facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2563 00:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (2)
แบบอักษร

 

12 

มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (2) 

 

               ยังไม่ทันได้เดินออกจากตัวบ้าน คุณแม่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมของในครัวก็หันมาเจอพวกเราพอดี 

               “หอม ออกมาพอดีเลย ฝากเอากับข้าวไปที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างนอกทีนะ” 

               “ได้ค่ะ พี่เซนท์ ช่วยยกหม้อข้าวหน่อย” 

               “โอเค ถือดีๆ นะ” 

               เขาเอ่ยเตือนก่อนจะรับหม้อหุงข้าวไปจากมือฉัน เมื่อเดินมาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนแล้วก็ช่วยกันตักข้าวใส่จาน รินน้ำใส่แก้ว ยกกับข้าวทั้งหมดมาไว้บนโต๊ะแล้วนั่งลงเตรียมกินข้าวพร้อมกับบรรยากาศที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆ แล้วดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ ตกดินจนลับสายตาไป 

                “เซนท์นี่ก็เก่งเหมือนพ่อมันเนอะ เรียนอะไรยากๆ แบบนี้ได้ด้วย ฟิสงฟิสิกส์นี่แค่ได้ยินชื่อก็ปวดหัวแล้ว เรียนไปได้ยังไง อีกปีเดียวก็จะจบแล้วนี่ ทนหน่อยนะ” 

               “ฮะๆ ขอบคุณครับ” 

               พี่เซนท์ยิ้มรับคำชมด้วยรอยยิ้มตามมารยาท ฉันเห็นด้วยกับคุณลุงนะ เขาเรียนฟิสิกส์เป็นวิชาหลักได้ยังไงเนี่ย วิชาพวกนี้แค่ได้เรียนตอนมอปลายก็ปวดหัวพอแล้วนะ 

               “แล้วหอมล่ะ สอบติดที่ไหน?” 

               มีคำถามนี้จนได้ ฉันส่งยิ้มให้คุณลุงแล้วเตรียมบอกชื่อมหาวิทยาลัยของตัวเองไป แต่กลับโดนคุณพ่อพูดขัดขึ้นซะก่อน 

               “...ตอนนี้ให้เรียนมอเอกชนไปก่อน เดี๋ยวจะให้ซิ่วแล้วสอบใหม่ จะได้เรียนที่เดียวกับเซนท์” 

               “โห ใจคอคิดจะให้เรียนมอ A ทั้งบ้านเลยเหรอสิงห์” 

               คุณป้าร้องถามพร้อมทำตาโต แต่ก็ดูไม่แปลกใจกับความคิดของพ่อฉันมากนัก 

               “ต้องรักษามาตรฐานเอาไว้สิ จะให้ลูกสาวคนเดียวแหกคอกไปจบมออื่นได้ยังไง อายเขาตายเลย” 

               “...” 

               วันนี้กับข้าวบนโต๊ะก็ไม่อร่อยอีกแล้ว ฉันแทบจะไม่รับรู้ถึงรสชาติของปลาสามรสในปากและข้าวหอมๆ ที่เพิ่งหุงเสร็จใหม่ๆ แม้กระทั่งน้ำอัดลมที่เพิ่งดื่มเข้าไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยทำให้อารมณ์หม่นหมองในใจรู้สึกซู่ซ่าขึ้นเลยแม้แต่น้อย 

               “หอมก็ทนๆ หน่อยนะ ถ้าเข้ามอ A ได้ก็สบายแล้ว” เมื่อคุยกับพ่อเสร็จคุณป้ากันมาพูดปลอบใจฉันต่อ เพราะไม่รู้จะตอบไปว่าอะไรดีก็เลยได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ กลับไป “เสียเวลานิดๆ หน่อยๆ แค่ปีสองปีแลกกับอนาคตที่ดี ป้าว่าคุ้มนะ” 

               “แค่สอบเข้ามอ A ไม่ได้พ่อกับแม่หนูก็เครียดจะตายแล้ว ครั้งนี้ห้ามพลาดเด็ดขาดนะ” 

               คุณลุงเองก็ส่งกำลังใจให้ด้วย ฉันรู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านจริงๆ แต่จะพูดว่าดีใจก็พูดได้ไม่เต็มปากยังไงไม่รู้ 

               “โอเคค่ะ...น้ำอัดลมจะหมดแล้ว เดี๋ยวหนูเข้าไปเอามาเพิ่มนะคะ” 

               แล้วฉันก็ลุกหนีออกมาเพราะทนกับคำพูดบนโต๊ะอาหารไม่ไหว ไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลย แต่รับไม่ไหวจริงๆ การที่ฉันสอบไม่ติดมอดังที่ทุกคนคาดหวังเป็นเรื่องที่ผิดพลาดใช่มั้ย ถ้ายังฝืนเรียนต่อไปก็คงไม่ได้ดีหรอก ต้องจบมอ A เท่านั้น ต้องจบจากที่นี่เท่านั้น 

               ฉันต้องเรียนแค่ที่นี่ที่เดียว... 

