facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2563 21:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (2)
แบบอักษร

11 

เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (2) 

 

               “...นายกรัฐมนตรียังคงไม่ตอบคำถามกับสื่อในเรื่องของการทุจริต...” 

               “...น้ำดื่มตราเพียวๆ สด อร่อย กรองสดๆ ทุกวัน...” 

               “...ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนองในบางแห่ง โปรดระวังเรื่องลมพายุและ...” 

               เสียงพิธีกร นักข่าว และเสียงจากโฆษณาในทีวีกำลังทำให้ฉันหนวกหูและรำคาญจนต้องขยับตัวยกผ้าห่มขึ้นปิดหน้า ใครมันมาเปิดทีวีในเวลาแบบนี้เนี่ย คนจะหลับจะนอน 

               “อือ...” 

               ฉันพยายามยื่นมือออกไปควานหารีโมต แต่อาจลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองนอนอยู่บนโซฟา สิ่งที่คว้าได้จึงมีแต่ความว่างเปล่า และอะไรดำๆ แข็งๆ ที่เผลอปัดมือไปโดนโดยไม่ได้ตั้งใจ 

               “...โอ๊ย!” 

               “หือ...” 

               ฉันชะงักค้างไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องคุ้นหู ตอนแรกนึกว่าคนที่เปิดไฟทั่วห้องและเปิดทีวีปลุกกันทางอ้อมเป็นเจตน์ซะอีก แต่โทนเสียงที่ได้ยินดันไม่ตรงกับเสียงเพื่อนสนิทของฉันเลยแม้แต่น้อย 

               ใครน่ะ แต่เสียงคุ้นอยู่นะ ฉันลองหรี่ตามองคนตรงหน้าที่ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้จนฉันพอจะเริ่มปะติดปะต่อโครงหน้าของชายคนนี้ได้ ถึงภาพจะเบลอจนมองยากเพราะไม่ได้ใส่แว่น แต่ฉันก็พอจะนึกภาพออกว่าเขาเป็นใคร 

               “เอาแว่นมั้ย” 

               ยิ่งได้ยินเสียงก็ยิ่งมั่นใจ ภาพที่เบลอมาตลอดค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรับแว่นสายตาของตัวเองมาใส่แล้วฉันก็สะดุ้งโหยงทันที 

               “คะ...คุณกวี! มาได้ไงคะเนี่ย!” 

               เจ้าของชื่อแค่พยักรับหน้าน้อยๆ เขานั่งดูทีวีโดยใช้แผ่นหลังพิงโซฟาที่ฉันกำลังนอนพักผ่อนอยู่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ มานานหรือยังนะ ทำไมเราถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะ? 

               “เป็นห่วงแล้วมาไม่ได้เหรอ อาการดีขึ้นหรือยัง” 

               เขาหันหน้ามาถามเรียบๆ ทำราวกับว่าตัวเองกำลังชวนคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ 

               “ก็ดีขะ...แค่กๆ” 

               “ยังไม่ดีขึ้นสินะ” 

               คุณกวีสรุปเองทันทีเมื่อได้ยินเสียงไอของฉัน 

               “ดีขึ้นมากแล้วค่ะ” 

               “ยังไออยู่เลย ดีขึ้นตรงไหน” 

               เขามุ่นหัวคิ้วข้างหนึ่ง สีหน้าดูไม่เชื่อถือคำพูดของฉันแบบสุดๆ จนฉันเผลอพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง 

               “ดีขึ้นกว่าเมื่อเช้าก็แล้วกัน” 

               “แสดงว่าเมื่อเช้าอาการหนักกว่านี้?” 

               “อื้อ...” เดาอาการถูกอีก ฉันพยักหน้ารับเออออตามคำพูดเขาอย่างว่าง่าย แต่แล้วก็ต้องรีบโพล่งออกมาอีกคำหนึ่งว่า “เดี๋ยวค่ะ คุณกวีตอบคำถามหนูก่อน เข้ามาในห้องได้ยังไงคะ?” 

               “ใช้คีย์การ์ด ขอโทษที่เข้ามาโดยพลการนะ” 

               “อ่า ไม่เป็นไรค่ะ แค่ไม่ทำอะไรแปลกๆ ก็พอ...” ก็นี่มันห้องเขานี่นา ฉันยกมือขึ้นโบกไปมาแบบไม่คิดมาก “แล้วคุณกวีเข้ามาทำไมคะ ลืมของเหรอ” 

               “ไม่ได้ลืมอะไรทั้งนั้นแหละ อยากมาเยี่ยมเธอเฉยๆ” 

               “เยี่ยมหนู? ไม่ต้องมาเยี่ยมก็ได้นะคะ พี่พิ้งค์เพิ่งจะมาเยี่ยมไปเอง” 

               “เพิ่งมาเยี่ยมอะไรล่ะ เลขาฯผมมาหาเธอตอนเที่ยง ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว” 

               “...ฮะ! สามทุ่มแล้วเหรอคะ” ดึกดื่นป่านนี้แล้วเหรอ! “ไม่คิดเลยว่าจะหลับยาวขนาดนี้ คุณกวีรีบกลับบ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวรถติดนะ” 

               “ตื่นแล้วก็ไล่กันเลยเหรอ?” 

               น้ำเสียงของคุณกวีฟังดูไม่พอใจนิดหน่อย ฉันเลยต้องรีบปั้นยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมารัวๆ 

               “ไม่ได้ไล่ค่ะ หนูไม่อยากให้คุณกวีลำบากเฉยๆ” 

               “ผมก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่” เขาไหวไหล่เบาๆ ก่อนหันหน้ากลับไปหาจอทีวีเหมือนเดิม “ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว เดี๋ยวผมไปอุ่นโจ๊กให้ก็แล้วกัน” 

               “ไม่...” 

               “อะไรของเธอ ก็บอกว่าไม่เป็นไร...” 

               “เปล่าค่ะ หนูแค่จะบอกว่าไม่เอาโจ๊กธรรมดานะ อุ่นโจ๊กรสต้มยำให้หน่อย” 

               “...” 

               คุณกวีหันมามองหน้าฉันนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ดูเย็นชาสุดๆ เขาแค่ร้องอืมออกมาหนึ่งคำเป็นการตอบรับคำขอของฉันอย่างไม่เต็มใจนัก 

               ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย อย่าเพิ่งโกรธกันสิ ฮือ... 

               เมื่ออุ่นโจ๊กเสร็จคุณกวีก็ยกมาเสิร์ฟถึงโซฟาพร้อมน้ำอุณหภูมิห้องหนึ่งแก้ว ฉันค่อยๆ สไลด์ตัวเองออกมาจากกองผ้าห่ม ร่วงลงมานั่งปุอยู่บนพื้นให้หลังพิงกับโซฟาโดยไม่ลืมที่จะหยิบกองผ้าห่มเน่าๆ มาคลุมตัวด้วย 

               “ขอบคุณนะคะ...อ๊ะ!” 

               ยังไม่ทันได้เอื้อมมือออกไปสัมผัสกับชามข้าวต้มที่มีกลิ่นต้มยำอ่อนๆ ชวนหิว มือหนาของคุณกวีก็ยกชามข้าวต้มให้ลอยห่างออกไปจากระยะสายตาของฉันอย่างรวดเร็ว 

               อะไรเนี่ย! คิดจะมากวนกันเหรอ! 

               “คุณกวี! ไม่เอา ไม่เล่น อย่ามาแกล้งค่ะ” 

               “แกล้งอะไร” 

               เขาทำหน้างงตอนเห็นแก้มป่องๆ ของฉัน 

               “เอามานี่ค่ะ หนูหิว” 

               “ก็จะให้อยู่นี่ไง” 

               “จะให้แล้วยกไปถือเองทำไมล่ะคะ!” 

               ไอ้คนนิสัยไม่ดี อย่ามาแกล้งคนป่วยนะ! ฉันแทบจะกางเล็บแยกเขี้ยวใส่เขาอยู่รอมร่อ คุณกวีดูงุนงงเล็กน้อยตอนเห็นปฏิกิริยาที่ดูไม่เป็นมิตรจากฉัน 

               “ก็อ้าปากสิ เดี๋ยวป้อน” 

               “จะป้อนอะ...คะ!?” 

