ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 21

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 21

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 628

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2563 08:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 21
แบบอักษร

  

ตัดครั้งที่ 21

“ข้าล่ะนับถือท่านจริงๆ”

หานตงหันไปเลิกคิ้วถามคนที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวังได้ไม่นานก็เริ่มมีปากเสียง

“ฝ่าบาททรงโปรดปรานท่านถึงเพียงนั้น ส่วนในใจของท่านก็มีเพียงฝ่าบาท ไยท่านยังต้องคอยจัดหาสตรีให้พระองค์ ท่านไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ”

คนถูกถามทำได้เพียงแค่ระบายยิ้มบางๆ อยากตอบกลับไปเหลือเกินว่า ไม่รู้สึกอะไรก็บ้าแล้ว แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบแล้วยิ้มรับเท่านั้น

ใครเล่าจะไม่เจ็บปวดในยามที่ต้องเห็นคนรักของตนกกกอดผู้อื่น จิตใจของเขามิได้ทำจากหินผาเสียหน่อยที่จะทนได้

ในยามที่ต้องเห็นร่องรอยบนตัวของคนรัก เขารู้สึกเจ็บปวดเพียงใดใครบ้างจะรู้

แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคนที่เขารักหาใช่คนธรรมดาสามัญที่เขาสามารถครอบครองได้เพียงผู้เดียว

...คิดจะเล่นของสูงก็คงต้องยอมรับอันตรายและความหนาวเหน็บนี้ให้ได้มิใช่หรือ

หานตงเคยคิดเล่นๆ ว่า หากคนที่ทะลุมิติไปนั้นเป็นจางเหว่ยก็คงจะดี อีกคนจะน่ามองเพียงใดในชุดเสื้อยืดกางเกงยีน จะทำหน้าแบบไหนตอนที่เขาพาไปเที่ยวสวนสนุก จะตกใจไหมหากเขาพาซ้อนมอไซค์ซิ่งไปทั่วเมือง

แต่พอเงยหน้าเหม่อมองไปรอบกาย ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าไปมาพร้อมหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดไร้สาระของตน

 

“ดูท่านสิ ยังจะหัวเราะได้อีก” เสี่ยวกวงที่ในตอนนี้ได้กลายมาเป็นขันทีน้อยคอยช่วยเหลือเขาในวังว่าพลางเหลือบมองเสื้อคลุมของฝ่าบาทในมือของหานตง ก่อนจะทำเสียงฮึดฮัด

“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำเยี่ยงไร” หานตงเอ่ยออกไปไม่จริงจังนัก เสื้อคลุมในมือถูกกระชับแน่นขึ้น พร้อมดวงตาที่เหลือบมองไปยังประตูด้านข้างตน

“ท่านก็ทูลฝ่าบาทสิว่าท่านไม่ต้องการให้พระองค์เสด็จไปที่ใด” เสี่ยวกวงยังคงกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน

“ข้าทูลฝ่าบาทแบบนั้นไม่ได้หรอก” หานตงตอบคนด้านข้าง ทั้งที่อยากจะเอ่ยออกไปใจจะขาดมากแค่ไหนก็ตาม

“ทำไมจะไม่ได้ หากท่านเอ่ยปาก มีหรือฝ่าบาทจะไม่ยอมตามใจ ดูอย่างเรื่องของข้าสิ” เสี่ยวกวงเอ่ยออกมาโดยไม่ได้คิดสิ่งใด

“เสี่ยวกวง ข้าเคยบอกเจ้าว่าอย่างไร” หานตงใช้น้ำเสียงกดต่ำ ในดวงตาที่กำลังจ้องมองคนสนิทของตนดุดันขึ้นในทันที

“ข้า...ขอโทษ” เสี่ยวกวงที่รู้ตัวว่าตนเองทำผิดรีบหุบปากในทันที

หานตงต้องการคนที่ตนไว้ใจมาอยู่ข้างกายจึงทูลขอฝ่าบาทให้เสี่ยวกวงเข้ามาอยู่ในวัง แต่จะให้จับอีกคนตอนเป็นขันทีก็ออกจะเห็นแก่ตัวมากเกินไป

เสี่ยวกวงจึงเข้ามาในฐานะขันทีเทียมเหมือนกับเขา ฝ่าบาทเองก็อนุญาตและผู้ที่จัดการก็คือเหลากงกง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้ แต่ถึงรู้จะทำอะไรได้ในเมื่อเป็นรับสั่งของฝ่าบาท

หานตงรู้แล้วว่าไยคนในวังถึงได้กระหายในอำนาจกันนัก เพราะมันทำให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการทุกอย่างนั่นเอง

 

“เห็นทีข้าต้องกำชับเหลากงกงสั่งสอนเจ้าให้มากกว่านี้” ชายหนุ่มเอ่ยออกไปไม่จริงจังนัก แต่คนได้ยินกลับสะดุ้งโหยงส่ายหน้าไปมาด้วยความหวาดกลัวประหนึ่งว่าเขาพึ่งเอ่ยชื่อปีศาจแสนโหดเหี้ยม

