facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2563 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 13 : เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (1)
แบบอักษร

 

13 

เกลียดได้จริงๆ ใช่มั้ย? (1) 

  

               “อูย...” 

               “เจ็บเหรอ กินยาแก้ปวดหน่อยมั้ย?” 

               “สักเม็ดก็ดี” 

               เมื่อเข้ามาในคอนโดแล้วพี่เซนท์ก็แทบจะไหลลงไปกองกับพื้นห้อง ดีที่แขนทั้งสองข้างยังเกาะโซฟาไว้อยู่ ฉันจึงบังคับให้เขานั่งลงแล้วหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดรอยเลือดบริเวณมุมปาก เช็ดเสร็จก็เปิดกล่องยาสามัญประจำบ้านก่อนหยิบยาแก้ปวดให้หนึ่งเม็ด พี่เซนท์รีบโยนเข้าปากแล้วดื่มน้ำตามเข้าไปอึกใหญ่ทันที 

               ถ้าจะให้เล่าย้อนความไปเมื่อหลายสิบนาทีที่แล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันโทรไปคร่ำครวญกับคุณกวีว่ามารับหน่อยเพราะเขาดันบอกว่าให้มองตัวเองเป็นเพื่อนคนหนึ่งนะ ฉันก็เลยร้องไห้ฟูมฟายใส่เขาไปหนึ่งชุด 

               พอคุยเสร็จก็ต้องร้องไห้ด้วยความอับอายอีกรอบเพราะดันไปโวยวายใส่คนไม่สนิทอย่างคุณกวี พี่เซนท์คอยลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจฉันได้ไม่นานนักคุณกวีก็ขับรถมารับถึงปั๊ม ฉันก็เลยได้ไปร้องไห้สะอึกสะอื้นในรถต่อ 

               วันนี้ฉันทำตัวไม่น่ารักเลย ร้องไห้น่ะแค่ร้องคนเดียวก็น่าอายพอแล้ว นี่ยังไปร้องต่อหน้าพี่เซนท์ ร้องต่อหน้าลุงภพที่ขับรถมาส่งถึงคอนโด และร้องไห้อยู่ข้างๆ คุณกวีอีก 

               ดีหน่อยที่ตอนนี้เริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีแล้ว สิ่งที่หลงเหลือไว้คือความอับอาย ฉันแทบไม่กล้ามองหน้าคุณกวีที่กำลังนั่งกอดอกมองเราสองพี่น้องทำแผลให้กันราวกับลูกแมวตัวน้อยๆ ที่กำลังผลัดกันเลียขน 

               “ไม่คิดเลยว่าโดนต่อยจะเจ็บขนาดนี้ ครั้งแรกเลยนะเนี่ย” 

               พี่ชายฉันยังคงพูดมากเหมือนเดิม เขาหันไปส่งยิ้มให้คุณกวีที่นั่งทำหน้านิ่งคอยเฝ้ามองพฤติกรรมของเราสองคนด้วยแววตาที่ไม่รู้ว่าต้องการจะสื่อความหมายอะไร 

               “มันก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว อย่าขยับนะ อยู่นิ่งๆ หุบปากไว้!” 

               ฉันเอ็ดพี่เซนท์เสียงดุก่อนจะหยิบเจลประคบเย็นที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นมาห่อทับด้วยผ้าผืนบางๆ แล้วประคบลงไปยังข้างแก้มที่เริ่มบวมเป่งของเขา 

               “น่า ไม่เป็นไรมากหรอก พี่ก็ทำสำออยไปงั้นแหละ” คนที่อ้างตัวว่าแกล้งเจ็บบีบมือฉันเบาๆ แล้วรับหน้าที่ประคองเจลประคบเย็นที่วางแหมะอยู่บนแก้มตัวเองต่อ “ต้องประคบไว้นานแค่ไหนเนี่ย?” 

               “น่าจะประมาณยี่สิบนาทีนะ” 

               “โห นอนรอได้เลย” เมื่อรู้เวลาแล้วพี่เซนท์ก็ทิ้งตัวเอนหลังพิงโซฟาอย่างหมดแรง เขาหันไปหาคุณกวีที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วยกมือไหว้ด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณที่ช่วยพามาส่งนะครับ หอม ขอบคุณคุณกวีเร็ว” 

               ทีงี้ล่ะมาทำเป็นสั่ง ฉันทำหน้ามุ่ยใส่พี่ชายตัวเองก่อนหันไปสบตาคุณกวีที่หันมาทางเดียวกันพอดี ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไหว้เขานะ แต่คำพูดของพี่เซนท์ทำให้รู้สึกอยากทำตัวกบฏขึ้นมานิดๆ น่ะ เขาเป็นคนเสียงกวน เวลาออกคำสั่งแล้วรู้สึกไม่อยากทำตามยังไงไม่รู้ 

               “ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ขอโทษด้วยที่โวยวายใส่ หนูไม่ได้ตั้งใจนะ...” 

               “ไม่เป็นไร” ดูเหมือนคุณกวีจะไม่คิดมาก ตอนอยู่ในรถก็แทบไม่พูดอะไรให้พวกเรารู้สึกอึดอัดใจเลย เขาแค่ถามว่าอยากไปไหน ฉันที่ไม่รู้จะตอบอะไรก็เลยได้แต่ส่ายหน้าไปมา คุณกวีเลยบอกว่าไปที่คอนโดก็แล้วกัน “เล่าได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ ถึงขับรถหนีออกมาจากบ้านล่ะ” 

               “เรื่องมันยาวนะคะ...” 

               “ผมเลิกงานแล้ว เล่ามาเถอะ มีเวลาฟังทั้งคืน” 

               “งั้นผมเล่าเอง” 

               พี่เซนท์เป็นฝ่ายยกมืออาสาขอสรุปเรื่องราวทั้งหมดให้คนนอกอย่างคุณกวีได้เข้าใจคร่าวๆ ระหว่างที่เล่าก็มีออกท่าทางและเล่นมุกแป้กบ้างเป็นสีสัน แต่คุณกวีกลับรับฟังเรื่องราวเหล่านั้นด้วยสีหน้าจริงจัง ทำเอาเราสองคนไม่กล้าหัวเราะหรือส่งยิ้มออกมา ทำได้แค่เล่าทุกอย่างออกไปตามความเป็นจริงด้วยน้ำเสียงที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ 

               ตรงไหนที่พี่เซนท์เล่าไม่ครบหรือไม่ตรงประเด็น ฉันก็เป็นฝ่ายเสริมข้อมูลให้ เราก็เลยได้ช่วยกันเล่าช่วยกันพูดจนจบ 

               “ครับ ครอบครัวเราเป็นแบบนี้แหละ...” 

               “เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว” 

               เหมือนเราสองคนกำลังพรีเซนท์งานอะไรสักอย่างให้หัวหน้าแผนกฟังเลยแฮะ ไม่สิ ในกรณีนี้อาจจะเป็นการพรีเซนท์งานให้เจ้าของบริษัทฟังเลยก็เป็นได้ ฉันลอบกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยตอนสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบของคุณกวีเข้าโดยบังเอิญ 

               คิดไปเองหรือเปล่านะว่าเขาเอาแต่จ้องฉันอยู่ได้ ไปจ้องพี่เซนท์บ้างสิ รายนั้นโดนต่อยเลยนะ เจ็บหนักกว่าใครเพื่อนเลย เป็นห่วงพี่ชายฉันหน่อยสิ... 

               “ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ปกติจะไม่มีการลงไม้ลงมือ มีแค่ตะคอกกับดุเฉยๆ สงสัยวันนี้แจ๊คพ็อตแตกพอดี” 

               คนข้างๆ ฉันแสร้งพูดทีเล่นทีจริงด้วยน้ำเสียงติดตลก เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอาศอกไปกระทุ้งคนปากไวว่าให้หยุดพูดอะไรไร้สาระได้แล้ว 

               “ไม่ตลกเลยนะ” 

               “ไม่เป็นไรหรอก โดนต่อยแค่นิดๆ หน่อยๆ เอง...” พูดได้แค่นั้นพี่เซนท์ก็รีบหุปปากฉับเมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของฉัน “น่า ห่วงตัวเองก่อนเถอะ เป็นไงบ้าง ยังเจ็บแก้มอยู่หรือเปล่า” 

               “ไม่ค่อยเจ็บแล้ว สบายใจได้” ฉันยิ้มตอบพี่เซนท์ก่อนจะหันหน้าไปหาคุณกวีที่แอบรู้สึกได้ว่าเขามองมาทางฉันได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว “ไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเองค่ะ” 

               “ทำไมถึงเป็นความผิดเธอ?” 

               คนที่เป็นผู้ใหญ่มากที่สุดในห้องตั้งคำถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด 

               “ก็...พ่อบอกว่าถ้าหนูสอบเข้ามอ A ได้ เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เป็นแบบนี้” 

               “พ่อก็หาข้ออ้างให้ตัวเองไปงั้นแหละ” 

               พี่เซนท์เบ้ปากพร้อมกลอกตา 

               “ไม่นะ หนูว่าพ่อพูดถูก” สำหรับฉันแล้วนี่ไม่ใช่ข้ออ้างเลย “ถ้าหนูติดมอ A ก็จะได้เรียนใกล้บ้าน ได้เรียนที่เดียวกับพี่เซนท์ ได้คำชมจากพ่อกับแม่และญาติ ทุกอย่างจะไม่เป็นแบบนี้ แล้วพี่เซนท์ก็จะไม่โดนต่อยด้วย” 

               “อาจจะโดนกระทืบแทนก็ได้นะ” 

               ยังจะมีอารมณ์มาพูดล้อเล่นอีกเหรอ! 

               ฉันทำหน้าดุใส่พี่เซนท์ที่ยังนั่งกระดิกขาอย่างไม่ทุกข์ร้อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ลึกๆ แล้วฉันรู้นะว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่แกล้งปั้นขึ้นมาเพื่อทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจไปงั้นแหละ ในใจเขาไม่ได้ยิ้มอยู่หรอก ฉันอยู่กับพี่ชายมาตั้งหลายปี รู้จักเขาดียิ่งกว่าใครทั้งนั้นแหละ 

               “จะโดนได้ยังไง พี่เซนท์ไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย” 

               “พ่อคงหาเรื่องมากระทืบกับต่อยพี่ได้เหมือนเดิมแหละ เชื่อสิ โดนแทงใจดำเข้าหน่อยก็หัวร้อนจนต่อยคนแล้ว คนแบบนั้นควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ที่ไหน” 

               “พี่เซนท์!” 

               “เรื่องจริงหอม ไม่มีคนสติดีที่ไหนแกว่งแขนต่อยลูกชายตัวเองโดยไม่ลังเลแบบนี้หรอก” พูดแล้วพี่เซนท์ก็ยิ้มเยาะพาดพิงให้กับเจ้าของหมัดที่ฝากรอยแผลไว้บนใบหน้า “ได้ทะเลาะกันหน่อยก็ดี พี่ยอมตามใจพ่อมานานแล้ว ได้เห็นพ่อหงุดหงิดแล้วโคตรรู้สึกดีเลยว่ะ” 

               แล้วประโยคนั้นก็ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่เราทะเลาะกันในบ้านอีกจนได้ 

               “หนู...เพิ่งรู้ว่าพี่เซนท์ไม่อยากเรียนสายวิทย์” 

               เพราะไม่รู้ว่านี่เป็นหัวข้อที่อ่อนไหวหรือเปล่า ตอนเปิดประเด็นก็เลยต้องค่อยๆ ตะล่อมถามเพื่อไม่ให้มันกระทบจิตใจเขามากจนเกินไป 