               พิษไข้ทำให้ฉันหูฝาดหรือเปล่านะ? คำพูดของคุณกวีทำให้ฉันกะพริบตาปริบๆ ทำได้แค่มองหน้าคนอายุมากกว่าสลับกับชามข้าวต้มในมือด้วยความไม่เข้าใจ 

               “เลขาฯผมบอกว่าเธอดูไม่มีเรี่ยวมีแรง ตัวร้อน แถมยังขยับตัวไปไหนไม่ได้ แรงจะยกช้อนข้าวต้มยังไม่มีด้วยซ้ำ” 

               “แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วนะคะ พี่พิ้งค์ก็พูดเว่อร์ไปงั้นแหละ...” 

               “ดีขึ้นตรงไหน ถ้าดีขึ้นก็ต้องลุกมาทำกับข้าวเองได้แล้วสิ” ยิ่งได้ฟังคำพูดจากปากฉัน คุณกวีก็เอาแต่ถอนหายใจ “ถ้ายังไม่มีแรงก็นอนพักก่อน อย่าเพิ่งขยับตัวให้มาก เดี๋ยวผมป้อนเอง” 

               “แต่...” 

               “ยังจะมาแต่อะไรอีก” 

               คุณผู้ใหญ่ใจดีเริ่มชักสีหน้าหงุดหงิด 

               “กะ กินเองได้ค่ะ...” 

               “ไม่ต้องพูดแล้ว แค่อ้าปากก็พอ” 

               ทำเสียงดุใส่กันขนาดนี้ใครเขาจะไปกล้าต่อล้อต่อเถียงด้วย ฉันทำได้แค่จัดการประท้วงเล็กๆ ด้วยการพองลมให้แก้มป่องและหรี่ตามองเขาด้วยความไม่พอใจ 

               แต่สุดท้ายก็ต้องยอมอ้าปากปล่อยให้คุณกวีได้ป้อนโจ๊กต่อไปเรื่อยๆ จนหมดชาม เขาไม่ได้รีบเร่งบังคับให้ฉันรีบกินให้หมด แต่รอจังหวะให้ฉันได้เคี้ยวข้าวให้ละเอียดและกลืนลงคอไปก่อน ระหว่างรอก็ใช้ช้อนตัดแบ่งหมูออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ตักขึ้นมาพร้อมข้าวและขิงเพื่อให้ฉันได้กินของมีประโยชน์ทุกอย่างภายในช้อนเดียว 

               ถึงการกระทำนี้จะดูเปล่าประโยชน์มากๆ ในสายตาฉันเพราะถึงจะกินพร้อมกันหรือกินอย่างนี้ก่อนแล้วค่อยตามด้วยอย่างหลัง ยังไงของพวกนี้ก็ลงไปรวมกันในกระเพาะน้อยๆ ของฉันอยู่ดี 

               ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ก็ไม่ได้รู้สึกหมั่นไส้อะไรมากมายนัก เขาดู...ใส่ใจเหมือนกันนะเนี่ย ระหว่างที่เคี้ยวข้าวก็ได้แต่แอบมองใบหน้าด้านข้างของเขาแล้วเผลอยิ้มออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยิ้มทำไม 

               ในสายตาฉัน คุณกวีในตอนนี้ทำตัวน่ารักมากเลย... 

  

               เมื่อกินข้าวเสร็จก็ได้เวลากินยาและแปะแผ่นเจลลดไข้ 

               “ซื้อมาจากไหนเหรอคะ” 

               ฉันที่ถูกคุณกวีบังคับขู่เข็ญด้วยแววตาคมดุราวกับมีดให้ถอดแว่นและล้มตัวลงบนโซฟาลองทำใจกล้าอ้าปากถามออกไป คุณกวีเหลือบมองมาทางฉันเล็กน้อยพร้อมกับลอกแผ่นฟิล์มบนเจลลดไข้ออกไปด้วย 

               “เซเว่นแถวนี้” 

               “อย่าเอามาแปะนะ!” 

               “อะไรของเธอ...” 

               คนหน้าดุขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อเห็นฉันเริ่มโวยวาย 

               “คุณกวีซื้อของจากร้านนายทุนคนนั้น หนูไม่ชอบ” 

               “เรื่องมากจริง” 

               “ช่วงนี้หนูงดเข้าเซเว่นค่ะ ไม่สนับสนุนกลุ่มนายทุน เดี๋ยวนะ...คุณกวีก็เป็นนายทุนนี่นา อย่าเข้ามาใกล้นะ!” 

               “ใจเย็นๆ นะหอม...” สีหน้าของคุณกวีเริ่มแสดงออกถึงความเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัด “โวยวายได้ขนาดนี้แสดงว่าใกล้หายแล้วใช่มั้ย” 

               “อื้ม กินข้าวกับนอนพักอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็น่าจะดีขึ้นค่ะ” 

               “งั้นผมแปะนะ จะได้หายไวๆ” 

               “ไม่แปะได้มั้ยคะ ดูเด็กน้อยมากเลย” 

               แปะแผ่นเจลลดไข้เนี่ยนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ใช้น่าจะเป็นตอนอยู่ประถม ตอนที่ยังตัวเล็กๆ และต้องมีคุณครูพาอุ้มไปที่ห้องพยาบาลเวลาป่วย 

               “ถ้าไม่แปะเจลก็ต้องเช็ดตัว อยากได้แบบไหนล่ะ” 

               เขายื่นคำขาด ตัวเลือกที่สองช่างน่ากลัว แค่คิดภาพก็อายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีแล้ว 

               “งั้นแปะเจลก็ได้ค่ะ น่ารักดี” 

               “ถึงจะแปะเจลก็ต้องเช็ดตัวเหมือนเดิม รออยู่นี่นะ เดี๋ยวผมเอาผ้าไปชุบน้ำก่อน” 

               “อะ อ้าว! คุณกวี! หลอกกันนี่นา!” 

               ฉันแทบจะร้องไห้โฮตอนถูกมือของคุณกวีปัดผมหน้าม้าฉันขึ้นเพื่อแปะแผ่นเจลลดไข้ เขาถกแขนเสื้อเชิ้ตสีดำของตัวเองขึ้นไปถึงข้อศอกแล้วช่วยหยิบผ้าชุบน้ำเย็นๆ มาช่วยเช็ดแขนทั้งสองข้างให้ ซึ่งฉันขอให้เขาเช็ดแค่นี้ ที่เหลือเดี๋ยวเช็ดต่อเองเพราะรู้สึกอับอายมาก อับอายสุดๆ... 

               แค่มองใบหน้าของเขาตอนใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดต้นแขนแบบย้อนรูขุมขนให้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากพอแล้ว ฉันอนุญาตให้เขาเช็ดตัวให้อย่างเต็มใจ แต่ไม่คิดเลยว่าจะน่าอายขนาดนี้ ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ที่แผ่กระจายไปทั่วร่างและอาการขนลุกที่เกิดขึ้นทำให้ใจฉันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก 

               ไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหนดี ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับแววตาของเขา ทำอะไรไม่ถูกเลย... 

               เมื่อเช็ดตัวเสร็จฉันก็ขอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเน็ต ก็เลยมีโอกาสได้เห็นคลิปแนะนำคลิปหนึ่งในเฟซบุ๊ก เป็นพิธีกรรายการสาวสวยกำลังสัมภาษณ์กับแขกรับเชิญที่หน้าคุ้นมากจนน่าตกใจ 

               “วันนี้เราอยู่กับแขกรับเชิญพิเศษนะคะ คุณกวี บรรณวิชญ์ ค่ะ!” 

               “โห คุณกวีเคยไปออกรายการนี้ด้วยเหรอคะ” 

               “...อ๋อ ใช่ น่าจะเมื่อสามเดือนที่แล้ว” 

               “งั้นขอดูหน่อยนะคะ” 

               ฉันขออนุญาตพร้อมเร่งเสียงในคลิปวิดีโอให้ดังขึ้น พิธีกรชวนคุณกวีคุยและสอบถามเรื่องส่วนตัวไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อนฝูง เรื่องสมัยเรียน 

               “ผมเป็นคนรักงานมากเลยครับ” 

               “แล้วแบบนี้สาวๆ ไม่น้อยใจแย่เหรอคะ” 

               พิธีกรยิงคำถามต่อด้วยรอยยิ้ม คุณกวีเองก็ส่งยิ้มให้เธอเล็กน้อยเช่นกัน 

               “ไม่รู้สิครับ ส่วนใหญ่ทุกคนรับได้นะ ที่ไปต่อไม่ได้เป็นเรื่องของปัญหาส่วนตัวมากกว่า” 

               ปัญหาส่วนตัวงั้นเหรอ ปัญหาอะไรกันนะ 

               “ขอถามเจาะลึกกับหัวข้อนี้ได้มั้ยคะ?” 

               “เป็นนักข่าวสายบันเทิงหรือไง” คุณกวีที่นั่งอยู่ข้างๆ หรี่ตามองฉันด้วยความเอือมระอา “บางคนก็เข้ากันไม่ได้ บางคนก็มีปัญหาเรื่องเวลาน่ะ พอไม่ค่อยได้เจอกัน ไม่ค่อยได้เดต ไม่ค่อยได้กินข้าวก็ค่อยๆ ห่างกันไปเอง” 

               “คุณกวีไม่ลองแบ่งเวลาให้แฟนบ้างล่ะคะ” 

               เอาจริงๆ ฉันว่าเรื่องเวลากับความรักเป็นเรื่องที่สามารถหันหน้ามาพูดคุยปรึกษาและหาทางออกอย่างจริงจังได้นะ 

               “เคยแบ่งแล้ว ทำบ่อยๆ เข้าก็เหนื่อยน่ะ ถ้าพักผ่อนก็อยากอยู่กับตัวเองมากกว่า ไม่ได้อยากอยู่กับแฟน” 

               “อย่างนี้นี่เอง...” 

               ระหว่างที่ชวนคุยไปเรื่อยๆ พิธีกรรายการก็ยิงคำถามน่าสนใจเพิ่มมาอีกหนึ่งข้อ 

               “คุณกวีคิดยังไงกับประเทศไทยคะ?” 

               “เป็นประเทศที่เหมาะกับการค้าขายและลงทุนมากประเทศหนึ่งเลยครับ” 

               แล้วคุณกวีในคลิปวิดีโอและคุณกวีตัวจริงพูดประโยคนี้ออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่สีหน้าท่าทางและอารมณ์ที่ใช้พูดต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณกวีในคลิปพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมและภูมิใจ ส่วนคุณกวีตัวจริงที่กำลังนั่งพิงโซฟาอยู่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายปนประชดประชันนิดๆ 

               “อุ๊ย จำบทได้ด้วยเหรอคะ?” 

               “ผมท่องคำนั้นแทบตาย กลัวเผลอหลุดความในใจออกไปน่ะ” 

               “เล่าหน่อยสิคะ หลุดความในใจอะไร” 

               อยู่ๆ ก็มีบุญจะได้ฟังความลับคนดังซะงั้น ฉันยกผ้าห่มมาคลุมตัวให้มิดชิดเตรียมเฝ้ารอคำตอบของเขาอย่างใจจดใจจ่อ 

               “งั้นลองทายดู รู้มั้ยว่าผมเกลียดอะไรมากที่สุด?” 

               “ใครจะไปรู้คะ” คำถามยากชะมัด ได้ยินแล้วก็เผลอชักสีหน้า 

               “ลองทายมาก่อน” เขาเร่งเร้า 

               “อืม...รัฐบาลล่ะมั้งคะ?” 

               “...ถูกแฮะ” 

               “เอ๊ะ ถูกจริงเหรอ! เดามั่วนะเนี่ย!” 

               ถึงไม่มีกระจกตั้งอยู่แถวนี้ แต่ก็พอรับรู้ได้ว่าตาทั้งสองข้างของฉันต้องเบิกกว้างเป็นไข่ห่านเลยแน่ๆ เอ ลองตะล่อมถามหาเหตุผลหน่อยดีกว่า ฉันแกล้งดัดเสียงตัวเองให้ดูเหวี่ยงวีขึ้นเล็กน้อย 

               “ทำไมไม่ชอบล่ะคะ เขาน่ารักดีออก ตอนนี้ประเทศเราก็เป็นประชาธิปไตยแล้วนะ จะเอาอะไรอีก!” 

               “เธอเชื่อว่าคนที่กล้าฉีกรัฐธรรมนูญได้อย่างหน้าด้านๆ จะมีหัวใจดวงน้อยๆ แสนบริสุทธิ์ที่ฝักใฝ่ในประชาธิปไตยจริงๆ เหรอ...” 

               “หนูล้อเล่นมั้ยล่ะ เมื่อกี้คุณกวีทำหน้าตาน่ากลัวมากเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า...” 

               “...เหรอ? ไม่เห็นรู้เลย” เขาทำตาโตและทำสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่คิดจะเชื่อในสิ่งที่ฉันเพิ่งกล่าวหาไปเลยแม้แต่น้อย “แต่ผมเชื่อว่าประเทศเราไปได้ไกลกว่านี้จริงๆ นะ ไม่น่ามีคนไม่ฉลาดหลงเข้ามาบริหารประเทศเลย...หรือคนพวกนี้มันฉลาดนะ? ฉลาดแบบเห็นแก่ตัว” 

               “ใช่มั้ยคะ เห็นนายกกับประธานาธิบดีประเทศอื่นแล้วก็อิจฉา” 

               “พูดแบบเธอทีไรโดนคนไล่ไปอยู่เมืองนอกทุกที” พูดแล้วคุณกวีก็หลุดขำออกมาเล็กน้อย 

               “อยากไปอยู่แล้ว ติดปัญหาแค่เรื่องเงินนี่แหละค่ะ คุณกวีก็พอมีเงินนี่ ทำไมถึงไม่ไปอยู่เมืองนอกล่ะคะ?” 

               “ต้องดูแลงานที่นี่น่ะ เหตุผลสำคัญคือแม่ไม่อยากให้ผมไปอยู่ไกลบ้าน ก็เลยต้องอยู่ที่นี่ต่อ” 

               “แสดงว่าถ้าเลือกได้คุณกวีก็ไม่อยากอยู่ที่นี่เหรอคะ” 

               “ผมอยากอยู่ที่บ้านเกิดตัวเองอยู่แล้ว แต่ทำไงได้ ผมรักประเทศนี้นะ แค่ไม่ชอบรัฐบาลกับคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเฉยๆ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังบริหารประเทศมั่วๆ โดยไม่คิดถึงใครเลยนอกจากพรรคพวกตัวเอง ถึงอยู่ไปก็ไม่มีความสุขหรอก” 

               “ก็จริงค่ะ...” 

               บทสนทนาของพวกเรามาถึงจุดจุดนี้ได้ยังไงนะ...ฉันหัวเราะออกมาอีกครั้งแล้วชวนเขาคุยต่อไปเรื่อยๆ จนเพิ่งเห็นตัวเลขในหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาว่าตอนนี้ห้าทุ่มสิบนาทีแล้วนะ 

               “ดึกมากแล้ว คุณกวีรีบกลับบ้านเถอะ” 

               “งั้นผมไปนะ ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ” 

               “คุณกวีก็เหมือนกันค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” 

               ในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลา ฉันเดินมาส่งคุณกวีหน้าประตูห้องพร้อมยกมือไหว้เขาอย่างสวยงาม 

               “หอม” 

               “คะ?” 

               “อย่าลืมเช็กข้อความในไอจีด้วย” 

               คุณกวีกำชับไว้แค่นั้นก่อนจะเดินหันหลังจากไป 

               “อ้อ ได้ค่ะ...” 

               ถึงจะยังงงๆ ว่าเจ้าตัวอยากให้เช็กข้อความอะไรหว่า แต่ฉันก็ตอบรับคำขอนั้นอย่างว่าง่าย แค่เช็กข้อความเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ถือโอกาสนี้ส่งข้อความไปขอบคุณพี่พิ้งค์อีกครั้งก็แล้วกัน ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเข้าแอปพลิเคชัน กดเข้าไปที่รูปโปรไฟล์ของพี่พิ้งค์แล้วพิมพ์คำขอบคุณออกไป 

               แต่เดี๋ยวนะ...ข้อความก่อนหน้านั้นที่ฉันส่งไปหายไปไหนแล้วล่ะ ข้อความที่บอกว่าวันนี้ขอหยุดเพราะป่วยน่ะ แอปค้างหรือเปล่านะ? ฉันลองกดออกแล้วเข้าใหม่แต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม 

               ข้อความหายไปไหนเนี่ย... 

               ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นเกาหัว หางตาก็เหลือบไปเห็นแจ้งเตือนว่ามีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านในแชทของคุณกวี พอลองกดเข้าไปถึงได้เห็นว่าไอ้ข้อความ ‘พี่พิ้งค์คะ วันนี้หนูขอหยุดนะคะ ไม่สบายหนักมากเลย ไม่ได้โดดเรียนนะคะ แค่พักผ่อนเฉยๆ อย่าเอาไปฟ้องคุณกวีล่ะว่าหนูโดดเรียน’ ของฉันมันอยู่ในนี้นี่เอง 

               ชัดเลย...นี่เราส่งผิดแชทนี่หว่า!! 

               อะ...อายชะมัด อยู่ๆ ก็อยากเอาหัวเขกโต๊ะแล้วหยิบชามข้าวต้มที่ยังมีเศษข้าวหลงเหลืออยู่มาราดหัวตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะทำพลาดถึงขนาดนี้... 

               ถึงจะอับอายขั้นสุดจนอยากกรี๊ดแต่ฉันก็ลองเลื่อนอ่านข้อความหลังจากนั้นดู 

  

               ‘ป่วยเหรอ เป็นอะไรมากมั้ย’ 

           ‘หอม?’ 

           ‘เดี๋ยวผมฝากคุณพิ้งค์ซื้อข้าวให้ละกัน จะให้คีย์การ์ดไปเผื่อด้วย ถ้ามีคนไปหาก็ไม่ต้องตกใจนะ’ 

  

               โห เป็นห่วงกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย... 

               พออ่านจบแล้วฉันก็กดหัวใจให้กับข้อความของเขาแล้วพิมพ์คำว่าขอบคุณส่งไปอีกครั้ง ถึงจะยังรู้สึกอับอายกับความเด๋อของตัวเองอยู่ แต่ลึกๆ แล้วฉันดีใจมากเลย ดีใจที่ได้รู้ว่ามีคนเป็นห่วง ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องแบ่งเวลามาสนใจเรื่องของฉันถึงขนาดนี้แท้ๆ 

               คุณกวีเขาเป็นคนใจดีจริงๆ ด้วย เพราะนิสัยนี้หรือเปล่านะฉันถึงได้รู้สึกถูกชะตากับเขาจนอยากได้มาเป็นเพื่อน ต้องใช่แน่ๆ เลย... 

  

 

 

               มาค่ะ ซีนยอดฮิต ซีนดูแลคนป่วย55555555 

               เมื่อก่อนเราไม่เข้าใจเลยว่าแค่ไม่สบายทำไมต้องมีคนมาดูแลด้วย กินยาแป๊บเดียวก็หายแล้วป้ะ ไม่ได้อาการหนักขนาดนั้นสักหน่อย คิดแบบนี้ได้ไม่นานนักเราก็ล้มป่วยค่ะ (อาถรรพ์หรือเปล่านะ...) ไม่ไหวจริงๆ ทั้งปวดหัว ปวดตัว ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลย ดีนะที่คุณแม่อยู่ด้วย ก็เลยได้กินโจ๊กและขอร้องให้แม่ช่วยเช็ดตัวให้ค่ะ 

               การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐจริงๆ ค่ะ เราเคยเป็นลมพิษด้วย มีช่วงหนึ่งเป็นทุกวันเลย ทรมานมาก ดีใจเหลือเกินที่ผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ ฮือออ 

               เนื่องจากเผลอแต่งยาว (อีกแล้ว) ก็เลยขอตัดเป็นสองตอนเหมือนเช่นเคย เราแก้ไขปัญหาเรื่องเน็ตในหอได้แล้ว ตอนนี้แฮปปี้มากค่ะ เย้! 

               เอาจริงๆ ถึงน้องหอมกับคุณกวีจะดูเจอกันบ่อยและคุยกันเยอะ แต่ความจริงแทบไม่ได้เจอกันเลยนะคะ นานๆ ทีได้มีโอกาสมาคุยกันเฉยๆ 

               ยังไงก็ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ! 

               อ้อ ช่วงนี้เรากินไดมอนด์เกรนส์บ่อยมากเลย อร่อยดีค่ะ กินแบบกล่องเยอะจนคิดว่าต้องซื้อแบบถุงมาแล้วล่ะ กินไม่อิ่มเลย อยากเทลงไปสักครึ่งซอง (ฮา) 

ความคิดเห็น