม่เข้าใจในบางประโยคที่ร่างเพรียวเอ่ยออกมา แต่คนได้เดินจากไปเสียแล้ว

“หงหลิน!...เดี๋ยว!” เหวินหรงตะโกนเรียกร่างเพรียวที่เดินไกลออกไป แต่ก็มิอาจจะเดินตามออกไปได้ เพราะน้องชายฝาแฝดของเขายังยืนอยู่ตรงนี้

“เสด็จพี่ ท่านกับหงหลิน...มีเรื่องอะไรปิดบังข้าอยู่กันแน่?” ดวงเนตรคมมองอีกคนที่มีใบหน้าเหมือนกับตน สายตาจริงจังหรี่มองอีกฝ่ายราวกับจะคาดคั้น แต่ผู้เป็นพี่กลับไม่ได้จ้องกลับมา เพียงเสมองไปทางทิศที่ร่างเพรียวจากไป ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ไม่มีอะไร ข้าแค่ต่อว่าเขาเรื่องจื่อหลัน อาจจะต่อว่าแรงเกินไป จนเขาคิดจะตัดสัมพันธ์” เหวินหรงไม่อยากจะให้น้องชายฝาแฝดรู้เรื่องที่ตนนัเนได้ทำผิดมหันต์กับหงหลินไว้ จึงได้แต่เพียงหาข้ออ้างที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดบอกกับอีกฝ่ายได้เท่านั้น

“แค่นี้หรือ?” นัยน์ตาคมยังคงหรี่มองอย่างไม่ละสายตา ราวกับจะจับผิดอีกฝ่าย

“ใช่ แค่นี้” เหวินหรงยังคงยืนกรานหนักแน่น ก่อนจะเดินจากไป

 

 

 

 

ยามบ่าย

“ฮุ่ยหมิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเสด็จพี่ใหญ่กับหงหลิน มีเรื่องอะไรกัน?” จู่ๆจื่อหลันก็เอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นน้องชายนั่งลงบนตุ่นข้างเตียง ทำให้ฮุ่ยหมินลอบยกยิ้มเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหันมาตอบคำถามของพี่ชายด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับเรื่องนี้ไม่ได้ผิดแปลกอะไร

“ข้าก็ไม่เห็นมีเรื่องใหญ่โตอะไร อาจจะเป็นเพราะเสด็จพี่ใหญ่รักและถนอมท่านมาก เลยอาจจะพูดจาไม่ดีกับหงหลิน ทำให้ทั้งสองคนอาจจะดูเหมือนมีเรื่องบาดหมางกันก็เป็นได้” ฮุ่ยหมินเอ่ยตอบไปพลาง หยิบขนมขึ้นมากินพลาง

“เป็นอย่างนั้นหรอกรึ? ข้าไม่อยากให้พวกเขาต้องบาดหมางกันเลย เจ้าช่วยไกล่เกลี่ยแทนข้าได้หรือไม่? ถือว่าข้าขอร้องเถิดนะ ข้าไม่อยากให้หงหลินต้องทุกข์ใจกับเรื่องของข้าอีก” คิ้วเรียวขมวดแทบจะเป็นปม เมื่อนึกถึงท่าทีของหงหลินและเสด็จพี่ใหญ่เมื่อช่วงเช้า

“ข้าจะพยายามก็แล้วกัน เสด็จพี่สามไม่ต้องเป็นกังวลไป ข้าไม่อยากให้หลานของข้าต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนท่านตอนนี้หรอกนะ” เมื่อเห็นความกังวลใจบนดวงหน้างดงามของพี่ชายของตน ฮุ่ยหมินจึงรีบรับปาก ก่อนจะหยอกล้ออีกฝ่ายเพื่อให้คลายความกังวลลง

“ทำเป็นพูดดีไปเถิด” จื่อหลันรู้ตัวแล้วว่าตัวเองแสดงสีหน้าวิตกกังวลเกินเหตุ จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนากับอีกฝ่าย “เจ้าไม่คิดจะแต่งตั้งพระชายาเลยหรือ? ให้หลี่จวินคอยนานมันไม่ดีนะ”

“เสด็จพี่สาม ถ้าท่านยังไม่ลงเอยด้วยดี ข้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งตั้งใครเป็นพระชายาได้หรอก” ฮุ่ยหมินเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่กลับกันกับอีกคนที่ได้ยินการสนทนากันโดยบังเอิญ ความปวดแปลบในใจก่อเกิดทันที แม้จะรู้ดีว่ามันต้องเป็นเช่นนี้ เรื่องที่องค์รัชทายาทบ่ายเบี่ยงการแต่งตั้งพระชายา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคาดหวัง หวังว่าเขาจะได้เป็นพระชายาเอก เป็นคนของอีกฝ่ายอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี ไม่ใช่ในฐานะชายบำเรอเช่นนี้ ริมฝีปากอิ่มเม้มกัดแน่นจนเลือดซึม ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป เพราะยิ่งได้ยินคนที่ตนรักหาเหตุผลมาอ้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งปวดใจเท่านั้น

“เจ้านี่ช่างเย็นชายิ่งนัก คนงามในแคว้นนี้ใช่ว่าจะมีแค่เสด็จแม่แค่นั้นหรอกนะ” จื่อหลันรู้ดีว่าน้องชายคนนี้ของตน ถือเอาเสด็จพ่อเป็นแบบอย่างมากแค่ไหน แม้กระทั่งเรื่องชายาก็ยังจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จนอดที่จะส่ายหัวอย่างอ่อนใจมิได้

“ท่านได้ยินเรื่องที่ข้าเอ่ยกับเสด็จแม่อย่างนั้นหรือ?” ฮุ่ยหมินทำปากยื่นใส่พี่ชายของตน ราวกับเด็กสามขวบที่กำลังงอนคนที่ได้รู้ความลับของตน

“ข้าบังเอิญได้ยินใครบางคนกำลังอ้อนเสด็จแม่ ไม่ให้เร่งรัดพิธีอภิเษกแต่งตั้งพระชายาน่ะสิ” ดวงเนตรกลมหรี่ลง ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างผู้มีชัยที่ได้รู้ความลับของเด็กน้องผู้นี้

“ก็ข้ายังไม่เจอใครที่งดงามเช่นท่านหรือเสด็จแม่เลยสักคน” มือหนาเอื้อมไปเชยคางมน ดวงหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักโน้มเข้าไปใกล้คนงาม ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก แล้วเอ่ยอย่างมีเลศนัยบางอย่าง

“เหลวไหล...เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งแคว้นซ่ง เก่งกล้าสามารถในทุกด้าน แต่หากไร้คนเคียงข้างสนับสนุน ไม่มีทายาทสืบเชื้อสาย ภายภาคหน้าอาจจะทำให้ตำแหน่งของเจ้าสั่นคลอนได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่” มือบางปัดมือหนาออก ก่อนจะดันอกของอีกฝ่ายให้ถอยออกไป พลางคิดว่าน้องชายผู้นี้ช่างรับมือยากเสียจริง จึงเอ่ยอย่างจริงจัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้สำนึกในฐานะของตน

“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะรับสนมที่มาจากตระกูลขุนนางทั้งหกกรมดีหรือไม่ อำนาจของข้าก็จะมั่นคง หรือไม่ก็รับโอรสของท่านสักคนให้มาเป็นโอรสของข้า เท่านี้ฐานะองค์รัชทายาทของข้าก็ไม่สั่นคลอนแล้ว ฮ่าฮ่า” เมื่อเห็นความจริงจังของพี่ชายก็ทำให้ฮุ่ยหมินนึกสนุก จึงเอ่ยประชดทันที

“เอาล่ะๆ ข้าไม่พูดอะไรแล้ว เจ้าจะรอไปถึงเมื่อไหร่ ก็เรื่องของเจ้าเถิด” จื่อหลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กับการที่อีกฝ่ายดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยสักนิด ทั้งยังทำเหมือนเป็นเรื่องสนุกอีกต่างหาก

“หลานรัก ดูแม่ของเจ้าสิ อยากให้น้ามีชายาไวๆ เจ้าต้องอวยพรให้ท่านน้าของเจ้าเจอคนงามเช่นท่านแม่ของเจ้าในเร็ววันด้วยเถิดนะ” ใบหน้าหล่อเหลาคมคายคล้ายกับผู้เป็นบิดากำลังแนบแก้มถูไถหน้ากับท้องกลมโตของผู้เป็นพี่ชายอย่างติดจะหยอกเย้ากับทารกน้อยในครรภ์

“เฮ้อ เจ้าน้องคนนี้ ข้าล่ะเหนื่อยใจแทนชายาในอนาคตของเจ้าเสียจริง” จื่อหลันได้แต่ทอดถอนใจ น้องชายคนนี้ช่างเข้าใจยากเสียจริง ถึงเขากับฮุ่ยหมินจะสนิทสนมกันมาก แต่ในใจอีกฝ่ายมีอะไรซ่อนอยู่นั้น เขาไม่เคยรู้เลย ความคิดที่สุขุมลุ่มลึกราวกับก้นเหวกว้างใหญ่ ช่างยากแท้หยั่งถึงเหมือนกับเสด็จพ่อ แต่น้องชายคนนี้ดูจะเข้าใจยากยิ่งกว่าเสด็จพ่อของเขาเสียอีก เพียงแค่นี้ก็รู้สึกถึงความลำบากของว่าที่ชายาของน้องชายในภายภาคหน้าเสียจริง

ความคิดเห็น