facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มาตราที่ 23 ความผิดว่าด้วย ภาคทัณฑ์

ชื่อตอน : มาตราที่ 23 ความผิดว่าด้วย ภาคทัณฑ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 606

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2563 22:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มาตราที่ 23 ความผิดว่าด้วย ภาคทัณฑ์
แบบอักษร

มาตราที่ 23 ความผิดว่าด้วย ภาคทัณฑ์

 

“อืม เตรียมคนของเราให้พร้อม พรุ่งนี้ฉันจะกลับไป” ประโยคสุดท้ายของเก้าทัพก่อนจะวางสายทำให้ร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูขยับมานั่งที่เตียงฝั่งตรงข้าม

“เกิดอะไรขึ้น”

“คนของผมรายงานมาว่า คนของนายทรงพลไปด้อมๆมองๆแถวไร่ท่าทางไม่น่าไว้ใจ พรุ่งนี้เช้าผมจะกลับเชียงรายแต่เช้า กลัวว่าพวกมันจะทำอะไรเป็นหมาลอบกัดอีก” เก้าทัพเล่าให้ฟังแต่โดยดี

“ดูเหมือนเราจะต้องรับมือกับศึกสองด้านแล้วสิ” สีหน้าของรชนนท์ไม่สู้ดีนัก สถานการณ์ทางนี้ก็ใช่ว่าจะสงบ

“แต่ผมว่าเราไปกันคืนนี้เลยมั้ย แบบนี้พวกมันจะยังไม่ทันสังเกต” หัวหน้าตชด.เสนอความคิด

“ปัญหาคือเรายังไม่รู้ว่าพวกมันจะทำอะไรกันแน่”

“ตอนนี้คุณได้สั่งให้คนเพิ่มเวรยามในไร่ไว้หรือเปล่าเก้า”

“สั่งตั้งแต่รู้ว่าป่าไม้จะเข้าจับคนของนายทรงพลที่เส้นทางขนไม้แล้ว”

“ผมว่างานนี้มันน่าจะอยากเอาคืน”

“เอาคืนผม? ทำไม” เก้าทัพไม่เข้าใจ เพราะเรื่องที่ว่าเขาเป็นคนของทางการที่ถูกส่งมาสืบเรื่องคดีไม้ ทางโน้นไม่น่าจะรู้เรื่อง ตามแผนแล้วเก้าทัพถูกวางไว้ให้เป็นแพะรับบาปเรื่องการลักลอบขนไม้ โดยทำทีว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีที่กำลังถูกจ้องจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แล้วมันจะมาเอาคืนเขาทำไม

“เดาว่า มันอาจจสงสัยเรื่องการทำคดีที่ไปไม่ถึงไหน เผลอๆการที่คุณยื่นมือไปขัดแข้งขัดขามัน มันอาจจะมองออกแล้วก็ได้ว่าจริงๆทางการไม่ได้สงสัยคุณ แต่เป็นคุณที่รู้เรื่องมันจนต้องออกมาขัดขวางการค้าขายของพวกมัน” เก้าทัพเงียบไปพยายามคิดตามที่คนตรงหน้าวิเคราะห์

“ก็อาจจะเป็นไปได้”

“ผมว่าเราแอบกลับไปก่อนที่พวกมันจะทันลงมืออะไรจะดีกว่ามั้ยเก้า อย่างน้อยก็จะได้วางแผนกันว่าจะรับมือพวกมันได้อย่างไร”

“เอางั้นก็ได้” เก้าทัพพยักหน้ารับ

“งั้นเก็บของกัน”

“คุณจะไปด้วยเหรอ” เก้าทัพถามขึ้น เมื่อรชนนท์ลุกขึ้นทำท่าจะทำอย่างที่พูด เขานึกว่าอกคนต้องอยู่เพื่อช่วยงานพีรกานต์ทางนี้

“แน่นอน คุณอยู่ไหนผมอยู่นั้น เรื่องอะไรจะปล่อยไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวล่ะ” สรรพนามที่อีกคนใช้เรียกเขาสร้างความเห่อร้อนที่แก้วขาวจนเกิดแต้มสีชมพูจางขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“เขินหรอ” ท่าทางของคนที่อยู่บนเตียงน่ามองจนรชนนท์นึกเอ็นดู