               “เฮ้อ...” 

               แค่คิดก็รู้สึกแย่แล้ว ความคิดด้านลบมากมายผุดขึ้นมาในหัวไม่รู้จักจบจักสิ้น ฉันเริ่มโทษตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นผลคะแนนของตัวเอง และเริ่มโทษตัวเองอย่างต่อเนื่องเมื่อยื่นคะแนนรอบสามไม่ติดที่ที่หวังไว้ และรู้สึกแย่ที่สุดตอนรู้ว่าตัวเองไม่ติดที่ไหนเลยในรอบสี่ 

               ความรู้สึกเมื่อตอนสอบเข้าที่ไหนไม่ได้เลยเริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจฉัน ความเสียใจในวันนั้น ความเครียดและวิตกกังวลในวันนั้น ทุกๆ อย่างทำให้ฉันอยากจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง 

               “หอม” 

               “...คะ?” 

               เสียงของคุณแม่ที่อยู่ๆ ก็ดังจากด้านหลังทำฉันสะดุ้งสุดตัว ตกใจหมดเลย! ฉันรีบยกสองมือขึ้นปาดน้ำตาหยดเล็กๆ ออกไปจากใบหน้า 

               ไม่คิดเลยว่าแม่จะตามเข้ามาในครัว ดีนะที่ไม่ได้ร้องไห้ออกไปเสียงดัง... 

               “คุณลุงคุณป้ายังคุยไม่จบเลย จะรีบหาข้ออ้างหนีออกมาทำไม ทำตัวไม่น่ารักเลยนะ” 

               ถ้อยคำตำหนิติเตียนของคุณแม่ทำให้ฉันต้องฝืนยิ้มออกมาอีกครั้ง 

               “ขอโทษค่ะ หนูมึนหัวนิดหน่อย” 

               “ไม่ต้องมาอ้าง รีบหยิบน้ำแล้วรีบกลับไปที่โต๊ะได้แล้ว” 

               ดูเหมือนว่าคุณแม่จะรู้ทันคำพูดแก้ตัวของฉันนะ ไม่งั้นคงไม่ไล่กลับไปที่โต๊ะโดยไม่คิดจะถามไถ่ถึงอาการมึนหัวของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว 

               “...แม่คะ” 

               “ว่าไง” 

               “หนูเรียนที่อื่นนอกจากมอ A ไม่ได้เลยเหรอ?” 

               “ไม่ได้อยู่แล้ว” คุณแม่ตอบคำถามนั้นอย่างไม่ลังเล “โลกของผู้ใหญ่มันโหดร้ายนะหอม ถ้าไม่จบที่ดีๆ มอดังๆ ก็ไม่มีโอกาสได้งานดีๆ กับตำแหน่งที่มั่นคงในบริษัทดังๆ หรอก” 

               “เข้าใจค่ะ” 

               “เข้าใจก็ดีแล้ว” 

               “แต่...ถ้าหนูไม่อยากเข้ามอ A ล่ะคะ” 

               “ทำไมถึงไม่อยากเข้า?” 

               คราวนี้น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูจริงจังขึ้นอีกหลายระดับจนน่าหวั่นใจ แววตาที่แสดงออกถึงไม่พอใจของคุณแม่ทำให้ฉันเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้สึกกลัวจนไม่กล้าขยับปากพูดประโยคที่อยู่ในใจออกมา 

               “หนูว่าที่นั่น...ไม่ใช่ที่สำหรับหนู” ฉันลองทำใจกล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับแม่แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ฉันอยากให้แม่รู้จริงๆ ว่าข้างในใจของฉันรู้สึกยังไง “ถึงจะติวสอบหนักแค่ไหนคะแนนหนูก็ไม่ถึงหรอกค่ะ มันยากเกินไป หนูไม่ตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ได้มั้ย? หนูแค่อยากเรียนที่มอ Z ต่อก็แค่นั้นเอง” 

               “อย่าคิดแบบนั้นสิหอม...” 

               “แม่ก็รู้ว่าหนูเรียนไม่เก่ง ถึงสอบเข้าไปได้ก็เรียนไม่ไหวหรอก หนูแบกรับความกดดันมากมายขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ ค่ะ...” 

               “ฟังแม่นะหอม ถึงเราจะไม่อยากลงแข่งเราก็ต้องแข่ง การจบที่ดีๆ ดังๆ มันเป็นใบเบิกทางให้อาชีพการงานของเราได้ในอนาคต” 

               “หนูรู้ค่ะ แต่...” 

