ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Our Stories......[ธันวา x เมษา]...ตอนที่ 1 [100%]

ชื่อตอน : Our Stories......[ธันวา x เมษา]...ตอนที่ 1 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2563 02:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 2,000
× 0
× 0
แชร์ :
Our Stories......[ธันวา x เมษา]...ตอนที่ 1 [100%]
แบบอักษร

Our Stories.. 

[ธันวา x เมษา] ตอนที่ 1 

 

ณ ห้องทำงานของรองประธานบริษัท Starlight Entertainment บริษัทที่เกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นละคร หรือค่ายเพลง มีนักร้องนักแสดงที่ขึ้นตรงกับบริษัทอีกมากมาย รวมไปถึงการทำงานร่วมกับนักร้องต่างประเทศด้วย ทำให้บริษัทนี้ดังติดอันดับแรกๆของประเทศ หลังโต๊ะทำงานของรองประธานบริษัทมีชายหนุ่มวัย 25 ปี ผู้ที่ได้รับตำแหน่งถึงแม้อายุยังน้อย และเป็นน้องชายของประธานบริษัท ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเย็นชา ซึ่งตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าผู้จัดการดาราที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอยู่  

“ทำไมคุณถึงได้พูดยากพูดเย็นขนาดนี้คุณรวี” รองประธานบริษัทพูดขึ้น และชื่อของเขาก็คือ ธันวา สุนทรียศักดิ์ 

 

“ผมไม่ได้พูดยากเลยคุณธันวา ผมแค่อยากช่วย” รวี ชายหนุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่าธันวาพูดขึ้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นรุ่นพี่ที่รองประธานอย่างธันวาให้ความสนิทสนมและนับถือ แต่เมื่ออยู่ในเวลางานเขาก็เรียกธันวาว่าคุณ และให้ความเคารพธันวา เพราะธันวาเป็นเจ้านายของเขา ธันวาถอนหายใจออกมาเบาๆ 

 

“โอเค ตามใจคุณ” ธันวาตอบกลับไป เรื่องที่เขากับรวีเถียงกันอยู่นี้ ก็คือธันวาต้องการให้รวีไปดูแลนักแสดงที่มีชื่อเสียงของบริษัท มากกว่าจะให้ไปดูแลนักแสดงหน้าใหม่ แต่อีกฝ่ายยืนยันว่าอยากดูแลนักแสดงหน้าใหม่มากกว่า จริงๆแล้วธันวาก็สบายใจที่ได้รวีมาดูแลนักแสดงหน้าใหม่ เพราะรวีเก่งในเรื่องหางานและควบคุมการทำงานของเด็กๆในสังกัด แต่เขาก็อยากให้รวีได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าที่ได้ในตอนนี้  

 

“ขอบคุณครับ ผมสัญญาว่าผมจะทำให้ทั้งสองคนนี้ไปได้ไกลเหมือนกับคนอื่นๆในบริษัทแน่นอนครับ” รวีตอบกลับเสียงหนักแน่น ธันวาพยักหน้ารับอย่างเชื่อใจ เพราะในบริษัทนี้ คนที่ธันวาเชื่อใจ ไว้ใจ และสนิทใจด้วยก็คือรวี เขานับถือรวีเหมือนพี่ชายคนหนึ่งมากกว่าพี่ชายแท้ๆของเขาเสียอีก ด้วยความที่ธันวาถูกขีดเส้นทางให้เดินมาตั้งแต่ยังเล็ก แม้กระทั่งเรื่องเรียน ทำให้เขากลายเป็นคนเย็นชามาตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่เขาก็ทำมันได้ด้วยดี เพราะเขาไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิตมากนัก และความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาก็ไม่ค่อยดีนัก 

“เลิกงานไปไหนต่อครับ” รวีถามขึ้น ธันวามองหน้ารวีนิ่งๆ ก่อนจะพิงพนักเก้าอี้แล้วกอดอก 

 

“จะตามไปรึไงครับ” ธันวาถามกลับ  

 

“คุณธันวา เบาๆเรื่องนั้นบ้างเถอะครับ” รวีกำลังจะพูดเตือนบางอย่าง  

 

“ไม่ต้องกลัวหรอก ผมใส่ถุงยางทุกครั้ง” ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงปกติ 

 

“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เฮ้อ พูดไปคุณก็คงไม่ฟังผมอยู่ดี เอาเป็นว่าพักผ่อนบ้างละกันนะครับ” รวียอมตัดบท เพราะรู้ว่าพูดไปตอนนี้ เจ้านายของเขาก็คงไม่เปิดใจรับฟังอยู่ดี ก่อนที่รวีจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ ธันวานั่งมองประตูห้องทำงานที่ปิดลงอยู่นิ่งๆสักพัก เขาก็หยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาใครบางคน คนที่จะผ่อนคลายให้เขาได้เสมอ 

 