“เขินบ้า” อีกคนบ่นอุบอิบอยู่ในคอ

“ก็เนี่ย คุณหน้าแดง”

“ก็ดูคุณเรียกผมสิ”

“ก็แล้วมันไม่ใช่ความจริงหรือไง”

“เมียบ้า เมียบออะไรเล่า”

“ก็คุณเป็นเมียผม อ๊ะๆ” รชนนท์เถียงกลับ แถมยกนิ้วชี้ขึ้นทำท่าขู่เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากเตรียมแย้ง

“เราตกลงกันว่าไง”

“...”

“ถ้าเถียงว่าไม่ใช่ คืนนี้ไม่ต้องไปแล้วเชียงราย เพราะเราคงต้องย้ำสถานะให้เข้าใจตรงกันก่อน” เก้าทัพนึกอยากค้อนให้ ถ้าเขาทำเป็นอ่ะนะ ไม่น่าหลวมตัวตอบตกลงกับไอ้ผู้กองเจ้าเลห์นี้เลย คิดแล้วก็โมโห

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่รชนนท์ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากที่กลับออกมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเขา คนป่วยอายุสามสิบก็กลายเป็นเด็กขึ้นมาดื้อๆ ทั้งงอแงทั้งเอาแต่ใจ

“ผมไม่ได้เอาแต่ใจ ผมเอาแต่คุณ” คำเถียงที่มีมาทุกครั้งยามเขาว่าให้ว่าอีกฝ่ายเอาแต่ใจ แถมยังทำหน้างอผิดลุคไปไกล จนบ้างครั้งอยากถามคิดว่าน่ารักมากมั้ง ถ้าไม่เพราะอีกใจก็ดันให้คำตอบตัวเองทันทีที่ถามว่า เออ...น่ารักไง

แต่ทั้งๆที่ตัวเองป่วยก็ยังจะพยายามตามวอแวเขาไม่เลิก ทั้งไปตามเฝ้าในไร่ ทั้งตามไปด้วยเวลาที่เขาออกไปสอดแนมพวกตัดไม้ ไม่รู้ว่าจะดื้อไปไหน หลายครั้งที่อาการไข้กำเริบ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจ จากการป่วยธรรมดาเลยเป็นเหตุให้เรื้อรังอยู่นานพอควร แต่ทว่าระหว่างนี้ทั้งตัวเขาและรชนนท์ก็ได้เรียนรู้กันมากขึ้น

หลังจากเรื่องที่หมู่บ้านพราน เขากับรชนนท์ที่เผลอก้าวล้ำเส้นความสัมพันธ์จนเลยเถิด ส่วนหนึ่งนั้นมันก็มาจากความขาดสติของเก้าทัพเองด้วย แต่ทั้งนี้เขาไม่อยากโยนความผิดให้พ้นตัว หลังจากเห็นหน้ารชนนท์ที่ดั้นด้นตามหาเขาจนเจอแล้วตามมาถึงไร่ชา สิ่งหนึ่งนอกเหนือจากความตกใจคือ ความยินดีที่แฝงตัวตัวอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ เพียงแต่เวลานั้นเก้าทัพไม่อาจจะตอบตัวเองได้ว่า เขาดีใจทำไม

หลังจากได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองอยู่พักใหญ่ ระหว่างที่สอดแนมเรื่องไม้ที่ถูกตัดและกำลังจะมีการขนย้ายเพื่อหนีคดีที่ตอนนั้นพีรกานต์รับงานจากที่กรมป่าไม้เป็นทนายให้พวกชาวบ้านที่ได้ยื่นฟ้องต่อนายทุนซึ่งก็คือนายทรงยศ แม้รูปแบบจะเป็นการสร้างสถานะการณ์ว่าเก้าทัพคือคนที่อยู่เบื้องหลังการค้าไม้ แต่อย่างไรเสียพวกนายทรงพลมันก็เหมือนจะรู้อยู่แก่ใจว่าจริงๆแล้วเก้าทัพน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะมักจะเป็นเขาที่คอยขัดแข้งขัดขาพวกมันอยู่เรื่อยๆ ไหนจะการมาของรชนนท์ที่แม้ว่าพวกมันจะไม่รู้ว่าหมอนี้เป็นใคร แต่เมื่อเห็นว่ารชนนท์ก็คือ ตชด. ที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้านในการยื่นฟ้อง มันเองก็คงพอจะเดาได้ไม่ยาก