               เพี๊ยะ 

               แล้วสัมผัสหนักๆ ที่ข้างแก้มก็ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่กล้าเปล่งเสียงอะไรออกมาสักคำ รู้แค่ว่าตัวเองถูกบังคับให้หันหน้าไปอีกทางอย่างไม่เต็มใจ ความร้อนผ่าวและอาการชาที่เริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณซีกแก้มด้านซ้ายทำให้ฉันคิดอะไรไม่ออก ในหูได้ยินเสียงประหลาดแสบแก้วหูที่ดังรบกวนจนแทบไม่ได้ยินคำพูดหลังจากนั้นของแม่ 

               “ก็ฟังภาษาคนรู้เรื่องนี่ แล้วจะมาคร่ำครวญว่าไม่อยากเข้ามอ A ทำไม?” 

               “นะ หนู...” 

               แค่จะเปล่งเสียงเรียกชื่อคนตรงหน้ายังทำไม่ได้เลย แค่จะพูดสรรพนามแทนตัวเองก็ยังรู้สึกเจ็บระบมไปหมด ฉันยกมือขึ้นมาจับแก้มข้างที่โดนตบแล้วพยายามออกแรงกดลงไปเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด 

               “ถ้าไม่ได้จบมอ A ก็เป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่งเท่านั้นแหละ อยากโดนกดเงินเดือนนักเหรอ? หรือว่าอยากตกงาน? เรียนที่ไหนก็ไม่เหมือนกันนะลูก โตขนาดนี้แล้วยังมาจะเห็นแก่ตัวอีก ไม่รู้จักโตจริงๆ!” 

               “...อ๊ะ! ขอโทษค่ะ...” 

               ถึงจะขอโทษแต่ก็ยังโดนคุณแม่ใช้ปลายนิ้วดีดหน้าผากฉันจนเกือบเซไปด้านหลัง 

               “แค่สอบไม่ติดพ่อกับแม่ก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ถ้ารู้ว่าโตมาแล้วจะโง่ขนาดนี้คงไม่ยอมมีอีกคนหรอก มีลูกชายคนเดียวก็พอแล้ว ไม่มีลูกสาวโง่ๆ ให้อายชาวบ้านเขาหรอก” 

               “...” 

               ยิ่งได้ฟังประโยคจากปากผู้ให้กำเนิดว่าตัวฉันมันไร้ค่าขนาดไหน น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลเอ่อออกมา ฉันพยายามยกมือขึ้นปาดมันทิ้งแล้วแต่คำพูดของแม่ก็ยิ่งทำให้มันไหลต่อไปเรื่อยๆ จนหยุดไม่ได้ 

               “ที่ไม่อยากเข้ามอ A ก็เพราะติดเพื่อนใช่มั้ย! ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก สนแต่ตัวเองก็พอ!” 

               “ไม่ได้ติดเพื่อนค่ะ! หนูชอบที่นี่จริงๆ ไม่อยากไปไหนแล้ว” 

               “ยังจะมาเถียงอีก...” 

               สองมือของแม่บีบไหล่ทั้งสองข้างของฉันไว้แน่น น้ำเสียงดุดันที่ตะคอกใส่ข้างหูด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวทำให้ฉันยิ่งหลับตาปี๋ ไม่อยากรับฟังอะไรทั้งนั้น ถ้าจะลงโทษก็รีบทำให้มันจบๆ ไปเถอะ จะตบหน้าฉันอีกรอบก็ได้ จะด่าทอฉันจนกว่าจะพอใจก็ได้ 

               ทำได้จนกว่าแม่จะพอใจเลย... 

               “แม่!” ในวินาทีที่คิดว่าไม่เหลือใครบนโลกใบนี้ที่เข้าข้างฉันแล้ว พี่เซนท์ก็โผล่มา เขาแค่เดินขึ้นบันไดชั้นสองมาเจอสองแม่ลูกที่กำลังโต้เถียงกันอยู่ แค่กวาดตามองปราดเดียวคนหัวไวอย่างเขาก็พอเข้าใจสถานการณ์แบบคร่าวๆ แล้ว “ทำอะไรน้องน่ะ...” 

               “ไม่ได้ทำอะไรนี่ แค่คุยกันนิดหน่อย ทำไมต้องเสียงดังด้วยล่ะลูก” 

               แรงบีบที่หัวไหล่ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองต้องแสดงละครอีกครั้ง ถึงไม่มองตาก็รู้ว่าต้องทำตัวยังไง แม่รักการสร้างภาพที่สุด ข้อนี้ฉันรู้ดีกว่าใคร 

               “หอม ทำไมหน้าแดง ร้องไห้เหรอ?” 

               “...เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ อากาศมันร้อนเฉยๆ” 

               ทำไมถึงได้ช่างสังเกตขนาดนี้นะ ฉันส่ายหน้ารัวๆ แล้วยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิเพื่อไม่ให้พี่เซนท์ได้เห็นน้ำตาของฉัน 

               “ใช่ ในครัวไม่ได้เปิดพัดลมน่ะ เซนท์ร้อนหรือเปล่า เดี๋ยวแม่เปิดให้นะ...” 