“คืนนี้ว่างรึเปล่า...มาเจอกันที่เดิม..แล้วเจอกัน” ธันวาพูดนัดแนะกับปลายสายสักพัก ก่อนจะวางสายไป ซึ่งคนที่เขาโทรหานั้น เป็น 1 ในคู่นอนของเขา ซึ่งธันวาจะมีคู่นอนอยู่ 2 คน เป็นผู้หญิง 1 คน ผู้ชาย 1 คน ซึ่งทั้งสองคนนั้นได้ทำข้อตกลงกับเขาแล้วว่าจะไม่มีการผูกมัดใดๆทั้งสิ้น ธันวาอาจจะมีเปย์บ้างตามความเหมาะสม ซึ่งธันวานั้นเป็นไบ เขาสามารถมีอะไรกับผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่จะชอบผู้ชายด้วยกันเสียมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ครอบครัวของเขาไม่รู้เรื่องเลย 

.. 

.. 

“จะกลับแล้วเหรอครับ” เสียงอ้อนของชายหนุ่มน่ารักดังขึ้นขณะที่ธันวากำลังใส่กางเกง ชายหนุ่มมากอดธันวาจากทางด้านหลังอย่างออดอ้อน เพราะบทรักที่เร่าร้อนและช่ำชองของธันวา ทำให้ชายหนุ่มลุ่มหลงจนแทบถอนตัวไม่ขึ้น เขาจึงพยายามเอาใจธันวาตลอดเวลาที่เขาสองคนนัวเนียกันบนเตียงกว้างของโรงแรมชื่อดังที่ธันวามักจะนัดคู่นอนของเขามาที่นี่ เพราะธันวาจะมีเซฟโซนของตัวเองนั่นคือคอนโดหรูของเขา และเขาไม่คิดจะพาคู่นอนคนไหนไปยังพื้นที่ส่วนตัวของเขาด้วย 

 

“เห็นนายบอกว่ายังไม่ได้จ่ายค่าคอนโด ฉันวางเงินไว้ให้แล้วเอาไปจ่ายซะ” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขายอมรับว่าคู่นอนของเขาคนนี้เร่าร้อนมาก และเป็นคนที่เขานัดเจอบ่อยที่สุด แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของธันวาได้ไปมากกว่าเรื่องบนเตียง   

 

“คุณธันวาจะมาเจอปอนด์อีกเมื่อไร” ชายหนุ่มถามกลับมา 

 

“ช่วงนี้ฉันยุ่งๆ ถ้าว่างเมื่อไร จะโทรหา” ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แล้วปลดแขนของเด็กหนุ่มที่กอดเขาให้ปล่อย แล้วธันวาก็ใส่เสื้อ พร้อมกับหยิบของตัวเองขึ้นมา 

“เช็คเอ้าท์เที่ยง” ธันวาบอกแค่นั้น เป็นอันรู้กันว่าคู่นอนของเขาจะ แล้วก็ออกจากห้องของโรงแรมไป ธันวาลงไปที่ลานจอดวีไอพี ก่อนจะขับรถตรงกลับคอนโด สถานที่ที่เป็นเซฟโซนของเขาในทันที 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

 

“ทำไมตื่นเร็วจังล่ะเมษ เมื่อคืนก็กลับมาดึกไม่ใช่เหรอ” เสียงของมาลัย หญิงวัยประมาณ 40 กว่าๆ ทักถามลูกชายที่ชื่อว่า เมษา หรือชื่อเล่นว่าเมษ ในช่วง ตี 4 ของวันใหม่ ขณะที่จะตื่นมาเตรียมทำข้าวแกงเพื่อไปขายที่ตลาดหน้าปากซอยตอนเช้า โดยมีลูกชายเป็นลูกมือ แล้ววันนี้เมษาก็ตื่นเร็วกว่าเธอเสียอีก 

 

“มันตื่นเองน่ะแม่ อ่อ เมษหุงข้าวไว้ให้แล้วนะครับ แล้วก็หั่นผักสำหรับผัดแล้วเหมือนกัน” เมษาพูดยิ้มๆ ครอบครัวของเมษามีด้วยกัน 3 คน มีพ่อ แม่ และเมษา ซึ่งเมษาอายุ 19 ปี เขาเรียนที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง กำลังจะขึ้น ปวส.2 ฐานะทางบ้านของเมษานั้นไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เขาเป็นคนขยันและเป็นเด็กดี เขาใช้การกู้เงินเรียน และแบ่งเบาภาระพ่อแม่ โดยการทำงานพิเศษเป็นเด็กขนผักขนของในตลาดสดช่วงสายๆไปถึงบ่าย แล้วพอตกเย็นก็ไปทำงานที่ร้านหมูกระทะ เมษาจะทำทั้งสองงานในช่วงปิดเทอมเท่านั้น พอเปิดเทอมเขาก็จะทำแค่ร้านหมูกระทะ ส่วนมานพ พ่อของเมษาก็จะทำงานเป็นคนขับรถสองแถวในละแวกบ้าน  