แหงดิ...พวกคนแบบนี้หูตามันเป็นสัปปะรด ผิดสังเกตนิดเดียวมันอาจจะหาเรื่องเขี่ยให้พ้นทางเดินพวกมันแล้ว

จนกระทั่งก่อนวันที่วิษุวัตจะขึ้นไปหาพวกเขาที่เชียงราย เดิมทีขวัญรดาก็ส่งข่าวมาบอกเอาไว้อยู่ก่อนแล้วว่าจะมีตำรวจเข้ามาหาเขา ซึ่งเป็นตำรวจที่ทางไอเอสอาร์เล็งไว้จะให้เข้าสังกัด ตัวเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร การรู้ชื่อของบุคคลากรในทั้งสี่เหล่าทัพก็มากพอจะดูประวัติความเป็นมาของคนๆนั้นได้ไม่ยาก หลังจากที่รับรู้เรื่องของวิษวัตแล้วเก้าทัพก็บอกทุกอย่างให้รชนนท์รู้ ดูเหมือนหมอนี้จะรู้จักลูกน้องคนสนิทของผู้กองคามินเป็นอย่างดี

กลับมาที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรชนนท์ อย่างที่บอกเก้าทัพโดนตามวอแวอยู่หลายวันในที่สุดเขาก็ตัดสิ้นใจหันหน้าคุยกับหัวหน้าตชด.คนนี้ตรงๆ เพราะนิสัยไม่ชอบความวุ่นวายแต่เป็นคนเถรตรงชนิดเจอโค้งก็ดิ่งลงโค้งไปเลย ผลที่ได้คือ

“ผมรักคุณ”

วินาทีแรกที่ได้ยิน เก้าทัพรู้สึกเหมือนโดนยิงกลางแสกหน้า รู้สึกตัวเองหูดับไปนานหลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอีกว่ารชนนท์พูดอะไรต่อ นั้นแหละ...รู้ตัวอีกทีตัวเองก็เปลือยเปล่าอยู่ในอ้อมแขนของอีกคนแล้ว เวรเอ้ย...ไม่เคยเสียศูนย์ขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลยเถอะ

ก็อย่างที่บอกแหละ ไปๆมาๆเขาก็กลายเป็นเมียไอ้ผู้กองนี้เฉยเลย แบบงงๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ภายในของเก้าทัพมีความสุข

ไม่รู้ว่าเผลอตัวไปรู้สึกกับมันตอนไหน ตอนที่ยิงกันลั่นป่าเพราะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นแสงฉาน

หรือจะเป็น

ตอนที่เข้าไปช่วยไอ้ผู้กองตอนที่กำลังปะทะกับพวกไม้เถื่อน

หรือจะเป็น

ตอนที่ผู้กองมันรู้ว่าเขาไม่ใช่แสงฉาน

หรือเป็นตอนเห็นว่า ผู้กองมันร้องไห้ตอนเห็นแสงฉานโดนทำร้ายแล้วคิดว่าเป็นเขา แต่ไม่ว่าจะตอนไหนเก้าทัพคิดว่าในมโนสำนึกของเขาคงมีคนๆนี้แฝงตัวอยู่ เพราะไม่อย่างนั้นคืนนั้นเขาคงไม่พาตัวเองไปยืนตรงหน้ารชนนท์หรอก เก้าทัพเองก็เพิ่งจะมาแน่ใจเอาตอนหลังนี้เอง แต่สำหรับรชนนท์ เพราะอะไรถึงกล้าพูดว่ารักเขา ข้อนี้เก้าทัพก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน แต่เหมือนว่าฝ่ายนั้นจะจริงจังกับสิ่งที่พูดมาตลอด