“แค่นี้ข้าก็จะตายแล้ว ท่านอย่าบอกเหลากงกงแบบนั้นนะ” เสี่ยวกวงรีบกระโดดเกาะขาผู้เป็นนายพร้อมอ้อนวอนสุดชีวิต

“อะไรของเจ้า” หานตงต้องหลุดขำท่าทางของอีกคน ถึงเหลากงกงจะค่อนข้างดุและเจ้าระเบียบแต่ก็ไม่ได้เป็นปีศาจกินเลือดเนื้อใครเสียหน่อย

“ท่านไม่รู้หรอกว่าข้าต้องเจออะไรบ้าง ถ้าท่านยังไปบอกแบบนั้น ข้าต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าวังหลังเป็นแน่” เสี่ยวกวงโอดครวญพร้อมกอดขาของเขาแน่นขึ้น

“เอาล่ะๆ ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่บอกแล้ว” เห็นท่าทางหวาดกลัวของคนสนิทแล้วก็รู้สึกสงสารจนต้องรีบรับปากออกไป

“จริงนะขอรับ” เสี่ยวกวงน้ำตาคลอถามย้ำอีกครั้ง

“อืม แต่เจ้าต้องจำเอาไว้ให้ดี อยู่ในวังเจ้าต้องรู้จักฟังมากกว่าพูด สิ่งไหนไม่ควรเอ่ยก็อย่าเอ่ยถึง” หานตงวางท่าเป็นบัณฑิตผู้ทรงความรู้ ทั้งที่ความจริงแล้วประโยคนี้เหลากงกงเป็นผู้ที่พูดกรอกหูเขาทุกวันตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวัง

“ข้าจะจำเอาไว้” เสี่ยวกวงรับคำก่อนจะลุกขึ้นมายืนด้านข้างเขาอีกครั้ง

หานตงมองคนสนิทของตนด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปมองประตูบานเดิมอีกครั้ง จึงค่อยเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์บนท้องนภา

“คงใกล้ออกมาแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปหาเสี่ยวกวง

“ไปบอกให้คนเตรียมพระเกี้ยวเอาไว้”

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าฝ่าบาทจะเสด็จออกมา” คนถูกสั่งเอ่ยถามกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ

“อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามฝ่าบาทจะเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกง” หานตงเอ่ยย้ำอีกครั้ง

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าฝ่าบาทจะไม่ค้างยังตำหนักแห่งนี้” เสี่ยวกวงที่เกิดความสงสัยมาหลายครั้งเริ่มตั้งคำถาม

“ไม่สิ ข้าต้องถามว่าท่านทำอย่างไรให้ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกงทุกครั้งถึงจะถูก” เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้ว ฝ่าบาทไม่เคยประทับตำหนักอื่นจนรุ่งสางสักครั้ง

หานตงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายให้คนที่พึ่งรับปากว่าจะไม่พูดมาก แต่กลับตั้งคำถามอีกแล้ว

“ข้าสงสัยมานานแล้ว ข้างกายฝ่าบาทมีสตรีแสนงดงามมากมาย ไยท่านถึงไม่กลัวว่าฝ่าบาทจะเลิกโปรดปรานท่าน ในยามที่ฝ่าบาทอยู่กับสตรีเหล่านั้น ท่านไม่กลัวว่าพระองค์จะลืมท่านบ้างหรือ”

ไม่เพียงแค่ตั้งคำถาม แต่เป็นคำถามที่ทิ่มแทงจิตใจไม่น้อย

“พรุ่งนี้ข้าจะบอกเหลากงกงส่งเจ้าไปให้อาหารมู่ทู่” หานตงแยกเขี้ยวใส่อีกคนพร้อมขู่ออกไป

“ท่านอย่าทำเยี่ยงนั้นนะขอรับ นิ้วข้าจะเหลือไม่ครบสิบนิ้วนะขอรับ” เสี่ยวกวงโอดครวญอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อเหยี่ยวสัตว์ทรงเลี้ยงขอฝ่าบาทที่ไม่รู้ก่อนหน้านี้มีชื่อว่าอะไร แต่พอหานตงเรียกแบบนั้น เจ้าเหยี่ยวตัวโตก็ได้ชื่อว่ามู่ทู่ไปโดยปริยาย

“ถ้าหายไปสักนิ้วแล้วทำให้เจ้าพูดน้อยลง ข้าเห็นว่าคุ้มค่านัก” หานตงขู่อีกคนด้วยน้ำเสียงเอาจริง

“คุณชายยยย” เสี่ยวกวงตกใจกลัวจนเผลอเรียกผู้เป็นนายแบบที่เคยเรียกพร้อมกระโดดลงไปเกาะขาของหานตงเขย่าไปมาอีกครั้ง

“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้วเพราะความดีของท่านใช่หรือไม่ ท่านภักดีต่อฝ่าบาทมากกว่าผู้ใดใครก็รู้” เสี่ยวกวงรีบเอ่ยถ้อยคำประจบ