บ้านที่อาศัยอยู่ก็เป็นบ้านเช่าเดือนละ 3000 เป็นบ้านเก่าๆ เล็กๆ มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เมษาจะให้พ่อแม่นอนในห้อง ส่วนเขาก็เอาตู้มากั้นนอนตรงห้องนั่งเล่น บ้านของเขาจะอยู่ในย่านที่แออัด สภาพแวดล้อมไม่ดีเท่าไร แต่เมษาก็เป็นเด็กดีไม่เคยทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ครอบครัวของเมษาก็อบอุ่น รักใคร่กันดี 

 

“ไหน ดูสิ เตรียมอะไรบ้าง” มาลัยพูดขึ้นยิ้มๆ ก่อนจะเดินมาดูของที่ลูกชายเตรียมไว้บางส่วนแล้ว มาลัยจะคิดเมนูของวันรุ่งขึ้นล่วงหน้า และออกหาซื้อวัตถุดิบในช่วงบ่ายหรือเย็น เพื่อเตรียมไว้ทำในช่วงเช้ามืดของวันใหม่ โดยมีเมษาคอยช่วยเสมอ ทั้งทำและขาย สองแม่ลูกช่วยกันทำกับข้าวและพูดคุยเล่นกันยิ้มแย้ม พ่อของเมษาจะตื่นช่วงตี 5  เพราะต้องไปขับรถสองแถว และเมื่อทำกับข้าวที่จะขายเสร็จ เมษากับแม่ก็จะเอาไปจัดเรียงบนรถเข็นแล้วเข็นไปขายที่หน้าปากซอยทันที  

 

“มาพอดีเลยน้ามาลัย ผมกำลังหิวเลยเนี่ย” เสียงของพงษ์ มอเตอร์ไซค์รับจ้างวินหน้าปากซอยพูดขึ้น ซึ่งพงษ์นั้นก็เป็นเพื่อนบ้านของเมษาและสนิทสนมกับครอบครัวของเมษาดีอยู่แล้ว  

 

“หิวแต่เช้าเลยเหรอพี่พงษ์” เมษาส่งเสียงแซวออกไป  

 

“กูออกมาตั้งแต่ ตี 4 ยังไม่ได้กินอะไรเลย หิวเว้ย” พงษ์เดินมาเขกหัวเมษาอย่างหยอกๆ เพราะทั้งสองคนสนิทกันดี เมษาก็นับถือพงษ์เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง  

 

“เดี๋ยวน้าตั้งร้านแป๊บนะพงษ์” มาลัยพูดขึ้นยิ้มๆ ก่อนที่เมษาจะช่วยของต่างๆ ตอนนี้มีลูกค้าประจำบางคนมารอซื้อกับข้าวใส่ถุงอยู่บ้างแล้ว พอแม่ของเมษาเริ่มขาย ลูกค้าก็สั่งซื้อทันที เมษาก็ช่วยขายอย่างคล่องแคล่ว ร้านของแม่เมษา ไม่มีโต๊ะให้นั่งกิน เพราะจะให้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน แต่ก็มีจานมาไว้สำหรับคนแถวนั้นและวินมอเตอร์ไซค์ สำหรับมาตักราดข้าวไปนั่งกินที่วินฯได้ ซึ่งพงษ์ก็สั่งไปนั่งกินแล้ว  

 

“น้าทิพย์ มาคนเดียวเหรอครับ” เมษาทักลูกค้าประจำ และเป็นแม่ของเพื่อนเขาอย่างเป็นกันเอง  

 

“ใช่ ไอ้ไพรมันไม่ยอมตื่นมาช่วยน้าบ้างเลย ปิดเทอมวันๆก็เอาแต่ออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน” ทิพย์ได้ทีบ่นถึงลูกชายตัวเอง 

 

“มันก็คงอยากพักอยากเที่ยวเล่นบ้างล่ะมั้งครับ เพราะเดี๋ยวขึ้น ปวส.2 ก็ต้องไปฝึกงานกันแล้ว” เมษาพูดแทนเพื่อนออกไป ไพรเพื่อนของเขานั้นเรียน ปวส.ในวิทยาลัยเดียวกับเมษา แต่เรียนคนละแผนก ไพรค่อนข้างเกเรอยู่บ้าง แต่เมษาก็ยังคบอยู่เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถมมาแยกกันก็ตอนเข้าเรียน ปวช. เพราะไพรก็มีเพื่อนร่วมแผนกกลุ่มใหม่ 

 

“แล้วเราล่ะ ไม่เหนื่อยบ้างรึไง เรียนก็เรียนหนักพอๆกับไอ้ไพร แถมยังต้องมาช่วยแม่ แล้วก็ทำงานพิเศษ ถ้าไอ้ไพรมันได้สักครึ่งหนึ่งของเรานะ น้าดีใจตายเลย” ทิพย์บ่นออกมาเรื่อยๆ คนละแวกนี้ส่วนใหญ่จะเอ็นดูเมษากันทั้งนั้น 