 

“เป็นไรทำไมเงียบไป” รชนนท์ถามพร้อมนั่งลงข้างๆตัวเขา

“เปล่า แค่เผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

“คิดเรื่องผมป่ะ” คนถามทำหน้าทะเล้นยื่นมาใกล้ๆ

“ใครเขาจะอยากไปคิดถึงเรื่องคุยกันล่ะ”

“โกหก แววตาคุณมันฟ้อง” ชิบหายล่ะ ชัดขนาดนั้นเลย

“มั่วแล้ว”

“ไม่มั่วเถอะ คิดถึงผมก็ว่าคิดถึงผมดิ ทำไมต้องเฉไฉ ไม่คิดถึงผมแล้วคุณคิดถึงใคร ไม่ได้แล้วนะเก้านะ คุณเป็นเมียผมน๊าจะมาคิดถึงคนอื่นนอกจากผมไม่ได้แล้วน๊า แบบนั้นไม่ยอมน๊า” ถึงจะบ่นไปเรื่อยแต่น้ำเสียงก็บอกชัดเจนว่ากำลังล้อเลียน

“พูดมาก”

“ที่ไหนล่ะ”

“ที่นี่ไง” เก้าทัพเอานิ้วดันแก้มที่อีกคนทำพองลมแรงๆไปทีนึงอย่างหมั่นไส้ ทำอะไรไม่เข้ากับหน้าตา อุบาทธ์มากกว่าน่ารักนะเขาว่า

“หึ”

“คิดว่าน่ารักมั้ยเนี่ยผู้กอง ปัญญาอ่อนมากผมว่า”

“เก้าาาาาา”

“พอๆเลย เก็บของจะได้รีบไปกันสักที”

“จูบก่อนแล้วจะไปเก็บให้”

ไม่ทำก็เรื่องคุณเถอะ”

“หึ” พอผมพูดอย่างนั้นไอ้เวรนี้ก็ยังทำหน้างอไม่เลิก จนผมเองก็รู้สึกอ่อนใจ

ฟอดดดดด สุดท้ายก็ยอมยื่นหน้าไปหอมแก้มมันแรงทีหนึ่ง

“พอ วันนี้รีบ”

“แค่เนี่ย”

“อย่าเพิ่งงอแงผู้กองเรามีงานต้องทำ” เขาพูดเท่านั้นก็ลงจากเตียงเพื่อไปเก็บของ

“ได้...ได้จ้า จบงานนี้นะเก้า คอยดูเลย” น้ำเสียงคาดโทษดังตามหลังมา แต่เก้าทัพก็เลือกที่จะไม่สนใจ

 

 

“จะไปกันเลยเหรอ” ฟาร์ติมาถามขึ้นเมื่อเห็นเก้าทัพเดินถือกระเป๋าลงมา

“ใช่ คุณเป็นไงบ้าง”

“ก็ไม่เท่าไหร่ ถือว่าเป็นประสบการณ์เสี่ยงตายครั้งแรกของชีวิต”

“รีบออกจากโรงพยาบาลทำไมก็ไม่รู้ น่าจะอยู่ดูอาการต่ออีกสักหน่อย” รชนนท์ว่า

“ทำไงได้ งานเรายังไม่เสร็จ”

“ระวังอย่าให้เจ็บขึ้นมาอีกล่ะ”

“อืม” หญิงสาวพยักหน้ารับ

“เอ้อจริงสิผู้กองเก้า” ฟาร์ติมาเรียกเก้าทัพเหมือนนึกอะไรอะไรขึ้นมาได้

“อะไร”

“ทีมเราสแตนบายรออยู่ที่โน้นแล้วนะ” คำบอกเล่าของหญิงสาวทำให้คนฟังขมวดคิ้วมุ่น

“หมายถึง”

“หมอเมฆกับพวกจ่าทศไปสแตนบายรออยู่แล้วนะ มีอะไรก็ประสานงานกันได้เลย”

“หมอเมฆ?”

