facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มาตราที่ 22 ความผิดว่าด้วย ตัวการ

ชื่อตอน : มาตราที่ 22 ความผิดว่าด้วย ตัวการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 584

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2563 22:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มาตราที่ 22 ความผิดว่าด้วย ตัวการ
แบบอักษร

มาตราที่ 22 ความผิดว่าด้วย ตัวการ

 

กริ๊งงงงง กริ๊งงงงงง

เสียงกรีดร้องของเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กที่วางอยู่ข้างเตียงดังขึ้น ปลุกให้ร่างสูงที่หลับสนิทมาทั้งคืนเริ่มงัวเงียขึ้น

“อื้อออ” เพราะยังง่วงอยู่พอถูกรบกวนก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย

“หมวดรับสายทีเถอะ ผมหนวกหู” พีรกานต์บอกเจ้าของมือถือเสร็จก็มุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม

“ว่าไงวะไอ้เต” วิษุวัตยื่นมือไปหยิบเอามือถือเครื่องหรูของตนมากดรับสาย

“....”

“ห่ะ...ชิบหาย!!!” หลังจากเงียบฟังปลายสายอยู่อึกใจ ร่างสูงของนายตำรวจหนุ่มก็ดีดเด้งขึ้นมานั่ง อาการง่วงหายไปหมด เหลือเพียงความตื่นตกใจ

“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“...”

“เออๆจะรีบไป”

 

“พีครับตื่นเร็วเกิดเรื่องแล้ว” วิษุวัตเรียกคนที่นอนอยู่ข้างๆที่ตอนนี้ลืมตาตื่นแล้ว และกำลังนอนมองเขาอยู่ พีรกานต์ตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงวิษุวัตอุทานนั่นแล้ว

“เกิดอะไรอ่ะหมวด” ทนายหน้าสวยที่ขยับตัวลุกจากเตียงด้วยความงุนงงถามขึ้น

“เมื่อคืนฟาร์โดนยิง”

“ห่ะ!” อาการตกใจไม่ต่างกันของอีกคนไม่ได้ทำให้คนเล่าแปลกใจนัก

“เกิดอะไรขึ้น”

“รีบเตรียมตัวเถอะ เราต้องไปที่โรงพยาบาลกันก่อน เดี๋ยวผมเล่าระหว่างทาง”

หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงทั้งสองก็พร้อมจะออกจากบ้าน

“สรุปเกิดอะไรขึ้น” พีรกานต์หันมาถามคนขับหลังออกจากบ้านมาได้ระยะหนึ่ง

“เมื่อคืนฟาร์ติมากับหมอเมฆไปหาอะไรกินแถวชานเมือง ต่างว่าพากันไปขับรถเล่นด้วย แต่ไม่รู้ไปขับรถเลยกันอีท่าไหนดันโดนตามเก็บเสียอย่างนั้น”

“ยังไง” พีรกานต์ไม่เข้าใจ

“เดี๋ยวค่อยไปถามพวกที่โรงบาลเพระาผมก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน” สีหน้าวิตกของคนขับทำให้พีรกานต์ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ คิดว่าพอไปถึงที่หมายก็หน้าจะได้อะไรมากขึ้น

เมื่อมาถึงทุกคนก็อยู่ที่ห้องคนเจ็บเรียบร้อยหมดแล้ว รวมทั้งคามินและองคตด้วย แต่กลับไร้เงาของนิธิ

“เข้ามาก่อนสิไอ้วัต...” คามินเรียกลูกน้องคนสนิทเข้าไปในห้องเมื่อหันไปเห็นวิษุวัตเปิดประตูห้องพักของฟาร์ติมาพอดี

“สวัสดีครับผู้กำกับ สวัสดีครับผู้กอง” วิษุวัตทักทายเจ้านายทักสอง

“อ้าวทนายพี คุณก็มาด้วยหรือ” องคตทักพีรกานต์ขึ้นเมื่อเห็นร่างเล็กเดินตามหลังวิษุวัตเข้ามาในห้อง

“ครับผู้กำกับ”