 

“ผมแค่อยากช่วยน่ะครับ” เมษาตอบกลับ 

“แล้วน้าทิพย์จะเอาอะไรครับวันนี้” เมษาถามเรื่องกับข้าวเพื่อไม่ให้ทิพย์บ่นเรื่องลูกชายออกมาให้คนอื่นได้ยิน เมษาคิดว่าถ้าไพรรู้ว่าแม่เอาลูกตัวเองมาว่าให้คนอื่นฟัง ก็คงรู้สึกแย่ไม่น้อยแน่ๆ 

 

“เอาแกงเทโพ ผัดผัก แล้วก็ผัดพริกแกงปลาดุกอย่างละถุงละกัน” ทิพย์ตอบกลับ มาลัยก็ยิ้มนิดๆ แล้วตักกับข้าวใส่ถุงให้ 

 

“นี่ฉันแถมให้นะทิพย์” มาลัยแม่ของเมษาหยิบถุงกุนเชียงทอดใส่เข้าไปในถุงให้ทิพย์เพิ่ม 

 

“จะบ้าเหรอมาลัย ของซื้อของขาย ไม่ต้องๆ” ทิพย์บ่นออกมา  

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไพรชอบกินไม่ใช่เหรอ ถือว่าฉันฝากให้หลานละกัน” มาลัยพูดขึ้น เมษาก็ยิ้มรับอย่างภูมิใจที่แม่ตนเองจำได้ว่าใครชอบกินอะไร ทั้งๆที่ไม่ใช่คนในครอบครัว 

 

“เฮ้อ ก็ได้ๆ ขอบใจนะ” ทิพย์พูดขึ้นด้วยความขอบคุณ ก่อนจะจ่ายเงินค่ากับข้าวให้กับเมษา 

 

“น้าทิพย์จอดรถไว้ตรงไหนครับ” เมษาถามขึ้น  

 

“โน่น หน้าเซเว่นโน่นเลย” ทิพย์บอกกลับ  

 

“เดี๋ยวผมช่วยถือของไปส่งที่รถดีกว่าครับ ของเยอะเลย แม่ เมษไปช่วยน้าทิพย์ก่อนนะครับ” เมษาพูดกับทิพย์แล้วหันมาบอกแม่ตัวเองอีกคน เมษาจะเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อกับพ่อแม่ตัวเองเท่านั้น เพราะเคยชินมาตั้งแต่เด็ก 

 

“ไม่เป็นไรเมษ เด็กคนนี้นี่นะ” ทิพย์พูดขึ้นมาด้วยความเอ็นดู เมื่อเมษาไม่ยอมรับคำปฏิเสธแล้วมาช่วยถือของที่เธอซื้อมามากมายและพาไปส่งที่รถ พอเมษาเดินกลับมาอีกทีก็มีถุงใส่ส้มติดมือมาด้วย 

 

“ไปเอาส้มมาจากไหนล่ะนั่น” มาลัยถามลูกชายตัวเอง 

 

“น้าทิพย์น่ะสิครับ ยัดให้เมษมา บอกว่าไม่เอาก็ไม่ยอมฟัง” เมษาพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ มาลัยมองลูกชายด้วยความภูมิใจ เธอรู้ว่าทิพย์ให้เพราะความเอ็นดู เพราะคนส่วนใหญ่แถวๆนี้ก็ชอบเอานั่นเอานี่มาให้เมษาชิมอยู่เสมอ เพราะเมษามีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นๆตลอด 

.. 

.. 

 “เดี๋ยวธันวา” เสียงทุ้มของอคิราห์ พี่ชายของธันวาดังขึ้น หลังจากที่ประชุมเสร็จ คนอื่นๆทยอยออกจากห้องประชุมไปแล้ว รวมทั้งเลขาของอคิราห์และเลขาของธันวา ธันวามองหน้าพี่ชายตนเองนิ่งๆ ไม่ได้ขานรับแต่อย่างไร  

 “แกมั่นใจแน่นะ ว่าโปรเจคแกจะเวิร์ค” อคิราห์ถามน้องชายขึ้นมา ถึงโปรเจคที่ธันวาเสนอ คือการดึงตัวนักร้องชื่อดังของทางไต้หวันให้มาร่วมทำเพลงกับบริษัทของเขา  

 

“ผมว่าผมชี้แจงไปในการประชุมเรียบร้อยแล้วนะ คณะกรรมการก็เห็นดีด้วย พี่จะถามทำไมอีก ถ้าไม่ไว้ใจก็ยกเลิกไป” ธันวาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นๆเล็กน้อย 

 

“ฉันก็แค่ต้องการความมั่นใจ เพราะมันลงทุนไม่น้อยเลยนะ” อคิราห์บอกกลับ ธันวายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย 