“อืม”

“ชิบหาย” เก้าทัพอุท่นอย่างตกใจ

“อะไร”

“ผมขอให้ผู้ฝูงรามไปช่วย”

“อ่า...ความชิบหายที่แท้ทรู” ฟาร์ติมาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“มีอะไรกันหรอ” รชนนท์ที่หันมาเจอท่าทางของทั้งสองคน พอเจอคนถามมาแบบนั้นทั้งเก้าทัพทั้งฟาร์ติมาก็ได้แต่สบตากันอย่างไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร

“ยินดีด้วยนะผู้กอง ถ้าไร่ชาคุณไม่โดนลูกน้องไอ้ทรงพลเผา ก็อาจจะโดนเผาด้วยฝีมือหมอเมฆแทน”

“แล้วไม่บอกว่าจะให้พวกนั้นเขาขึ้นไปก่อน”

“นายไม่บอกเล่าว่าติดต่อรามสูรไว้ใครมันจะไปรู้วะ”

“เวรกรรม งั้นพวกผมไปเลยดีกว่า”

“อืมๆ ขับรถดีๆ” ฟาร์ติมาไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแต่อวยพรให้ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปขึ้นรถ

 

 

“ทำไมหมอเมฆกับผู้ฝูงรามถึงดูเหมือนจะไม่กินเส้นกัน” รชนนท์หันมาถามตอนที่ขับรถออกมาได้หน่อยหนึ่ง เหมือนจะหาเรื่องชวนคุยมากกว่าอยากรู้

“ก็ไม่ว่าเหมือนมันกินเส้นหรอก เรียกว่าคู่อาฆาตน่าจะใกล้เคียงกว่า”

“ทำไมล่ะ”

“สองคนนั้นเป็นแฟนเก่ากัน”

“ห่ะ” พลขับดูจะตกใจนิดหน่อย

“อื้อ จริง...ได้ยินว่าเคยคบกันตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว”

“หา”

“ผมก็ไม่รู้รายละเอียด นี้ก็รู้มาจากผู้การสิงหลอีกที”

“ไหนว่าไม่รู้จักสิงหลไง” รชนนท์จำได้ว่าเมื่อครั้งที่เจอกันตอนไปจัดการนายเทเวศ ผู้การสิงหลยังไม่รู้จักเก้าทัพเลย

“ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักอ่ะแหละ แต่พอหลังจากที่เจอกันที่ฐานนายเทเวศก็ได้คุยกัน เท้าความกันไปมาเลยรู้ว่าเรามีเพื่อนคนเดียวกัน”

“หมอเมฆน่ะเหรอ”

“จริงๆผมเป็นเพื่อนกับไอ้ราม แต่ก็พอจะรู้จักหมอเมฆในฐานะแฟนเอาเพื่อนอยู่”

“แล้วผู้การสิงหล”

“ผู้การเขารู้จักกับหมอเมฆเพราะทำงานที่ต้นสังกัดเดียวกัน และพอจะรู้จักไอ้รามเพราะเคยฝึกรบด้วยกัน”

“พอเล่ากันไปมาถึงรู้ว่ามีเพื่อนคนเดียวกันสินะ”

“อื้อ”

“แล้วทำไมถ้าสองคนนั้นเจอกันพวกคุณดูตกใจขนาดนั้น” รชนนท์ถามอย่างสงสัย ถึงจะเป็นแฟนเก่ากัน แต่ถ้าเจอกันจะดูเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยหรอ

“ไว้เห็นแล้วคุณจะรู้” เก้าทัพไม่บอก แต่พูดเป็นเชิงว่าไว้ให้รชนนท์ไปสัมผัสเองจะดีกว่า

 

และจะดีกว่านี้ถ้ารชนนท์ไม่ต้องมาเป็นกรรมการห้ามทัพ เพราะเมื่อมาถึงเชียงรายด้วยว่ารู้อยู่แล้วว่าพวกเมฆพรรษมารออยู่ก่อนทั้งคู่จึงตรงเข้าไปที่ไร่ไม่ได้แวะที่ไหน แต่เมื่อไปถึงก็เจอว่าหมอเมฆกำลังวางมวยอยู่กับผู้ชายตัวสูงคนหนึ่ง โดยมีจ่าทศยืนมองอยู่ห่างๆท่าทางเก้ๆกังๆอย่างทำตัวไม่ถูกว่าควรเข้าไปห้ามดีหรือไม่หรือปล่อยทิ้งให้อยู่กันแค่สองคน

ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะรชนนท์มาทันเห็นพอดีตอนที่เมฆพรรษถูกกอดจากด้านหลัง และคนกอก็กำลังก้มลงงับที่หลังคอของนายทหารเสนารักษ์คนนั้น ภาพที่เห็นทำให้เขาหันกลับไปมองเจ้าของไร่

แน่ใจนะว่าแค่แฟนเก่า

แม้ไม่ได้ถามออกเสียงแต่จากสายตาเก้าทัพก็รู้ว่ารชนนทืกำลังจะตั้งคำถามกลับตนว่าอะไร เพราะอย่างนี้เขาจึงทำเพียงยักไหล่ทีนึงแล้วเดินหนี เพื่อบอกกลายๆว่าปล่อยให้สองคนนั้นทะเลาะกันไปอย่างนั้นเถอะ

 

 

ท่ามกลางความมืดในคืนเดือนดับที่ฟ้าไร้แสงจันทร์มีเพียงแสงดาวที่เด่นเป็นประกายเต็มผืนฟ้าสีกะมะหยี่ กลุ่มคนท่าทางมีพิรุธกำลังยืนออกันอยู่ตรงชายป่าลับสายตาคน

“พวกมึงเอาของมาพร้อมแล้วใช่มั้ย” คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มถามขึ้น

“เอามาแล้วพี่”

“พอแน่นะ”

“บ้านมันเป็นไปทั้งหลังยังไงก็พอพี่”

“ดีๆนะพวกมึง แน่ใจนะว่าพวกมันไม่อยู่ในบ้าน ถ้ามีคนตายขึ้นมาเรื่องยิ่งจะยุ่งไปกันใหญ่ นายแค่อยากจะเตือนพวกมันไม่ให้ล้ำเส้นไปมากกว่านี้แค่นั้น”

“ไม่ต้องห่วงพี่ เดียวพวกมันก็ออกจากบ้าน”

“ห่ะ ยังไงนะ” คนเป็นหัวหน้าเป็นงุนงงนิดหน่อย แต่แค่ไม่นานก็กิดเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกทางด้านหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้น”

“นายให้พวกเราอีกกลุ่มไปเผาแปลงชาของพวกมันทางโน้นอีกทางพี่”

 

เสียงร้องตะโกนที่ดังอยู่หายบ้านเรียกให้เก้าทัพต้องเปิดประตูออกมาดู

“ป้อเลี้ยงครับป้อเลี้ยง”

“เกิดอะไรขึ้นปลาบู่” เก้าทัพที่ออกมาเจอว่าเป็นคนงานในไล่ตัวที่ไว้ใจให้เป็นหัวหน้าคนงานมาเรียกก็เกิดแบบใจ

“ตี้ท้ายไฮ่บ่ฮู้ไผฮื้อลักมาเผาแปลงชาหมู๋เฮาเจ้า ป้อเลี้ยงฮีบไป๋เบิ่งเตอะ”

“อะไรนะ”

“เกิดอะไรขึ้นเก้า” รชนนท์ที่ตามมาทีหลังถามขึ้นเพราะไม่ได้ยินที่นายปลาบู่พูด

“มีคนเผาไร่” ว่าจบร่างสูงของเก้าทัพก็พุ่งลงจากระเบียงบ้านเพื่อเข้าไปในไร่ โดยมีรชนนท์วิ่งตามหลังไปอีกคน

 

 