“พอดีเลยไหนๆก็ไหนๆ มาให้หมดเราจะได้คุยกันให้เสร็จในคราวเดียวเลย” องคตว่า

“ผมให้ยอดกับสนเฝ้าหน้าห้องไว้” คามินบอกต่อ

“ที่นี่แน่ใจนะว่าจะไม่มีอะไรรั้วไปได้อีก” ฟาร์ติมาถามขึ้น ใบหน้าหวานแม้จะซีดขาวแต่มองดดยรวมก็ถือว่าปลอดดภัยดี

“วางใจได้ครับ พวกเราตรวจสอบแล้ว อีกอย่างห้องข้างๆทั้งสองฝั่งเราก็ให้คนเข้าไปประจำแล้ว และไม่ได้มีคนไข้แอดมิทอยู่ด้วย” เตธวัธบอกเพิ่ม

“เต เจ พวกนายกลับไปกันก่อนเลย เดี๋ยวจะเป็นที่สงสัย อย่าลืมเรื่องที่วานให้ไปทำล่ะ” องคตหันมาบอกตำรวจกองสืบสายฆาตรกรรมทั้งสอง

“ครับท่าน” สองหมวดรับคำแล้วเดินออกไป ก่อนออกไปก็ต่างพากันหันไปมองหน้าวิษุวัตด้วยสายตาเป็นห่วง แต่เมื่อเพื่อนสายบู้พยักหน้ากลับมาเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องห่วง เพื่อนซี้ทั้งสองก็เดินออกจากห้องไป

“เกิดอะไรขึ้นครับ” วิษุวัตถามขึ้นทันทีที่ประตูห้องบานที่เขาผ่านเข้ามาปิดลง

“เมื่อคืนผมกับฟาร์โดนสะกดรอยตาม” เมฆพรรษเริ่มเล่า

“เพราะงั้นเลยพากันขับรถวนออกนอกเมืองสินะ”

“ใช่”

“ฉันเลยติดต่อให้พวกผู้กองเก้าตามไป” ฟาร์ติมาเล่าต่อ

“แต่ระหว่างที่รอให้พวกเก้าทัพไปเสริม พวกมันก็เริ่มยิ่งแล้ว”

“ทำไมไม่โทรหาผม” วิษุวัตถามต่อ

“ขืนโทรหานาย พวกมันก็มีช่องเข้าถึงตัวพีรกานต์มากขึ้นน่ะสิ”

“ที่ไปบ้านคุณบงกช แน่ใจใช่มั้ยว่าไม่มีใครสอดแนม”

“สอดแนมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่รู้คือ เรารู้แล้วว่าคนยิงท่านเทิดน่าจะเป็นพวกไหน” คำตอบจากปากของเมฆพรรษเรียกสายตาทั้งหมดในห้องใหหันไปมองคนพูด

“อืม...จริง” ซึ่งได้รับการยืนยันจากฟาร์ติมาที่นอนเจ็บอยู่บนเตียง

“จำเรื่องกระสุนที่นายให้พี่สืบได้มั้ย” เมฆพรรษหันไปถามวิษุวัต ซึ่งชายหนุ่มเองก็พยักหน้ารับ

“เรื่องกระสุนอะไร” คามินถามขึ้น

“กระสุนที่เราเจอในที่เกิดเหตุกับกระสุนที่ท่านเทิดใช้กับกระสุนที่ผมเอามาทดสอบเป็นคนละบริษัทผลิตจริงๆอย่างที่หมวดวัตสงสัย”

“ยังไง”

“คืออย่างนี้ครับ วันที่พวกเราเข้าไปดูที่เกิดเหตุในบ้านของท่านเทิด เราเจอว่ากระสุนที่ยังไม่ได้แกะใช้ในห้องทำงานของผู้ตายเป็นยี่ห้อเดียวกับที่กระสุนที่หมอเมฆเอามาใช้ทดสอบปืน แต่กระสุนนัดที่เราคาดว่าเป็นนัดที่สังหารท่านเทิดที่เก็บได้จากผนังห้องเป็นคนละยี่ห้อ”

“หมายความว่า กระสุนที่คนร้ายใช้เป็นกระสุนของมันเอง” องคตสรุป

“คาดว่าเป็นเช่นนั้นครับ”

“คำถามคือ...ทำไม”

“ครับ ผมเลยขอให้หมอเมฆตรวจสอบดูว่า กระสุนรุ่นที่คนร้ายใช้มีที่มาจากไหนได้บ้าง เผื่อจะสามารถสาวไปถึงตัวคนร้าย”

“แสดงว่าคุณหาเจอแล้วสินะ” คามินหันไปถามนายทหารเรือ

“ใช่ครับ...กระสุนที่คนร้ายใช้เป็นรุ่นก่อนหน้าที่รุ่นที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นรุ่นที่ใช้กันในหน่วยงานของกลาโหมแค่ไม่กี่หน่วย เพราะเป็นรุ่นที่สั่งทำขึ้นมาเฉพาะ มีหน่วยในสังกัดที่ขึ้นตรงต่อกรมสรรพวุธแค่ไม่กี่หน่วยที่ได้ใช้”

“ไม่ใช่ของคนนอกหรือ” คำตอบของเมฆพรรษกระตุ้นคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี

“ไม่ กระสุนล็อตนั้นถูกผลิตเพื่อขายให้กับทางการเท่านั้น เช็คจากบริษัทผู้ผลิตแล้ว นอกจากหน่วยงานรัฐในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์แล้ว กระสุนล็อตนั้นไม่ได้ส่งออกขายให้กับพ่อค้าคนกลาง หรือบริษัทเอกชนใดๆ”

“แปลง่ายๆคือ บุคคลธรรมดาไม่มีสิทธิ์ครอบครองกระสุนล็อตนั้น” ฟาร์ติมาว่า

“งั้นก็หมายความว่า คนร้ายเดี่ยวข้องกับทางการชัวร์”

“เผลอๆ อาจจะเป็นตำรวจหรือทหารด้วยกันเองเนี่ยแหละ”

“พวกหน่วยพิเศษ” เมฆพรรษที่ได้มีโอกาสเจอกับคนร้ายมาหมาดๆบอก

“จริง เป็นไปได้ว่าจะเป็นพวกหน่วยพิเศษ” เก้าทัพยืนยันอีกเสียง

“ทำไมคิดอย่างนั้น” รชนนท์หันมาถามคนข้างๆ

“หลักสูตรการฝึกที่ใช้ในกองทัพทั่วไป กับหลักสูตรที่ถูกใช้กับพวกหน่วยพิเศษ มีความแตกต่างกันแทบจะร้อยเปอร์”

“ไม่เข้าใจ” คนที่ทั้งชีวิตในป่าเพื่อลาดตระเวนส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ

“ยกตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่ฝึกหน่วยกองร้อยประจำการทัพเรือ กับหน่วยซีล พูดแบบนี้พอจะมองออกมั้ย” เมฆพรรษอธิบายเพิ่ม ซึ่งนอกจากรชนนท์กับพีรกานต์แล้ว ดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจเงื่อนไขข้อนี้ดี เพราะล้วนแล้วแต่ถูกฝึกมาจากหน่วยพิเศษทั้งนั้น เพียงแต่จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สังกัด หรือหน่วยที่ตนเข้าฝึก ซึ่งท่าทางของทุกคนทำเอาคนนอกกลายๆอย่างคุณทนายกับหัวหน้าตชด.หันไปมองหน้ากันอย่างปลงๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า คนร้ายเป็นคนในหน่วยพิเศาอย่างนั้นหรือ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ หรืออาจจะเป็นแค่คนที่เคยฝึกกับหน่วยพิเศษ”

“กว้างมาก แล้วจะหายังไง”

“กระสุนนัดนั้นไง”

“วิธีใหน”

“ฉันลองเข้าดูข้อมูลการกระจายอาวุะที่มีรายการกระสุนล็อตนั้นรวมอยู่ด้วย โชคดีที่บนกระสุนมีเหลือร่องรอยพอที่จะบอกเราว่า ไอ้นั้นที่เราเจอมันคือกระสุนล็อตไหน” ฟาร์ติมาบอก

“กระสุนนั้นเป็นล็อตแรกที่ถูกส่งมาให้กรมสรรพาวุธ มีหน่วยงานแค่สามหน่วยงานที่ได้ใช้”

“ที่ไหนบ้าง”