               เราสองคนแม่ลูกพยายามช่วยกันแสดงละครอย่างเต็มที่ คุณแม่เตรียมหันหลังเดินไปเปิดพัดลมตัวเล็กๆ ที่วางอยู่บนเตาอบ แต่กลับโดนพี่เซนท์พูดขัดขึ้นมาว่า 

               “นี่แม่...ตบน้องเหรอ?” 

               “...!” 

               ฉันเงยหน้ามองพี่เซนท์ด้วยความตกใจ คุณแม่เองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน ท่านมองมาทางเราสองคนแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา 

               “พูดอะไรบ้าๆ แม่จะตบหน้าน้องทำไม” 

               “ก็ที่แก้มหอมมีรอยแดง ดูก็รู้ว่าโดนตบมาชัดๆ” 

               เขาพยักพเยิดมาทางฉันที่ยังทำหน้าตาเหลอหลาอยู่ เดี๋ยวนะ รู้ได้ไงเนี่ย ตาดีเกินไปแล้ว! หรือไม่ได้ตาดีแต่แค่เดาเก่งเฉยๆ ฉันพยายามยกไม้ยกมือเตรียมพ่นคำโกหกออกไปอีกรอบ แต่พี่เซนท์กลับดูมั่นใจกับข้อสันนิษฐานของตัวเองมาก เขาแทบไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้แก้ตัวเลย 

               “ทำแบบนี้ทำไมครับ ทะเลาะกันเรื่องมหา’ลัยของน้องอีกแล้วเหรอ” 

               “ไม่ใช่เรื่องของเซนท์หรอก นี่เป็นปัญหาของแม่กับน้อง” 

               “หอมก็น้องผมนะ จะไม่เกี่ยวได้ไง นี่ก็เป็นเรื่องของผมเหมือนกัน!” 

               “เซนท์ อย่ามาขึ้นเสียงใส่แม่นะ...” 

               รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณแม่โค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าท่านกำลังไม่พอใจกับพฤติกรรมของพี่เซนท์เอามากๆ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เดี๋ยวทั้งสองคนต้องทะเลาะกันแน่ๆ ต้องรีบห้าม! 

               “หนูว่า...” 

               “มาทะเลาะอะไรกันตรงนี้ ทำไมไม่รีบกลับไปที่โต๊ะ” 

               “พ่อ...” 

               แล้วแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เดินเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้าบึ้งตึง คุณพ่อที่ปกติจะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอยู่ตลอดเวลากลับทำสีหน้าไม่พอใจเมื่อได้เห็นพี่เซนท์ที่กำลังยืนปกป้องฉัน เขาสบตากับผู้ใหญ่ทั้งสองคนอย่างไม่เกรงกลัว 

               “ลูกสาวคุณน่ะเอาอีกแล้ว อยู่ๆ ก็มาบอกว่าไม่อยากเข้ามอ A เดี๋ยวนี้ติดเพื่อนจนลืมเป้าหมายของตัวเอง” 

               “หนูไม่ได้ลืมเป้าหมายของตัวเองค่ะ! หนูชอบที่นี่จริงๆ หนูพอใจแล้ว!” 

               “เหตุผลฟังไม่ขึ้น หอมสัญญากับพ่อแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะเข้ามอ A ต้องเข้าให้ได้สิ แค่เรียนที่เดียวกับพ่อและแม่มันยากตรงไหน ขนาดพี่เซนท์ยังทำได้เลย หอมก็ต้องทำได้สิ” 

               “แต่หนูไม่อยากเรียนที่นั่นค่ะ พ่อคะ หนูขอร้อง หนูไม่ซิ่วได้มั้ย? ให้หนูเรียนมอ Z ต่อเถอะ...” 

               อาจเพราะมีพี่เซนท์คอยปกป้องอยู่ข้างหน้า ฉันจึงกล้าโผล่หัวออกมาพูดความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง ฉันอยากเรียนที่มอ Z ต่อจริงๆ ฉันชอบสังคมและบรรยากาศของที่นี่มาก รู้สึกสบายใจและเป็นตัวของตัวเองสุดๆ 

               “ไม่ได้ พ่อบอกทุกคนไปแล้วว่าปีหน้าหอมจะต้องเรียนมอ A ยังไงลูกก็ต้องซิ่ว” 

               คุณพ่อยังคงไม่เห็นด้วย ท่านยกมือขึ้นกอดอกแล้วเริ่มพูดคุยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง 

               “แต่...!” 

               “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น จะเข้าภาคพิเศษก็ได้ ขอแค่ติดที่นี่ก็พอ” 

               “ถึงหนูจะไม่อยากเรียนที่นั่นพ่อก็ยังบังคับให้หนูไปเรียนให้ได้เหรอคะ?” 

