facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2563 22:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 12 : มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (1)
แบบอักษร

 

12 

มาตรฐานที่ใช้มันสูงไปหรือเปล่า? (1) 

  

               “หูว” 

               “อะไร อยู่ดีๆ ก็มาทำเสียงแปลกๆ” 

               ปั้นหยาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันแทบจะในทันทีที่ได้ยินเสียงและเห็นท่าทีประหลาดๆ จากฝั่งฉัน 

               “แค่คิดว่าเท่ดีจัง หยิบปากกามาเขียนแล้วก็พิมพ์ต๊อกแต๊กบนคีย์บอร์ดลอยได้ เทคโนโลยีสมัยนี้ช่างเท่บาดตาบาดใจเหลือเกิน” 

               “หอมก็ซื้อมาใช้บางสิ ใช้บัตรนักศึกษาลดราคาได้นะ” 

               “ฉันไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก ถึงมีส่วนลดก็ลดให้ไม่กี่พันเอง แถมต้องเจียดเงินไปซื้อประกันอีก ซื้อของราคาเต็มชัดๆ” 

               “แต่มันคุ้มนะ การศึกษาคือการลงทุนไง” 

               “ลงทุนมากไปเดี๋ยวก็ล้มละลายหรอก” 

               “คิดซะว่าลงทุนเพื่ออนาคตและความสบายใจ ยังไงการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาซัพพอร์ตการศึกษาก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว” 

               สิ่งที่ฉันกับปั้นหยากำลังพูดถึงอยู่คือเจ้าไอแพดรุ่นใหม่นี่เอง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นของยอดฮิตสำหรับเหล่านักเรียนนักศึกษาในสมัยนี้ คณะฉันไม่จำเป็นต้องใช้ไอแพดเพราะสามารถใช้ปากกาและกระดาษจดตามได้ แต่ยอมรับว่าลึกๆ แล้วก็แอบอยากได้เหมือนกัน ก็เพื่อนที่นั่งข้างๆ ฉันเขามีไอแพดกันหมดเลยนี่นา 

               “ก็จริง...” การศึกษาคือการลงทุนจริงๆ นั่นแหละ ปั้นหยาพูดถูก แต่จะให้มาลงทุนกับอุปกรณ์ราคาเหยียบหมื่นในขณะที่ค่าเทอมก็ราคาเหยียบแสนมันก็เกินตัวไปหน่อย ฉันเหลือบมองเหล่าอุปกรณ์เสริมอย่างคีย์บอร์ดลอยได้ แอปเปิ้ลเพนซิล และหูฟังไร้สายยี่ห้อเดียวกันบนหูปั้นหยาแล้วก็ต้องถอนหายใจ “แต่ให้ซื้อหมดนี่เลยก็คงล้มละลาย เฮ้อ...” 

               “เว่อร์น่า ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องซื้อ ค่อยๆ เก็บไปทีละอย่างก่อน อย่าซื้อทีเดียวสิ” 

               “นั่นสินะ ค่อยๆ เก็บสะสมไปเรื่อย เหมือนความสัมพันธ์ของเราสองคนไง” 

               มีโอกาสแล้วก็ต้องเล่นมุกเสี่ยวหน่อย ฉันแกล้งขยิบตาให้ปั้นหยาที่แสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง 

               “อะไรเนี่ย ช่วงนี้มีความรักเหรอ?” 

               “เปล่าหรอก แค่...อยากเป็นเพื่อนกับใครสักคนน่ะ” 

               “อยากรู้จังว่าใคร ผู้ชายในสาขาเหรอ?” 

               ปั้นหยาเริ่มเดา แต่แค่เดาก็ผิดแล้ว แต่อย่างน้อยก็เดาถูกนะว่าเป็นผู้ชาย 

               “ไม่ใช่” ได้ยินแล้วก็ส่ายหน้ารัวๆ “เป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันน่ะ แต่อยู่กับเขาแล้วสนุกมาก อยากได้เป็นเพื่อน” 

               พอฟังจบปั้นหยาก็นิ่งเงียบไป เธอทำท่าคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัวก่อนจะส่งรอยยิ้มแบบคนที่รู้ทันทุกอย่างมาให้ฉัน 

               “แน่ใจนะว่าไม่อยากได้เป็นแฟน?” 

               “แน่ใจสุดๆ” 

               ฉันพยักหน้ารัวๆ และตอบออกไปอย่างมั่นใจจนปั้นหยายังต้องหุบยิ้ม เธอขมวดคิ้วสำรวจสีหน้าท่าทางฉันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูดต่อ 

               “ไม่เชื่อหรอก คิดจะหาเรื่องเป็นเพื่อนกับเขาก่อนแล้วค่อยขยับความสัมพันธ์เข้าไปเป็นแฟนใช่มั้ย?” 

               “ฉันไม่ได้คิดกับเขาในเชิงชู้สาวเลยสักนิด...” 

               ถึงเขาจะมาช่วยป้อนข้าวป้อนน้ำและเช็ดตัวให้ฉันถึงห้องก็เถอะ แต่ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นเป็นแค่ความอับอายที่ต้องให้เขามาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของตัวเองต่างหาก ฉันไม่กล้าคิดกับเขาไกลเกินคำว่าเพื่อนหรอก แค่จะขอเขาเป็นเพื่อนยังต้องคิดแล้วคิดอีกเลย จะไปอยากได้เขาเป็นแฟนทำไม บ้าไปแล้ว! 

               “ไม่เชื่อ” 

               ถึงจะค้านหัวชนฝายังไง ปั้นหยาก็ยังขมวดคิ้วหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนตั้งใจจะจับผิดกันอย่างเต็มที่ 

               “เชื่อเถอะ จริงจัง อยากได้เขาเป็นเพื่อนจริงๆ” 

               “เพื่อนแบบไหนอะ” 

               “ก็...แบบที่ไปกินข้าวด้วยกัน คุยกันได้เกือบทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยไม่ได้แค่นั่งข้างกันเงียบๆ ก็อุ่นใจ แบบที่แบ่งขนมให้ ถ้ามีโอกาสก็ขับรถไปรับไปส่งถึงคอนโด...” 

               “ถามจริงนะหอม นั่นคุณสมบัติเพื่อนหรือผัว” 

               “พะ เพื่อนสิ!” 

               พูดอะไรน่าเกลียด! ฉันยกกำปั้นทั้งสองข้างขึ้นมาทุบโต๊ะเบาๆ เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าฉันคิดกับเขาแค่เพื่อนจริงๆ 

               “แล้วเคยทำอะไรกับผู้ชายคนนั้นบ้าง ได้คุยกันมั้ย” 

               “คุย!” 

               “ตอนคุยบรรยากาศเป็นยังไง” 

               “ของแบบนี้มันบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ด้วยเหรอ?” 

               นึกภาพบรรยากาศตอนคุยกับคุณกวีไม่ออกเลยแฮะ... 

               “งั้นบอกมาเฉยๆ ก็ได้ว่าตอนคุยกับแกเขาทำตัวยังไง” 

               “ก็...ยิ้มนะ มองตาตลอด คอยรับฟังและให้คำปรึกษา” 

               “แล้วเคยขับรถไปรับไปส่งมั้ย” 

               “เคยๆ” 

               “นั่งเงียบๆ กันแค่สองคนแล้วรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า?” 

               ครั้งนี้ปั้นหยายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้ฉันรู้ว่านี่คือคำถามจริงจัง เอ เวลาคุยกันสองคนแล้วรู้สึกอึดอัดหรือเปล่างั้นเหรอ? พูดยากเหมือนกันนะเนี่ย... 

               “ก็นิดหน่อย แต่ตอนนี้เริ่มเชินแล้ว เขาเป็นคนเงียบๆ อะ” นี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วล่ะ “เคยไปเยี่ยมแม่เขามาแล้วด้วย ครอบครัวเขาน่ารักดี” 

               “ฉันว่าแกไม่ต้องเป็นเพื่อนกับผู้ชายคนนั้นหรอก เป็นแฟนเขาเถอะ” 

               ทำไมยัยคนนี้ชอบเชียร์ให้ฉันกับคุณกวีเป็นแฟนกันจัง... 

               “ไม่เอาสิ ไม่อยากเป็นแฟน อยากเป็นเพื่อนอะ” 

               “ทำไมถึงไม่อยากได้เป็นแฟน? ก็ดูสนิทกันดีนี่ จีบนิดเต๊าะหน่อยอีกเดี๋ยวก็ได้เลื่อนขั้นแล้ว สู้ๆ” 

               นี่ก็พูดซะเป็นเรื่องง่ายเลย ฉันถอนหายใจออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำตอบที่น่าผิดหวัง เอาจริงๆ ฉันไม่เคยเล่าเรื่องของคุณกวีให้ใครฟังเลยนอกจากครอบครัวและแก๊งเพื่อนสนิททั้งสามคน ปั้นหยาก็เลยไม่รู้ว่าคุณกวีของฉันเป็นใคร มีความสำคัญต่อฉันยังไง และหน้าตาเป็นแบบไหน เพื่อนใหม่ฉันไม่รู้จักเขาเลยสักคน 

               ปั้นหยาจะให้คำแนะนำแบบนี้ก็ไม่แปลก ก็เธอไม่รู้จักคุณกวีนี่นา คงคิดว่าเขาเป็นผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับฉันแน่ๆ เลย บอกอายุไปเลยละกัน 

               “ใจเย็น เขาอายุห่างจากฉันเป็นสิบปีเลยนะ...” 

               “โห! สิบปีเลยเหรอ!” 

               ได้ยินแล้วปั้นหยาก็ทำตาโต สมูทตี้ปั่นสีชมพูสวยที่อยู่ในมือของเธอสั่นไปหมดจนฉันเริ่มกลัวว่ามันจะหกลงพื้นมั้ย เอามาวางไว้บนโต๊ะก่อนเถอะ 

               “อื้อ สิบปี ฉันก็เลยไม่อยากได้เขาเป็นแฟนไง! แค่อยากได้มาเป็นเพื่อนเฉยๆ อยากคุยให้มากกว่านี้ อยากแซว อยากแกล้ง อยากสนิทกันให้มากกว่านี้ก็แค่นั้นเอง!” 

               “อายุห่างกันสิบปี...จากที่ลองฟังมา ตอนนี้พวกแกสองคนก็น่าจะเป็นเพื่อนกันแล้วนะ” 

               “...จริงเหรอ?” 

               คำพูดของปั้นหยาทำให้ฉันมีความหวัง เราสองคนเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ เหรอ? ทั้งที่อายุห่างกันตั้งสิบปีเลยเนี่ยนะ? 

               “อื้ม ถ้าคุยกันแล้วรู้สึกสนุกทั้งสองฝ่าย แค่นั้นก็เป็นสัญญาณของมิตรภาพที่ดีแล้ว ถึงจะยังไม่ได้เป็นเพื่อนสนิท แต่ตอนนี้พวกแกสองคนน่าจะอยู่ในตำแหน่ง ‘เพื่อนคุย’ ของกันและกันแหละ” 

               “เพื่อนคุยของกันและกัน? แบบที่ไปนั่งตามผับบาร์แล้วชวนคนแปลกหน้าคุยน่ะเหรอ?” 

               ยิ่งนึกภาพตามก็ยิ่งงงแฮะ ฉันพยายามหลับตานึกภาพตาม แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเราสองคนเป็นเพื่อนคุยของกันและกันยังไง เป็นความสัมพันธ์แบบไหนเนี่ย ใช่คำว่าเพื่อนหรือเปล่า? 

               “ประมาณนั้นแหละ แค่คุยรู้เรื่องก็นับเป็นเพื่อนแล้ว ไม่ต้องไปหวังอะไรมาก ถ้าข้องใจนักก็ลองถามเขาไปตรงๆ เลยสิว่าอยากเป็นเพื่อนด้วยหรือเปล่า ถ้าใจตรงกันก็แลกเบอร์แลกไลน์เลย แค่นั้นแหละ” 

               “ฉันมีเบอร์กับไอจีเขานะ แต่ไม่มีไลน์อะ” 

               “อ้าว มีครบแล้วนี่ ไม่มีไลน์ก็ไม่เป็นไรป้ะ!” คำตอบของฉันทำให้ปั้นหยาเริ่มโวยวาย เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วดูดสมูทตี้ปั่นในมือต่อด้วยความหงุดหงิด “แค่นี้ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว แกจะคิดมากทำไมเนี่ย!” 

               “ก็คนมันอยากสนิทให้มากกว่านี้นี่นา...” 

               ฉันก้มหน้างุดก่อนตอบคำถามคนที่เริ่มอารมณ์เสียด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ระหว่างนั้นก็ยกนิ้วชี้ทั้งสองข้างขึ้นมาจิ้มไปจิ้มมาเพราะเริ่มทำตัวไม่ถูก 

               “โลภมากจริงๆ” 

               “ยอมรับค่ะว่าโลภ” คำนั้นเหมาะกับฉันที่สุดเลย แค่ฟังก็อยากถอนหายใจแล้ว “เหมือนปั้นหยาอะ ตอนได้คุยกันครั้งแรกก็อยากได้เป็นเพื่อนเลย อยากสนิทให้มากกว่านี้ ไม่อยากเป็นแค่เพื่อนที่นั่งข้างกัน อยากได้เป็นเพื่อนที่มากินข้าว ดื่มกาแฟ แล้วก็ใช้เวลาด้วยกันแบบนี้” 

               น่าแปลกที่ปั้นหยากลับนิ่งเงียบไปเมื่อฟังคำพูดของฉันจบ เธอดูดสมูทตี้ปั่นในมือตัวเองไปเรื่อยๆ และทำสีหน้าเหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรบางอย่างในหัวอยู่ตลอดเวลา เรื่องที่ฉันไม่เข้าใจและไม่เคยรู้เลยว่ามันเกี่ยวกับอะไร 

               พักนี้เธอชอบมองหน้าฉันแล้วทำท่าเหมือนจะพูดเรื่องสำคัญบางอย่างออกมา แต่ก็ไม่ยอมพูดสักที ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องอะไร 

               “...ไม่รู้สิ เพื่อนน่ะเป็นง่าย แต่การจะรักษาความสัมพันธ์ให้เป็นเพื่อนกันตลอดไปมันยากนะ” ปั้นหยาเว้นจังหวะการพูดไปเล็กน้อยก่อนวางแก้วสมูทตี้ปั่นที่ดูดจนเกือบหมดแก้วลงกับโต๊ะ “เผื่อใจไว้บ้างก็ดี วันหนึ่งถ้าได้เขามาเป็นเพื่อนแล้ว แกอาจจะผิดหวังจนอยากเลิกเป็นเพื่อนเองเลยก็ได้” 

               “...” 

               ผิดหวังจนอยากเลิกเป็นเพื่อนงั้นเหรอ? คำคำนั้นทำให้ฉันเผลอหลุบตามองแก้วน้ำชาในสวยบนโต๊ะฝั่งตัวเอง ฉันในตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลยว่าคุณกวีจะทำให้ฉันผิดหวังได้ยังไง 

               แต่การเผื่อใจไว้บ้างก็เป็นความคิดที่ดี คนเราเวลาคบกันเป็นเพื่อนก็ไม่ได้คบคนที่นิสัยดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ทุกคนต่างมีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรับตัวและยอมรับสิ่งนั้นได้มั้ย 

               ฉันว่าตัวเองรับข้อเสียของคุณกวีได้นะ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรับข้อเสียของฉันได้หรือเปล่า...  

               “...โฟกัสกับเรื่องเรียนต่อเถอะ อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว รีบสรุปให้หมดนะ เดี๋ยวก็อ่านไม่ทันหรอก” 

               ยังไม่ทันได้ดำดิ่งลงไปกับความคิดของตัวเอง ปั้นหยาก็เรียกสติฉันด้วยการยกแอปเปิ้ลเพนซิลขึ้นมาชี้หน้าฉันสลับกับกองหนังสือบนโต๊ะ 

               “อ้อ โอเค อ่านต่อก็ได้...” 

               บทสนทนางงๆ ของเราจบลงแค่นั้น นั่นสินะ ตั้งใจอ่านหนังสือกับสรุปเนื้อหาที่จะออกสอบต่อดีกว่า ตอนนี้อาการป่วยของฉันก็หายดีแล้วด้วย ต้องขอบคุณพี่พิ้งค์และคุณกวีที่คอยมาเยี่ยมเยียนและซื้อของกินมาให้ 

               ถึงคุณกวีจะทำเกินหน้าที่ไปหน่อยจนฉันรู้สึกอับอายและไม่กล้าพูดคุยกับเขาไปพักใหญ่ก็เลยก็ตาม... 

               พวกเราไม่ค่อยได้เจอกันบ่อย คุณกวีมีงานของเขา ฉันเองก็มีสังคมของฉันเหมือนกัน ขนาดเจตน์กับชาหวานที่ไปออกงานสังคมอยู่บ่อยๆ ยังไม่ค่อยได้เจอคุณกวีเลย แต่บังเอิญเจอกันทีไรก็ทักทายกันทุกตลอดนะ 

               พอนึกถึงเจตน์แล้วก็อยากถอนหายใจออกมาดังๆ ฉันเพิ่งรู้ว่าเขารับปากยัยขิมซะดิบดีว่าจะมาเยี่ยมฉัน จะเอาข้าวมาให้ จะเอายามาฝาก แต่สุดท้ายก็ไม่มา เห็นเจ้าตัวบอกว่ามีเรื่องด่วนเข้ามาพอดี วันรุ่งขึ้นก็เลยหอบขนมนมเนยมาขอโทษขอโพยฉันยกใหญ่เลย 

               ช่างเถอะ โตๆ กันแล้วนี่นา เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ฉันให้อภัยเจตน์ เลิกโกรธเขาแล้วทำตัวตามปกติ แอบแซวเขาบ้างนิดหน่อยตอนเห็นว่าชอบเลือกที่นั่งกินข้าวใกล้ชาหวานตลอดนะ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้โกรธอะไร เขาแค่ส่งยิ้มเขินๆ ให้แล้วก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากต่อ 

               ถึงจะหมั่นไส้เพื่อนตัวเองแค่ไหน แต่ฉันก็แอบเชียร์ให้สองคนนี้รู้ใจกันอยู่นะ 

  

               และแล้วชีวิตของเด็กปีหนึ่งเทอมหนึ่งก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก รู้ตัวอีกทีก็ผ่านฤดูกาลแห่งการสอบมาได้แล้ว ฉันใช้เวลาช่วงปิดเทอมหนึ่งไปกับการติวหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ต้องมานั่งปวดหัวกับวิชาคำนวณและเหล่าข้อสอบเก่าแถมยังต้องเก็งข้อสอบวิชาความถนัดเฉพาะด้าน ได้กลับมาอยู่บ้านที่มีครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง 

               มีพ่อกับแม่ที่คอยเล่าถึงความสำเร็จของลูกคนอื่นเป็นการกดดัน มีพี่เซนท์ที่คอยห้ามปรามและพยายามหาทางทำให้ฉันใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตัวเองอย่างมีความสุขที่สุด อย่างน้อยฉันก็ยังโชคดีที่มีพี่เซนท์อยู่ข้างๆ 

               การกลับมาอยู่กับครอบครัวทำให้ฉันโหยหาชีวิตอิสระที่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงคืนใกล้สิ้นปีที่อากาศหนาวนิดๆ แบบนี้ น่าจิบนมอุ่นๆ กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้อนๆ แล้วเฝ้ามองแสงสีจากตึกสูงในเมืองใหญ่ผ่านหน้าต่างคอนโดมากเลย 

               “แป๊บนึงนะ ไม่รู้เอาไปวางไว้ตรงไหน” 

               “รีบหาเลย เดี๋ยวน้องชายสุดที่รักของพี่ก็โวยวายอีกหรอก” 

               “มีใครอยากได้เด็กเวรนั่นเป็นน้องด้วยเหรอ?” 

               “เอ๊า ก็พี่เซนท์ไง เห็นสนิทกันดีออก” 

               “สนิทกับผีสิ” 

               น้ำเสียงประชดประชันของพี่เซนท์เป็นสิ่งที่เรียกเสียงหัวเราะจากฉันได้ตลอดมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้เราสองคนอยู่ในห้องของพี่เซนท์ ฉันยืนกอดอกเป็นการกดดันอยู่ใกล้ประตูเพื่อเร่งให้เขารีบหาหูฟังอันเก่าที่ไม่ใช้แล้วให้ฉันยืมไปใช้ต่อ           หูฟังฉันพังน่ะ ฟังเพลงอยู่ๆ ดีก็พังเลย ไม่มีเสียงอะไรออกมาทั้งนั้น จะให้ซื้อใหม่ก็ไม่มีเงินซื้อของแท้ พี่เซนท์เลยเสนอว่าเดี๋ยวจะยกหูฟังของแท้ที่แถมมากับโทรศัพท์เครื่องเก่าให้ฉันใช้แทนก็แล้วกัน 

               “อ่ะ เจอละ ดีนะยังเก็บไว้อยู่” 

               “อุ๊ย ขอบคุณนะคะ รักที่สุดเลย” 

               พี่ชายฉันแสนดีที่สุด ว่าแล้วก็ยกมือไหว้พร้อมย่อตัวลงเล็กน้อยอย่างสวยงาม 

               “แบ่งความรักไปให้น้องชายสุดที่รักของเธอเถอะ” 

               “เฮอะ” 

               ได้ยินแล้วก็ต้องเบ้ปาก ฟังดูก็รู้ว่าเราสองพี่น้องไม่ชอบลูกชายของคุณลุงมากแค่ไหน 

               วันนี้มีญาติมากินข้าวที่บ้าน มาเนื่องในโอกาสอะไรไม่รู้ ที่รู้ๆ คือฉันกับพี่เซนท์พยายามหาข้ออ้างปลีกตัวมาหลบมุมเงียบๆ เพราะไม่อยากไปยุ่งกับลูกชายจอมซนของคุณลุงคุณป้าที่มาเยี่ยมพวกเราทีไรก็สร้างเรื่องชวนปวดหัวให้ทุกครั้งที่ปรากฏตัว 

               “อะไรเนี่ย ยังเก็บรูปตอนมอปลายไว้อีกเหรอ?” 

               ในจังหวะที่ทำใจได้แล้วว่าต้องออกไปรับแขก หางตาฉันก็เหลือบไปเห็นรูปสมัยมอปลายของพี่เซนท์ที่วางประดับอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้อง ดูเด่นและสะดุดตาสุดๆ 

               “ต้องเก็บสิ ความทรงจำดีๆ ทั้งนั้น เห็นหน้าไอ้พวกนี้แล้วฮึดสู้ตลอด ยิ่งมองก็ยิ่งอยากต่อยคนว่ะ อะดรีนาลีนพุ่ง” 

               “นั่นเพื่อนหรือคู่อริน่ะ...” 

               ฉันมองไล่ไปเรื่อยๆ บนกระดานไม้สีสวยที่ถูกตกแต่งด้วยริบบิ้นสีฟ้าสลับขาว มีรูปของเพื่อนๆ สมัยมอปลายของพี่เซนท์ติดอยู่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่มีแต่เพื่อนผู้ชายหน้าคุ้นทั้งนั้นเพราะแก๊งพี่เขาก็มีกันไม่กี่คน เหมือนเน้นถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าเพราะเพื่อนสนิทมีเท่าเดิมแต่วิวบนพื้นหลังเปลี่ยนไปตลอด 

               มีทั้งรูปที่พวกพี่ๆ เขาถ่ายกันที่โรงเรียน สนามบาส สวนสนุก ร้านเกม และค่ายรด. มีรูปหลุดๆ เยอะมาก ดูแล้วก็ตลกดี 

               แต่มีรูปหนึ่งที่สะดุดตาฉันเป็นพิเศษ มันเป็นรูปถ่ายโพลารอยด์ใบเล็กๆ ที่ถูกปักด้วยหมุดสีเขียว ติดไว้ที่มุมมุมหนึ่งบนกระดานไม้ อยู่สูงกว่าคนอื่นเล็กน้อยแต่ไม่ได้อยู่ในจุดที่มองเห็นได้ชัดจนสะดุดตามากเกินไป 

               มีคนอยู่ในรูปสองคน คนแรกคือพี่เซนท์ที่ย่อตัวลงมาเล็กน้อย เขาชูสองนิ้วพร้อมฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข บนเสื้อนักเรียนมีรอยปากกาขีดเขียนถ้อยคำอวยพรและด่าทอแบบไม่จริงจังมากนักเต็มไปหมด ที่ฉันรู้เพราะฉันเป็นคนหอบเสื้อตัวนี้ไปซักเองกับมือในช่วงเย็นของวันจบการศึกษาของพี่เซนท์ 

               ในมือพี่ชายฉันมีช่อดอกไม้อยู่ช่อหนึ่ง ลองเพ่งมองดีๆ ถึงได้รู้ว่าน่าจะเป็นดอกแดฟโฟดิล ดอกไม้ที่พี่เซนท์ชอบที่สุด อีกชื่อหนึ่งคือดอกนาร์ซิสซัส เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและมิตรภาพ แต่พี่เซนท์ชอบดอกนี้เพราะเรื่องราวในเทพปกรณัมกรีกที่เล่าว่าคนชื่อนาร์ซิสซัสถูกเทพีสาปให้หลงรักรูปลักษณ์ของตัวเองจนสิ้นใจตายอยู่ข้างบ่อน้ำน่ะ 

               มีคนชอบพี่เซนท์มากถึงขั้นซื้อดอกไม้ที่เขาชอบมาให้เลยเหรอเนี่ย? ฉันไม่รู้ว่าดอกไม้ที่เขาหอบกลับบ้านมาในวันนั้นเป็นของใคร รู้แค่ว่าพี่เซนท์ดูมีความสุขมากตอนเอาดอกไม้ไปตั้งโชว์อยู่กลางบ้าน 

               แสดงว่าน่าจะเป็นของผู้หญิงคนนี้สินะ คนที่ยืนยิ้มอย่างเขินๆ อยู่ข้างๆ เขาเป็นเด็กผู้หญิงใส่แว่นคนหนึ่ง เธอชูสองนิ้วให้กล้องเหมือนพี่ชายฉัน ถึงจะดูเขินอายแต่ก็มีความสุข 

               หน้าคุ้นจัง ใส่ชุดเด็กมอต้นซะด้วย ไม่คิดเลยว่าพี่เซนท์จะมีแฟนคลับอายุน้อยขนาดนี้ 

               พอได้ลองมองใกล้ๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ทำไมถึงได้หน้าคุ้นขนาดนี้นะ เหมือนใครสักคนในห้อง เหมือนใครสักคนในรุ่น เหมือนใครสักคนในกลุ่ม 

               “เฮ้ย...ขิม!” 

               “อ้อ ใช่ ขิมไง” 

               พี่เซนท์เรียกชื่อเพื่อนสนิทฉันอย่างสนิทสนมพร้อมรอยยิ้ม สีหน้าดูแปลกใจมากว่าทำไมฉันต้องตกใจกับเรื่องแค่นี้ด้วย ต้องตกใจอยู่แล้ว คนในรูปเป็นขิมเลยนะ! ขิมที่เป็นเพื่อนสนิทฉันน่ะ! 

               “รู้จักกันด้วยเหรอ?” 

               “รู้จักสิ รุ่นน้องผู้ขยันขันแข็ง ฉลาดเกินเด็กสุดๆ” 

               “ไปรู้จักกันได้ยังไงน่ะ!” 

               “ก็เขาเคยอยู่ชุมนุมเดียวกันกับพี่” 

               พี่เซนท์ตอบคำถามของฉันด้วยรอยยิ้ม แถมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับว่านี่คือเรื่องที่ทุกคนในบ้านรู้ แต่ฉันไม่รู้ไง! นึกว่ารู้จักกันครั้งแรกตอนพามาทำรายงานที่บ้านซะอีก ใครจะไปคิดว่าขิมกับพี่ชายฉันจะรู้จักกันมาก่อนแบบนี้เล่า! 

               “ไอ้ชุมนุมฟิสิกส์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันของพี่น่ะเหรอ?” 

               “ใช่ ไอ้ชุมนุมฟิสิกส์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันของพี่นั่นแหละ” 

               เขาทวนชื่อชุมนุมซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนลงเล็กน้อย แววตาที่ใช้มองเพื่อนๆ ที่อยู่ในรูปเต็มไปด้วยความคิดถึงและถวิลหา 

               “เด็กมอต้นที่พี่เคยเล่าว่าอยู่ๆ ก็มาขอเข้าชุมนุมที่มีแต่เด็กมอปลายอะนะ?” 

               “ใช่ คนนั้นแหละ” 

               โลกกลมชะมัด ไม่เคยคิดเลยว่าพี่เซนท์กับขิมจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวถึงขั้นที่เคยถ่ายรูปคู่และมอบดอกไม้ที่เขาชอบที่สุดให้เป็นของขวัญก่อนจากกันด้วย 

               “เล่าให้ฟังหน่อยสิ ขิมไปเข้าชุมนุมของพี่เซนท์ได้ยังไง” 

               เท่าที่จำได้คร่าวๆ คือรุ่นของพี่เซนท์เป็นรุ่นแรกที่โรงเรียนอนุมัติให้มีการตั้งชุมนุมเองได้ แค่มีสมาชิกครบขั้นต่ำตามที่กำหนดและหาครูที่ปรึกษามาหนึ่งคน ถึงจะไม่ได้เรียนอยู่ที่เดียวกัน แต่พวกเราสองพี่น้องก็ผลัดกันเล่าชีวิตในรั้วโรงเรียนของตัวเองให้ฟังตลอด พี่เซนท์ก็เลยรู้เรื่องในโรงเรียนฉัน และฉันก็รู้เรื่องในโรงเรียนพี่เซนท์เหมือนกัน 

               “อืม...พี่กับเพื่อนตั้งชุมนุมฟิสิกส์ช่วยชาติประหยัดน้ำมันขึ้นมาเล่นๆ เพราะอยากได้เป็นฐานลับไว้เล่นเกมตอนคาบชุมนุมเฉยๆ ตั้งชื่อให้ดูเด็กเรียนไปงั้นแหละ ความจริงเอาไว้ตั้งตี้เล่นเกม คนนอกจะได้ไม่หลงเข้ามา” 

               “ฉลาดดีนี่” 

               “ฉลาดเนอะ” พี่เซนท์ตอบรับคำชมด้วยรอยยิ้ม “วันเรียนชุมนุมพวกเราก็เข้าไปจองห้องเลย เปิดแอร์ต่อพาวเวอร์แบงค์แชร์เน็ตเตรียมเล่นเกมกันเต็มที่” 

               “แล้วอาจารย์เขาไม่ว่าเหรอ?” 

               “อาจารย์ชิลมากหอม แกอยากได้คาบว่างมานอนพักผ่อน เราก็เลยตกลงร่วมมือกัน” พูดแล้วพี่เซนท์ก็ผุดรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “เราก็เล่นเกมกันตามปกตินี่แหละ คิดกันเองว่าคงไม่มีคนหลงเข้ามาสมัครเพิ่มแล้ว แค่เห็นชื่อฟิสิกส์ก็ไม่มีใครอยากยุ่งละ แต่วันนั้นดันมีเด็กมอต้นมาเคาะประตูขอเข้าชุมนุมซะงั้น” 

               “ไม่แกล้งหลอกเด็กไปล่ะว่าชุมนุมนี้เฉพาะเด็กมอปลายเท่านั้น” 

               นึกภาพตามแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน พี่เซนท์ที่มั่นใจในความฉลาดของตัวเองสุดๆ จะรู้สึกยังไงนะ? 

               “บอกไปแล้ว แต่น้องเขาดื้อมาก จะเข้าชุมนุมฟิสิกส์ให้ได้ ก็เลยต้องสารภาพไปว่ามันไม่ใช่ชุมนุมติวหนังสือนะ พี่ตั้งไว้แอบเล่นเกมเฉยๆ แต่น้องก็ยังไม่เปลี่ยนใจ จะเข้าชุมนุมให้ได้ เพื่อนกับอาจารย์พี่ก็เลยต้องยอม” 

               “โธ่ น่าสงสาร แล้วบทสรุปเป็นยังไง ขิมออกจากชุมนุมเหรอ? อย่าบอกนะว่าพี่เซนท์ทำให้เพื่อนหนูกลายเป็นเด็กติดเกม!” 

               “ไม่นะ ก็ได้ติวกับสอนฟิสิกส์ตามปกตินี่แหละ” 

               “อ้าว!” 

               แล้วคำตอบของพี่เซนท์ก็ทำให้ฉันอ้าปากค้าง ไหนบอกว่าเป็นชุมนุมเล่นเกมไง หักมุมตอนท้ายซะงั้น! 

               “เออ ตกใจเหมือนกัน” พูดแล้วพี่ชายฉันก็ถอนหายใจเสียงดัง “เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มานั่งตาแป๋วอ่านหนังสือในห้องที่มีอาจารย์กำลังฟุบหลับบนโต๊ะ กับพี่มอหกที่พากันสุมหัวเล่นเกมอย่างเมามันแล้วมันอายว่ะ หมดอารมณ์ ก็เลยยอมเปลี่ยนมาจับปากกาชวนเพื่อนกับขิมติวหนังสือเตรียมสอบเข้ามหา’ลัยแทน” 

               “ให้เด็กมอต้นไปนั่งติวสอบเข้ามหา’ลัยเนี่ยนะ...” 

               “แต่ขิมเขาเก่งนะ เข้าใจบทเรียนเร็วมาก ช่วงสอบก็เคยจับกลุ่มพาไปติวที่โรงอาหารด้วย เป็นเด็กมอต้นคนเดียวในกลุ่มเลย” 

               “โห!” 

               “ไปๆ มาๆ มีอาจารย์เห็นความสามารถก็เลยชวนขิมอยู่ติวด้วยกันทุกเย็น ขึ้นมอปลายเมื่อไหร่จะได้เตรียมปั้นไปแข่งได้เลย พี่ก็ไปช่วยติวช่วยสอนด้วย” 

               “อ๋อ ช่วงนั้นพี่เซนท์ก็เลยกลับบ้านช้านี่เอง” 

               แถมยังเบี้ยวนัดไม่ยอมขับรถมารับฉันที่โรงเรียนด้วย คนเขาอุตส่าห์ยืนรอตั้งนาน 

               “ถูกต้องคร้าบ ติวเด็กอยู่ ขอโทษนะที่วันนั้นไปรับไม่ได้” 

               “ไม่เป็นไร ดีแล้ว แบ่งปันความรู้ให้คนอื่นเป็นเรื่องดีนะ” 

               การได้รู้ว่าพี่ชายตัวเองเคยสนิทสนมกับเพื่อนรักเป็นเรื่องที่น่าตกใจพอสมควร ตอนนั้นฉันสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับพี่ไม่ได้ เราก็เลยไม่ได้เรียนที่เดียวกัน ฉันเพิ่งไปสอบเข้าที่นั่นได้ตอนมอปลาย แต่กว่าจะถึงวันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนเดียวกันกับพี่ พี่เซนท์ก็ชิงเรียนจบก่อนแล้วกลายเป็นเด็กมหา’ลัยไปเรียบร้อย 

               “เสียดายที่ขิมไม่ได้เข้าคณะสายวิทย์ พี่อุตส่าห์ปั้นมาเองกับมือแท้ๆ” พี่เซนท์ถอนหายใจอีกครั้ง ครั้งนี้แววตาเขาดูมีความรู้สึกเศร้าสร้อยปนน้อยใจอยู่ข้างในเล็กน้อย “เดี๋ยวนี้ตอนบังเอิญเจอขิมที่มอก็ไม่เคยทักเลย เขาโกรธอะไรพี่หรือเปล่าวะ?” 

               ก็ว่าอยู่ทำไมตอนบอกว่าขิมไม่ได้เรียนหมอพี่เซนท์ถึงได้ดูตกใจขนาดนั้น สองคนนี้อาจเคยวาดฝันถึงเรื่องอนาคตและสายการเรียนที่ใฝ่ฝันด้วยกันก็ได้ แต่ไอ้เรื่องที่น่าติดใจสงสัยที่สุดก็คือเรื่องที่ขิมทำเมินพี่เซนท์ตอนอยู่ที่มหา’ลัยนี่แหละ 

               “พี่เซนท์เคยไปทำอะไรให้เพื่อนหนูโกรธด้วยเหรอ?” 

               “ไม่รู้สิ เขาเมินพี่มานานแล้ว ทักแชทไปคุยด้วยก็ไม่ยอมตอบ ตอนบังเอิญขึ้นรถขาวในมอคันเดียวกันก็ไม่ยอมหันมาทัก อุตส่าห์โบกมือให้แต่โดนเมินเฉยเลย” 

               “อ้าว ไหงเป็นงั้นอะ...” 

               ยัยขิมจอมหยิ่งคนนี้มันเป็นใครกัน ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งขมวดคิ้ว 

               “ไม่รู้เหมือนกัน ว่างๆ ฝากถามให้หน่อยนะว่าโกรธอะไรพี่หรือเปล่า จะได้ไปขอโทษให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย” 

               “โอเค เดี๋ยวลองถามให้ละกัน” 

               เมื่อหมดเรื่องคุยแล้วเราสองคนก็พากันเดินออกจากห้อง ฉันหันกลับไปมองรูปคู่ของตัวเองกับพี่เซนท์ที่ถูกใส่กรอบวางตั้งไว้ข้างๆ ชั้นเก็บดินสอและปากกาบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มแล้วเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย 

 

 

ว่าจะไม่แต่งยาวแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ค่ะ ตัดเหมือนเดิม พรุ่งนี้เจอกันน้า (ฮา)

ความคิดเห็น