 

“ทำธุรกิจมันมีความเสี่ยงทั้งนั้นแหละ ถ้ายังยึดติดแต่แบบเดิมๆ เมื่อไรจะไปได้ไกล แต่ถึงแม้ว่ามันจะขาดทุน พี่จะกลัวอะไร เงินมีเยอะแยะ พี่หาได้ง่ายๆอยู่แล้วนี่” ธันวาพูดเหน็บพี่ชายตัวเอง เพราะพ่อของเขามักจะชมพี่ชายของเขาอยู่เสมอว่าเป็นคนเก่ง ทำกำไรเข้าบริษัทได้มากมาย ทั้งๆที่เขาเองก็เป็นฟันเฟืองสำคัญอีกคน แต่พ่อของเขาแทบไม่พูดถึงเลย  

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++ 50% ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 

“อืม ตามใจแกละกัน ถ้ามั่นใจว่าทำได้ แล้ววันนี้จะเข้าไปที่บ้านรึเปล่า แม่ถามหาอยู่” อคิราห์เปลี่ยนเรื่องคุย เมื่อรู้ว่าน้องชายเริ่มจะหงุดหงิด

 

“ยังไม่แน่ใจ” ธันวาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก

 

“แกไม่เข้าบ้านมาเกือบ 2 อาทิตย์แล้วนะธันวา” อคิราห์ว่าเสียงดุ

 

“แล้วไง ผมไม่เข้าไปที่บ้านใหญ่ มันทำให้พวกพี่อยู่กันไม่ได้รึไง”ธันวาเถียงกลับไปอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบที่พี่ชายทำเหมือนเขาเป็นเด็กที่ต้องคอยบอกว่าให้ทำอะไรหรือไปไหน

 

“แกเป็นบ้าอะไรของแกธันวา ทำไมชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต โกรธเคืองอะไรครอบครัวนักหนา” อคิราห์ถามอย่างหัวเสีย

 

“ไม่น่าถามเลยนะ” ธันวาตอบกลับไปพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะๆ อคิราห์มองหน้าน้องชายนิ่งๆแล้วถอนหายใจออกมาแรงๆอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ เขาเองก็ไม่อยากทะเลาะกับน้องชายสักเท่าไร

 

“แล้วแต่แกละกัน” อคิราห์ตัดบท แล้วเดินออกไปจากห้องประชุมทันที ธันวาเสยผมแล้วหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินออกไปเช่นเดียวกัน ธันวาเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก สักพักเลขาของเขาก็เข้ามา

 

“คุณธันวาครับ เด็กฝึกสี่คนมาอยู่ที่ห้องซ้อมแล้วครับ” เลขาวัยกลางคนพูดขึ้น ธันวาพยักหน้ารับ เพราะวันนี้เขาจะเข้าไปดูการเรียนการซ้อมของเด็กฝึกหัดบอยแบนด์ที่เขาทำการคัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นบอยแบนด์วงต่อไปของบริษัท ธันวาสงบสติอารมณ์ตัวเองอยู่สักพักก็ลุกออกจากห้องทำงานเพื่อไปดูเด็กฝึกทันที เพราะต่อให้เขาไม่ชอบงานที่ทำอยู่มากแค่ไหน แต่เขาก็มีความรับผิดชอบมากพอ เพื่อไม่ให้ใครมาว่าเขาได้

..

..

“นึกยังไงถึงชวนผมมาดื่มครับคุณธัน” เสียงของรวีถามขึ้น ขณะนั่งดื่มกับธันวาในบาร์หรูแห่งหนึ่งใจกลางกรุงฯ

 

“ผมแค่หาเพื่อนดื่ม” ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ พร้อมกับแก้วเหล้าในมือ

 

“ไม่จริงมั้งครับ ระดับคุณธันหาเพื่อนดื่มได้ไม่ยากอยู่แล้ว” รวีพูดแซวขึ้นมา

 

“ใช่ เพื่อนดื่มหาไม่ยาก แต่เพื่อนที่ไว้ใจได้มันหาไม่ง่ายเลย” ธันวาตอบกลับไป รวียิ้มน้อยๆ รู้สึกขอบคุณที่ธันวาไว้ใจเขา

 

“ผมว่าคุณธันต้องเปิดใจบ้างนะครับ คนเราไม่ได้ใส่หน้ากากเข้าหากันเสมอไป คนที่พร้อมจะรับฟังและจริงใจก็ยังมีอีกมากมายนะครับ” รวีแนะนำขึ้นมา เพราะรู้จักกับธันวามาหลายปี และรู้ดีว่าธันวาค่อนข้างปิดกั้นตัวเอง เพราะต้องพบเจอกับผู้คนมากมายที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

 

“ผมมีแค่คุณกับไอ้เจษก็พอแล้ว” ธันวาตอบกลับ เจษก็คือเพื่อนสนิทของเขา

 

“ยังมีครอบครัวของคุณอีกนะครับ” รวีบอกออกไป แต่ธันวายกยิ้มมุมปากอย่างเยาะๆ รวีได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะรู้ถึงปัญหาของธันวาดี ว่าไม่ลงรอยกับครอบครัวตัวเองนัก และเขาก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้มาก เพราะยังคงเกรงใจธันวาอยู่บ้าง เขาได้แต่หวังว่าธันวาจะเจอใครสักคนที่ทำให้ธันวายอมเปิดใจให้กับคนรอบข้างและครอบครัวบ้าง

“จริงสิครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอคุณธันสักหน่อย” รวีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่อนึกบางอย่างได้

 

“ว่า?” ธันวาถามกลับไปสั้นๆ รวีมีสีหน้าเกรงใจอยู่ไม่น้อย

 

“ผมอยากจะขอพาน้องชายมาช่วยงานผมหน่อยได้ไหมครับ คือ ผมไม่ได้จะให้จ้างอะไรนะครับ พอดีน้องชายผมตกงาน ระหว่างที่รองานที่สมัครไว้เรียกตัว ผมก็เลยจะให้มาช่วยงานจะได้ไม่ต้องอยู่ว่างๆเฉยๆ” รวีพูดขึ้น เพราะธันวารู้ดีว่ารวีมีน้องชาย แต่ไม่ได้สนิทกับน้องชายของรวีมากนัก

 

“ได้สิ คุณจะได้ไม่เหนื่อยมากด้วย สอนงานน้องชายคุณไว้ เผื่อวันไหนคุณติดธุระจะได้ให้น้องชายคุณมาแทนได้” ธันวาตอบกลับไป เพราะเขาไว้ใจรวี จึงยอมตามที่รวีขอ

 

“ขอบคุณครับ” รวีตอบกลับ

 

“เดี๋ยวดื่มอีกสักพักก็แยกย้ายละกัน พรุ่งนี้คุณมีงานเช้านี่” ธันวาพูดขึ้น เพราะรู้ตารางงานของรวีดี

 

“ครับ แล้วคุณธันคืนนี้จะหาใครอยู่เป็นเพื่อนรึเปล่า” รวีแซวออกมา ธัญวาส่ายหน้าอย่างหน่ายๆ

 

“วันนี้ผมเหนื่อยเกินที่จะออกกำลัง” ธันวาตอบแค่นั้น รวีก็ยิ้มรับนิดๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะพูดคุยกันอีกเล็กน้อย และแยกย้ายกันกลับ

..

..

“ไอ้เมษ ไอ้เมษ แวะก่อนเว้ย” เสียงตะโกนเรียกของไพร เพื่อนของเมษาดังขึ้นในช่วง 5 ทุ่มของวัน หลังจากที่เมษาเลิกจากงานร้านหมูกระทะ และกำลังจะปั่นจักรยานกลับบ้านตนเอง ซึ่งไม่ไกลจากร้านหมูกระทะมากนัก เมษาจอดจักรยานตรงกลุ่มของไพรที่นั่งดื่มเหล้าอยู่หน้าบ้านเพื่อนที่เรียนวิทยาลัยด้วยกัน เมษาก็รู้จักแต่ไม่สนิทกับกลุ่มเพื่อนร่วมแผนกของไพรมากนัก

 

“เพิ่งเลิกงานเหรอวะ” ไพรถามขึ้น

 

“อืม กำลังจะกลับบ้าน” เมษาตอบกลับไป

 

“เดี๋ยวค่อยกลับก็ได้ นั่งดื่มกับพวกกูก่อน” ไพรเอ่ยชวน

 

“ไม่ล่ะ กูอยากกลับไปพักผ่อน มึงเองก็ควรกลับบ้านได้แล้วนะ เดี๋ยวน้าทิพย์เป็นห่วง” เมษาพูดขึ้นด้วยความหวังดี

 

“มึงอย่าพูดชื่อแม่กูสิวะ ได้ยินแล้วเซ็ง” ไพรบ่นออกมาทันที แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้เพื่อนของไพรก็สะกิดไพรพร้อมกับพยักหน้าไปตรงเสาไฟหน้าซอย เมษาหันไปมองก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่และชายวัยรุ่นอีก 2 คน ไพรจึงคว้ากระเป๋าคาดอกที่วางอยู่ เดินตรงไปหาทันที เมษามองอย่างสงสัย แล้วเขาก็เห็นว่าไพรส่งบางอย่างให้กับทั้งสองคนนั้น

 

“มองอะไร” เพื่อนของไพรคนหนึ่งพูดขึ้นมาเสียงแข็ง เมษาก็หันกลับมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จนไพรเดินกลับมาที่กลุ่มเพื่อนอีกครั้ง

 

“กูกลับก่อนนะ เดี๋ยวแม่เป็นห่วง” เมษาพูดกับไพร ไพรเลยโบกมือไล่อย่างเซ็งๆ

 

“เออๆ เด็กดีฉิบหายเลยมึงน่ะ” ไพรพูดขึ้น เมษาพยักหน้ารับ ก่อนจะปั่นจักรยานกลับบ้านตัวเองไปทันที

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เมษาใช้ชีวิตไปตามปกติของตัวเองเหมือนทุกวัน ตื่นเช้ามาช่วยแม่ทำกับข้าวขาย พอเก็บร้านก็ไปทำงานเข็นผักขนของในตลาดจนถึงบ่าย 2 โมง ได้พัก 1 ชั่วโมงก็ต้องเตรียมตัวไปทำงานร้านหมูกระทะต่อ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อย แต่เมษาก็เคยท้อ เพราะมีกำลังใจดีคือพ่อกับแม่

“เมษๆ” เสียงของวุ้น เพื่อนที่ทำงานร้านหมูกระทะด้วยกันเรียกขึ้นมา ขณะที่กำลังช่วยกันล้างจานอยู่หลังร้าน

 

“ว่าไง” เมษาถามกลับ

 

“ช่วงนี้มึงเจอกับไอ้ไพรบ้างไหมวะ” วุ้นถามขึ้นมา

 

“อืม ก็เจอนะ เมื่อวันก่อนเจอตอนกลับบ้าน ทำไมเหรอ” เมษาถามกลับไป

 

“กูแค่อยากเตือนมึงน่ะ ว่าอย่าไปสุงสิงไอ้ไพรมันมากนัก คนเค้าพูดกันทั่ว ว่ามันส่งยา เดี๋ยวมึงจะโดนหางเลขไปด้วย” วุ้นเตือนออกมา ทำให้เมษาขมวดคิ้วเข้าหากันทันที

 

“ไปเอาข่าวนี้มาจากไหน ไพรมันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก” เมษาพูดขึ้น ถึงแม้ว่าจะจำคืนที่เจอกับไพรได้ แต่เมษาก็ไม่อยากเชื่อว่าไพรจะค้ายาจริงๆ

 

“คนในซอยบ้านมันเค้าก็พูดกันทั้งนั้นแหละ แต่ไม่มีใครไปพูดกับแม่มันตรงๆหรอก กลัวว่าเค้าจะไม่เชื่อ แล้วจะโดนด่าหาว่าใส่ร้ายลูกเค้า” วุ้นบอกออกมาอีก

 

“มึงเองก็อย่าไปพูดเรื่องมันมากนักเลย เพราะถ้าไม่จริงขึ้นมา ไพรมันจะเคืองเปล่าๆ” เมษาพูดเตือน เพราะไม่อยากให้วุ้นนินทาเพื่อน

 

“แต่มันจริงนะเว้ย กูเคยเห็นมันขึ้นรถยนต์ใครไม่รู้ โคตรหรู เหมือนเข้าไปคุยกัน สักพักมันก็ลงจากรถพร้อมกับกระเป๋า 1 ใบ” วุ้นยังคงบอกออกมาอีก

 

“ช่างเถอะ เรื่องของมัน” เมษาตัดบท เพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนจริงๆ เมษาล้างจานจนเสร็จเรียบร้อย เขาก็รับเงินรายวันจากเจ้าของร้านมา ที่เมษามาทำงานนี้เพราะว่ามันได้ทิปค่อนข้างดี ตอนแรกมีเพื่อนชวนไปทำงานร้านเหล้าเหมือนกัน แต่มันเลิกดึกมาก เมษากลัวว่าจะตื่นมาช่วยแม่ทำกับข้าวไม่ทัน เขาเลยเลือกมาทำงานร้านหมูกระทะ ส่วนหนึ่งเพราะรู้จักกับเจ้าของร้านด้วย

 

“กลับบ้านดีๆนะไอ้เมษ อย่าไปเถลไถลที่ไหนล่ะ” โจ เจ้าของร้านหมูกระทะพูดขึ้น

 

“คนอย่างไอ้เมษเนี่ยนะพี่โจ จะกล้าเถลไถล มันเด็กดีจะตาย” วุ้นพูดแซวเพื่อนออกมา เมษาก็ยิ้มขำ ก่อนจะเอ่ยลาวุ้นและคนอื่นๆ เพื่อขี่จักรยานกลับบ้านเหมือนทุกที และเมษาก็เห็นไพรและกลุ่มเพื่อนกลุ่มเดิม นั่งอยู่ที่เดิม ตั้งวงดื่มเหล้าตามประสาวัยรุ่น

 

“ไอ้เมษ แวะก่อน แวะๆ” ไพรรีบเรียกอีกครั้ง เมษาก็ยอมจอดจักรยานเหมือนทุกที

“มึงๆ มานั่งดื่มกันหน่อย พอดีวันนี้วันเกิด” ไพรรีบมาดึงเมษาให้มานั่งร่วมวงด้วยกัน