               “เรียนไปเดี๋ยวก็ชอบเองนั่นแหละ จะกลัวอะไร” 

               “หอมบอกว่าไม่อยากเรียนก็คือไม่อยากเรียนสิครับ น้องจะมีเหตุผลยังไงก็ช่าง ไม่เอาก็คือไม่เอา” 

               “พี่...” 

               แล้วคนที่ออกตัวปกป้องให้กับเหตุผลอันแสนดื้อดึงของฉันก็ยังเป็นพี่เซนท์คนเดิม เขาเคารพการตัดสินใจของฉันมาตลอด ครั้งนี้ก็เช่นกัน 

               “เซนท์ อย่ามาพูดอะไรบ้าๆ” 

               “ทีพ่อล่ะ ผมไม่อยากเรียนสายวิทย์ด้วยซ้ำแต่พ่อก็ยังให้เรียน! พ่อเคยถามผมกับน้องสักคำมั้ยว่าอยากเรียนที่นี่หรือเปล่า อยากเรียนสายนี้หรือเปล่า?” 

               น้ำเสียงของพี่เซนท์เต็มไปด้วยความโกรธ ผิดหวัง และน้อยใจ เขาขึ้นเสียงใส่พ่อทั้งที่ปกติจะพยายามเจียมเนื้อเจียมตัวคอยเชื่อฟังทุกคำที่พ่อสอนตลอด ที่น่าตกใจกว่าคือเนื้อหาในคำพูดของพี่เซนท์บ่งบอกว่าเขาถูกบังคับให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบเหมือนกัน 

               หมายความว่ายังไงน่ะ? ฉันนึกว่าเขาเลือกเส้นทางนี้มาตลอดเลยนะ... 

               “เซนท์...” 

               คำพูดเหล่านั้นทำให้คุณพ่อต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ 

               “อะไรที่ผมอยากเรียนก็ไม่ให้เรียน! บังคับผมแล้วยังมาบังคับน้องอีก ดีแต่อยากให้ลูกตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ต้องคะแนนดีกว่าคนอื่น เรียนดีกว่าคนอื่น ถามจริงเหอะ นี่ชีวิตผมหรือชีวิตพ่อกันแน่!!” 

               ผัวะ 

               “พี่เซนท์!” 

               เสียงหมัดหนักๆ ที่มาพร้อมกับเสียงของหนักล้มตึงลงไปกองกับพื้นทำฉันกรีดร้องออกมาสุดเสียง ก่อนจะรีบย่อตัวลงไปประคับประคองร่างของพี่เซนท์ที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นห้องอย่างยากเย็น พี่เซนท์ไม่ใช่คนอ่อนแอ ที่ล้มลงไปอาจเป็นเพราะไม่คิดว่าจะโดนต่อย ก็เลยไม่ได้ป้องกันและสูญเสียการทรงตัวไป 

               “เอาแต่พล่ามอะไรไร้สาระ หยุดพูดได้หรือยัง?” 

               ยิ่งพูดพ่อก็ยิ่งหงุดหงิด ฉันเงยหน้ามองคนที่เพิ่งต่อยพี่ชายตัวเองไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ฉันโกรธพ่อ โกรธมากๆ แต่อีกใจก็ทำอะไรไม่ถูก อยากจะรีบพาตัวเองหนีไปจากที่นี่ แต่แววตาที่มองต่ำลงมาหาเราสองคนก็ทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวจนมือและเท้าสั่นไปหมด 

               “ถ้าไม่บังคับแล้วจะมาถึงจุดนี้มั้ย ทนลำบากแค่สามสี่ปีจะเป็นไรไป เชื่อเถอะ สักวันเซนท์กับหอมจะขอบคุณพ่อ” 

               ยิ่งมองรอยยิ้มที่อบอุ่นราวกับแสงตะวันของคุณพ่อแล้วฉันก็ยิ่งสับสน ไม่เห็นเข้าใจเลย ฉันจะขอบคุณคนที่เพิ่งใช้ความรุนแรงกับพี่ชายตัวเองไปได้ยังไงกัน... 

               ฉันจะขอบคุณคนแบบนั้นได้จริงๆ เหรอ? 

               “เฮอะ วันนั้นคงอีกนาน...” 

               พี่เซนท์ที่เรี่ยวแรงเริ่มกลับมาแล้วคอยเกาะไหล่ฉันไว้เป็นที่พักพิง แววตาที่ใช้มองพ่อกับแม่เต็มไปด้วยความไม่พอใจไม่ต่างกับฉัน แต่ลึกๆ แล้วเราสองคนก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกัน 

               “เดี๋ยวนี้ทำไมกล้าต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่ ต้องให้โดนอีกรอบใช่มั้ย” 

               “พอได้แล้วค่ะ!!” 

               ฉันหวีดร้องออกไปสุดเสียง แต่คุณพ่อก็ยังทำหูทวนลมแล้วพูดต่อ 

               “หอมก็เหมือนกัน ถ้าสอบติดมอ A ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องมาโดนแบบนี้หรอก เพราะทำผิดก็เลยต้องโดนลงโทษไง” 

               “...!” 

               เพราะทำผิดก็เลยต้องโดนลงโทษ? 

               ฉันได้แต่ทวนคำพูดนั้นซ้ำไปซ้ำมาในหัว ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเหรอ? จริงด้วย ถ้าฉันสอบเข้ามอ A ได้ตั้งแต่แรก พ่อกับแม่ก็จะไม่ทำตัวแบบนี้ พี่เซนท์ก็ไม่ต้องถูกต่อย แล้วก็ไม่ต้องมาทะเลาะกับครอบครัวตัวเองด้วย 

               เราจะยังเป็นครอบครัวแสนสุขต่อไปได้ ถ้าฉันแค่สอบเข้ามอ A ได้ เรื่องบ้าๆ แบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นใช่มั้ย? 

               “กลับไปอ่านหนังสือในห้องต่อเถอะ เซนท์ก็ด้วย เดี๋ยวพ่อบอกคุณลุงคุณป้าให้ว่าพวกลูกอิ่มแล้ว” 

               เมื่อเห็นว่าพวกเราสองพี่น้องไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำคุณพ่อก็รีบตัดบทแล้วโบกมือไล่เราเข้าไปในห้อง 

               “...หนูจะไม่กลับเข้าไปในห้องค่ะ” 

               “ทำไม...หอม!!” 

               ฉันรีบคว้ามือพี่เซนท์ จับมือหนาคู่นั้นให้แน่นแล้วพาเขาเดินลงบันไดออกไปจากห้องครัวอย่างรวดเร็ว มือข้างที่ว่างก็รีบคว้ากระเป๋าตังค์กับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของพี่เซนท์ที่วางอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น 

               “หอม จะไปไหน!” 

               เสียงเรียกของคุณพ่อกับคุณแม่ยิ่งทำให้ฉันก้าวขาไปข้างหน้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ ฉันจับมือพี่เซนท์แน่นกว่าเดิมตอนได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะรีบลากเขามาซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์แล้วพาขับออกไปจากตัวบ้านทันที 

               ไม่รู้เหมือนกันว่าทำแบบนั้นทำไม รู้แค่ว่าฉันไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้แล้ว ไม่อยากเจอหน้าหรือพูดคุยกับคนในบ้านอีก 

               ไม่อยากคุยกับใครในบ้านทั้งนั้น พอกันที! 

  

               “ฮึก...” 

               รู้ตัวอีกทีก็ขับรถมาจอดที่ปั๊มใกล้บ้านแล้ว เราสองพี่น้องลงจากรถมานั่งเหม่อที่ม้านั่งเล็กๆ หน้าร้านสะดวกซื้อเฟรนไชส์ยอดฮิตด้วยกัน 

               “เมื่อกี้โคตรบ้าเลย หอมขับรถโคตรไว หมวกกันน็อคก็ไม่ใส่ รอดด่านตรวจมาได้ไงวะเนี่ย” 

               พี่เซนท์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงติดตลก เขาแค่นหัวเราะออกมาอีกสองสามคำแล้วมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย 

               “เพราะหนูเก่งไง...” 

               ขับซิ่งมาขนาดนี้แต่ก็ยังปลอดภัย ไม่เรียกว่าเก่งแล้วจะให้เรียกว่าอะไร พอลองมองย้อนไปแล้วก็น่ากลัวดีเหมือนกัน ดีใจที่รอดมาได้ แต่คราวหลังคงไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว โคตรอันตรายเลย 

               “เก่งจริงๆ นั่นแหละ” คนข้างๆ แค่นยิ้มแล้วถอนหายใจออกมาหนึ่งที “ขอบคุณที่พาหนีนะ” 

               “อื้อ...” 

               “แล้ว...จะกลับบ้านมั้ย?” 

               น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความลังเลและหวั่นใจ ลึกๆ แล้วก็อยากกลับไปขอโทษพ่อกับแม่ แต่สิ่งที่พวกท่านทำไว้ก็ยังสร้างความไม่พอใจให้เราสองคนอยู่ 

               “ไม่อะ” 

               นี่จึงเป็นคำตอบของฉัน 

               “กลับเถอะ พี่ไม่อยากให้หอมมีปัญหากับพ่อแม่นะ” 

               “มีก็มีไปสิ พ่อต่อยพี่เซนท์เลยนะ!” 

               “...!” 

               เจ้าของชื่อสะดุ้งทันทีเมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของฉัน 

               “จะให้กลับไปหาคนที่ตบหน้าหนูกับต่อยหน้าพี่ชายตัวเองได้ยังไง บ้าหรือเปล่า!” ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บแผลบนหน้า จะให้กลับไปขอโทษแล้วยอมเข้าห้องไปอ่านทบทวนหนังสือเรียนต่อแล้วทำเหมือนเรื่องพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเหรอ! “ไม่กลับ! ไม่กลับบ้านเด็ดขาด...” 

