facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2563 21:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (2)
แบบอักษร

 

13 

เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (2) 

 

               เมื่อส่งคนเจ็บเข้าห้องนอนสำเร็จฉันก็มานั่งคุยกับคุณกวีบนโซฟานุ่มๆ ที่ถูกปูด้วยผ้าห่มต่อ ตั้งใจจะถามเขาว่าอยากกินอะไรมั้ยเพราะตอนนี้ฉันหิวมากเลย ถ้ากินจะได้ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงหม้อไปเลยสองซอง เราจะได้มาแบ่งกันกิน 

               “เจ็บหรือเปล่า แก้มเธอแดงมากเลย” 

               นั่นคือสิ่งแรกที่เขาถามหลังจากที่เห็นพี่ชายฉันเข้าห้องไปนอนเรียบร้อยแล้ว 

               “อ้อ นิดหน่อยค่ะ ไม่ค่อยเจ็บแล้ว” 

               “มันบวมๆ นะ เข้ามาใกล้ๆ เดี๋ยวผมช่วย” 

               เขาหยิบถุงประคบเย็นในกล่องยาสามัญประจำบ้านมาบีบๆ ทุบๆ เพื่อให้เย็น ห่อด้วยผ้าขนหนูแล้วเอามาประคบกับข้างแก้มฉัน เพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามีแบบเย็นทันใจโดยไม่ต้องแช่เย็นด้วย 

               “...” 

               เป็นความรู้สึกที่แปลกดีเหมือนกัน คุณกวีใช้สองมือประคองใบหน้าฉันไว้ให้อยู่นิ่งๆ ฝ่ามือหนากอบกุมข้างแก้มฉันอย่างเต็มไม้เต็มมือ 

               “อะ โอ๊ย!” 

               “เจ็บเหรอ โทษที ผมทำแรงไปหรือเปล่า” 

               สีหน้าเขาดูเป็นกังวลเมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของฉัน 

               “เปล่าค่ะ เย็นแก้มเฉยๆ ตรงนั้นมีสิวขึ้นด้วย ระวังหน่อยนะคะ” 

               “เห็นร้องซะดังก็นึกว่าเจ็บ” 

               เขาหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนช่วยประคบแก้มให้ฉันต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

               อันที่จริงอยากบอกออกไปเหลือเกินว่าถุงประคบเย็นอันน้อยแค่นี้ฉันถือเองได้ แต่คุณกวียังไม่ยอมปล่อยมือออกไปจากแก้มฉันสักที เหมือนถูกบังคับให้ต้องเงยหน้ามองเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเขาตลอดเลย 

               ยิ่งคิดก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก ในหัวพาลคิดไปถึงเรื่องเมื่อวันที่ฉันป่วยแล้วคุณกวีคอยมาเช็ดตัวกับป้อนข้าวป้อนน้ำให้ เขาทำหน้าที่ผู้ปกครองจำเป็นได้ดีมาก ดีเกินไป ฮือ... 

               “...เธออยู่ต่อได้นะ” 

               “คะ?” 

               อยู่ต่อที่ว่าหมายถึงอะไรเอ่ย? 

               ฉันเอียงคอยิ้มหวานส่งคำถามผ่านสายตาด้วยความงุนงง คุณกวีปล่อยให้ฉันประคบเย็นต่อเองแล้วเริ่มจัดท่าจัดทางตัวเองให้ดูเรียบร้อยที่สุด ตอนนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มที่ถูกพับแขนเสื้อไปถึงข้อศอก เสื้อกั๊กที่ใส่อยู่ทำให้บรรยากาศยังดูจริงจังแม้จะไม่ได้สวมสูทตัวนอกทับ 

               “ไม่ต้องกลับบ้านไปหาพ่อกับแม่ก็ได้ อยู่ที่นี่ยาวๆ เลย” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ คุณกวีตกลงว่าจะให้หนูอยู่ที่นี่แค่ปีเดียวไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวหนูไปจองหอในไม่ก็หอนอกอยู่กับเพื่อนเอาก็ได้” 

               สัญญาคือสัญญาสิ เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ แถมมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย จะมาแก้กันปากเปล่าแบบนี้ได้ยังไง 

               “ผมขยายเวลาให้ อยู่สี่ปีไปเลย ค่อยคืนห้องให้ผมอีกทีวันรับปริญญา ตกลงมั้ย” 

               “...คะ!?” 

               ทำไมถึงต่อสัญญาได้ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้! 

               “ถ้าอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุขงั้นกลับปีละครั้งก็พอ” 

               คุณกวียังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังและใบหน้าเรียบเฉย ส่วนฉันตาค้างแล้วตาค้างอีก ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากอ้าปากพะงาบๆ ทวนคำพูดเขาด้วยความตกใจ 

               “ปะ ปีละครั้งเลยเหรอคะ!” 

               เกินไป! เกินไปแล้ว! 