 

“วันเกิดใคร” เมษาถามกลับ เพราะเขาจำวันเกิดของไพรได้

 

“เกิดอยากจะกิน ฮ่าๆ กูเลี้ยงเอง พอดีกูได้เงินค่าทำงานพิเศษมา เลยอยากเลี้ยงฉลองสักหน่อย” ไพรพูดขึ้น เมษาทำหน้างง

 

“มึงทำงานอะไรเหรอไพร” เมษาถามขึ้น พลางคิดว่าเพื่อนคงทำงานกลางวันตอนที่เขาไม่เห็น

 

“เออน่า มึงอย่าเพิ่งรีบกลับ ดื่มกับพวกกูสักแก้วก่อน” ไพรบอกออกมาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับรินเบียร์ใส่แก้วให้เมษา

 

“แก้วเดียวนะ เดี๋ยวตอนเช้ากูต้องตื่นมาช่วยแม่ทำกับข้าวอี”" เมษาต่อรองกับเพื่อนตัวเอง และไม่อยากปฏิเสธบ่อยๆ เกรงว่าไพรจะเข้าใจว่าเขาไม่อยากเสวนาด้วย

 

“เออๆ” ไพรตอบรับ เมษาก็ยกแก้วขึ้นมาดื่มเล็กน้อย เขาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็น ก็เพราะพ่อของเขาเคยสอนให้ดื่ม พอเป็นพิธีเผื่อเข้าสังคม แต่เมษาก็ไม่ค่อยชอบดื่มเท่าไรนัก เพราะมันทำให้เขาปวดหัว

 

“มึงนี่หน้าตาดีเหมือนกันนะ” เพื่อนของไพรที่ชื่อว่าเก่งพูดขึ้น คนๆนี้เมษามักจะเห็นว่าไปไหนมาไหนกับไพรอยู่บ่อยๆ

 

“ขอบใจ” เมษายิ้มรับน้อยๆ

 

“ไปขี่รถเที่ยวกับพวกกูมั้ย เดี๋ยวซ้อนท้ายพวกกูไปก็ได้” เก่งถามขึ้นด้วยแววตาแพรวพราว เมษาส่ายหน้าไปมา

 

“ไอ้เก่ง กูรู้นะมึงคิดอะไร” เพื่อนอีกคนส่งเสียงแซวออกมา เมษาได้แต่มองอย่างงงๆ

 

“ไอ้เมษมันไม่เคย มึงอย่ามาทำให้เพื่อนกูใจแตก ฮ่าๆ” ไพรพูดออกมาอย่างขำๆ

 

“อะไรกันวะ” เมษาถามด้วยสีหน้าซื่อๆงงๆ ไพรเลยยกแขนไปกอดไหล่เมษา

 

“เนี่ย มึงดูสิ มันยังตามพวกเราไม่ทันเลย มึงจะทำลายความซื่อของไอ้เมษได้ไงวะ ฮ่าๆ” ไพรพูดพร้อมกับหัวเราะลั่น เมษาได้แต่ทำหน้างง เขาไม่ใช่คนโง่อะไรขนาดนั้น แต่เพื่อนๆของไพรไม่ได้ไขความกระจ่างในสิ่งที่เก่งพูด แล้วไพรก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยิบมือถือเครื่องใหม่มาให้เมษาดู

“นี่มือถือใหม่กู เป็นไงสวยไหมมึง” ไพรพูดทำนองอวดเล็กๆ เมษามองดูก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ ว่าทำไมไพรถึงมีมือถือราคาร่วม 3 หมื่นกว่าได้

 

“ก็สวยดี น้าทิพย์ซื้อให้เหรอ” เมษาถามไปตรงๆ เพราะเขาคิดว่าแม่ของไพรเป็นคนซื้อให้

 

“กูซื้อเองเว้ย แม่กูคงจะซื้อให้อยู่หรอก แค่ขอเงินเติมน้ำมันยังบ่นเลย” ไพรพูดบ่นถึงแม่ตัวเอง เมษาก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมไพรถึงมีเงินมาซื้อของใช้แพงๆแบบนี้ แต่พอคิดว่าไพรบอกว่าทำงาน ก็คงเป็นเงินจากการทำงาน เมษาก็เลยไม่คิดอะไรต่อ เมษานั่งดื่มจนหมดแก้วแล้วก็ขอตัวกลับบ้าน

 

“ให้กูไปส่งไหมวะ” เก่งถามขึ้น เมษาส่ายหน้าทันที เขารู้สึกว่าเก่งไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไร

 

“กูกลับละ” เมษาบอกกับไพร ก่อนที่จะปั่นจักยานกลับบ้านตัวเอง 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 100% ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ตอนแรกก็จะเกริ่นเรื่อยๆก่อนนะคะ  

ฝากเป็นกำลังใจให้พี่ธันกับน้องเมษของเราด้วยนะคะ

ความคิดเห็น