               พูดได้แค่นั้นฉันก็สะอื้นออกมาอีกครั้ง ทำได้แค่ก้มหน้าร้องไห้กับฝ่ามือของตัวเอง ความเจ็บปวดจากข้างแก้มยังไม่หายไปไหน ยิ่งถูกน้ำตาอุ่นๆ ไหลผ่านผิวเนื้อบางๆ บริเวณนั้นก็ยิ่งรู้สึกเจ็บจนต้องร้องออกมา 

               แต่จะให้อยู่ที่นี่ทั้งคืนก็ไม่ได้ พี่เซนท์เพิ่งถูกต่อยมา ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเสียงมันจะดังขนาดนั้น ไม่เคยรู้เลยว่าตอนเห็นพี่ชายตัวเองล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมเลือดที่ไหลซิบออกมาจากมุมปากจะทำให้ฉันกลายเป็นบ้าได้ขนาดนี้ 

               ต้องหาที่นอนค้างคืนสักที่ แต่จะไปหามาจากไหนล่ะ? 

               ฉันพยายามปาดน้ำตาแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า ตั้งใจว่าจะโทรไปขอค้างบ้านเพื่อนสักคน อาจจะเป็นเจตน์ไม่ก็ชาหวาน หรือถ้าสองคนนั้นไม่รับสายก็อาจจะโทรไปหาขิมแทน ถ้าขิมไม่รับก็ยังมีออมกับปั้นหยาอยู่ 

               มือฉันสั่นจนแทบจะจับโทรศัพท์เครื่องบางๆ ไว้ไม่อยู่ จากที่เคยใช้มือเดียวกดสไลด์หาเบอร์เพื่อนได้ก็ต้องใช้สองมือเข้าประคองไม่ให้เผลอทำโทรศัพท์ตัวเองหล่นลงพื้น ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำใจให้เย็นเข้าไว้ 

               แต่มือทั้งสองข้างก็ยังไม่หยุดสั่นเลย... 

               แล้วนิ้วฉันก็พลาดไปกดเบอร์ของคุณกวีเข้า ระบบทำการต่อสายไปยังเบอร์ส่วนตัวของเขาอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ 

               ไม่เอานะ ไม่ใช่เบอร์นี้สิ! 

               ตั้งใจว่าจะกดปุ่มวางสาย แต่อีกฝ่ายดันรับสายเร็วกว่าที่คิดซะงั้น 

               “ฮัลโหล” 

               “ฮะ ฮัลโหลค่ะ” พอได้ยินเสียงคุณกวีแล้วก็ยิ่งอยากร้องไห้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้เลย “ฮึก...ขอโทษนะคะ หนูกดเบอร์ผิด ขอโทษจริงๆ...” 

               “...เป็นอะไร ร้องไห้เหรอ?” 

               “เปล่าค่ะ ไม่ได้ร้อง จะร้องไปทำไม...” 

               “หอม อย่าโกหกผม” 

               อย่ามาทำเป็นรู้ดีนะ ฉันส่ายหน้ากับตัวเองรัวๆ รู้ทั้งรู้ว่าเขาคงไม่เห็นแต่ก็ยังทำ 

               “ไม่ได้โกหกจริงๆ ค่ะ! อ๊ะ...ดึกมากแล้ว ขอโทษที่รบกวนค่ะ งั้นหนูวางสายนะ!” 

               “หอม” 

               น้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้นิ้วที่กำลังจะกดปุ่มวางสายชะงักค้างอยู่กลางอากาศ แวบแรกฉันนึกกลัวเขาขึ้นมานิดหน่อยเพราะน้ำเสียงที่กดให้ต่ำลงเล็กน้อยของคุณกวีคล้ายกับเสียงพ่อฉันตอนบอกว่าพี่เซนท์พูดจาไร้สาระ ก่อนจะต่อยเขาไปหนึ่งมัดอย่างไม่ลังเล 

               “...คะ?” 

               “มีอะไรที่ผมช่วยได้มั้ย” 

               “...!” 

               แล้วคำพูดนั้นก็ทำให้ฉันเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ 

               “ผมรับฟังได้นะ เธอแค่เล่ามาก็พอ” เหมือนจะรู้ว่าแค่นี้ยังไม่พอ คุณกวีเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูดต่อ “ถ้าไม่สบายใจจะไม่เล่าก็ได้ แต่ผมอยากให้เธอรู้ว่าผมไว้ใจได้นะ เธอระบายกับผมได้ ผมก็เคยเล่าเรื่องตัวเองให้เธอฟังเหมือนกัน เราทำแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ?” 

               “...” 

               “ลองเล่าให้ฟังได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น นะ คิดซะว่าผมเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเธอก็ได้...” 

               นี่ฉันคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย น้ำเสียงของคุณกวีไม่เหมือนกับของพ่อเลยแม้แต่น้อย 

               ความอบอุ่นและจริงใจในน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้ฉันน้ำตาคลอ ฉันเล่าทุกอย่างให้เขาฟังได้จริงๆ ใช่มั้ย ฉันไว้ใจเขาได้สินะ 

               เขา...เป็นเพื่อนฉันใช่มั้ย? 

               “คุณกวี...” น้ำเสียงที่เปล่งออกไปฟังดูแผ่วเบาและแหบเล็กน้อย แต่ฉันก็ยังพยายามกระแอมไอแล้วพูดต่อไป “ช่วยด้วยค่ะ มารับหนูที มารับหน่อยได้มั้ยคะ...” 

               ฉันพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ส่งเสียงสะอื้นออกไป พยายามฝืนบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้ผล ฉันพร่ำขอโทษคุณกวีว่าขอโทษที่พูดไม่รู้เรื่อง ขอโทษที่ร้องไห้ ขอโทษที่โทรมารบกวนตอนดึกๆ แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร คุณกวีแค่บอกให้ฉันใจเย็นๆ แล้วบอกว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ฉันก็เลยกวาดตามองไปรอบตัวแล้วบอกที่อยู่ไปอย่างละเอียด 

               “...จะไปเดี๋ยวนี้แหละ รออยู่นั่นนะ” 

               แล้วคำพูดแค่นั้นของคุณกวีก็ทำให้ฉันร้องไห้ออกมาอีกครั้ง... 

  

 

               ไหนบอกว่าจะอัพตั้งแต่เมื่อวานไง? 

               อะ...อันนี้ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ เราอ่านนิยายเพลินไปหน่อย นิยายที่สั่งไว้เพิ่งมาถึงพอดี ติดลมมากก็เลยอ่านยาวจนลืมเวลา ลืมสนิทเลยค่ะ แงงง 

               อันที่จริงเราอยากอัพตอนนี้ทีเดียวแบบไม่แบ่งพาร์ทเพราะมีเรื่องครอบครัวน้องหอมกับพี่เซนท์นี่แหละ อยากให้อารมณ์ต่อเนื่อง แต่มันยาวไปค่ะ กลัวคนอ่านเมื่อยนิ้วตอนเลื่อน ก็เลยถือวิสาสะตัดแบ่งตอนให้ (ฮา) 

               นั่งเก้าอี้พลาสติกโง่ๆ แต่งนิยายนานๆ แล้วปวดหลังมากเลยค่ะ ฮืออ จะมีนักอ่านใจดีมานวดหลังนวดไหล่ให้มั้ยน้า...ปรากฏว่านักอ่านทำหน้ายี้ใส่5555555555 

               ไม่รู้จะเรียกว่าดราม่าได้หรือเปล่า น่าจะไม่ใช่ดราม่าหรอก แต่เป็นเส้นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของน้องหอมและคุณกวีพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยล่ะ มาถึงจุดนี้ได้ก็คือเกือบแตะ 50% ของเนื้อเรื่องแล้ว เหลือดราม่าอีกลูกหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้ดราม่าหนักมากหรอก จริงๆ สบายใจได้ค่ะ... 

               สบายใจได้จริงๆ นะ... *กระซิบเบาๆ* 

               เราชอบกินปูนิ่มผัดผงกะหรี่มาก แต่การจะหาเจ้าที่ถูกใจนั้นเป็นเรื่องยาก ถ้าเจอร้านอร่อยแล้วก็ต้องเก็บรักษาร้านนั้นไว้ดีๆ นะคะ ต้องอุดหนุนเขาบ่อยๆ (ฮา) 

               อันที่จริงเราเป็นพวกคิดพล็อตด้นสดไปด้วยและแต่งไปด้วยค่ะ เวลาห้าวันที่หายไปหรือมากกว่านั้นก็คือใช้เวลาไปกับการคิดฉาก คิดบทพูดและลงมือแต่งด้วยนั่นเอง ข่าวดีคือเราคิดฉากจูบของสองคนนี้ได้แล้ว เย้! แต่ข่าวร้ายคือเหลืออีกหลายอีเว้นต์เลยค่ะกว่าจะไปถึงจุดจุดนั้น5555555555 

               ยังไงก็...ใครใคร่รอก็รอนะคะ สัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง ถ้าผิดหวังก็...เลิกตามนิยายเรื่องนี้ได้ตามสบายเลยค่ะ (T___T) ยินดีน้อมรับทุกคำติชมนะ 

               แล้วก็...เราไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงในครอบครัวนะคะ อย่าคิดแค่ว่าเราเป็นพ่อแม่เขาเราจะใช้กำลังกับลูกตัวเองยังไงก็ได้ล่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องประสบพบเจอจริงๆ ค่ะ 

ความคิดเห็น