“ที่ไหนบ้างไม่น่าสนใจเท่า หนึ่งในที่ๆเราเจอคือ...” เมฆพรรษเว้นระยะไปนิดนึง

“กรมสืบสวนกลาง” ฟาร์ติมาพูดต่อโดยสบตากับองคตเหมือนจะรู้ว่ามันหมายถึงสิ่งได้

“เชื่อมโยงที่ว่า เรามีเนื้อร้ายในกรมสินะ”

“อืม”

“เจออะไรอีกมั้ย”

“ตำรวจชุดที่ได้รับการจ่ายกระสุนล็อตนั้นให้ มีแค่หน่วยเดียวในกรม” คำตอบของฟาร์ติมา ทำเอาตำรวจทุกนายมองหน้ากันอย่างเข้าใจทุกอย่างโดยไม่ต้องอธิบาย

“นี้สินะเหตุผลที่พวกมันรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเรา”

“แล้วคนที่ตามไล่ล่าพวกคุณเมื่อคืนล่ะ”

“อาจจะต้องให้ผู้กองคามินกับหมวดวัต ช่วยพิจารณาว่าน่าจะเป็นใครที่พอเป็นไปได้” นายทหารเรือบอกยิ้มๆ

“แต่ไม่ต้องกลัวนะ ฉันมีคำใบ้” หญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องบอก

“อะไร”

“จ่าทศ ที่ให้ไปสืบมาได้เรื่องว่าไงบ้าง”

“รถของท่านพร้อมถูกส่งไปเช็คระบบที่อู่เจ้าประจำก่อนวันเกิดเรื่องสองวันครับ คนที่เอาไปเป็นนายสิบพลขับของท่านเกริกไกรครับ”

“ท่านเกริก?” องคตทวนชื่ออย่างไม่เข้าใจ

“รถท่านพร้อมทำไมใช้คนของท่านเกริกเอาไปให้”

“เหตุผลผมไม่ทราบครับ แต่ที่ได้มาคือ อู่ที่ว่า...เป็นของอดีตนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งผู้กองกับหมวดน่าจะรู้ดี” จ่าธงเล่าต่อ

“ใคร” ทั้งลูกพี่ลูกน้องถามขึ้นพร้อมกัน

 

 

ภายในโรงยิมขนาดใหญ่ที่เดิมชายร่างกำยำสองคนกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะกลางโรงยิม บนโต๊ะนั้น เต็มไปด้วยอาวุธปืนขนาดต่างๆรวมถึงเครื่องกระสุนที่จำเป็นต้องใช้กับอาวุธปืนแต่ละชนิด

“ได้ยินว่าเมื่อคืนนายยิงคนของพวกนั้น” หนึ่งในสองคนถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“ไม่ได้โดนจุดสำคัญอะไรสักหน่อย ผู้หญิงคนนั้นไม่น่าจะเจ็บอะไรมากมาย”

“ผู้หญิงที่นายว่าเป็นของไอเอสอาร์” คำพูดของคนฝั่งตรงข้ามทำให้มือที่กำลังประกอบปืนสั้นในมือชะงักไป แล้วเหลือบตามองคนพูด

“ได้ยินว่ารู้จักกับอัยย์ศลาด้วย”

“นายอยากพูดอะไรกันแน่”

“ก็เปล๊า...หึๆ” คนพูดยักไหล่เหมือนไม่มีอะไรสำคัญ

“...” อีกคนไม่พูดแต่มองสบตากับอีกคนราวกับอยากพูดอะไร

แกร๊ก..

อาวุธปืนในมือของแต่ละคนถูกยกขึ้นเล็งไปในทิศทางที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

ปัง...ปัง !!

เสียงปืนที่ดังขึ้นสองนัดพร้อมๆกับปืนสั้นในมือของคนทั้งคู่ปลิวกระเด็นไปจากมือ

“อย่าขยับดีกว่าหมวดวี หมวดเอก” เสียงเข้มคุ้นหูที่ดังขึ้นก้องไปทั้งโรงยิม ทำให้เจ้าของชื่อทั้งสองชะงักไป

“ผู้กอง” สีหน้าตกใจปนแปลกใจของทั้งสองฉายชัดขึ้นมาเมื่อแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงใคร

“ไอ้วี ไอ้เอก เป็นพวกมึงได้ไง” สีหน้าและน้ำเสียงราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นของใครอีกคนที่กำลังเล้งปืนมาที่พวกตน ทำให้ทั้งสองหันไปทางเสียงที่ทักขึ้น

“มึงก็มาด้วยหรอไอ้วัต” คำทักทายที่มาพร้อมแววตาเศร้าทำให้วิษุวัตคิดว่าตนตาฝาด

“ทำไมวะ ทำต้องเป็นพวกมึง”

“คนเรามีเหตุผลของตัวเองครับผู้กอง” วีเป็นฝ่ายตอบคำถามของอดีตหัวหน้าตน

“เหตุผลอะไรที่ทำให้พวกมึงตัดสินใจฆ่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เหตุผลอะไรที่ทำให้พวกมึงทรยศคำสัตย์” วิษุวัตถามขึ้น

“มึงน่าจะรู้เหตุผลนี่วัต ว่าทำไมสองคนนั้นถึงสมควรตาย” ประโยคต่อมาของวีทำให้คนฟังเองก็ชะงักไป

“แต่พวกมึงก็ไม่มีสิทธิตัดสิน ถ้าพวกเขาทำผิดมึงก็ให้กฏหมายเป็นคนจัดการพวกมันสิวะ”

“กฏหมายหรือครับ ผู้กองเป็นคนมีอารมณืขันอย่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“กูไม่ขำเอก”

“แต่ผมขำ ผู้กองก็เห็น คนอย่างพวกมันไม่เห็นมีกฏหมายข้อไหนเอาผิดได้ แล้วลองมองดูสิ่งที่พวกมันทำสิครับ ต้องมีผู้คนมากมายแค่ไหนที่ต้องสูญเสียเพราะความชั่วของพวกมัน มีกี่ครอบครัวที่โดนทำลายเพราะความละโมบโลภมากของพวกมัน พวกมันสองคนตายไป อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้คนบริษัทไม่ต้องตายเพิ่มขึ้นก็ได้นะครับ” กวีเอกพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาเย้ยหยัน จนคนฟังเงียบไป

“แล้วผู้กองก็เห็น พวกมันสร้างความเสียหายมาเท่าไหร่แล้วครับ ในป่านั้นผู้กองก็เห็นมาแล้วนี้ครับ กี่ร้อยกี่พันครอบครัวที่โดนทำลายโดยคนอย่างพวกมัน” วีรภาพพูดเสริม

“มอบตัวซะหมวด ถึงแก้ตัวไปพวกมึงก็ไม่มีทางพ้นความผิด”

“มาขนาดนี้แล้ว ผู้กองคิดว่าพวกผมยังจะแก้ตัวอย่านั้นหรือครับ”

“พวกผมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร แล้วผู้กองละครับรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่” กวีเอกว่า

“ยอมมอบตัวดีๆเถอะเพื่อน กูไม่อยากต้องทำร้ายมึง” วิษุวัตบอกอย่างมีแววขื่นขม

“โทษทีวะไอ้วัต พวกกูถอยไม่ได้แล้ว” วีรภาพหันไปบอกเพื่อนพร้อมรอยยิ้มเศร้า ขาดคำมืออีกข้างก็ชักปืนอีกกระบอกออกมาเตรียมยิง

ปัง

ปัง

เป็นอีกครั้งที่เสียงปืนดังขึ้น

“เก้าทัพหยุด!!” คามินตะโกนขึ้น เสียงปืนทั้งสี่นัดเป็นฝีมือของเก้าทัพที่ซุ่มอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อเป็นคอยป้องกันทีมที่อยู่ภาคพื้น

ด้วยฝีมือความแม่นปืนที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานของทัพบก กระสุนเพียงสองนัดก็สามารถหยุดอดีตตำรวจหนุ่มทั้งสองลงได้ เพราะทั้งสองร่างล่วงลงไปกองอยู่กับพื้นข้างโต้ะนั้นแลัว

“ไอ้วี!!! ไอ้เอก!!!” วิษุวัตตรงรี่ไปที่ร่างของคนร้ายที่ครั้งหนึ่งทั้งสองเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้มากที่สุดของตน กระสุนทั้งสองนัดตรงเข้าหน้าอกในตำแหน่งหวังผล ซึ่งชัดเจนว่าได้ผลร้อยเปอร์เซนต์

“ขอโทษ ผมเห็นพวกเขากำลังจะยิงพวกคุณ” เสียงเก้าทัพดังมาตามหูฟังของวิทยุสื่อสาร แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆจากร่างสูงที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น

 

 

“อะไรวะ เรื่องแค่นี้พวกมึงยังพลาดกันอีกหรือไร” เสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนตวาดขึ้นดังลั่น เมื่อลูกน้องคนสนิทเข้ามารายงานเรื่องการเข้าจับกุมการลักลอบขนไม้เมื่อคืนที่ผ่านมาของตน

“ไม่รู้ว่าพวกป่าไม้มันรู้เรื่องนี้ได้ยังครับ”

“หึ...ต้งเป็นฝีมือไอ้พ่อเลี้ยงเก้าแน่ มีแค่มันคนเดียวที่ชอบเข้ามาแส่เรื่องของกู”

“ยังมีไอ้ตชด.คนนั้นด้วยครับนาย”

“แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ไหน ส่งคนของเราไปจัดการมัน”

“พวกมันไม่อยู่ที่ไร่ครับ”

“ดี” ทรงพลกัดฟันเค้นเสียง และกำลังวางแผนบางอย่างในใจ

 

 

ภายในห้องทำงานหรูเย็นฉ่ำ ชายร่างท่วมในชุดอยู่บ้านสบายๆ กำลังยืนมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง แม้ไม่เห็นว่าด้านนอกมีอะไรน่าสนใจ แต่ก็คงเป็นภาพที่น่ามองคนจำให้คนในห้องไม่ไ้ละสายตาไปจากมัน

ก๊อกๆๆๆ

“เข้ามา” เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ร่างที่ยังคงหันหลังให้ประตูก็เอ่ยปากอนุญาตให้คนด้านนอกเข้ามาโดยไม่ถามว่าใครเป็นคนเคาะ

“ท่านครับ”

“มีอะไร”

“สองหมวดนั้นถูกวิสามัญเมื่อวานครับ”

กริ๊ก หลังได้ฟังที่ผู้มาเยือนรายงานก็ถึงกับต้องว่างถ้วยกาแฟในมือลงบนจานลอง

“ใคร”

“ทีมของผู้กองคามินครับ”

“ไอ้เวรนี้อีกแล้วหรอ มันจะตามจองล้างจองผลาญกูไปถึงไหน”

“อีกเรื่องครับ”

“อะไรอีก” คนถามแทบเป็นตะคอก

“ไม้ที่เราขนย้ายเมื่อคืนถูกเข้าล้อมจับครับ”

“ชิบหาย ไอ้เหี้ยรชนนท์อีกแล้วสิ”

“คาดว่าครับ แต่คนของเราไม่เจอมันในพื้นที่หลายวันแล้วครับ ที่ไร่ของไอ้พ่อเลี้ยงเก้าทัพก็ไม่มี”

“แล้วพวกป่าไม้ว่ายังไงบ้าง”

“ยังไม่มีรายงานครับ เหมือนจะแค่เข้าจับเพื่อหยุดเส้นทางการส่งไม้เราเฉยๆ แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องคดีครับ”

“แล้วไอ้ทนายคนนั้นล่ะ”

“ยังอยู่ในการคุ้มครองของตำรวจครับ”

“...”

“นายจะให้พวกผมทำอย่างไรต่อดีครับ”

“...”

 

 

ไรท์ /// ว่ากันตามจริงเลยนะ เรื่องนี้เครียดกว่าอีผู้กองร้อยเท่า ฮ่าๆๆๆๆ แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปิดคดีให้จบทุกหัวข้อ ขออภัยในความปวดประสาท แต่ไม่ต้องห่วง....ไม่น่าจะจบง่ายๆๆๆ

แต่ๆๆๆ กระซิบๆ ใกล้ล่ะ ใกล้หมดมุกแล้ว ฮ่าาาาา ล้อเล่นนนน

ตัวการออกแล้ว ทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายยยยย (หรอวะ?)

 

คิดถึงทุกคนจ้าาาาา กลับมาแล้ว เหนื่อยยยยย

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว