Rungkajung
facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

# 50 เรื่องที่แสนจะน่าสงสัย ของแก็งค์สามสหาย... (ภาค ม่อน + ซอล )

ชื่อตอน : # 50 เรื่องที่แสนจะน่าสงสัย ของแก็งค์สามสหาย... (ภาค ม่อน + ซอล )

คำค้น : ป่วนรักรุ่นน้อง พี่หมอตัวร้าย Turbulent love juniors of doctor Villain

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2563 08:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
# 50 เรื่องที่แสนจะน่าสงสัย ของแก็งค์สามสหาย... (ภาค ม่อน + ซอล )
แบบอักษร

ซอล...ว่าที่พี่หมอ ปี 4 

 

“ อื้ออออ  ... เฮ้อออ ... ” 

             เสียงร้องเพื่อบิดขี้เกียจของผม หลังจากที่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมา เป็นเช้าแรกจากที่ไม่ได้นอนเลยมาตั้งสองวัน 

      *** แถมเมื่อคืน ยังต้องมาเล่นกายกรรมกลางน้ำ กับไอ้เจ้าตัวเล็กของผมอีก  

*** ที่ก็แหม๋ ... แค่เล่นกับมันบนเตียงปกติไปคืนก่อน ก็แทบจะต้องขอรถพยาบาลฉุกเฉินแล้ว 

      *** แต่เมื่อคืนเนี่ย...ดั๊นอาจหาญ ไปเล่นบทรักอันเร่าร้อน ต้านแรงหน่วงของน้ำซะงั้นอ่ะ  

*** ตอนนี้เลยแบบว่า ... เหมื่อยไปหมดเลยทั้งตัว จนแทบจะเรียกได้ว่า ร่างกายของผมตอนนี้ มันสั่นสะท้านไปในทุก ๆ ย่างก้าว ที่เดินลงมาจากเตียงนอน กันเลยทีเดียว 

      *** หลังจากที่ลุกยืนขึ้น แล้วเหยียดตัวมายืนตรงได้ในที่สุด ผมก็มองดูไปรอบ ๆ ซึ่งมันแบบว่า...นี่มันห้องนอนของคุณหนูม่อนเหรอว่ะเนี่ย มันอลังการใหญ่โต กว่าบ้านผมทั้งหลังซะอีก... 

      “ นี่พี่ซอล เสื้อผ้า เอาไปใส่ซะสิ ” 

             ไอ้ม่อน พูดบอกกับผม พร้อมกับยื่นเสื้อผ้าตัวใหญ่มาให้ผม จนผมงงว่า มันเอามาจากไหนกันหว่า 

      “ เสื้อผ้าของใครเหรอม่อน มันตัวสูงใหญ่เกินกว่า ที่ม่อนจะใส่มันได้นะ ” 

             ผมรับเสื้อผ้า จากมือของไอ้ม่อน ที่ยื่นมาให้กับผม พร้อมกับถามถึงเจ้าของเสื้อผ้าตัวใหญ่นี้ด้วย 

      “ ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นนะ ไปอาบได้เลย แต่... คงต้องอาบเองนะ ผมรีบ...มีเรียนเช้า... ” 

             นั่น...ไอ้ม่อนตัวดี ยังจะวกไปเรื่องอื่นอีกนะ 

      “ ตอนนี้รู้สึกกลัวน้ำแปลก ๆ ” 

             ผมพูดกับไอ้ม่อน พร้อมกับยิ้มหวานไปให้มัน จนมันแอบหัวเราะเบา ๆ ออกมา 

      “ นี่คือ...จะเฉไฉเรื่องเสื้อผ้าชุดนี้กับพี่เหรอเนี่ย หรือว่าของพี่หม่อน แต่...พี่หม่อนก็ไม่ได้ตัวสูงใหญ่ขนาดนี้นะ ” 

             ผมยังคงอยากรู้ ถึงเจ้าของเสื้อผ้าที่อยู่ในมือของผมชุดนี้ 

      “ ของไอ้ปริ้น... ” 

             คำตอบสั้น ๆ ของไอ้ม่อน  

*** ที่ทำเอาผมแอบกลืนน้ำลายไปเอือกใหญ่ ที่ทำไม มันถึงมีเสื้อผ้าอยู่ในห้องของไอ้ม่อนได้ 

      “ ม่อนคงไม่ได้หมายความว่า...มันเคยเข้ามานอนที่ห้องนี้ใช่ไหม ” 

             ผมพูดถามไอ้ม่อน ด้วยอารมณ์แบบว่า อึ้ง เซ็ง ... 

      “ ใช่ มันก็เคยบอกพี่ไปแล้วนิ จะมาทำหน้างงทำไมกัน รีบ ๆ ไปอาบน้ำเหอะ ถ้าผมไปเรียนไม่ทัน ผมจะด่าพี่แล้วนะ ” 

             ไอ้ม่อนมันตอบผม ด้วยอาการที่ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับสิ่งที่มันตอบผมออกมาเลย  

*** แถมพอพูดจบ มันก็เดินออกไปจากห้องนอนของมันทันที โดยไม่ได้สนผม ที่กำลังยืนอึ้ง ๆ งง ๆ อยู่เลยสักนิด ว่าตลอดเวลา ที่ไอ้ปริ้นมันชอบพูดกับผมว่า ...ผมเข้ามาได้ถึงห้องนอนของไอ้ม่อนมันเลยแหละ...มันก็จริงอย่างที่มันพูดอ่ะดิ 

      “ เอ่อ...นี่ตกลงว่า ...ไอ้ปริ้นมันเป็นผัวไอ้ม่อน กูนี่เป็นแค่ชู้ จริง ๆ อย่างที่ไอ้ปริ้นมันชอบพูดจริง ๆ เหรอว่ะ ” 

             ผมพูดพรึมพรำ ๆ กับตัวเอง แล้วก็ทำได้แค่นั้น  

      *** ผมรีบเข้าไปอาบน้ำ แบบประมาณว่า น้ำที่อาบเนี่ย...มันก็อาบแล้วเย็น ๆ สบายตัวดี แต่ไหง...ใจกูเนี่ย มันถึงได้ร้อนรุ่มยังงี้ว่ะ 

      *** หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ผมก็เดินลงมาข้างล่าง โดยมีไอ้เจ้าตัวเล็กของผม นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ ประมาณว่า 12 คนโอบ แต่นั่งจริง ๆ แค่ 2 คน หึหึ 

      “ กินสิพี่ซอล มีแค่อาหารแช่แข็งพวกนี้แหละ ก็เพราะปกติ...ผมไม่ได้อยู่บ้านนี้สักเท่าไหร่อยู่แล้ว ” 

             ไอ้ม่อนมันบอกให้ผมกินอาหาร ที่ถูกอุ่น และใส่จานเอาไว้ให้ผม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

      “ นี่ม่อน คือ...จริง ๆ ที่บ้านนี้เนี่ย มันไม่มีใครคิดที่จะกลับมาอยู่ที่นี่บ้างเหรอ ” 

             ผมเอ่ยถามไอ้ม่อนออกไปเบา ๆ ก็แบบว่ามัน... วังเวง และอ้างว้าง พิลึก ๆ  

      “ ก็คงไม่นะ เพราะจริง ๆ บ้านนี้ มันกำลังจะถูกขาย แล้วย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศกันหมด ตั้งนานหลายปีแล้ว ” 

      “ แต่พอดีว่า ผมไม่อยากจะไป มันก็เลย...เป็นแบบที่พี่เห็นนี่แหละ ” 

             คำตอบของไอ้ม่อน ที่มันฟังดูนิ่ง ๆ  

*** แต่กับสร้างความน่าสงสัยให้ดูมากขึ้นไปอีกสำหรับผม ว่าทำไมไอ้ม่อน มันจะต้องมาทนอยู่บ้านนี้คนเดียว ไปเพื่ออะไร 

      “ แล้วทำไม...ม่อนถึงไม่ไปกับครอบครัวละ ทำไมถึงยังคงอยู่ที่นี่ ” 

             ผมยังคงยิงคำถามกับไอ้ม่อนออกไป  

*** ก็เพราะผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไม...มันจะต้องอยู่ ในที่ ๆ ดูแล้ว โครตจะอ้างว้าง เหงา ๆ จนเด็กอย่างมัน ไม่น่าจะทนอยู่คนเดียวแบบนี้ได้ แถมมันยัง เป็นโรคกลัวความมืดอีก ... 