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานคร ในมุมมืดๆของเมืองที่ได้ชื่อว่าไม่เคยหลับไหล ที่โกงดังแห่งหนึ่งดูเหมือนที่นี่จะมีกิจกรรมอะไรสักอย่าง รถบรรทุกหลายคันทยอยวิ่งเข้าออกอยู่เรื่อย ภายในรถบรรทุกมีการขนลังไม้เข้ามามากมายภายในลังเหมือนจะบรรจุพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้เครื่องประดับตกแต่งเอาไว้อีกที งานไม้เหล่านี้ตัวชิ้นงานไม่ได้ใหญ่ แต่บางชิ้นกลับมีความพิเศษที่เมื่อถอดสลักไม้ออก หรือบางชิ้นที่สามารถแกะส่วนประกอบออกจากกันได้ ด้านในจะมีลักษณะกลวงแต่มีการบรรจุของบางอย่างเอาไว้ ถุงแป้งสีขาวสะอาดที่ถูกแกะออกมาจากชิ้นงานหลายๆชิ้น ถูกว่ารวมกันจนเกือบเต็มโต๊ะ

“ดีๆนะพวกมึง อย่าให้ข้าวของเสียหานะพวกมึง” เสียงคนคุมงานร้องบอกเป็นระยะระหว่างยืนมองการทำงานของคนงานหลายสิบคนอยู่ตรงนั้น

“อ้าวๆทางนั้นน่ะเร่งมือหน่อยอย่าอู้ๆ”

ภาพของคนงานหลายคนที่สภาพราวกับถูกบังคับให้ทำงานด้วยความไม่เต็มใจเป็นผลให้โดนทุบตีจนเกิดรอยช้ำหลายจุด

ชายร่างหนาที่มีลักษณะเหมือนจะเป็นหัวหน้างานหรือคนคุมกำลังเดินเข้าไปหา หญิงสาวร่างเล็กที่เป็นหนึ่งในคนงานตรงนั้น

“ไงจ๊ะน้องจ๋า วันนี้เหมือนมั้ยจ๊ะ” หญิงสาวที่ถูกถามหันไปมองอีกฝ่ายท่าทางตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามออกมา

“ถ้าเหนื่อยบอกพี่นะจ๊ะ เดี๋ยวพี่พาไปผ่อนคลาย” น้ำเสียงแทะโลมยิ่งทำให้ร่างบางพยายามขยับหนี แต่ดูเหมือนฝ่ายชายจะตามติด

“ไม่คุยกับพี่สักคำละจ๊ะ” มันพูดพร้อมยื่นมือไปลูบที่ต้นแขนขาวที่โผล่แขนเสื้อนั้นจนฝ่ายหญิงสะดุ้ง สีหน้าราวกับอยากจะร้องไห้

“ถะ ถอยไปนะ” เสียงเล็กๆนั้นสั่นเครือ

“น้องจ๋า จะถอยไปไหนละ มานี่ก่อน พี่ชายแค่เป็นห่วงกลัวน้องจ๋าเหนื่อย”

“เฮ้ย ไอ้ชาย มึงเลิกไปกวนพวกมันดิ๊”

“อย่าพูดมากไอ้ไก่กูจะคุยกับน้องจ๋าของกู”

“วู้ ไอ้ห่า แล้วแต่มึงเลยไอ้ห่า”

“อยะ...อย่านะ” จ๋าที่เห็นว่าเริ่มไม่มีใครสนใจพวกตนแล้วก็ยิ่งให้ต้องรู้สึกกลัวมากขึ้น บ่อยครั้งที่เธอมักจะโดนชายล้วนลาม แม้ไม่ถึงกับล้วงเกินร้ายแรง แต่การที่มีผู้ชายหน้ากลัวแบบนายชายมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆเธอก็วาดระแวงจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

“ปละ...ปล่อยนะ” เสียงหญิงสาวสั่นเครือมากยิ่งขึ้น

“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ น้องจ๋า” ไอ้ชายพูดเชิงปลอบใจ แต่สายตาหื่นกระหายของมันมองไปทั่วร่างใต้ชุดมอซอของจ๋า

“พี่ชายๆ พี่รุ่งเรียกพี่” ขณะที่นายชายกำลังยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาวก็ถูกเรียกจากใครอีกคน

“โว้ย ไอ้รุ่งนี้ก็จิกกูยิกๆ” ชายหันไปโวยใส่คนเรียก

“เร็วเลยพี่เดี๋ยวนายเข้ามาก่อน”

“เอ่อ” ไอ้ชายรับคำก่อนจะหันหลังเดินไปหาคนที่มาเรียก ขณะที่จ๋ารู้สึกโล่งขึ้นมาหน่อย

 

จ๋าที่เพิ่งเดินเอาของเขามาเก็บในห้องเก็บของกำลังจะเดินออกจากห้อง จู่ๆร่างบางก็ถูกรวบจากด้านหลัง ด้วยความตกใจหญิงสาวกำลังจะอ้าปากกรี๊ดร้อง แต่ปากเล็กก็ถูกคนที่กอดเธออยู่ด้านหลังรวบปิดเอาไว้

“ชู่...ไม่ต้องดิ้นนะจ๊ะน้องจ๋า” น้ำเสียงกระเหี้ยนกระหือรือที่ดังจากถามด้านหลังทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร ไอ้ชาย

“ฟอดดด หอมจริงๆเลย มามะ พี่ชายจะพาไปหาความสุขกัน”

“อื้ออออ” หญิงสาวพยายามดิ้นรนขัดขืนตอนนี้เธอรู้แล้วว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับอะไร

“อย่าดิ้นสิจ๊ะ ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บนะ คนดี” ไอ้ชายกดร่างบางไว้กับพื้นโดยมีตัวมันค่อมทับเอาไว้ แต่มือหนาของมันก็ยังคงปิดปากบางเอาไว้แน่น เพราะความตัวเล็กกว่ามากเลยทำให้การดิ้นรนของเธอแทบจะไม่มีผลอะไร

“ฮ่าๆๆๆ อย่าดิ้นสิจ๊ะ” สีหน้าของไอ้ชายมีความหื่นกระหายจนหญิงสาวร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว แต่ดูเหมือนมันจะไม่สามารถสร้างความเมตตาใดๆให้เกิดขึ้นกับไอ้คนมากตัณหาอย่างมัน

อึก! จ๋าที่หลับตาร้องไห้จู่ๆก็รู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆที่ตกลงมาโดนตัว ขณะที่มือของไอ้ชายที่ปิดปากเธอไว้เริ่มคล้ายตัวออก เมื่อเปิดตาขึ้นมองและประสาทอย่างอื่นเริ่มมา สิ่งที่จ๋ารับรู้ถัดมาคือกลิ่นคาวรุนแรง ภาพที่เห็นเมือยามเปิดตามองคือ ไอ้ชายที่ค่อมร่างเธออยู่เหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือ ลำคอของไอ้ชายมีของเหลวสีแดงกล่ำไหลทะลักออกมาสีหน้าของมันบิดเบี้ยวอย่างทรมาน ปากอ้าพะงาบๆเหมือนว่ามันกำลังขาดอากาศหายใจ

ตุ๊บ!! ร่างของไอ้ชายถูกผลักให้ล้มลงไปด้านข้างอย่างไม่ใยดีแถมด้วยท่าทางรังเกียจ เมื่อตัวของไอ้ชายพ้นรัศมีการมองเห็นก็เผยใบหน้าของคนที่ลงมือปาดคอไอ้เดนนรก เมื่อจ๋าได้เห็นว่าคนที่จัดการไอ้ชายเป็นใคร ดวงตากลมก็ยิงเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิมด้วยความตกใจ

 

 

ไรท์ //// ใกล้จบแล้ววววว ใกล้แล้วววว ทนอีกนิดนะ ทุกอย่างมันกำลังจะจบ บอกหรีดที่รัก? หึ...บอกตัวเองเนี่ย เขียนแบบโหดๆโหมดอำมหิตไม่ออกเพราะช่วงนี้บ้านมีแต่ทุ่งลาเวนเดอร์ (ยาจุดกันยุง) ยุงเยอะมากกกก ฝนตกบ่อยเกิน อีกนิดจะเป็นไข้เลือดออกแล้ว

 

นั่งคิดแล้วคิดอีก เราควรทำแผนผังตัวละครมั้ย เผื่อหรีดจะงงกับตัวละครของเรา ฮ่าๆๆๆๆ ว่างๆจะทำไว้ดีกว่า เพราะสวัสดิภาพของคนอ่าน

 

ช่วงนี้ฝนตกอย่างต่อเนื่องรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว