ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ลิขิตรัก 2

คำค้น : ลิขิตรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 987

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2563 18:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลิขิตรัก 2
แบบอักษร

 

 

ลิขิตรัก 2 

 

 

 

เฟินเยว่ในช่วงวัยอายุห้าขวบก็ถูกจับให้ฝึกการเป็นเกอที่เพียบพร้อมจากเสด็จแม่ ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การเดิน การกินหรือแม้แต่การพูดคุย องค์ชายเกออย่างเฟินเยว่ต้องตั้งใจทำทุกอย่างให้ดี ซึ่งการที่เฟินเยว่มีวิญญาณที่เป็นผู้ใหญ่ในอีกโลกก็เลยสามารถทำทุกอย่างที่ถูกสอนออกมาได้ดีไม่มีที่ติและนั่นก็ทำให้ท่านแม่พึงใจเป็นอย่างมากแต่ก็ยังมีเรื่องที่น่าปวดหัวอยู่อีกอย่างเพราะองค์ชายเกอน้อยของตนเองนั้นมีนิสัยซุกซนมากกว่าเกอทั่วไป เมื่อไรที่เรียนการเรือนเสร็จแล้วเฟินเยว่ก็มักจะแอบออกไปหาพี่ชายเพื่อหัดเรียนการต่อสู้ ยิงธนูและขี่ม้าอยู่ทุกครั้ง องค์เหนือหัวของทั่วล้าในแคว้นนี้ที่เป็นพ่อก็ชอบอกชอบใจที่เห็นลูกชายที่แม้จะเป็นเกอแต่ก็ชอบเรียนการต่อสู้ จึงทำให้พระองค์นั้นตัดสินใจยกลูกม้าเหงื่อโลหิตให้เป็นของขวัญหนึ่งตัว เฟินเยว่เลยตั้งชื่อให้เจ้าลูกม้าน้อยว่า หมิงหมิง ที่มีความหมายว่าสว่างไสวเพราะขนของหมิงหมิงนั้นมีสีขาวบริสุทธิ์เหมือนเส้นผมของตนเองที่เปรียบดั่งความสว่างไสวท่ามกลางจันทราและหมิงหมิงก็ยังเป็นม้าที่แสนฉลาดสอนให้ทำอะไรก็ทำได้หมด  

 

 

ช่างเก่งกาญเหมือนเจ้าของมิมีผิด! 

 

ฉับ! ปึก! 

 

“เก่งมากน้องพี่ เจ้าช่างเก่งกาจเหมือนพี่จริงๆ” จาง อี้เทาเอ่ยชมน้องชายที่สามารถยิงธนูเข้าเป้าได้ทุกดอก องค์ชายคนเล็กของราชวงค์จางที่ฉายแววงามล่มเมืองตั้งแต่ยังเยาว์วัยแถมพอเริ่มโตก็มีกิริยาที่เรียบร้อยแต่เพราะมีพลังยุทธในร่างตั้งแต่เกิดทำให้เยว่เออร์น้อยสนใจด้านบู๊พอๆกับด้านบุ๋น เรียกได้ว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีเกอที่ไหนจะเพียบพร้อมไปทุกด้านอย่างน้องชายของตนได้อีกแล้ว 

 

“ไร้สาระเสียจริงพี่รอง ท่านช่างหลงตัวเองนัก เยว่เออร์น้อยนั้นเก่งกาจเหมือนข้าต่างหาก” จาง ลี่เจินตอบกลับออกไปอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะเข้าไปคว้าตัวน้องชายมากอดไว้อย่างหวงแหน อี้เทาที่เห็นแบบนั้นก็ไม่ยอมใช้วิชาตัวเบาไปเข้าข้างหลังเจ้าสามก่อนจะผลักลี่เจินออกแล้วคว้าเยว่เออร์น้อยมากอดเอง  

 

เฟินเยว่ที่เห็นทั้งสองคนแย่งชิงตัวเองก็อดที่จะรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจไม่ได้ นี่ยังขาดพี่ชายอีกสองคนที่ไม่ได้มาด้วยนะไม่งั้นจะปวดหัวมากกว่านี้อีก 

 

“เสด็จพี่ น้องหิวแล้ว เราออกนอกวังไปหาของอร่อยกินได้หรือไม่” เฟินเยว่ชื่นชอบการได้ออกไปนอกวังเป็นที่สุด แม้ตนเองจะถูกสั่งไม่ให้ออกไปถ้าไม่มีพี่ชายพาไปและที่สำคัญต้องใส่ที่คลุมหน้าทุกครั้ง แต่ถึงจะลำบากแบบนั้นเฟินเยว่ก็ยังชอบออกไปอยู่ดีเพราะตนเองนั้นอยากออกไปท่องโลกกว้างมากที่สุด! 

 

“ให้ห้องเครื่องในวังทำดีกว่าหรือไม่ พี่ว่าแม่ครัวในวังของเราก็ทำอร่อยไม่แพ้ที่ใด” ลี่เจินไม่ค่อยเห็นด้วยกับการออกนอกวังเท่าไรนัก เพราะน้องชายตนนั้นเป็นเกอแม้จะอายุยังน้อย ความงดงามอาจจะยังไม่เปร่งประกายมากแต่ก็อันตรายมากอยู่ดี ถ้ามีพวกคิดชั่วนึกทำอะไรไม่ดีขึ้นมาถ้าตนเองห่างสายตาจากน้องชาย 

 

“ไม่เอาขอรับ น้องอยากออกไปเที่ยว อยากเดินดูของในเมืองด้วย” 

 

“ก็ได้ พี่จะพาเจ้าไปเอง” อี้เทาบอกก่อนลี่เจินจะทำหน้าตาเบื่อหน่ายใส่พี่ชายคนรองที่ทำตัวเอาหน้ากับน้องชายตัดหน้าตนเอง 

 

ไม่ได้การล่ะแบบนี้ ลี่เจินก็ต้องตามใจน้องบ้าง น้องจะได้ไม่รักพี่รองคนเดียว 

 

“พี่ก็จะพาไปเช่นเดียวกัน” 

 

“เสด็จพี่ก็พาน้องไปทั้งสองคนเลย น้องชอบให้เสด็จพี่พาน้องเที่ยว” 

 

“ได้สิ หากน้องต้องการพี่จะพาไป” อี้เทาบอกก่อนจะหันไปหานางกำนันที่คอยดูแลน้องชายให้เอาหมวกคลุมใบหน้ามาให้ตนเองและเมื่อพอได้หมวกแล้วก็จัดการสวมใส่ให้น้องชายก่อนที่ทุกคนจะเดินไปโรงม้าของเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ไม่ไกลอี้เทาจึงจับตัวน้องชายขึ้นอาชาคู่ศึกของตนเองก่อนจะควบออกไปนอกวังจากทางด้านหลังของตำหนักองค์รัชทายาทของพี่ใหญ่ที่ตอนนี้ไม่อยู่ตำหนักเพราะกำลังช่วยเสด็จพ่อสะสางฎีกาทั้งหลายอยู่ที่ตำหนักของเสด็จพ่อโดยมีลี่เจินควบม้าตามมาติดๆ 

 

 

 

เสียงผู้คนจอแจดังขึ้นตลอดทางที่เดินผ่าน เฟินเยว่และเสด็จพี่ทั้งสองได้ให้องค์รักษ์นำม้าไปผูกและให้คอยดูแลก่อนจะให้องค์รักษ์บางส่วนนั้นตามมาไม่เกินสี่คนแต่ให้ตามมาแบบเงียบๆไม่เปิดเผยตัวคอยคุ้มกันองค์ชายทั้งสามไม่ให้เกิดอันตราย 

 

ผู้คนที่เห็นท่าทางองค์อาจของท่านแม่ทัพหรือก็คือองค์ชายรองและองค์ชายสามกำลังจูงมือเด็กน้อยที่ถูกปิดบังหน้าตาไว้และชาวบ้านทั้งหลายก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเด็กน้อยคนนี้คือองค์ชายเกอน้อยที่ฝ่าบาททรงหวงยิ่งกว่าอะไร แถมข่าวลือที่เล่าบอกต่อกันยังทำให้รู้อีกว่าองค์ชายเกอน้อยพระองค์นี้ยังมีพลังยุทธ์ตั้งแต่เกิดที่น้อยนักที่ผู้ที่เกิดเป็นเกอจะมีพลังยุทธ์ได้ ไหนจะความงามล่มเมืองและเส้นผมสีเงินที่ไม่มีใครมีในแคว้นแห่งนี้อีก ทำให้ชาวเมืองทุกคนของแคว้นถ้าได้เห็นพระองค์ออกมาเที่ยวเล่นในตลาดก็พากันจับจ้องไม่วางตา แม้จะไม่เคยเห็นใบหน้าของพระองค์เลยก็ตาม 

 

“เสด็จพี่ น้องอยากซื้อถังหูลู่ไปแจกพวกเด็กๆพะยะค่ะ เสด็จพี่จ่ายให้น้องได้หรือไม่น้องไม่ได้นำเงินมาสักตำลึงเลย” เฟินเย่วกระตุกมือพี่ชายทั้งสองเมื่อเห็นเด็กๆทั้งหลายที่ออกมารับจ้างเพื่อหาเงิน แม้ในแคว้นของตนเองจะไม่มีขอทานเลยก็ตามแต่ก็ยังมีประชาชนบางกลุ่มนั้นมีความยากจนเลยทำให้เด็กๆออกมาช่วยพ่อแม่หาเงิน เฟินเย่วที่เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้และก็อดคิดไม่ได้ถ้าหากว่าตนเองนั้นเติบใหญ่เมื่อใดก็จะขอเสนอให้เสด็จพ่อสร้างโรงเรียนสอนหนังสือเด็กในแคว้นโดยเด็กทุกบ้านต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม เพราะเฟินเยว่คิดว่าถ้าหากชาวเมืองในแคว้นมีรากฐานความรู้ก็จะทำให้บ้านเมืองเจริญมากกว่านี้ได้อย่างแน่นอน 

 

“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็ให้ลี่เจินไปซื้อหมั่นโถวแจกด้วยดีมั้ย จะได้มีอะไรทำให้อิ่มท้องมากกว่าถังหูลู่ เจ้าว่าดีหรือไม่เยว่เออร์” อี้เทาเสนอออกมาซึ่งเฟินเยว่ก็เห็นด้วยกับความคิดของพี่รองเพราะถ้าไม่ให้พี่สามออกเงินพี่สามจะต้องงอนและมีอาการงอแงเป็นแน่ที่พี่รองเอาหน้ากับตนเองเพียงแค่คนเดียว 

 

หลังจากตกลงกันได้แล้วทั้งสามคนก็พากันซื้อของไปแจกเด็กๆที่ช่วยพ่อแม่ทำงานรับจ้างซึ่งผู้คนที่ได้รับน้ำใจจากองค์ชายทั้งหลายก็เอ่ยขอบคุณพร้อมก้มคำนับด้วยความเทิดทูลตามหลักคำพูดของบรรพบุรุษ  

 

ในเมืองนี้ผู้คนส่วนมากมีจิตใจกว้างขว้างและส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ที่ดี ชาวเมืองไม่มีความอิจฉาริษยากันหรือเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ลูกจ้างในแคว้นแห่งนี้มีรายได้ที่พอเลี้ยงปากท้องไม่ต้องอดมื้อกินมื้อหรือโดนเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งเฟินเยว่นับถือบรรพบุรุษของตนเองมากที่สามารถดูแลประชาชนทั่วแคว้นได้เป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ 

 

กว่าจะได้กินของอร่อยเฟินเยว่ก็มีอาการท้องร้องเสียงดังจนอี้เทาต้องอุ้มน้องชายตัวน้อยไปที่เหลาอาหารขึ้นชื่อของเมืองที่มีผู้คนเข้าออกตลอดเวลาแต่สำหรับเชื้อพระวงค์และขุนนางชั้นสูงจะมีห้องรับรองที่ชั้นบนสุดทำให้ไม่ต้องไปนั่งเบียดกับผู้คนในร้านแต่เพราะมีผู้คนมากมายเดินเบียดออกไปไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือคนที่แวะผ่านเข้ามาพักแรมทำให้ผ้าคลุมหน้าของเฟินเย่วที่มีคนเดินเบียดตัวอี้เทาออกไปทำให้ลอยตกลงมาที่พื้น และเมื่อโฉมหน้าขององค์ชายเกอน้อยได้ปรากฎสู่สายตาชาวเมืองเป็นครั้งแรกก็ทำให้ผู้คนในระแวกนั้นได้ตกตะลึงในความงามที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ ด้วยเส้นผมที่ยาวสีเงินรับเข้ากับใบหน้าหวานฉายแววงดงามที่ยังรับกับดวงตาที่เปร่งประกายและปานดอกเหมยฮวาสีแดงสดก็ยิ่งทำให้ดูเด่นสะดุดตามากขึ้นกว่าเดิมจนผู้คนตกอยู่ในภวังค์จนแทบลืมหายใจ 

 

‘งามเหลือเกิน…’ 

 

‘นั่นสิ งดงามอย่างกับเทพสวรรค์ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามขนาดนี้มาก่อนเลย’ 

 

อี้เทาและลี่เจินที่รู้ว่าหมวกคลุมใบหน้าของน้องหลุดก็รีบพาน้องขึ้นไปห้องรับรองอย่างรวดเร็วทำให้ผู้คนแถวนั้นที่ได้สติกลับขึ้นมาก็เอ่ยพูดเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หยุดและนั่นทำให้ข่าวลือขององค์ชายเกอของแคว้นฉีที่อยู่ในยุครัชสมัยของราชวงศ์จางถูกพูดออกไปปากต่อปากจนทำให้หลังจากนี้ผู้คนจากแคว้นอื่นต้องหาช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงานแวะเข้ามาเที่ยวที่แคว้นฉีเพียงเพื่อจะได้ยลโฉมความงามดังเทพเซียนให้เป็นบุญตาสักครา 

 

 

.................................................................................................................. 

ความคิดเห็น