“หึหึ เจ้าเอ่ยออกมาตอนนี้ไม่ช้าไปหรือ” หานตงยังส่งยิ้มเย็นยะเยือกให้

“คุณชาย ข้าขอโทษ”

สองนายบ่าวที่กำลังทะเลาะกันต้องหยุดการกระทำ เมื่อประตูตำหนักถูเปิดออกก่อนที่ร่างของเจ้าเหนือหัวจะย่างกายออกมา

“รีบให้คนไปเตรียมพระเกี้ยว” หานตงสะบัดคนที่กอดขาตัวเองอยู่ก่อนจะรีบตรงไปทำหน้าที่สวมเสื้อคลุมให้องค์ฮ่องเต้

“เจ้ามิหนาวหรือ” คนถูกปรนนิบัติเอ่ยถามก่อนจะจับมือที่กำลังผูกเชือกเสื้อคลุมไปกุมเอาไว้

“กระหม่อมไม่หนาวพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะล้วงเอาผ้าต่วนเนื้อดีขึ้นไปซับหน้าผากคนตรงหน้าที่เริ่มมีเหงื่อไหลซึม

“ฝ่าบาทจะเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกงเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“ยังต้องถามอีกหรือ” คนถูกถามเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุขึ้นเล็กน้อย

“กระหม่อมทราบแล้ว” หานตงกลับหลุดยิ้มเห็นสีหน้าของคนรัก

“ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกง” สิ้นคำขานพระเกี้ยวก็ถูกเคลื่อนออกจากพระตำหนักของพระสนมเอก

 

“เร่งให้เร็วกว่านี้ได้หรือไม่” ผู้ประทับอยู่บนพระเกี้ยวเอ่ยเป็นรอบที่สองหลังจากออกมาจากพระตำหนัก

“พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงที่เดินอีกฝั่งขานรับก่อนจะบอกให้เหล่าขันทีเร่งฝีเท้า แต่เร่งความเร็วไปได้ไม่เท่าไหร่ คนบนพระเกี้ยวก็เอ่ยขึ้น

“เร็วเกินไป ช้ากว่านี้” เหล่าขันทีรีบผ่อนความเร็วในการก้าวเดิน แต่ละคนมองหน้ากันไปมาด้วยความสงสัย ฝ่าบาทเป็นอันใดเดี๋ยวสั่งให้ช้า เดี๋ยวสั่งให้เร็ว

จะมีแค่หานตงที่กำลังลอบยิ้มอยู่เพียงผู้เดียว พอเหลือบมองคนรักที่กำลังกำหมัดแน่นอย่างอดทนก็ยิ่งรู้สึกอารมณ์ดี

 

เมื่อขบวนเสด็จกลับถึงตำหนักเฉียนชิงกง ฝ่าบาทก็ตรงไปยังห้องสรงน้ำที่ถูกเตรียมไว้รออย่างเช่นทุกครั้ง

เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่เมื่อส่งเสด็จถึงห้องสรงน้ำ เหลือเพียงหานตงผู้ที่จะถวายการรับใช้ภายในห้องนี้แค่เพียงผู้เดียว

ประตูยังไม่ทันปิดสนิทดี ฝ่าบาทผู้สงบนิ่งมาตลอดเส้นทางกลับโผเข้ากอดขันทีหนุ่มที่รอรับใช้อยู่

เสี่ยวกวงผู้ทำหน้าที่ปิดประตูไม่รู้สึกเป็นห่วงคุณชายของตนอีกต่อไป เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและสายตาที่ปรากฏขึ้น ในยามที่อีกคนมองฝ่าบาทในอ้อมกอด

...เสี่ยวกวงเข้าใจแล้ว หากการอยู่ในวังทำให้คุณชายของเขาทุกข์ทรมาน รอยยิ้มแบบนั้นคงมิมีให้เห็นหรอก

 

“ออกไปกันหมดรึยัง” คนในอ้อมกอดพึมพำด้วยน้ำเสียงอดกลั้น

“ออกไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คนถูกถามตอบก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ปลดเปลื้องเสื้อผ้าให้ร่างตรงหน้าอย่างเอาใจใส่

เสื้อคลุมตัวนอกยังไม่ทันได้หลุดออกจากร่างกายขององค์กษัตริย์ ดวงหน้าของหานตงก็ถูกอีกคนตรึงเอาไว้พร้อมริมฝีปากสีชาดที่เข้ามาช่วงชิงลมหายใจของเขาโดยไร้ความปรานี

ริมฝีปากเย็นชืดถูกละเลียดชิมรสไปพร้อมการขบกัดเบาๆ ก่อนลิ้นอ่อนนุ่มจะแทรกผ่านเข้ามากวัดพันเกี่ยวด้วยความร้อนแรง ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ภายใน

มุมปากคนถูกจู่โจมยกยิ้มเล็กก่อนจะตอบรับจุมพิตแสนเร่าร้อนกลับไปด้วยความร้อนแรงไม่ต่างกัน

เสียงหอบหายใจดังขึ้นไปพร้อมเสียงหยาบโลนจากการแลกเรียวลิ้น สองร่างพันเกี่ยวเสียดสีกันผ่านเนื้อผ้า ยิ่งกระตุ้นความต้องการให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“จางเกอไม่อยากอาบน้ำก่อนหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนรักเมื่อปล่อยริมฝีปากนั้นเป็นอิสระ

“เจ้าแกล้งข้าขนาดนี้ยังจะถามอีกหรือ อื้อ” เจ้าของร่างในอ้อมกอดสะดุ้งขึ้นเมื่อหานตงเพิ่มแรงที่กำลังนวดเฟ้นแก้มก้นเนียน

“ข้ามิได้ใจร้ายขนาดนั้น แต่กลิ่นเครื่องหอมที่ติดตัวท่านมานั้นช่างรุนแรงนัก” หานตงสวมบทภรรยาตัดพ้อสามีที่พึ่งไปหลับนอนกับหญิงอื่นแล้วมีกลิ่นน้ำหอมติดตัวกลับมา

“ข้าผิดต่อเจ้านัก” จางเหว่ยเอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนแก้มของอีกคน แล้วจัดการปลดเปลื้องอาภรณ์ของหานตงออกไปพร้อมอีกคนที่กำลังทำให้ตนเช่นกัน

“หากเจ้าไม่ชอบกลิ่นที่ติดตัวข้ามาก็จัดการให้มันหายไปเสียสิ” สิ้นคำสองริมฝีปากก็ประกบเข้าหากันอีกครั้งพร้อมสองร่างที่ก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่

 

“อ๊ะ หานตง อื้อ” เสียงหวานครางอื้อสองมือโอบกอดคนรักไว้แน่น กลางกายภายใต้ผืนน้ำสั่นไหวด้วยความทรมาน เมื่อความอึดอัดที่อยู่ภายในกำลังถูกถอนออกไปทีละนิด

“ออกมาได้แค่สองเอง จางเกอไม่ไหวแล้วหรือ” ชายหนุ่มกระซิบถามคนในอ้อมกอด

มือหนึ่งกอบกุมความต้องการของอีกคนเอาไว้ไม่ให้ปลดปล่อย อีกมือทำหน้าที่ค่อยๆ ดึงหยกที่ถูกเจียระไนจนเป็นก้อนกลมขนาดเกือบเท่าไข่ไก่ร้อยติดกันไปตามเชือกประมาณสิบลูก ซึ่งเขาเองที่เป็นคนนำมันเข้าไปในดอกเบญจมาศของคนรักก่อนที่อีกคนจะไปยังตำหนักของพระสนมเอก

“ข้าอึดอัดเหลือเกิน อ๊า” คนถูกกระทำสั่นสะท้าน สองขาเรียวที่ตั้งชันอยู่ใต้น้ำสั่นระริก ยิ่งหานตงส่งปลายนิ้วไปหยอกเอินความต้องการที่กำลังลุกชัน สองขาก็ยิ่งอ้าออกจากกันอย่างลืมตัว

“ถ้าเช่นนั้น เสี่ยวตงคงมิกล้าขัดใจจางเกอ” ยังไม่ทันเอ่ยจบดีร่างในอ้อมกอดก็ต้องสะดุ้งเฮือก เสียงครางหวานดังลั่นขึ้นพร้อมน้ำใสที่เอ่อล้นออกมาจากหางตาทั้งสองข้าง

เมื่อเสี่ยวตงผู้ที่ไม่สามารถใจร้ายกับจางเกอได้นาน ดึงสายหยกนั้นออกมาในคราเดียว แรงเสียดสีสร้างความเสียวซ่านไปทั่วทั้งร่าง ความต้องการที่คับแน่นอยู่พุ่งกระฉูดปลดปล่อยออกมาเต็มฝ่ามือของชายหนุ่มที่กอบกุมอยู่

คนที่พึ่งปลดปล่อยทิ้งตัวพิงขอบอ่างอย่างหมดแรง สองขาเรียวยังคงแยกออกจากกัน เผยให้เห็นดอกเบญจมาศที่ผลิบานเต็มที่ กระตุกเชื้อเชิญให้คนตรงหน้าเข้าไปเติมเต็ม

“จางเกอ ท่านช่างงดงามนัก” ชายหนุ่มเลียริมฝีปากแห้งผาก เมื่อมองผ่านเส้นผมสีน้ำหมึกไปยังเรือนร่างขึ้นสีชมพูแดงระเรื่อของคนรักภายใต้สายน้ำใส

แผ่นอกที่โผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำกระเพื่อมขึ้นลงตามการหอบหายใจ ยอดปทุมถันแดงระเรื่อ ชูชันเชิญชวนให้เขาเข้าไปดูดดึง ดวงหน้าดั่งหยกสลักแดงก่ำ ดวงตาคู่เหยี่ยวที่เคยสงบนิ่งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยไฟราคะ ช่างดูเย้ายวนน่าหลงใหล

“หานตง ข้าต้องการเจ้าเหลือเกิน” เจ้าของร่างเอ่ยพร้อมยกสองแขนขึ้นมาให้ชายหนุ่มเข้าไปโอบกอด

“ตามพระบัญชา” ชายหนุ่มโผเข้ากอดคนรักก่อนจะก้มลงดูดดึงยอดปทุมถัน ปลุกปั่นร่างกายคนรักอีกครั้ง

“เติมเต็มข้า อ๊า หานตง” เสียงหวีดร้องดังขึ้นเมื่อดอกเบญจมาศถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นจากแท่งร้อนที่เขาโหยหา ผนังอ่อนนุ่มโอบล้อมตัวตนของอีกคนเอาไว้อย่างรักใคร เมื่อยามอีกคนขยับเข้าออกก็ยิ่งตอดรัดไม่ให้ไปไหน

น้ำในอ่างกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงขับเคลื่อนของชายหนุ่ม ร่างของผู้ที่มีอายุมากกว่าถูกช้อนขึ้นมานั่งทับบนตักของชายหนุ่มที่สวนสะโพกรับไม่มีขาด

ความร้อนของน้ำในอ่างไหนเลยจะร้อนแรงเท่าห้วงอารมณ์ของคนทั้งสอง ความว่างเปล่าในยามต้องทำหน้าที่ของพ่อพันธ์ุถูกเติมเต็มด้วยความสุขสมจากชายคนรักที่กำลังมอบให้

ความร้อนของน้ำในอ่างไหนเลยจะร้อนแรงเท่าห้วงอารมณ์ของคนทั้งสอง ความว่างเปล่าในยามต้องทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ถูกเติมเต็มด้วยความสุขสมจากชายคนรักที่กำลังมอบให้

“หานตง อ๊า” คนด้านบนส่งเสียงครางไม่ขาดไปพร้อมการขยับขึ้นลง

“จางเกอของข้า อืม ท่านคิดถึงข้าหรือไม่” คนที่กำลังสวนสะโพกรับเอ่ยถามไปพร้อมริมฝีปากที่ขบเม้นฝากร่องรอยไปทั่วทั้งแผ่นอกเนียน

“คิดถึง ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน อ๊า ช้าลงหน่อย ข้า...อื้อ” เจ้าของร่างที่กำลังถูกรุกรานแหวลั่นเมื่อแรงกระแทกที่ได้นั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ท่านน่ารักถึงเพียงนี้ ข้าหรือจะยั้งตัวเองอยู่” พูดจบชายหนุ่มก็จับร่างบนตักให้หันหน้าไปเกาะขอบอ่างเอาไว้แล้วเริ่มรัวเอวใส่อีกครั้ง

คนถูกกระทำเกาะขอบอ่างเอาไว้แน่น ทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางหวานระบายความเสียวซ่านที่ได้รับจนแทบขาดใจ

คนคุมเกมส่งตัวตนเข้าออกไปหลายต่อหลายครั้ง จนเมื่อความต้องการพุ่งถึงขีดสุด เขาก็โน้มตัวลงไปโอบกอดเรือนร่างของคนรักเอาไว้ พรมจูบไปทั่วแผ่นหลังขาวเนียนไล่จนไปถึงท้ายทอยของอีกคน ก่อนจะจับดวงหน้าของคนรักหันกลับมารับจุมพิตแสนเร่าร้อนอีกครั้ง

หานตงส่งตัวตนเข้าไปจนสุดก่อนที่ร่างของทั้งสองจะกระตุกเกร็งปลดปล่อยสายน้ำขาวขุ่นแห่งความสุขสมไปพร้อมกัน

 

แรงของชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์ช่างมีมากมายนัก หลังจากเสร็จกิจที่อ่างอาบน้ำไปอีกรอบ สนามรบของทั้งสองก็ย้ายมาฟาดพันกันยังแท่นบรรทมขององค์ฮ่องเต้

บทรักแสนเร่าร้อนและดุดันดำเนินไปอีกหลายชั่วยาม จนคนอายุมากกว่าปวดเมื่อยไปทั้งตัวเขาจึงจะได้พัก

หานตงนั่งเช็ดผมยาวสยายให้คนรักที่ในตอนนี้หมดแรงจนหลับไปแล้ว หลังจากเช็ดทำความสะอาดร่างกายและแต่งตัวให้อีกคนเสร็จ

นั่งเช็ดผมไปพร้อมมองดวงหน้าของคนรักที่กำลังหลับใหล ในใจก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปพลาง

ทุกคนย่อมมีความกลัวในจิตใจ ฝ่าบาทยังคงสามารถโอบกอดสตรีได้ สักวันหนึ่งอาจชื่นชอบในร่างกายของสตรีมากกว่าเขาก็เป็นได้

คำสัญญาที่ไม่ว่าจะโอบกอดใคร แต่ยามตื่นนั้นจะมีเขาเพียงผู้เดียวที่อยู่ข้างกาย จะมีสิ่งใดรับประกันว่าภายภาคหน้าฝ่าบาทจะไม่ลืมเลือน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่าบาทจะกลับมายังตำหนักของพระองค์ทุกครั้ง ไม่นอนค้างที่ตำหนักใด

ไม่ใช่ไม่เชื่อใจในตัวคนรัก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันมิใช่หรือ

ในตำราพิชิตใจชายที่เขาได้มาจากนางในบอกเอาไว้ว่า เรื่องอาหารการกินอย่าให้ขาด เรื่องบนเตียงก็มิอาจว่างเว้น กระบวนท่าใดแปลกใหม่ น่าสนใจก็ควรนำมาใช้

การฝากตัวตนของเขาเอาไว้ในยามที่อีกคนกกกอดผู้อื่นนั้นเป็นเหมือนสิ่งย้ำเตือนว่าฝ่าบาทยังมีเขาข้างกาย

การที่เขายืนรอหน้าประตูทุกครั้งนั้นก็เพื่อเรียกคะแนนความสงสาร และทำให้ฝ่าบาทตระหนักว่าเขายังคงรออยู่

เขารู้ดีว่าไม่อาจครอบครองฝ่าบาทได้เพียงผู้เดียว แต่ถึงจะไม่สามารถครอบครองได้ อย่างน้อยก็ให้เขาได้อยู่ในใจของอีกคนตลอดเวลาที่อยู่กับคนอื่นก็ยังดี

...เสี่ยวกวงเอย คุณชายของเจ้าหาใช้คนดีอย่างที่เจ้าคิดไม่

 

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนผมของอีกคนแห้งสนิท หานตงก็ลุกขึ้นไปจัดการปลดผ้าม่าน ตรวจดูความอบอุ่นบนแท่นบรรทมอีกครั้งก่อนจะรั้งผ้าห่มขึ้นคลุมตัวของอีกคน

“ฝันดีนะจางเกอ” ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนรักอีกครั้งก่อนจะถอยออกไป

“เจ้าจะไปไหน” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ถอยออกไปก็ถูกอีกคนรั้งเอาไว้ด้วยน้ำเสียงสะลึมสะลือ

“ข้าต้องกลับเรือน” กฎเหล็กของวังหลวงคือตำหนักที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ไม่มีผู้ใดนอนค้างได้ แม้แต่ฮองเฮาก็จะมีตำหนักแยก ขันทีที่คอยรับใช้ก็จะสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ด้านนอกห้องบรรทมเท่านั้น

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าใบหน้าที่ข้าจะเห็นในยามตื่นมีเพียงใบหน้าของเจ้าเท่านั้น ไยเจ้าต้องแอบหนีข้าไปทุกครั้ง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพลางขยับตัวนอนตะแคงทั้งที่ในตอนนี้รู้สึกง่วงมากแค่ไหนก็ตาม

“ข้าก็มาปรนนิบัติท่านทุกเช้าอยู่แล้วมิใช่หรือ” หานตงตอบกลับไป เขาเป็นขันทีทำหน้าที่ปรนนิบัติฝ่าบาททุกเช้า ใบหน้าแรกที่ฝ่าบาทเห็นก็คือเขาอยู่แล้วนี่นา

“ใบหน้าที่ข้าอยากเห็นคือเสี่ยวตงของข้า มิใช่ต่งกงกง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยเสียงแข็งก่อนจะดึงอีกคนเข้าไปหา

“นอนกับข้างทั้งคืนมิได้หรือ” น้ำเสียงอ่อนโยนค่อนไปทางออดอ้อนดังขึ้นพร้อมอ้อมกอดที่กระชับร่างของชายหนุ่มเอาไว้แน่น

...แพ้ บอกได้คำเดียวว่าเขาแพ้ให้อีกคนอย่างไม่มีชิ้นดี

 

“ท่านเอ่ยออกมาแบบนี้ แล้วข้าจะขัดใจได้หรือ” หานตงตอบอีกคนก่อนจะยอมเลื่อนตัวลงไปนอนซุกอกคนรัก

“นอนหลับฝันดีนะ เสี่ยวตงของจางเกอ” เจ้าของอ้อมกอดประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขาก่อนจะหลับตาลง

“จางเกอของเสี่ยวตงก็เช่นกัน” ชายหนุ่มตอบกลับไปก่อนจะกระชับร่างอีกคนเข้าหา ถึงท่านอนจะแปลกๆ ที่เขาเป็นฝ่ายซบอกอีกคน แต่เอาเถอะแบบนี้ก็อุ่นดีเหมือนกัน

..........................................

“ฝ่าบาท ให้กระหม่อมเพิ่มเบาะรองอีกชั้นดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามคนที่ยืนเตรียมตัวอยู่ข้างรถม้าพระที่นั่งด้วยความเป็นห่วงเพราะกลัวว่าอีกคนจะไม่สบายตัว

“เท่านี้ก็พอแล้ว” คนถูกถามตอบกลับมา

“แต่หนทางค่อนข้างไกล กระหม่อมว่ากระหม่อมไปเอาเบาะมาเพิ่มดีกว่า” หานตงกุลีกุจอจะหาเบาะรองนั่งมาเพิ่ม แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหนก็ถูกห้ามเสียก่อน

“หากเจ้ายังวุ่นวายแบบนี้คงมิได้ออกเดินทางเสียที” อี้คังเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปทำความเคารพองค์ฮ่องเต้

“กระหม่อมจำได้ว่า ครั้งก่อนฝ่าบาทตรัสเอาไว้ว่าจะทรงม้าในการเดินทาง ไยถึงเปลี่ยนพระทัย” คำถามนี้ดังมาจากหมิงจือผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของรถม้า

“ข้าก็แค่อยากนั่ง ทำไมหรือ” องค์ฮ่องเต้ตอบสหายก่อนจะหันไปขึงตาใส่ตัวการที่ทำให้เขาไม่สามารถขี่ม้าได้

“มิได้มีสิ่งใด หากแต่อาจต้องใช้เวลามากขึ้นในการเดินทาง” ซุนเทียนเป็นผู้ตอบก่อนจะเข้าไปทำหน้าที่ช่วยพยุงองค์ฮ่องเต้ขึ้นรถม้าพระที่นั่ง

หานตงที่มัวแต่วุ่นวายหาเบาะรองนั่ง จึงพลาดโอกาสที่จะเข้าไปทำหน้าที่นั้น

“เจ้าก็ไปเตรียมตัวออกเดินทางสิ ทำอะไรอยู่ เจ้ามู่ทู่ล่ะอยู่ไหน” คราวซวยจึงตกกับเสี่ยงกวงที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“เรียบร้อยแล้วขอรับ นี่ท่านหงุดหงิดเรื่องอันใด?” เสี่ยวกวงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ อยู่ดีๆ ทำไมเขาจึงกลายเป็นสนามอารมณ์

“ข้ามิได้หงุดหงิด!” หานตงว่าออกไปก่อนจะเดินไปทางรถม้า

“มิได้หงุดหงิดอันใด สีหน้าออกขนาดนั้น สงสัยจะเคืองฝ่าบาท เจ้าเห็นด้วย...” เสี่ยวกวงบ่นพึมพำตามหลังผู้เป็นนายก่อนจะต้องเงียบลง เมื่อคนที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นหาใช่เพื่อนขันทีด้วยกันไม่

“เจ้าอยากจะเดินตามขบวนหรือ?” น้ำเสียงราบเรียบจากเหลากงกงเล่นเอาเสี่ยวกวงขาอ่อน

“มะ..ไม่ขอรับ ข้าไม่พูดอะไรแล้ว” เสี่ยวกวงรีบยกมือปิดปากแล้วรีบวิ่งไปรวมตัวกับกลุ่มขันทีน้อยในทันที

 

“หานตง” เสียงเรียกจากด้านในรถม้าพระที่นั่ง ดึงให้คนที่กำลังจะเดินผ่านหันไปสนใจ

“พ่ะย่ะค่ะ” คนถูกเรียกขานรับด้วยใบหน้าที่ยังคงบึ้งตึง

“ทำอะไรอยู่ ขึ้นมาสิ” รับสั่งที่ได้ยินทำเอาเครื่องหมายคำถามประดับขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มในทันที

“ขึ้นไปทำไมพ่ะย่ะค่ะ?” หานตงถามออกไปก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้เมื่ออีกคนกวักมือเรียก

“เจ้าเป็นคนทำให้ข้าเป็นแบบนี้ เจ้าต้องรับผิดชอบ” พูดจบอีกคนก็ปิดผ้าม่านลง

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ หานตงก็รีบย้ายตัวเองตามเข้าไปในรถม้าพระที่นั่ง แต่ก่อนจะมุดหัวเข้าไปนั้นเขาก็ไม่ลืมส่งยิ้มให้พี่ชายร่วมสายเลือดที่กำลังยืนมองอยู่

...แบบนี้สินะที่เรียกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่า โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ

 

การเดินทางออกจากวังในครั้งนี้จะว่าเป็นการส่วนพระองค์ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะถึงขบวนเสด็จจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนแค่ขบวนรถม้าของพระญาติทั่วไป แต่คนทั้งวังก็รู้ว่าฝ่าบาทเสด็จไปไหน และนั่นคือสิ่งที่พระองค์ต้องการ

“ฝ่าบาทบรรทมสักนิดเถิด ใกล้ถึงกระหม่อมจะปลุก” หานตงเอ่ยบอกคนรักด้วยความเป็นห่วง

“ดีเหมือนกัน” องค์ฮ่องเต้รับคำก่อนจะเอนกายพิงคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำด้วยการกลายร่างเป็นเบาะรองนั่งขนาดใหญ่

“จางเกออึดอัดหรือไม่” หานตงก้มลงกระซิบถามคนในอ้อมกอดของตน

“ไม่เลย ข้ารู้สึกสบายมาก” องค์ฮ่องเต้พึมพำตอบก่อนจะหลับตาลงพร้อมซุกดวงหน้าเข้าหาชายหนุ่ม สูดดมกลิ่นกายแสนคุ้นเคยที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลงทุกครั้งเมื่อได้ดอมดม

เมื่อเห็นว่าคนรักต้องการพักผ่อนหานตงก็ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ ทำหน้าที่เป็นเบาะรองนั่งมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยมจนถึงจุดหมายปลายทาง

 

“เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นเช่นไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามคนข้างกายที่ยังคงคอยยืนปรนนิบัติไม่ห่าง

จวนแห่งนี้เป็นของอดีตคหบดีสมัยราชวงศ์ซินแต่ถูกยึดเข้าท้องพระคลังหลังจากการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน

ถึงจะรกร้างความยิ่งใหญ่รโหฐานยังคงแสดงถึงอำนาจของอดีตผู้ที่เคยเป็นเจ้าของว่ามีมากเพียงใด

“ข้าจะซ่อมแซมที่นี่แล้วยกให้เจ้า” หานตงหันไปมองหน้าอีกคนด้วยความไม่เข้าใจ ไหนพระองค์ว่าจะปรับปรุงที่แห่งนี้ไว้สำหรับกลุ่มปัญญาชนเพื่อรวบรวมแนวคิดและความเห็นทางการเมืองอย่างไรเล่า

“เจ้าจะยอมให้ข้าใช้ชื่อเสียงของเจ้าหรือไม่” คนด้านข้างเอียงคอเข้ามากระซิบถาม

“ชื่อเสียงอันใดกัน” หานตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขัน

“จวนแห่งนี้ต้องยิ่งใหญ่และสวยงามไม่ด้อยไปกว่าพระราชวังของข้า” ประโยคนี้องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานัก เหมือนต้องการประกาศให้ใครต่อใครได้ได้ยิน

หานตงเงียบลงเมื่อเข้าใจแล้วว่าองค์ฮ่องเต้ต้องการสิ่งใด และรู้แล้วว่าทำไมพวกซุนเทียนถึงเห็นดีเห็นงามไม่ขัดพระทัย

เบื้องหน้าที่แห่งนี้จะเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นให้เขาซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท

แต่แท้จริงแล้วที่แห่งนี้คือสถานที่ที่ไว้ให้เหล่าบัณฑิตรวบรวมแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปใช้พัฒนาแผ่นดินฮั่น

ประวัติศาสตร์ที่เขาได้รับรู้มาว่าจักรพรรดิอ้ายหมิงหลงใหลบุรุษแซ่ต่ง จนโงหัวไม่ขึ้น สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่เท่าพระราชวังเพื่อปรนเปรอชู้รัก ความจริงแล้วสิ่งที่พระองค์กระทำนั้นกลับเป็นการทำเพื่อประชาชนของพระองค์ต่างหาก

“จางเกอ...ข้าขอโทษ” หานตงโผเข้าไปโอบกอดคนรักจากด้านหลังก่อนจะพึมพำด้วยความรู้สึกผิด กี่ปีแล้วที่เขาเกลียดชังฮ่องเต้พระองค์นี้ โดยที่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร

“ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษเจ้า” คนถูกกอดยกมือขึ้นลูบแขนของคนรักพร้อมเอ่ยออกไป

เพราะอำนาจที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอให้ทำสิ่งใดตามใจ เขาจึงต้องทำตัวเสเพลเช่นนี้ให้ฝั่งตรงข้ามตายใจว่าตนไม่มีพิษภัย

ทั้งที่ไม่อยากดึงคนรักให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับข่าวลือเสียหายแบบนี้ แต่มันก็คือหนทางเดียวที่พอจะตบตาใครต่อใครได้

“ท่านมิได้ทำผิดอันใด” หานตงพึมพำออกไปพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไม่ว่าภายภาคหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น คนอื่นจะมองเขาเช่นไร เขาก็พร้อมสละทุกอย่างเพื่อคนคนนี้

...หากผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์

...เช่นนั้น ผู้ชนะจะต้องเป็นฝ่าบาทของหานตงคนนี้เท่านั้น

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

หายไปนานเลยยยยยยย ต้องขออภัย

งานราษฎร์ งานหลวงสุมหัวมากจ้า

ไม่รู้ทุกคนจะชอบหานตงแบบนี้ไหม

แต่สำหรับพู่แล้ว พู่คิดว่าไม่มีใครดีไปหมดทุกอย่างหรอก

มนุษย์ทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัวและอยากเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว

อีกอย่างเด็กคนนี้มันร้ายค่ะคุณผู้อ่าน เห็นหน้าซื่อๆ แบบนั้น นางไม่ใสนะเจ้าคะ

แท็กเรื่องนี้จ้า ไปเมาส์มอยที่ไหนก็อย่าลืมใส่แท็กด้วยน่า

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น