               “พูดตามตรงเลยนะหอม ผมไม่ค่อยชอบพ่อกับแม่เธอเลย จากที่ฟังเธอกับพี่ชายเล่ามา ทั้งกดดันลูก ตบลูก ต่อยลูก สถานที่น่าอึดอัดแบบนั้นเขาไม่เรียกว่าบ้านหรอก” 

               “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ หนูทนได้” 

               “ทนได้อะไรล่ะ เธอห้ามทนสิ” ได้ยินคำตอบแล้วคุณกวีก็ขมวดคิ้ว เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนขออนุญาตจับไหล่ฉันแล้วบีบมันเบาๆ น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูหนักแน่นและต้องการให้ฉันทำตามสิ่งที่บอกอย่างเคร่งครัด “ย้ายออกมาจากที่นั่นเถอะ ผมขอร้องล่ะ” 

               “ย้ายไม่ได้จริงๆ ค่ะ คุณกวีไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นั่นพ่อกับแม่หนูนะ” 

               ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงจริงๆ ฉันส่งยิ้มที่คิดว่าดูเข้มแข็งที่สุดให้เขาดู แถมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาทำท่าสู้ตายด้วย แต่คนไม่อินก็คือไม่อิน คุณกวียังไม่ละสายตาไปจากฉัน ในแววตาคู่นั้นยังมีประกายของความเป็นห่วงหลงเหลืออยู่อย่างเห็นได้ชัด 

               เขาเป็นคนดีจริงๆ นะเนี่ย... 

               “เพราะเป็นพ่อกับแม่ไง ผมก็เลยห่วง” ยิ่งได้ฟังคนตรงหน้าฉันก็ยิ่งถอนหายใจ “เธอไม่โกรธพวกเขาเลยเหรอ?” 

               “ก็โกรธอยู่หรอก แต่หนูเข้าใจพ่อกับแม่นะ...” 

               “เข้าใจอะไร ไหนลองบอกผมซิ” 

               คิดไปเองหรือเปล่านะว่าคุณกวีแอบทำเสียงดุ 

               “อืม...หนูเป็นลูกที่แย่ เรียนก็ไม่เก่ง หวังพึ่งอะไรก็ไม่ได้ พ่อกับแม่จะโกรธก็ถูกแล้ว เขามีสิทธิ์โกรธค่ะ” 

               “ไม่มีสิทธิ์โกรธถึงขั้นทุบตีหรือทำร้ายร่างกายนะ” 

               “ไม่รู้สิคะ ปกติพ่อกับแม่ไม่เคยทำรุนแรงขนาดนี้นะ เขาอาจจะเครียด ระบายนิดระบายหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก” 

               “ไม่ได้ ไม่มีใครสมควรเป็นที่ระบายของใครทั้งนั้น เธอกับพี่ชายไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ เราต้องแจ้งตำรวจด้วยซ้ำ” 

               แจ้งตำรวจเหรอ ให้ลูกแจ้งความจับพ่อกับแม่ตัวเองเนี่ยนะ ได้ยินแล้วฉันก็ค่อยๆ ส่ายหน้า 

               “หนูทำไม่ได้หรอกค่ะ เขาเป็นพ่อกับแม่หนูนะ เป็นผู้ให้กำเนิด” 

               “อย่ามองพ่อกับแม่เป็นบุคคลสูงส่งขนาดนั้นสิ เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาเหมือนเธอนั่นแหละ เมื่อหลายสิบปีก่อนก็เคยอายุเท่าผม อายุเท่าพี่เซนท์ อายุเท่าเธอ เป็นคนอายุยี่สิบต้นๆ ที่ตัดสินใจแต่งงานกับคนวัยไล่เลี่ยกันที่คิดว่ารักมากที่สุด กว่าจะสร้างครอบครัวได้ก็ต้องลองผิดลองถูกหลายอย่าง เขาไม่ได้ทำถูกไปซะทุกเรื่องหรอก” 

               “แต่หนูมีหน้าที่ต้องทดแทนบุญคุณ ถ้าไม่ทำเดี๋ยวจะบาป เป็นเวรเป็นกรรมไม่รู้จักจบจักสิ้น...” 

               “ช่างหัวเรื่องบุญคุณอะไรนั่นเถอะ ของแบบนั้นไม่มีจริงหรอก ไม่งั้นพวกนักการเมืองชั่วๆ กับนายทุนขายชาติก็โดยธรณีสูบตายไปนานแล้วสิ” 

               “จริงด้วย คุณกวีก็เป็นนายทุนนี่นา ทุกวันนี้ยังสุขสบายอยู่เลย” 

               “ผมไม่ได้ขายชาติซะหน่อย...” 

               เขาทำหน้าบึ้งทันที เห็นแล้วก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่ดันลืมไปว่าเพิ่งถูกตบมา ใบหน้าซีกซ้ายเลยรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ จนต้องเพิ่มแรงกดเจลประคบเย็นเข้าไปอีก 

               “นั่นไง อย่าเพิ่งพูดมาก อยู่นิ่งๆ ไปก่อน” คุณกวียื่นมือเข้ามาแย่งผ้าประคบเย็นไปจากมือฉันอีกครั้ง เกรงใจจั’ “ผมจริงจังนะ ไม่อยากให้เธอกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว” 

               “แต่...” 

               พูดไม่ทันขาดคำฉันก็นิ่งเงียบไปเมื่อได้สบตากับคุณกวีในระยะประชิด เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ เพื่อแนบแผ่นประคบเย็นเข้ากับแก้มฉัน คอยกดผ้าผืนนุ่มไม่ให้ขยับไปไหนอย่างตั้งใจ 

               ฉันเกือบจะยกมือขึ้นไปแตะกับข้อมือเขาแล้ว โชคดีที่ตั้งสติทัน เขาก็เลยไม่ทันสังเกตว่าเมื่อกี้ฉันเกือบทำอะไรลงไป 

               “ตอนเธอโทรมาผมตกใจแทบแย่ ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงร้องไห้ ยิ่งได้ยินเธอบอกว่าช่วยด้วย รีบมารับที ผมทำตัวไม่ถูกเลย อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เธอก็เอาแต่ร้องไห้อยู่นั่นแหละ” 

               น้ำเสียงทุ้มต่ำฟังดูหงุดหงิด แต่ฉันว่าเขาไม่ได้โกรธหรอก เขาแค่ทำอะไรไม่ถูกมากกว่า 

               “...ขอโทษที่ทำให้ลำบากค่ะ” 

               “ไม่ต้องขอโทษผมหรอก ห่วงตัวเองก่อนเถอะ” คุณกวีพ่นลมหายใจอีกครั้ง “ถามได้มั้ย ทำไมตอนนั้นถึงโทรหาผมล่ะ?” 

               “...อ้อ ขอโทษค่ะ โกรธเหรอ?” 

               เอ นี่เราเผลอไปรบกวนเวลาส่วนตัวของเขาหรือเปล่านะ? ฉันเบิกตากว้างทันทีเมื่อคิดว่าตัวเองเผลอไปขัดจังหวะการทำธุรกรรมข้ามชาติของท่านประธานฯเข้า คู่ค้าจากต่างประเทศอาจโทรมาชนกับฉันเข้าพอดี แต่คุณกวีก็เลือกที่จะรับสายฉัน! บริษัทต้องสูญเสียรายได้หมื่นล้าน พี่พิ้งค์อาจต้องตกงาน แค่คิดก็เรื่องใหญ่แล้ว! 

               “ไม่ ยังไม่โกรธ แค่อยากรู้เหตุผลเฉยๆ” 

               ยังไม่โกรธนี่หมายความว่ายังไง อีกเดี๋ยวจะโกรธเหรอ! ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก แขนขาทั้งสองข้างเริ่มอยู่ไม่สุข ทำตัวเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัดจนคุณกวีต้องลูบแก้มฉันเบาๆ เป็นการเรียกสติ 

               มัน...น่าจะเป็นวิธีเรียกสติคนอื่นแบบเฉพาะตัวของเขานะ ฉันคิดว่างั้น... 

               “ตอนนั้นหนูกลัวมากก็เลยกดผิดไปกดชื่อคุณกวี แต่กลายเป็นว่าคุณกวีดันรับสายแล้วช่วยหนูไว้ซะงั้น ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” 

               “เหรอ...” 

               “อื้ม...” 

               ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เขาโกรธใช่มั้ย ว่าแล้วก็เอียงคอมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มหวานๆ คุณกวียังเงียบอยู่ สีหน้าเขาเหมือนกำลังขบคิดกับอะไรบางอย่างในขณะที่ค่อยๆ ดึงมือออกจากถุงประคบเย็นบนแก้มฉัน 

               “งั้นตั้งไว้เป็นเบอร์ฉุกเฉินนะ” 

               “คะ? ตั้งอะไร เบอร์ตำรวจเหรอ” 

               “ไม่ เบอร์ผมน่ะ คราวหลังจะได้โทรออกง่ายๆ เอามานี่สิ เดี๋ยวตั้งให้” เขาพยักพเยิดไปทางโทรศัพท์ของฉันที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กๆ หน้าโซฟา ในเมื่อท่านรองประธานฯบริษัทใหญ่เขาเอ่ยปากขอขนาดนี้แล้ว ฉันก็ต้องหยิบให้สินะ “เรียบร้อย” 

               “ขอบคุณค่ะ ไว้เดือดร้อนแล้วจะโทรหานะคะ” 

               ฉันมองดูรายชื่อในเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่ถูกเพิ่มมา ปกติก็มีอยู่สามชื่อที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี พ่อ แม่ แล้วก็พี่เซนท์ แต่ครั้งนี้มีคุณกวีเพิ่มเข้ามาด้วยแบบงงๆ 

               “หอม” 

               “ว่าไงคะ?” 

               นั่งเหม่อมองรายชื่อใหม่ได้ไม่นาน ชื่อของฉันก็หลุดออกมาจากปากเขาอีกครั้ง 

               “ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก เธอโกรธพ่อกับแม่ได้ตามสบายเลย” 

               “อื้ม...ไว้จะลองโกรธดูค่ะ” 

               ได้ยินแบบนั้นคุณกวีก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันอีกนิด เขายื่นมือออกมากุมมือเล็กๆ ของฉันไว้ ไอความเย็นจางๆ บนฝ่ามือเขาทำให้ฉันรู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมาเล็กน้อย 

               ทั้งที่มือเย็นขนาดนี้แท้ๆ แต่ภายในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แปลกจัง... 

               ฉันก้มมองมือตัวเองที่ถูกมือหนาของเขาประกบไว้ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณกวีอย่างช้าๆ ในดวงตาคู่นั้นมีประกายความห่วงใยอยู่ด้านในอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มจางๆ ที่เจ้าตัวคงส่งมาเพื่อเป็นกำลังใจให้ กับสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่กอบกุมมือเล็กๆ ของฉันไว้ทำให้ขอบตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ 

               “อ๊ะ...หนู...” 

               “อยากร้องไห้เหรอ?” 

               “...ขอโทษค่ะ! อยู่ดีๆ น้ำตามัน...!” 

               “ไม่เห็นเป็นไรเลย ร้องออกมาเถอะ” 

               ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ใครมันจะไปยอมร้องไห้ต่อหน้าคนอย่างเขาอีกเป็นครั้งที่สองเล่า! ฉันพยายามส่งยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมารัวๆ ลองกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่หยดน้ำอุ่นๆ ออกไปแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล 

               “อยากกอดผมมั้ย” 

               ใครจะไปกล้าคะ! ได้ยินแล้วทำหน้าไม่ถูกเลย วันนี้ฉันทำตาโตไปกี่รอบแล้วเนี่ย! 

               “หนูไม่กล้าหรอกค่ะ! เดี๋ยวเสื้อคุณกวีเปื้อนนะ!” 

               “เปื้อนก็ซักใหม่ได้ คราบน้ำตามันซักยากขนาดนั้นเลยเหรอ” 

               เขาก้มมองเสื้อตัวเองแล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย 

               “พูดจริงนะ?” 

               “อืม” 

               “ให้กอดจริงๆ ใช่มั้ยคะ?” ตอนถามก็แอบหวังว่าเจ้าของคำพูดหน้าตายจะฉุกคิดแล้วเปลี่ยนใจ แต่คุณกวีมีจิตใจที่แน่วแน่มาก เขาพยักหน้ารับอีกครั้งอย่างไม่ลังเล 

               ไม่รู้ล่ะ เป็นไงเป็นกัน อย่ามาโทษฉันทีหลังนะ! 

               “โอเคค่ะ ใช้เครื่องซักผ้าห้องคุณกวีนะ จ่ายค่าไฟด้วย” 

               “ไม่จ่ายได้มั้ย เอาไปซักกับตู้หยอดเหรียญให้หน่อยสิ ถือซะว่าเป็นค่าซับน้ำตา” 

               เสียงทุ้มๆ ของคุณกวีที่เจือแววขี้เล่นปนเสียงหัวเราะหน่อยๆ ฟังดูมีเสน่ห์มากจนน่าตกใจ ฉันที่ไม่รู้ว่าควรทำหน้ายังไงดีก็เลยเลือกที่จะทำแก้มป่องใส่เขาแทน 

               “ตั้งยี่สิบบาทเลยนะ” 

               “แค่ยี่สิบบาทเอง” 

               แล้วอยู่ๆ รอยยิ้มของคุณกวีก็ไปปลดล็อกอะไรบางอย่างในใจฉันเข้า เขาอ้าแขนกว้างพร้อมมุ่นหัวคิ้วลงข้างหนึ่ง แววตาที่ใช้จ้องมองฉันเต็มไปด้วยความเอ็นดูปนหยอกล้อ แววตาที่ฉันเพิ่งเคยเห็นจากเขาเป็นครั้งแรกทำให้ใจฉันเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย 

               เขา...ยิ้มสวยมากเลย 

               “จะไม่กอดจริงๆ เหรอ? โอกาสกอดนายทุนที่เธอเกลียดมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ” 

               “ฮะๆ คุณกวี...” 

               ฉันเรียกชื่อเขาทั้งน้ำตาก่อนจะยอมขยับตัวเข้าไปหาอ้อมกอดที่ไม่คุ้นชินอย่างเต็มใจ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือคุณกวีตัวอุ่นมาก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ยิ่งทำให้ฉันอยากซุกตัวกอดเขาให้แน่นกว่าเดิมอีก 

               คุณกวีเหมือนอ่านความคิดฉันได้ เขากอดตอบฉัน มือหนาอบอุ่นข้างที่ไม่ได้จับแผ่นประคบเย็นถูกยกขึ้นมาลูบหัวฉันเบาๆ ด้วยจังหวะที่อ่อนโยนอย่างน่าเหลือเชื่อ 

               อธิบายไม่ถูกเลย เขาแค่ลูบหัวฉันขึ้นลงช้าๆ แต่ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไปแล้วเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง 

               “ไม่ต้องกลั้นหรอก ร้องออกมาให้หมดเลย” 

               เสียงทุ้มๆ ของคุณกวีที่คอยกระซิบคำปลอบโยนอยู่ข้างหูยิ่งทำให้ฉันร้องไห้โฮออกมาหนักกว่าเดิมอีก 

               “ขี้แยเหมือนกันนะเธอน่ะ” 

               “ขะ ขอโทษค่ะ...” 

               “ไม่เป็นไร ผมล้อเล่น” 

               เสียงลมหายใจของเขาทำให้ฉันแทบหายใจผิดจังหวะ ทั้งเสียงเนื้อผ้าที่เสียดสีกัน เสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินในระยะประชิด น้ำหอมผู้ชายที่ไม่รู้ว่าเป็นแบรนด์ไหนแต่พลังทำลายล้างช่างน่ากลัวจนทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าว 

               หอมมากเลย ทำไมพี่เซนท์ถึงไม่เคยใช้น้ำหอมกลิ่นนี้นะ... 

               “ช่วงนี้ปิดเทอมนี่ พรุ่งนี้ว่างมั้ย อยากไปเยี่ยมแม่ผมหรือเปล่า?” 

               ฉันพยักหน้ารัวๆ อยู่กับอกเขา อาจเป็นเพราะเราสองคนอยู่ใกล้ชิดกันเกินไป ฉันก็เลยพลอยได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอเขาด้วย เป็นเสียงที่น่าฟังมากจนน่าตกใจเลย 

               “เดี๋ยวผมให้แม่ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้ เธอต้องชอบแน่ๆ ไปแล้วต้องกินให้หมดนะ?” 

               “อื้อ...จะกินให้หมดเลยค่ะ ไว้ใจหนูได้...ฮึก” 

               น่าอายชะมัด น้ำเสียงอู้อี้ของฉันเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของอ้อมกอดอุ่นๆ ได้อีกครั้ง 

               “ดีมาก ต้องอย่างงี้สิ...” 

               คำตอบของฉันทำให้เขาพอใจมาก สังเกตได้จากน้ำเสียงทุ้มๆ ที่เจ้าตัวจงใจพูดให้ช้าลงเพื่อปลอบฉัน คุณกวีรวบตัวฉันเข้ามากอดแน่นกว่าเดิมแล้วคอยลูบหลังลูบไหล่ปลอบฉันที่ยังตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ในอ้อมแขนเขาต่อไป 

               “หนู...เกลียดพ่อกับแม่ได้จริงๆ ใช่มั้ยคะ?” 

               “ไม่รู้สิหอม” เขาตอบรับในลำคอพลางยกมือขึ้นลูบหัวฉันอีกครั้ง “แต่การลองเกลียดพ่อกับแม่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ” 

               ฉันก็เลยได้แต่หลับตาลงยอมรับความอบอุ่นเหล่านั้นด้วยความเต็มใจ... 

                

               “ว้าว เช้าที่สดใส” 

               น้ำเสียงงัวเงียที่ดังมาจากห้องนอนเรียกให้ฉันที่กำลังนั่งตักโจ๊กเข้าปากในขณะที่กำลังเช็กข่าวสารในมือถือไปด้วยรีบลุกขึ้นจากโต๊ะทันที 

               “ตื่นแล้วเหรอ คุณกวีเขาซื้อโจ๊กมาฝากแน่ะ รีบมากินด้วยกันเร็ว” 

               “โอเค” 

               พี่เซนท์ตอบรับแบบไม่เต็มเสียง แสดงว่ายังง่วงอยู่สินะ ฉันส่งยิ้มให้เขาแล้วตัดสินใจกล่าวอ้างถึงคุณงามความดีของคุณกวีเพิ่มอีกหน่อย 

               “ตื่นสายมาก คุณกวีเขาอุตส่าห์หอบของกินมาให้แต่เช้า รีบกินข้าวเร็วจะได้มาประคบเย็นต่อ” 

               เมื่อคืนเราสองคนอยู่คุยกันจนดึกเลย คุณกวีบอกว่าไม่หิวแต่ก็ยอมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเพื่อนฉัน เราพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ กว่าจะได้ส่งแขกก็ดึกพอสมควร พอตื่นเช้ามาคุณกวีก็แต่งตัวเต็มยศมาเคาะประตูถึงหน้าห้อง ในมือมีถุงโจ๊กและกล่องข้าวร้านอาหารตามสั่งเต็มไม้เต็มมือไปหมด 

               เพราะไม่รู้ว่าฉันชอบกินอะไร เขาก็เลยฝากลุงภพซื้อข้าวมาให้ แต่ลุงภพก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันชอบกินอะไร ก็เลยกลายเป็นว่าได้กับข้าวมาเยอะแยะไปหมดเลย 

               “คร้าบๆ ขอโทษละกันที่ตื่นสาย” 

               พี่เซนท์อ้าปากหาวก่อนดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกมานั่ง ส่วนฉันเป็นฝ่ายลุกขึ้นไปหยิบโจ๊กร้อนๆ ในถุงมาเทใส่ชามให้เขา ระหว่างที่ฮัมเพลงไปด้วยเทไปด้วยก็แอบสังเกตเห็นว่าพี่เซนท์นั่งเท้าคางมองหน้าฉันเงียบๆ ได้สักพักแล้ว 

               “มีอะไรหรือเปล่า?” 

               “มี ขอพูดนะ” 

               “ตามสบายเลย” 

               ฉันส่งยิ้มให้เมื่อเห็นพี่เซนท์ยกมือขึ้นมาแสร้งทำท่ากระแอมไอหลอกๆ เพื่อเก๊กเสียงหล่อ เว่อร์จริงๆ ฉันส่ายหัวให้กับท่าทีเหมือนเด็กๆ ของเขา 

               “เดี๋ยวผมให้แม่ทำกับข้าวอร่อยๆ ให้” 

               กึก 

               ตัวฉันแข็งทื่อทันทีเมื่อได้ยินคำพูดอันแสนคุ้นเคย ถึงไม่ได้มาจากคนคนเดียวกัน แต่ไอ้ประโยคนี้มันคุ้นหูชะมัด 

               คะ...คิดไปเองล่ะมั้ง ฉันพยายามแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นแล้วเทโจ๊กที่ยังเหลือติดก้นถุงใส่ชามต่อไปเรื่อยๆ 

               “ไปแล้วต้องกินให้หมดนะ อะ...อื้อ จะกินให้หมดเลยค่ะ...” 

               “พะ...พี่เซนท์” 

               ชัดเลย ลอกคำพูดมาเป๊ะขนาดนี้ พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็ได้เห็นรอยยิ้มล้อเลียนที่คุณพี่ชายจงใจส่งมาให้ 

               “คร้าบผม” 

               “ได้ยินด้วยเหรอ...” 

               “พูดกันซะดัง ได้ยินอยู่แล้ว” 

               คนแอบฟังพูดไปพร้อมไหวไหล่ ไอ้ได้ยินน่ะไม่เท่าไหร่ แต่การก๊อปคำพูดคุณกวีมาพูดต่อแบบเป๊ะๆ นี่น่าตกใจกว่าเยอะเลย แถมยังเลียนเสียงฉันได้น่าเกลียดมากจนน่าตี 

               “วันนี้มีนัดไปกินข้าวบ้านผู้ชายเนอะ” 

               “ปะ เปล่า!” 

               “เปล่าอะไร ได้ยินเต็มสองรูหู” 

               “ไม่ใช่! แค่ไปกินข้าวด้วยกันเฉยๆ หนูเคยเจอแม่เขา เราคุยกันถูกคอ แค่ไปกินข้าวเฉยๆ โอเค้?” 

               “อ๋อ กินข้าวเฉยๆ เนอะ...” พี่เซนท์พยักหน้า แต่แล้วก็จ้องเขม็งมาทางฉันแล้วโวยวายขึ้นอีกคำว่า “โคตรมีพิรุธเลยว่ะ!” 

               “ไม่มีพิรุธอะไรทั้งนั้นแหละ กินข้าวคือกินข้าว!” 

               “มันทะแม่งๆ นะ” 

               “ไม่มีอะไรทะแม่งๆ ทั้งนั้น!” 

               “เอาจริงๆ นะหอม พี่ไม่อยากสงสัยแต่พี่ก็สงสัยว่ะ” 

               อยู่ๆ พี่ชายฉันก็ปั้นหน้าจริงจังพลางยกมือขึ้นลูบคางตัวเองด้วยท่าทีที่ดูน่าหมั่นไส้สุดๆ 

               “...สงสัยอะไรคะ?” 

               ฉันหรี่ตามองพี่ชายแท้ๆ ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ 

               “เธอได้ทุนนี้มาเพราะต้อง...แลกกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มมาอีกอย่างสองอย่างหรือเปล่า?” 

               “แลกอะไร พูดให้มันดีๆ สิ” 

               “แบบ...” พี่เซนท์เริ่มทำตัวไม่ถูก เขาบิดตัวไปมาแถมยังยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอีกต่างหาก “ต้องไปนอนกับคุณกวี หรือไปเป็นเด็กของเขา อะไรทำนองเนี้ย” 

               “เอ๊ย...จะบ้าเหรอ!!” 

               กล้าคิดเรื่องพวกนี้ออกมาได้ยังไง! ฉันโกรธจัดจนต้องทุบโต๊ะให้เกิดเสียงดัง แต่ยิ่งทำพี่เซนท์ก็ยิ่งสนุก เขาหัวเราะคิกคักอย่างถูกใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของฉัน แต่สักพักก็กลับมาทำหน้าจริงจังอีกครั้ง 

               “พี่ว่าสวัสดิการมันดีเกินไป ทั้งคอนโดฟรี ค่าเทอมก็ออกให้ บางครั้งยังได้นั่งรถกลับบ้านด้วยกันอีก ถ้าเขาให้เงินมาใช้เดือนละสามหมื่นด้วยคือใช่เลยนะหอม นี่อย่าบอกนะว่า...” 

               พี่ชายตัวดีแกล้งเว้นจังหวะให้ฉันเติมคำในช่องว่าง 

               “ไม่ๆ! ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ!” 

               “หน้าแดงขนาดนั้นเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ เร้อ” 

               “บอกว่าไม่มีก็คือไม่มีสิ!” 

               ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนโวยวายกลบเกลื่อน ตอนนั้นฉันถึงได้รู้ว่าหน้าตัวเองแดงมากขนาดไหนเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน พี่เซนท์เป็นคนหยิบกระจกมาให้ฉันส่องเองเลยว่าหน้าแดงหนักมาก 

               โธ่...เรากอดกันก็จริง แต่มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลยนะ! 

                

              

  

               คืนนั้นแค่กอดกันเฉยๆ เนอะ... 

               อันที่จริงมี NC ค่ะ น้องหอมกดคุณกวีลงกับโซฟา ทุกคนลองรีเฟรชหน้าจอดูนะคะ...อ๊ะ ล้อเล่น5555555 

               ในตอนนี้คุณกวีจะพูดถึงเรื่องมุมมองพ่อกับแม่ในสายตาเขาค่ะ น้องหอมคือคาร์ที่เราออกแบบมาให้เป็นเด็กที่เหมือนจะหัวอ่อนนิดๆ แต่ด้วยความเป็นลูกคนเล็กก็จะมีดื้อๆ รั้นๆ บ้าง แถมพี่ชายยังคอยโอ๋อีกต่างหาก บางครั้งก็ทำตัวน่าแกล้งให้พี่มันเขี้ยวเล่น 

               จะว่าไปน้องหอมกับคุณกวีก็เป็นลูกคนเล็กสุดทั้งคู่เลยนะ (ฮา) 

               น้องเป็นคนรักครอบครัว รักถึงขนาดที่ว่าพ่อกับแม่จะทำอะไรหรือเลือกอะไรให้นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ผิด อย่าสงสัย อย่าตั้งคำถาม ถ้าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เดี๋ยวตายไปจะเป็นเปรตนะ เปรตที่มือใหญ่เท่าใบลาน ปากเล็กเท่ารูเข็มน่ะ พวกที่ตีพ่อตีแม่ด่าพ่อด่าแม่ รุ่นเราๆ ผู้ปกครองชอบพูดแบบนี้กันเนอะ (ฮา) 

               นั่นเลยเป็นสาเหตุให้เธอกลัวที่จะตั้งคำถามถึงความรักที่ดูไม่ค่อยรักเท่าไหร่ และสับสนกับการกระทำของพ่อแม่ตัวเอง เราเคยอ่านผ่านๆ มาว่าเด็กมักจะสับสนเวลาถูกพ่อกับแม่ตี เพราะพ่อกับแม่คือคนที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติปลูกฝังว่าผู้ใหญ่สองคนนี้รักเราที่สุด ปกป้องเราได้ 

               แต่ถ้ารักเราจริงๆ เขาจะทำร้ายเราทำไมล่ะ? 

               เราเองก็เคยเป็นคนที่เคร่งกับเรื่องนี้มาก ถึงขนาดที่ว่าถึงพ่อกับแม่จะดุด่าหรือใช้คำหยาบคายกับเรามากแค่ไหน เราก็ยังรักเขา ถูกปลูกฝังจากสื่อและอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวว่านี่คือรักไม่มีเงื่อนไข รักแท้อันบริสุทธิ์ ถึงจะเห็นข่าวแม่ใจโฉดหรือข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่ร้ายแรงกว่านั้นก็ยังถูกฝังหัวด้วยความเป็นเมืองพุทธว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอก 

               จนวันหนึ่งเห็นคนโพสต์ประมาณว่าพ่อกับแม่ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรานี่แหละ บางครั้งเขาก็ทำพลาด หลงๆ ลืมๆ เขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา เคยเป็นเด็กวัยรุ่นที่ใฝ่ฝันถึงโลกกว้าง อิสระ ความเป็นผู้ใหญ่ และเคยเป็นคนอายุยี่สิบต้นๆ ที่พยายามร่วมมือกับคู่ชีวิตอายุไล่เลี่ยกันที่คิดว่ารักที่สุดในตอนนั้นแล้วมาสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัวใหม่ เป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานสองคนที่พยายามสร้างครอบครัวที่ดีที่สุดขึ้นมา 

               อืม....คิดให้เขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ฟีลลิ่งเหมือนพระพุทธเจ้าน่ะค่ะ เมื่อก่อนเราไม่กล้าตั้งคำถามหรือล้อเล่นกับเรื่องเกิดมาแล้วมีดอกบัวผุดใต้เท้า หรือเล่นมุกว่าเอานิ้วจิ้มพื้นเพื่อซัมม่อนพระแม่ธรณีเลย (ฮา) พอมองว่าเขาคือความศักดิ์สิทธิ์ เราก็จะไม่กล้าแตะ แต่ถ้ามองว่าเขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง (โอเค เป็นพระโพธิสัตว์ที่กลับชาติมาเกิด) ที่มีโอกาสได้เวียนว่ายตายเกิดมามากกว่าห้าร้อยชาติ สั่งสมบุญบารมีและได้เรียนรู้ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีที่ตัวเองเคยโป๊ะไป 

               บางชาติก็อาจจะบ้งบ้าง ตรรกะป่วยบ้าง เช่น ชาติที่ยกลูกเมียตัวเองให้คนอื่นเพื่อเป็นการทำบุญทำทานอันยิ่งใหญ่ อันนี้ป่วยสุดๆ แต่สุดท้ายก็นำความผิดพลาดของตัวเองในสมัยก่อนมาเล่าเป็นวิทยาทานให้เหล่าสาวกฟัง มีข้อคิดสอนใจเพื่อเตือนสติใครหลายๆ คน ในชาติสุดท้ายที่ได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า เขาก็แค่พยายามเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดหลังจากที่ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วนน่ะค่ะ เป็นคนมีความพยายามสูงส่งชะมัด ถึงจะดีแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยังมีพลาดบ้างและมีคนตามเกลียดอะเนอะ  

               ตอนนี้เราก็เลยคุยกับพ่อและแม่เหมือนเป็นเพื่อนกันค่ะ คอยยอมรับความคิดเห็นของกันและกัน ให้ความเคารพกัน อะไรผิดก็ตักเตือนไป อะไรไม่ดีก็แนะนำว่าอย่าไปทำ ช่วยซัพพอร์ตชีวิตของกันและกัน เรื่องบางเรื่องพ่อกับแม่ก็สอนและแนะนำเราได้ เรื่องบางเรื่องเราก็แนะนำและสอนท่านได้เหมือนกัน อยู่กันด้วยความเข้าใจและหาทางออกด้วยการหันหน้ามาเจรจาน่าจะเป็นทางสายกลางที่ดีที่สุดแล้วล่ะ 

               ก็...เรื่องที่อยากคุยมีเท่านี้แหละค่ะ เมื่อวันก่อนแม่มาหาแล้วซื้อขนมมาฝากเยอะแยะเลย แต่ห้องในหอเล็กมาก ไม่มีที่เก็บ ต้องซ่อนไว้ใต้เตียงค่ะ (ฮา) 

               แล้วก็...รูมเมทเรากลับมาที่ห้องแล้ว กำลังจะเปิดเทอมแล้ว ช่วงนี้อาจไม่ค่อยได้มาอัพนะคะ ไม่ได้พูดประโยคนี้มานานแล้ว แต่นี่อาจเป็นตอนสุดท้ายก่อนหายไปยาวๆ อีกหลายเดือนค่ะ แงงงง 

               มีแท็ก #พี่เซนท์ผู้แสนดีแล้ว ก็ต้องมี #คุณกวีผู้แสนดี เนอะ ทุกคนอยู่ทีมไหนกันคะ? (ฮา) 

               แต่คนชอบพี่เซนท์เยอะจังงง ทุกคนชอบคาร์แนวนี้กันเนอะ เราเองก็ชอบพี่เซนท์เพราะเป็นคนที่คิดบทพูดสนุกมากกก ถ้าอยากรู้เรื่องราวของเขาให้มากกว่านี้อีก หนึ่งในตอนพิเศษของเรื่องนี้คือตอนชุมนุมฟิสิกส์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันนะคะ เรื่องราวของเด็กมอต้นที่ฉลาดเกินวัยกับหนุ่มมอปลายที่โดนขัดจังหวะการเล่นเกมจนต้องหยิบปากกาไวท์บอร์ดมาสอนฟิสิกส์ให้ทุกคนในห้อง5555555 

  

ความคิดเห็น