email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 ความซวย (2)

ชื่อตอน : บทที่ 1 ความซวย (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 453

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2563 17:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 ความซวย (2)
แบบอักษร

หว่านเถียนจู่ๆ ก็เกิดอยากจะร้องไห้ขึ้นมา แม้จะไม่รู้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดใด แต่บุปผาดอกนั้นมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่ธรรมดา ไม่ได้จะคิดโอ้อวดหรือแก้ตัวแต่นางเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร จำจดอีกทั้งยังแยะแยกสมุนไพรมากมายที่ใช้ทำยาหรือรักษาโรคได้เกือบหมด แต่เจ้าบุปผาดอกนั้นไม่ได้มีข้อมูลอื่นใดอยู่ในหัวสมองแม้แต่น้อย.... แต่นางสังหรณ์ว่าจะต้องเป็นสมุนไพรล้ำค่า

 

 

นั่งกอดเตาอุ่นครุ่นคิดพลางมองดูบุปผาดอกน้อยดอกนั้นอย่างลังเล เอาอย่างไรดีบุปผาดอกนั้นมันอยู่ตรงจุดที่เชื่อมประสานของพวกเขาพอดี แม้นางจะไม่อยากจะมองว่าพวกเขาดุเดือดกันเพียงใด แต่ก็เห็นถุงกลมนั้นตีเข้ากับบั้นท้ายอวบอัดอย่างดุเดือดตรงหางตาอยู่ดี ตาของข้ามีมลทินแล้ว!

 

 

ยิ่งเห็นน้ำสวาทขุ่นขาวไหลเยิ้มโดนบุปผาก็ย่นคอน้อยๆ หากข้าจะเอาบุปผาดอกนั้นจะต้องทำอย่างไร ข้าไม่กล้าเอามือเด็ดมันโดยที่ยังเลอะคราบพวกนั้นหรอกนะ!

 

 

ดวงตากลมโตจ้องมองการร่วมรักของพวกเขาอย่างไม่อาจละสายตาบางคราก็ขมวดคิ้ว บางคราก็อ้าปากค้าง นั่งถ้ำมองสามีภรรยาร้านขายหนังสืออยู่พักใหญ่จับกันพลิกไปมาอยู่นานก่อนจะเสร็จกิจ พากันสวมอาภรณ์ก่อนจะคล้องแขนกันเดินจากไปอย่างรักใคร่ มิใช่ก่อนหน้านี้เจ้าด่าภรรยาว่าแพศยาหรือ ไฉนยามนี้ถึงเรียกที่รักทุกคำ! อยู่บ้านทำกันดีๆ ไม่ได้หรือไรไฉนต้องออกมาทำกลางป่ากลางเขา!

 

 

เมื่อเสียงฝีเท้าไกลออกไป หว่านเถียนก็ทุบขาตนเองที่เริ่มเหน็บกินก่อนจะเดินกระโผลกกระเผลกไปยังสนามรบที่ดุเดือดเมื่อครู่ ยอบกายลงมองบุปผาดอกเล็กที่เปียกชุ่มโชกจากน้ำสีขาวขุ่น ไหลย้อยไปถึงโคนดอกก็ย่นคอออกมา แม้กลีบดอกจะดูสะอาดสะอ้านแต่ก่อนหน้านี้มันเปรอะน้ำพวกนั้นจนมันวาวล้วนเห็นเต็มสองตา

 

 

หว่านเถียนนั่งมองมันอยู่นาน นานจนแทบจะแข็งตายอยู่บนเขาเมื่ออากาศเย็นลงอีกครา ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะล้วงผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกจากอกเสื้อพร้อมกับวางผ้าเช็ดหน้าไปบนฝ่ามือ คิดจะดึงบุปผาดอกนี้ออกมาโดยมีผ้าเช็ดหน้าขวางกั้น

 

 

ยามที่ยื่นมือเข้าไปใกล้ นางกลับรู้สึกแปลกๆ ดึงฝ่ามือกลับมาทันที ขมวดคิ้วมองดูบุปผาดอกนี้ด้วยความลังเล ไฉนนางถึงรู้สึกแปลกๆ เล่า ดวงตากวาดมองรอบด้านดั่งจะหาความผิดปกติ

 

 

ไม่รู้ว่านางคิดมากเกินไปหรือไม่แต่ปกติแล้วของล้ำค่ามักจะมีผู้ที่เฝ้าปกป้องไม่ใช่หรือไร แม้แต่สมุนไพรธรรมดายังมีมดตัวน้อยหรืองูตัวเล็กเฝ้าวนเวียน แต่สำหรับบุปผาดอกนี้...

 

 

หว่านเถียนมองไปรอบๆ ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยดังหาความผิดปกติ แต่หางตากลับเห็นแท่งบางอย่างตกอยู่ไม่ไกล ยื่นคอชะโงกไปมอง... ไฉนดูคุ้นตานัก

 

 

หรี่ตาลงกึ่งหนึ่งเพื่อปรับสายตาให้มองเห็นสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นเจ้าแท่งนั้นได้ชัดถนัดตาก็ต้องกัดฟันแน่น ใบหน้ามืดดำไปแถบหนึ่ง ไฉนของรักพวกเจ้าถึงไม่เก็บเอาไปด้วยเล่า ทิ้งเรี่ยราดเช่นนี้แล้ววันหลังจะใช้อะไร!

 

 

หว่านเถียนเมื่อเห็นแท่งหยกที่นอนแอ้งแม้งอยู่ไม่ไกลก็เหมือนความระมัดระวังก็ปลิวหายแทนที่ด้วยความหงุดหงิด ผู้ที่เฝ้าดอกไม้ดอกนี่ย่อมต้องเป็นสามีภรรยาที่ร้ายหนังสือแน่แล้ว! น่าหงุดหงิดนัก! คิดจะใช้น้ำเมือกพวกนั้นขัดขวางนางหรือ... ไม่มีทาง! พลางดึงบุปผาดอกน้อยโดยมีผ้าเช็ดหน้าขวางกั้นไว้โดยไม่ลังเล

 

 

ห่อมันด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างแน่นหนาพร้อมกับวางมันลงในตระกร้า มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความกระตือรือร้น ต้องไปเปิดตำราดูแล้วว่าเจ้าบุปผาดอกนี้นั้นมีไว้ใช้ทำอะไร หากเป็นสมุนไพรส่วนหนึ่งในสูตรลับปรุงยาอายุวัฒนะนางไม่ร่ำรวยตายเลยหรือ!

 

 

 

 

เมื่อหว่านเถียนกลับเรือนมาก็จัดการชำระล้างบุปผาด้วยความระมัดระวังไม่ให้สัมผัสมือตนเองแม้แต่น้อย นั่งล้างอยู่หลายรอบจนวางใจก็นำมันไปผึ่งไว้ให้แห้ง ก่อนจะวิ่งเข้าเรือนหยิบตำราหลายเล่มมานั่งพลิกหาข้อมูลเกี่ยวกับมัน พลิกหาไปเล่มหนึ่งก็ยังไม่พบจึงเปิดตำราอีกเล่มพลิกอ่านจนหมดเล่มก็ยังไม่พบอีก มองดูตำรามากมายบนชั้นหนังสือก็กัดฟันแน่น ดึงตำราเล่มหนาบนชั้นออกมานั่งพลิกอ่านทั้งคืนด้วยความมุ่งมั่น

 

 

กระทั่งเช้าตรู่เสียงไก่ร้องขัน สุดท้ายแล้วหว่านเถียนก็นั่งพลิกตำราอยู่ทั้งคืนจนใต้ตาเกิดรอยคล้ำ มองดูรอบกายที่เต็มด้วยตั้งหนังสือสูงล้อมรอบ หันมองชั้นหนังสือด้านหลังที่วางเปล่าก็ขมวดคิ้วพร้อมกับถอนหายใจออกมาแม้ท่าทางจะดูห่อเหี่ยวแต่ในใจกลับยินดีไม่น้อย สมุนไพรล้ำค่าจริงๆ ด้วย ถึงได้หาข้อมูลได้ยากเย็นนัก

 

 

หว่านเถียนกัดริมฝีปากตนเองแน่น นิ้วเคาะโต๊ะพลางครุ่นคิดออกมา ตำราในเรือนนางล้วนพลิกอ่านจนหมดแล้ว เช่นนั้นเอาอย่างไรดี นางเป็นหมอที่เก่งที่สุดในเมืองแล้ว หากนางไม่รู้มีหรือที่ผู้อื่นจะรับรู้ อีกทั้งอาจารย์นางก็ตายไปหลายปีแล้ว จะไปขุดหลุมฝังศพลากอาจารย์ขึ้นมาถามก็คงไม่ได้...

 

 

มองดูตำราเก่าแก่อีกทั้งยังหายากที่เปิดค้างไว้ก็ต้องท้อแท้ เหลือบมองดูบุปผาดอกนั้นที่ยามนี้อยู่ในกล่องใบเล็กข้างหน้าต่าง มองไปมองมาก็นึกถึงคู่สามีภรรยา... ที่ร้านหนังสือ

 

 

 

 

“หมอหว่านมาดูหนังสือหรือเจ้าคะ”

 

 

“อื้อ”

 

 

หว่านเถียนตอนรับสั้นๆ เมื่อภรรยาเจ้าของร้านหนังสือร้องทักขึ้นมายามที่นางก้าวเดินเข้าไปในร้าน หลุบตามองพื้นเดินเลี่ยงเข้าไปดูหนังสือด้วยท่าทางแข็งเกร็ง เสียงหวีดร้องและท่าทางอันห้าวหาญของสตรีผู้นี้นทำให้นางไม่อาจลืมเลือนได้ง่ายๆ ...

 

 

หว่านเถียนมองดูตำราการแพทย์และสมุนไพรในชั้นหนังสือด้านในสุด นิ้วเรียวแตะสัมผัสอ่านหน้าปกตำราไปเรื่อยๆ มองไปก็ถอนหายใจยาวออกมา มีตำราเหล่านี้มีเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นที่นางไม่มี อีกทั้งตำราเหล่านี้นั้นก็ไม่มีสิ่งที่นางมองหา แม้แต่ตำราเก่าแก่นับร้อยปีที่เป็นของตกทอดจากอาจารย์ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับบุปผาดอกนั้น

 

 

นิ้วมือเคาะชั้นหนังสือไปมา ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งกวาดตามองให้ทั่วๆ พลันหางก็ไปเห็นขอบมุมกระดาษโผล่ออกมาจากหลังชั้นหนังสือ ขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย แอบชะโงกหน้ามองเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังนั่งนับเงินอยู่ด้านหลังโต๊ะคิดเงินก็ลากเก้าอี้ตัวเล็กเข้ามาใกล้ ยืนบนเก้าอี้พร้อมกับเขย่งปลายเท้าเอื้อมหยิบกระดาษแผ่นที่อยู่หลังชั้นหนังสือ มองดูฝุ่นสีเทาที่จับเป็นชั้นหน้าอยู่ที่ผิวกระดาษ ค่อยๆ ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นหนาเตอะออกช้าๆ

 

 

ดวงตาจับจ้องที่กระดาษน้ำตาลอมเหลืองที่ฝุ่นค่อยๆ หลุดออก มองดูสีหมึกสีอ่อนที่จางไปตามกาลเวลา จับจ้องภาพวาดบุปผารูปร่างคุ้นตาในกระดาษพลางครุ่นคิด แม้จะคล้าย... แต่ก็ไม่เหมือนนัก อาจเป็นเพราะหมึกที่จางหายไปกว่าครึ่ง

 

 

หว่านเถียนพยายามอ่านข้อมูลด้านล่างที่จางแสนจางอย่างยากลำบาก เพ่งมองอยู่นานก็ระบายลมหายใจออกมาด้วยความอึดอัด ก้มหน้าจนดวงตาแทบแนบติดกับกระดาษ หรี่ตาลงจนแทบจะปิดพยายามอ่านตัวอักษรที่เข้มที่สุดสามารถ... โชคร้ายหรือ

 

 

หว่านเถียนเอียงกระดาษพลิกไปพลิกมาเพ่งอ่านอักษรจนตาแทบหลุดก็อ่านได้เพียงแค่คำเดียว ชั่งใจเล็กน้อยก่อนตัดสินใจพับกระดาษให้เล็กที่สุดแล้วยัดใส่แขนเสื้อ เดินออกจากร้านหนังสือไปเงียบๆ โดยไม่กระโตกกระตาก มุ่งหน้ากลับเรือนเพื่อนำภาพวาดในกระดาษใบนี้ไปเทียบดูด้วยความวาดหวัง เจ้าดอกไม้นั้นช่วยปัดเป่าสิ่งโชคร้ายหรือ ยอดเยี่ยมจริงๆ

 

 

“หมอหว่าน!”

 

 

หว่านเถียนหันมองตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็นต้าต๋าใบหน้าก็พลันสดใสขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

 

 

“หมอหว่าน น้องชายข้าไม่สบายมาก!”

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นเอ่ยถามออกมาทันที

 

 

“น้องชายเจ้าหรือ”

 

 

“ขอรับ เมื่อคืนน้องชายข้าขึ้นเขาล่าสัตว์แต่ไม่ระมัดระวังเท่าใดมีดจึงฟันเข้าที่แขนขอรับ”

 

 

“เช่นนั้นเจ้าให้หมอมาดูอาการหรือยัง”

 

 

ต้าต๋าพยักหน้ารับ ใบหน้ายังคงกังวลเอ่ยอธิบายออกมาอีกครา

 

 

“เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่อาการน้องชายไม่ดีขึ้น”

 

 

หว่านเถียนได้ยินเช่นนี้ก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก หากให้หมอดูอาการแล้วก็ไม่มีอะไรน่ากังวลกระมัง มองดูใบหน้าที่เคร่งเครียดของต้าต๋าก็รู้สึกอึกอัด บุรุษหมุ่นแน่นทำหน้าตาเช่นนี้ช่างทำให้นางไม่สบายใจเลยจริงๆ หว่านเถียนล้วงขวดหยกใบเล็กออกจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้ต้าต๋า เอ่ยอธิบายออกมา

 

 

“ยาบำรุง หากน้องชายเจ้ายังไม่ดีขึ้นวันหลังก็พาเขามาหาข้า”

 

 

ยามที่ต้าต๋ายื่นมือมารับขวดหยกหว่านเถียนก็ยังคงไม่ละทิ้งตัวตนเดิม ยื่นมือไปแอบลูบมือของเขาเร็วๆ คราหนึ่งก่อนจะดึงมือกลับอย่างแนบเนียน เสมอบังเอิญสัมผัสโดนโดยไม่ตั้งใจ ยิ้มรับพร้อมโบกมือลาต้าต๋าที่ขอตัวกลับบ้านด้วยความรีบร้อน

 

 

ต้าต๋าแท้จริงแล้วนั้นไม่ได้อาศัยในหมู่บ้านนี้ ทุกๆ ครึ่งเดือนเขาจะเข้าเมืองลู่มาเพื่อนำชิ้นส่วนของสัตว์ที่ล่าได้มาขาย อีกทั้งต้าต๋ายังขายในราคาถูกยิ่งจึงทำให้ชาวบ้านพลอยรู้สึกดีไปด้วย

 

 

หว่านเถียนที่ได้ลอบกินเต้าหู้ต้าต๋าไปก็พลอยอารมณ์ดี เดินผ่านร้านรวงมากมายใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่ให้รอยยิ้มประดับใบหน้านานนัก จู่ๆ สายน้ำเย็นสายหนึ่งก็สาดพรวดจนทำให้นางตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก ตัวสั่นงกๆ ด้วยความเหน็บหนาวที่ถาโถม เงยหน้าขึ้นมองชายคาร้านรวงที่เป็นกระดาษแบบเหนียวชุบน้ำมันขาดออกเป็นรูโหว่

 

 

เดิมทีชายคาเช่นนี้มักจะถูกใช้ในหน้าหนาวเพื่อรองรับหิมะที่กองอยู่บนชายคา ยามที่หิมะละลาย น้ำจากหิมะที่ละลายก็จะไหลตามร่องน้ำระบายออกไปทางอื่น แต่ทำไม...

ความคิดเห็น