               “อืม ที่จริงอยากเรียนสายศิลป์ อยากเรียนพวกภาษากับสังคม แต่พ่อบอกให้เอาวิทย์ไว้ก่อน ทางเลือกมันเยอะดี อยู่มหา’ลัยค่อยไปเลือกคณะสายศิลป์เอาก็ได้ พี่ก็เลยอดทนมาตลอด” พอพูดมาถึงตรงนี้พี่เซนท์ก็ถอนหายใจ “พอถึงเวลาเลือกจริงพ่อดันบอกว่าเสียดายคะแนน เลือกคณะสายวิทย์ที่คะแนนสูงๆ สิ เป็นหมอก็ดีนะ ตระกูลเราจะได้มีหมอเพิ่มมาอีกคน” 

               “...อ๋อ อันนี้หนูจำได้” 

               พี่เซนท์ไม่ค่อยได้ทะเลาะกับคนในบ้านเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เราสองคนพี่น้องจะทะเลาะกันเองมากกว่า ฉันก็เลยจำการทะเลาะครั้งใหญ่ของพ่อกับพี่เซนท์ในตอนนั้นได้ 

               “ใช่ ที่ทะเลาะกันใหญ่โตไงว่าไม่อยากเป็นหมอ พ่อให้เลือกแค่ของสายวิทย์อย่างเดียว ไม่ยอมให้เลือกคณะมนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์เลย ไม่รู้จะทำไงก็เลยเลือกวิชาที่ชอบเรียนที่สุดไป ชอบแล้วก็ไปให้สุดแม่งเลย” 

               ซึ่งไอ้วิชาที่พี่เซนท์ชอบที่สุดก็คือฟิสิกส์นั่นเอง แต่ถ้าเขาได้เรียนสายภาษาตามที่ตัวเองต้องการล่ะ คนอย่างพี่ชายฉันจะเลือกเรียนคณะไหนนะ อยากรู้จัง 

               “แล้วคณะที่พี่เซนท์อยากเข้าจริงๆ คือคณะอะไรน่ะ อักษรเอกเยอรมันเหรอ?” 

               “ไม่อะ อยากเข้าบรรณารักษ์” 

               “อู้วว ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย” 

               “เล่าแล้วก็ไม่มีใครเห็นดีเห็นงามไง พ่อบอกเรียนทำไม แม่ก็บอกเงินไม่ดี เอาไปอวดญาติไม่ได้” เขาพูดไปไหวไหล่ไปราวกับคาดเดาคำตอบของพ่อกับแม่ได้อยู่แล้ว “เอาจริงๆ นะ พี่อยากย้ายไปอยู่หอกับเพื่อนมากเลย อยากไปอยู่ข้างนอก แต่ก็ทำไม่ได้” 

               “ทำไมล่ะ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่?” 

               “เพราะหอมไง” 

               “หนู?” 

               คำตอบที่ได้มันเกินความคาดหมายไปมาก ฉันนั่งหลังตรงยกนิ้วชี้ตัวเองอย่างเหลือเชื่อ ฉันคิดมาตลอดเลยนะว่าพี่เซนท์แค่ไม่อยากไปอยู่หอกับเพื่อนเพราะทนความซกมกของเพื่อนตัวเองไม่ไหว สู้อยู่กับครอบครัวไปเรื่อยๆ ดีกว่า อย่างน้อยในบ้านก็มีห้องส่วนตัว 

               นี่ฉันคิดผิดมาตลอดเลยเหรอเนี่ย! 

               “เพราะถ้าพี่อยู่ด้วย พ่อกับแม่จะไม่ค่อยเอาเรื่องเรียนมากดดันหอมมาก ไม่รู้ว่าถ้าย้ายออกไปแล้วหอมจะโดนอะไรบ้างก็เลยยอมทนอยู่ในบ้านต่อ” 

               “พี่เซนท์ โธ่ พี่ชายผู้แสนดีของหนู...” 

               ฉันรับรู้มาตลอดว่าพี่รักฉัน แต่ไม่คิดเลยว่าพี่จะรักฉันขนาดนี้! 

               บางทีฉันอาจจะแสดงออกว่าซาบซึ้งใจกับคำตอบนี้มากเกินไปหน่อย พี่เซนท์ที่แอบลืมตาเหลือบมองมาทางฉันเล็กน้อยก็เลยทำตัวไม่ถูกจนต้องกลั้นยิ้มแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง 

               แต่พอหันไปอีกด้านก็ดันเจอะเจอเข้ากับสายตาดุๆ ของคุณกวีเข้าพอดี เขาก็เลยยอมหันหน้ามาสบตาฉันต่ออย่างเกร็งๆ คุณพี่ชายยกมือขึ้นเกาจมูกตัวเองเล็กน้อยก่อนหลุบตาต่ำลง ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรเหมือนกัน แต่ท่าทางแบบนี้ก็น่ารักดี 

               “โอ๋ๆ ถ้าซึ้งใจมากนักก็มาให้กอดทีหนึ่งซิ” 

               ก็นะ คนอย่างพี่เซนท์ทำตัวน่ารักได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นแหละ สักพักเขาก็รวบรวมสติตัวเองกลับมาได้แล้วอ้าแขนรับฉันเข้าไปในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น 

               พอกอดกันเสร็จคุณกวีก็ถามคำถามสำคัญที่ทำให้เราสองคนต้องทำหน้าจริงจังขึ้นว่า 

               “พ่อกับแม่กดดันเรื่องเข้ามหา’ลัยเป็นเรื่องปกติเลยเหรอ” 

               “ครับ ตั้งแต่หอมขึ้นมอสี่ก็เริ่มเคี่ยวเข็ญหนักขึ้น เคยลงคอร์สติวถึงสองทุ่มด้วยแต่น้องผมไม่ไหว” 

               “คิดว่าเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า?” 

               เขาหันมามองฉันที่ยกนิ้วขึ้นชี้ตัวเองอีกครั้ง เห็นดังนั้นแล้วคุณกวีก็พยักหน้ารับเบาๆ เพื่อยืนยันว่าคำถามเมื่อกี้เป็นของฉันนั่นแหละ 

               “ปกตินะคะ เพื่อนในห้องหนูติวหนักกว่านี้อีก...” 

               “ไม่ปกติเลยโว้ย!” พูดยังไม่ทันขาดคำพี่เซนท์ที่นั่งนิ่งมาตลอดก็เริ่มโวยวายอีกครั้ง “จะให้ผมทำยังไงล่ะ พอบอกว่ากดดันน้องเกินไปแล้วเขาก็ไม่ยอมฟัง หอมก็พยักหน้าเออออยอมทำตามทุกอย่าง สุดท้ายก็ไม่ไหว แถมไปเจอติวเตอร์ที่ชอบลวนลามเด็กนักเรียนด้วย พ่อกับแม่ก็สนแต่เรื่องจะเข้ามอ A ได้มั้ย ผมจะบ้าตาย เห็นแบบนี้แล้วจะปล่อยน้องสาวไว้ในบ้านคนเดียวกับพ่อแม่นิสัยแบบนี้ได้ยังไง!” 

               “จะ จำเรื่องนั้นได้ด้วยเหรอ?” 

               พี่เซนท์เวอร์ชันหนุ่มเลือดร้อนทำฉันสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย 

               “ใครจะไปลืมลง! ไอ้โรคจิตที่ชอบเรียกเด็กมาคุยสองต่อสอง หลอกว่าคะแนนเธอน้อยแล้วชวนไปติวฟรีที่คอนโดมันไง เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าโรคจิต!” 

               เหตุการณ์ในวันนั้นน่ากลัวพอสมควร ฉันกำลังรอพี่เซนท์มารับที่หน้าตึก แล้วอยู่ๆ ติวเตอร์ที่เรียนด้วยกันมาตลอดก็ออกมาชวนคุยแล้วบอกว่าผลการทดสอบของฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรียนในห้องไม่เข้าใจเหรอ อึดอัดหรือเปล่า ถ้าชอบบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวก็ขึ้นรถไปติวเสริมที่คอนโดเขาได้นะ 

               คำพูดคำจาและท่าทางของเขาน่ากลัวมาก ฉันพยายามปฏิเสธอย่างหนักแน่นแล้วแต่เขาก็ยังตามตื๊ออยู่นั่นแหละ คอยเอาแขนมาโอบไหล่ฉันแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ด้วย ดีที่พี่เซนท์ขับรถมารับได้จังหวะพอดีก็เลยรอดตัวไป วันนั้นเขาบีบแตรขัดจังหวะพวกเราดังมาก ตกใจกันหมดทั้งซอยเลย 

               ฉันอยากเลิกเรียนกับสถาบันนี้มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้วเพราะติวเตอร์เขาดูแปลกๆ แต่พ่อกับแม่บอกว่าคนนี้ดังมาก เด็กๆ ที่มาติวกับเขาก็สอบติดที่ดังๆ อย่างมอ A ไม่ก็มอ B กันทั้งนั้น ฉันก็เลยต้องยอมทนเรียนต่อไป แต่พอพี่เซนท์มาเห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเข้าเขาก็ไปโวยวายใส่พ่อกับแม่ทันทีว่าต้องรีบเปลี่ยนที่เรียนพิเศษให้ฉันตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ณ บัดนี้! 

               “เอาน่า เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไอ้ติวเตอร์คนนั้นก็โดนแฉไปเรียบร้อยแล้วด้วย พี่เซนท์อยากกินอะไรหน่อยมั้ย เดี๋ยวต้มบะหมี่กึ่งฯ ให้” 

               “ไม่เป็นไร พี่เจ็บปากมากเลย กินอะไรไม่ลง ขอไปนอนดีกว่า” 

               ก็วันนี้เขาพูดมาก เจ็บตัวซะขนาดนั้นแต่ก็ยังฝืนพูดต่อ จะหมดเรี่ยวหมดแรงจนอยากรีบไปนอนเพื่อฟื้นฟูพลังงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ฉันพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ 

               “นอนเตียงใหญ่ได้เลยนะ เดี๋ยวหนูนอนโซฟาตรงนี้เอง” 

               “โอเค อย่านอนดึกนะ รีบอาบน้ำแล้วรีบนอนล่ะ” 

               เราสองคนโบกมือลาและบอกฝันดีให้กันและกัน เมื่อประตูห้องนอนถูกปิดลงแล้ว ในห้องนั่งเล่นก็เหลือแค่ฉันกับคุณกวีอยู่แค่สองคน 

  

 

               ตัดอีกแล้วเหรอ55555555 ตอนนี้ต้องติดแท็ก #พี่เซนท์ผู้แสนดี แล้วป้ะ555555 

               เอาจริงๆ ตอนแรกเราคิดคาร์ให้น้องหอมกับพี่เซนท์เป็นพี่น้องที่ไม่สนิทกัน เย็นชาใส่กันเพราะเรื่องเรียนเก่งเรียนไม่เก่งนี่แหละ แต่ตอนนี้คิดว่าเลือกถูกแล้วล่ะ เจ้าสองคนนี้ต้องสนิทกันจริงๆ เรื่องถึงจะสนุก (ฮา) 

               เห็นคนมาเม้นต์แล้วก็ดีใจ เรากังวลกับตอนที่แล้วมากเลยว่าจะแต่งได้ดีหรือเปล่าน้า ดีใจที่ชอบกันนะคะ! 

               อ้อ ดีใจที่มีคนเห็นโมเม้นต์พี่เซนท์กับขิมนะคะ ฮุๆ (?) ไว้เจอกันตอนหน้าค่า มีเรื่องจะแจ้งด้วยน้า 

ความคิดเห็น