      “ ก็แล้วถ้าผมไปตั้งแต่ตอนนั้น พี่จะได้เจอผมที่โรงหนังนั่นเหรอ ” 

             อ่ะ... คือคำตอบของไอ้ม่อนมันแบบว่า...กูจะไปยังไงต่อละเนี่ย เล่นตอบมาแบบนี้อ่ะ 

      “ เอ่อ...ก็จริงแหะ ” 

             ผมทำได้แค่ตอบกับไปสั้น ๆ  

*** เพราะมันก็จริง ถ้าไอ้ม่อนมันไปตั้งแต่ตอนนั้น ผมก็คงจะไม่ได้มีโอกาสมาเจอคนแบบมันอย่างในตอนนี้ 

      *** และอีกอย่าง ผมว่า...ผมชักไม่อยากจะรู้คำตอบจากมันแล้วแหละ  

*** ก็นะ ... มันไม่น่าจะอยากอยู่ที่นี่  เพราะคนอย่างผม   แน่ ๆ เพราะผมเพิ่งจะรู้จักมัน ได้แค่ปีกว่า ๆ เองนี่นา 

      *** ผมขับรถของไอ้ม่อน พามันมาส่งจนถึงแถว ๆ คณะแพทย์ แล้วเดินมาส่งมันที่บริเวณหน้าห้องเรียนของมัน 

      “ ม่อน เดี๋ยวพี่เดินกับไปนอนต่อที่หอพักนะ คือยังง่วงไม่หายเลย เรียนเสร็จแล้วโทรบอกพี่นะ เดี๋ยวพี่มารับ ” 

             ผมพูดกับไอ้ม่อน ที่กำลังจะเดินเข้าห้องเรียน 

      “ อือ ” 

             คำตอบสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มหวาน ๆ กลับมาให้ผม  

      *** ผมค่อย ๆ เดินกลับลงมาจากห้องที่ไอ้ม่อนมันเรียน เดินเรื่อยเปื่อย คิดถึงสิ่งที่ชวนสงสัยหลายเรื่อง  

      *** ไม่ว่าจะเรื่องของไอ้ปริ้น หรือแม้แต่...เหตุผลที่ไอ้ม่อน มันไม่ยอมไปอยู่กับครอบครัวที่ต่างประเทศนั่นด้วย 

      “ เฮ๊ยยย...เดินเหม่ออะไรเนี่ยพี่ ดูทางหน่อยสิ ” 

             เสียงของไอ้เฟรม ที่โวยวายขึ้น เมื่อผมเดินเหม่อ ๆ ไปชนเข้ากับมัน ที่กำลังทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ของมันเหมือนกัน 

      “ ไอ้เฟรม นี่มรึงมาทำอะไรของมรึงแถวคณะแพทย์เนี่ย ” 

             ผมพูดถามไอ้เฟรมเสียงดัง เพราะมันทำเหมือนด่อม ๆ มอง ๆ อะไรอยู่ 

      “ ก็... มาดูน้องม่อนนั่นแหละ ” 

             ไอ้เฟรมมันตอบผม 

      “ มรึงว่าไงนะ ไอ้เฟรม นี่มรึงยังไม่เลิกตามไอ้ม่อนของกูอีกเหรอเนี่ย ” 

             ผมโวยวายใส่มันดังขึ้นกว่าเดิมอีก แถมทำหน้าดุใส่มันด้วย 

      “ จะให้เลิกชอบเนี่ย คงทำไม่ได้หรอก แต่ก็ไม่ได้คิดจะมาทำอะไรแบบที่เคยคิดจะทำหรอกน่า ” 

             ไอ้เฟรมมันตอบ คือ...เหมือนจะฟังดูดีนะ แต่...ไอ้ที่เคยคิดนี่คือ...อะไรของมันวะ 

      “ อะไรของมรึงว่ะ ถ้าไม่คิดจะมายุ่งกับไอ้ม่อนแล้ว จะมาหามันทำไมแบบนี้ ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เนี่ย ” 

             ผมพูดถามเสียงดังกับมันต่อ 

      “ ผมแค่จะมาดูว่า ไอ้เด็กปริ้นนั่น มันมาหาไอ้ม่อนรึป่าวต่างหากเล่า ” 

             ไอ้เฟรมมันตอบผม ด้วยสีหน้าวิตกกังวลแปลก ๆ 

      “ หืม มรึงว่ายังไงนะ แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับไอ้ปริ้นวะ กูชักเริ่มจะงงที่มรึงพูดและไอ้เฟรม ” 

             ผมพูดถามไอ้เฟรม ถึงสิ่งที่มันบอกกับผม 

      “ ไปนั่งคุยกันที่อื่นดีกว่าไหมพี่ คือผมกลัวมันจะโผล่มาอ่ะ ” 

             ไอ้เฟรมบอกผม ให้ออกไปคุยที่อื่น 

      *** ผมก็เลยพาไอ้เฟรม มานั่งคุยต่อที่ห้องในคณะแพทย์ ที่ผมมักใช้ในการเข้าวอร์ดบ่อย ๆ 

      “ เอ่ออ...พี่ ไอ้ที่อื่นเนี่ย ให้มันไกลจากคณะแพทย์ไม่ได้รึไงวะ มาทำไมที่นี่เนี่ย ” 

             ไอ้เฟรมมันทำสีหน้าไม่พออกพอใจ กับที่ ๆ ผมพามา 

      “ ทำไมละ กลัวผีรึไงมรึงอ่ะ ” 

             ผมพูดแซวไอ้เฟรมมันออกไป 

      “ จะบ้ารึไง กลัวผีอะไร ผมกลัวเพื่อนพี่ต่างหากละ ” 

             ไอ้เฟรมมันตอบผม เล่นเอาผมนี่ขำออกมาเลย 

      “ กลัวไอ้ไบร์ทเนี่ยนะ จะไปกลัวมันทำไม มันนี่ชอบมรึงจะตายไป ” 

             ผมหัวเราะไอ้เฟรม แล้วก็พูดกับมันออกไป 

      “ ก็กลัว...ไอ้ตรงที่พี่บอกว่า พี่ไบร์ทชอบผมจะตาย เนี่ยละ ” 

             พอได้ฟังดูจากคำตอบ ของไอ้เฟรมแล้วนี่... กูว่าไอ้ไบร์ท น้ำตาได้เช็ดหัวเข่าแน่ ๆ เพื่อนกูเอ๊ยย เด็กมันไม่รักซะงั้น 

      “ พอ ๆ เลยพี่ซอล หยุดคุยเรื่องพี่ไบร์ทเลย มาคุยเรื่องที่ผมจะเล่าดีกว่า ” 

             ไอ้เฟรมเริ่มเบี่ยงเบนประเด็นในทันที นี่มันก็ดูจะไม่ชอบไอ้ไบร์ทเอาซะจริง ๆ  

*** ทำไมว่ะ...เพื่อนไบร์ทกูนี่ ก็ออกจะหล่อเหลาและดูดี หรือว่ามัน...จะดูฉลาดและรู้ทันไอ้เฟรมนี่เกินไป สงสัยจะต้องไปบอกไอ้เพื่อนไบร์ทหน่อยแล้วซิ ว่ามรึงช่วยหัดแกล้ง ๆ โง่ลงบ้าง ก็น่าจะได้ผัวแบบไอ้เฟรมนี่ ไวขึ้นนะไอ้ไบร์ท เหอ ๆ 

“ เออ ๆ ไหนมรึงลองเหลามาให้กูฟังสิ ว่ามันเรื่องอะไร ยังไงกันวะ ถึงได้ทำให้คนแบบมรึง ที่ว่าเป็นสายเสี่ยวแดกเนี่ย มากลายเป็นสายเสือก แบบจริงจังไปได้อ่ะ ” 

      ผมพูดถามไอ้เฟรม พร้อม ๆ กับแซวมันไปด้วยในตัว 

      “ อย่ามาทำเป็นพูดดีเลยพี่ซอล พี่มันก็อยากรู้เหมือนกันละว๊า... ไม่งั้นนะ...พี่คงจะหนีกลับไปนอนที่หอแล้ว ไม่ลากผมมาที่นี่หรอกมั้ง ” 

             ไอ้เฟรมนี่ มันก็ไม่ได้โง่นะ แต่ทำไม มันถึงได้ชอบทำตัวโง่ ๆ นักนะ 

      “ พอเลยมรึง อย่ามาหลอกด่ากูแต่เช้า กูนี่โดนเด็กถอนหงอกมาบ่อยและ ทั้งไอ้ปริ้น ทั้งไอ้ดิฟนั่นเลย มรึงไม่ต้องมาช่วยเสริมทัพกับพวกมันอีกคนเลย ” 

             ผมพูดกับไอ้เฟรม ทำเอามันนี่ ยิ้มกว้างออกมาเชียว 

      “ ก็นี่แหละ ที่ผมอยากจะคุยแหละ โดยเฉพาะไอ้เด็กปริ้นเนี่ย มันดูแปลก ๆ เกินเด็กวะพี่ซอล ”  

“ มันจะดูเป็นเด็กไร้เดียงสา ฮาเฮ ใส ๆ ก็ไอ้ตอนที่มันอยู่กับน้องม่อนแค่นั้นแหละ ผมสังเกตุดูอะนะ ” 

      ไอ้เฟรมมันพูดออกมา ซึ่งผมก็คิดแบบ ที่ไอ้เฟรมมันคิดเหมือนกัน  

** ทั้งไอ้ปริ้น ทั้งไอ้ดิฟเนี่ย มันสามารถย้อนคนอย่างผมได้ทุกดอกจริง ๆ เวลาที่มันเจอผม เด็กอายุแค่ 18 – 19 ปีแบบไหนกันวะ ที่จะทันคนได้มากขนาดนี้ แถมไม่กลัวใครซะด้วย 

      “ แล้วทำไมอยู่ดี ๆ มรึงถึงสงสัยอะไร ถึงไอ้เด็กสองแสบนี่ขึ้นมาวะไอ้เฟรม มรึงก็ไม่ได้จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับมันแบบกูนี่หว่า จะว่าเพราะมันชอบไอ้ม่อนแบบมรึง ก็ไม่น่าจะใช่ละมั้ง ” 

      ผมถามไอ้เฟรม เพื่อให้มันเล่าถึงสิ่งที่ผมคิดว่า มันน่าจะไปเห็นอะไรมาแน่ ๆ 

      “ คือว่า...เมื่อวานอ่ะ ผมไปรับถ่ายรูปที่งานเลี้ยงใหญ่ ๆ งานหนึ่งมา มันเป็นงานที่พวกนักธุรกิจมากหน้าหลายตา เขาไปสังสรรค์ คุยงานกัน ” 

             ไอ้เฟรมมันเริ่มเกริ่นออกมา 

      “ แล้วผมก็ไปเห็นไอ้ปริ้น กับไอ้ดิฟในงาน แต่มันไม่ได้เห็นผมหรอกนะ ผมหลบพวกมัน ” 

             ไอ้เฟรมพูดถึงเด็กแสบสองคนนั่นขึ้นมา 

      “ แล้วมันแปลกตรงไหนวะ ไอ้สองตัวนั่น มันก็ดูดีมีฐานะอยู่นี่นา ถ้าจะไปงานแบบนั้นกับครอบครัว มันดูแปลกประหลาดตรงไหนกัน ” 

             ผมพูดกับไอ้เฟรมที่กำลังพูดถึงไอ้ปริ้นกับไอ้ดิฟ  

*** เพราะมันก็... ดูปกตินี่นา สองคนนี้ มันก็มีฐานะดีอยู่นะ ถ้าดูจาก ร.ร. ที่เรียนกับไอ้ม่อน แถมรถที่ขับ มันก็พอ ๆ กับไอ้ม่อนเลย  

      “ ผมไม่ได้สงสัยความร่ำรวยของมัน ผมสงสัยไอ้คนที่คอยเดินตามมันต่างหากเล่า ก็ไอ้คนที่เดินตามไอ้ปริ้นกับไอ้ดิฟ ในงานอ่ะ เค้าว่ามันเป็นทีมบอดี้การ์ดฝีมือดีเลยนะพี่ คนธรรมดาที่ไหนกันวะ พกบอดีการ์ดเนี่ย ” 

             เอ่อออ...พอฟังมาจนถึงจุดนี้แล้ว    ผมว่า...มันไม่ปกติจริง ๆ ด้วย คนดี ๆ ที่ไหน มันจะต้องมีทีมบอดี้การ์ดเดินตามด้วยหละ  

      *** ผมนี่ สายท้าตี ท้าต่อยคนหนึ่งเหมือนกัน ยังไม่เคยคิดไปจ้างใครมาคุ้มครองตัวเองเลย  

      *** แล้วยังจะไอ้ม่อนนั่นอีก รวยมโหฬารซะขนาดนั้น มันก็ยังไม่เห็นจะต้องมีใครมาเดินคุมมันเลย ทั้ง ๆ ที่ ถ้าจะเทียบความอ่อนแอนี่นะ ไอ้ม่อนนี่แหละ ที่ควรจะมีบอดี้การ์ดสุด ๆ แล้ว  

      *** ส่วนไอ้ปริ้นกับไอ้ดิฟนี่ ตัว ๆ กับผม ผมว่า... ผมยังสยองเลย  แต่ไอ้ม่อนมันเคยบอกกับผมว่า ... ไอ้สองคนนั่น ชอบเล่นฟิตเน็ต ชอบศิลปะการต่อสู้ ซึ่งก็ไม่แปลก ถ้าร่างกายมันจะเฟริมและฟิตกันซะขนาดนั้น  

      *** แต่ทำไมยังต้องใช้บอดี้การ์ดด้วยนะ อันนี้พาสงสัยอย่างที่ไอ้เฟรมมันว่าจริง ๆ ซะด้วย 

      “ แล้วแบบนี้ ไอ้ม่อนมันจะรู้อะไร เกี่ยวกับไอ้สองคนนี้รึป่าววะ ไอ้เฟรม แล้วไอ้ม่อนมันจะมีอันตรายไปด้วยไหมเนี่ย ” 

             ผมพูดกับไอ้เฟรม ด้วยสีหน้าที่เริ่มเป็นกังวล  

*** คือถ้ามันจะเป็นพวกคนไม่ดีขึ้นมา แล้วไอ้ม่อนดันไปอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย นี่ผมชักจะเริ่มห่วง ๆ ไอ้ม่อนมันแล้วนะเนี่ย 

      “ น้องม่อนหน่ะ ผมไม่ห่วงหรอกพี่ ไอ้ปริ้นมันห่วงอย่างกับไข่ในหินดีบุก ไอ้ที่ผมว่า...ชักเริ่มจะเป็นห่วงเนี่ย ไอ้ชลของพวกเราต่างหากละ ที่ดันแสดงออกมาชัดซะขนาดนั้นอ่ะ ว่ามันชอบไอ้ปริ้น ซะมากเหลือเกิน ” 

             ผมนั่งฟังที่ไอ้เฟรมมันพูด พลางก็คิดไปถึงไอ้น้องรหัสของผมทันที ไอ้สายชล ที่กูว่าตอนนี้...มันกำลังจะเดินไปเล่นกับลาวาร้อน ๆ ของภูเขาไฟ ที่กำลังระเบิด อยู่รึเปล่าวะเนี่ย... 

ความคิดเห็น