facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มิ.ย. 2563 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 11 : เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (1)
แบบอักษร

 

11 

เป็นห่วงไม่ได้เหรอ? (1) 

  

               “ฉันไม่ได้รบกวนแกใช่มั้ยขิม...” 

               “อือ ไม่รบกวนเลย” 

               “แน่ใจนะ...” 

               “เออ” 

               ถึงขั้นหันมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงตัดรำคาญซะขนาดนั้น ดูยังไงก็รบกวนชัดๆ 

               ฉันยิ้มแหยๆ ส่งไปให้ยัยเพื่อนรักก่อนจะหันกลับมามองหน้าตัวเองในกระจกต่อ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว ยัยขิมที่ปกติเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านและหอสมุดแทบไม่ได้มาอัปเดตความเคลื่อนไหวของตัวเองในไอจีหรือแชตกลุ่มเลย ไอ้ฉันก็นึกว่าเธอคงกำลังมีความสุขกับกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ แล้วก็กำลังสนุกกับมิตรภาพในรั้วมหาวิทยาลัยจนลืมเพื่อนเก่าซะอีก 

               ที่ไหนได้ กำลังอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นี่เอง 

               ฉันเองก็ต้องอ่านหนังสือและนัดติวกับเพื่อนๆ ในสาขาเหมือนกัน แต่คิวร้านทำผมที่จองไว้ดันได้วันนี้พอดี ก็เลยต้องหอบหนังสือหนังหามานั่งอ่านระหว่างทำผมด้วย 

               ตอนแรกฉันว่าจะมาคนเดียวเพราะไม่อยากรบกวนเพื่อน แกล้งทำเป็นอ้อนทุกคนในกลุ่มไปงั้นแหละว่าเหงา ไม่อยากไปคนเดียว แต่ยัยขิมดันบอกว่าจะมาด้วย ฉันก็เลยมีโอกาสได้เห็นเพื่อนรักนั่งอ่านหนังสือรอฉันทำผมอย่างจริงจัง 

               ในที่สุดหลายชั่วโมงแห่งความทรมานก็ได้ผ่านพ้นไป ทรงผมใหม่ถูกใจฉันมาก ผมยาวๆ ที่เคยปล่อยให้เรียบตรงมาตลอดตอนนี้ถูกม้วนดัดให้เป็นลอนสวย หน้าม้าซีทรูที่ร้านตัดให้ก็ถูกใจฉันเหลือเกิน ประทับใจสุดๆ! 

               นึกว่าตาฝาดไปซะแล้ว ตอนเห็นตัวเองในกระจกที่ร้านทำผมก็ว่าสวยมากแล้ว พอลองออกมาใช้กล้องโทรศัพท์เซลฟี่กับใช้กระจกแป้งพัพฟ์ส่องอีกรอบก็ยังสวยอยู่ ขนาดมุมเผลอยังดูดี นี่มันอะไรกันเนี่ย! 

               “เอาจริงๆ ฉันรับรู้มาตลอดนะว่าตัวเองสวย แต่ไม่คิดเลยว่าแค่ลองเปลี่ยนทรงผมนิดหน่อยแล้วจะสวยได้มากขนาดนี้” 

               คนที่อยู่ในกระจกเป็นเทพธิดาหรือเปล่านะ สวยชะมัด ฉันส่งยิ้มหวานให้ตัวเองในกระจกพลางยกปลายผมตัวเองขึ้นมาม้วนเล่น ขิมที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเบ้ปากทันทีเมื่อได้เห็นการแสดงออกบ้าๆ บอๆ ของฉัน 

               “ดีๆ อวยตัวเองเข้าไป ดีใจด้วยที่สวยขึ้น แต่อ่านหนังสือเสร็จแล้วหรือยัง” 

               “ยะ...ยังเลย” 

               ยัยขิมนะยัยขิม จะทำลายบรรยากาศทำไมเนี่ย ฉันทำหน้ามุ่ยใส่ยัยเพื่อนรักที่แอบอมยิ้มออกมาเล็กน้อย 

               “รีบกลับบ้านไปอ่านซะนะ อย่ามัวแต่อัปรูปลงไอจีล่ะ” 

               “จ้าๆ” ถึงจะไม่พอใจกับการที่ต้องกลับบ้านไปอ่านหนังสือต่อ แต่ขิมก็พูดถูก ตอนนี้เรื่องเรียนสำคัญที่สุด พอเก็บแป้งพัพฟ์ลงกระเป๋าแล้วก็เพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ ฉันก็เลยชวนขิมคุยต่ออีกนิด “ว่าแต่...เราเป็นเพื่อนกันได้ยังไงนะ?” 

               “อะไรเนี่ย ถามอะไรแปลกๆ” 

               เจ้าของสถานะเพื่อนสนิทขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีที่ฟังคำถามจบ 

               “อันนี้สงสัยจริงจัง จำได้ว่าตอนมอสี่เราแทบไม่ได้คุยกันเลย แล้วอยู่ๆ มาสนิทกันได้ยังไงอะ” 

               ยิ่งคิดก็ยิ่งงง ตอนเรียนปรับพื้นฐานฉันพยายามยิ้มแล้วตีสนิทกับทุกคนที่นั่งข้างๆ ยอมตามไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ในห้อง พอเจอคนที่อยากสนิทด้วยแล้วก็ค่อยๆ เข้าหาอย่างเป็นมิตรแล้วแยกกลุ่มออกมาคบกันเอง ชาหวานกับเจตน์คือคนที่ฉันแอบเล็งในใจว่าอยากสนิทกับสองคนนี้จัง แล้วก็มีเพื่อนบางคนที่พอคบได้ นิสัยน่ารัก แต่ก็ไม่ได้สนิทกันมาก 

               ส่วนขิม...ยัยคนนี้ไม่เคยมีรายชื่อโผล่เข้ามาในลิสต์คนที่ฉันอยากเป็นเพื่อนด้วยเลย 

               “แกเข้ามาชวนฉันคุยก่อนไง” 

               “ฉัน? ฉันเหรอ?” 

               ตอนไหนน่ะ จำไม่เห็นได้เลย ฉันทำตาโตแล้วยกมือชี้ตัวเองเพื่อเป็นการย้ำอีกครั้งว่าคนที่เข้ามาชวนคุยก่อนคือฉันจริงๆ ใช่มั้ย? แน่นอนว่าขิมพยักหน้ารัวๆ 

               “อืม ตอนทำรายงานวิชาชีวะ แกไม่มาโรงเรียนเพราะต้องกลับไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด ทุกคนในห้องมีกลุ่มกันหมดเหลือแต่พวกผู้ชายหลังห้องกับฉัน” 

               ดูเหมือนยัยขิมจะแอบงอนนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าฉันยังทำหน้างงอยู่ คีย์เวิร์ดคือเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด รายงานวิชาชีวะ เมื่อได้ลองทบทวนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วก็ร้องอ๋อออกมาทันที 

               “...ใช่ๆ! ตอนนั้นฉันขอจับคู่กับแก จำได้แล้วๆ” ฉันแทบจะร้องกรี๊ดเมื่อภาพบางส่วนในเหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มกลับคืนมา ขิมที่ยืนอยู่ข้างๆ หายงอนทันทีเมื่อเห็นว่าฉันจำเรื่องราวทุกอย่างได้แล้ว “ทำงานด้วยกันก็เลยสนิทกันเนอะ” 

               อย่างนี้นี่เอง ตัวฉันตอนมอสี่ถูกเจตน์และชาหวานทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีเพราะสองคนนั้นจับคู่กันเองไปเรียบร้อย ฉันก็เลยต้องเลือกระหว่างเพื่อนผู้ชายที่โดนอาจารย์ดุเป็นประจำว่าไม่ยอมส่งงาน กับขิมที่ผลการเรียนเป็นเลิศแต่มนุษยสัมพันธ์แย่ ฉันก็เลยหลับหูหลับตาเลือกขิมไป ตอนแรกคิดว่าเราสองคนคงเข้ากันไม่ได้แน่ๆ รีบๆ คุยงานให้เสร็จดีกว่า 

               กลายเป็นว่าเราสองคนดันคุยกันถูกคอซะงั้น คุยไปคุยมาฉันถึงได้รู้ว่าขิมไม่ใช่คนหยิ่งหรือนิสัยแย่อะไร เธอแค่เป็นคนขวานผ่าซาก คิดอะไรก็พูดออกมาเลยโดยไม่คิดถึงใจคนฟังเลยแม้แต่น้อย เป็นนิสัยเสียแหละ 

               แต่ข้อดีคือเวลาเจอข้อผิดพลาดก็ช่วยติและเสนอวิธีแก้ไขออกมาตรงๆ ทุกครั้ง ฉันก็เลยเกิดอารมณ์อยากสนิทด้วยแล้วพยายามชวนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ในที่สุดก็ชวนเข้ากลุ่มสำเร็จ 

               คิดแล้วก็แอบปวดใจ คนรุ่นเดียวกันน่ะสนิทง่าย หาเรื่องคุยง่าย ขนาดคนที่ไม่เคยคิดว่าจะสนิทกันได้ก็ยังกลายมาเป็นเพื่อนสนิทในทุกวันนี้เลย 

               แต่สำหรับคนที่อายุห่างจากฉันเป็นสิบปีอย่างคุณกวีนั้น... 

               ไม่รู้จริงๆ ว่าต้องหาทางตีสนิทยังไง 

  

               หลังจากนั้นไม่กี่วันฉันก็ล้มป่วย เป็นการป่วยหนักครั้งแรกในรอบหลายเดือน 

               เหมือนจะเป็นไข้เพราะร้อนไปทั้งตัว แถมยังเสียงแหบและไอแทบจะตลอดเวลา พอตื่นเช้ามาก็มีอาการแบบนี้แล้ว เมื่อคืนยังสบายดีอยู่เลยแท้ๆ 

               “โอ๊ย...” 

               ขยับร่างกายทีก็ปวดไปทั่วทั้งตัว แทบไม่มีแรงลุกจากเตียงเลย 

               ฉันพยายามคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ มาเปิดดูเวลา วันนี้ไม่ใช่วันหยุด ฉันมีเรียนเช้าด้วยซ้ำ แต่ให้ลุกไปอาบน้ำเลยก็ไม่ทันแล้วล่ะ ตอนนี้สิบโมงกว่าๆ แล้ว ถึงรีบแต่งตัวออกไปก็ไม่ทันอยู่ดี 

               โห มีสายที่ไม่ได้รับตั้งห้าสายแน่ะ สายหนึ่งเป็นของเจตน์ อีกสองเป็นของขิม ที่เหลือเป็นของออมและปั้นหยาที่โทรมาคนละหนึ่งสาย เหมือนจะมีข้อความค้างอยู่ในแชทกลุ่มด้วย 

               ใช้เวลาคิดได้สักพักฉันก็เลือกที่จะโทรกลับไปหาขิมเป็นคนแรกเพราะสงสัยว่าทำไมยัยคนนี้ถึงโทรมาหาฉันนะ ฟังเสียงรอสายได้ไม่นานนักเจ้าของชื่อก็รับสายอย่างรวดเร็ว 

               “ฮัลโหล” 

               “โหล ขิม โทรมาทำไมอะ...” 

               “เสียงน่ากลัวมาก เพิ่งตื่นเหรอ” 

               ฉันทำหน้ามุ่ยเมื่อได้ยินน้ำเสียงดุๆ ของยัยขิมดังมาจากมาจากปลายสาย คิดถูกมั้ยเนี่ยที่โทรหายัยคนนี้เป็นคนแรก 

               “อื้อ วันนี้เหมือนจะไม่สบาย ไม่มีแรงลุกจากเตียงเลย” 

               ระหว่างที่พูดก็พยายามใช้มือข้างที่ยังว่างคอยดันร่างตัวเองให้ลุกขึ้น แต่สุดท้ายก็ร่วงตุบลงไปกับฟูก โดนเตียงดูดจนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ อาการปวดเมื่อยที่ไม่รู้สาเหตุทำให้ฉันเบ้หน้าออกมาด้วยความทรมาน 

               “ไม่มีแรงยังไง อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนพาผู้ชายมาค้างที่ห้อง?” 

               โอ๊ย ยัยขิม ทำไมถึงคิดได้แต่เรื่องแบบนี้นะ... 

               “เปล่า ไม่ ไม่ใช่เลย ฉันไม่มีผู้ชายให้ชวนมาค้างด้วยซ้ำ” ถ้าเป็นเวลาปกติตอนที่ร่างกายยังแข็งแรงเกินร้อย ฉันคงแกล้งเออออตามน้ำไปว่า ‘ใช่ เมื่อคืนพาผู้ชายมาเล่นด้วย แทบไม่ได้นอนเลย’ ด้วยน้ำเสียงที่จงใจดัดให้แหลมขึ้นเพื่อให้ยัยขิมหมั่นไส้เล่น แต่ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มาพูดล้อเล่นอะไรทั้งนั้นแหละ “ตอบคำถามด้วย โทรมาทำไมคะคุณนาย” 

               กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำก็เหนื่อยแสนเหนื่อยราวกับกำลังวิ่งมาราธอนอยู่บนเตียง เกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย... 

               “วันนี้ชาหวานป่วย นอนซมอยู่บ้านก็เลยไม่ได้ไปเรียน เจตน์โทรหาแกไม่ติด ส่งข้อความไปก็ไม่อ่าน มันเลยฝากฉันโทรมาบอกว่าไม่ต้องรอไปกินข้าวด้วยกันนะ ไปกับเพื่อนคนอื่นได้เลย” 

               “อ้าว ทำไมไปกินข้าวด้วยไม่ได้อะ ยัยหวานป่วยคนเดียวนี่?” 

               ยิ่งฟังก็ยิ่งง ฉันพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากเตียงอีกครั้ง คราวนี้สำเร็จ แต่ยังไม่ทันได้ยกกำปั้นขึ้นฟ้าเพื่อเฉลิมฉลองให้กับการเอาชนะร่างกายตัวเอง ฉันก็ต้องฟุบหน้าลงไปกับเตียงอีกครั้งเพราะรู้สึกมึนหัวสุดๆ 

               “เจตน์ขอลาไปดูแลหวานน่ะ” 

               “อ๋อ...เป็นคนแบบนี้อะเนอะ” 

               จะคลั่งรักอะไรขนาดนั้นคะคุณชาย นี่ถึงขนาดยอมโดดเรียนไปดูแลเพื่อนสนิทที่แอบคิดกับเขาเกินคำว่าเพื่อนเลยเหรอ ร้ายนัก! 

               อันที่จริงยากด่าให้มากกว่านี้อีก แต่อาการปวดหัวทำให้ฉันเริ่มคิดอะไรไม่ออกจนต้องยอมล้มลงนอนกางแขนกางขากับเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์มาแนบหู 

               “ไหวหรือเปล่าหอม เสียงดูแปลกๆ นะ...” 

               คงเพราะเมื่อกี้พูดเสียงเบาไปหน่อย ขิมก็เลยจับสังเกตได้ว่าน่าจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับฉันแน่ๆ 

               “ไม่ไหว ฉันหิวมาก หิวสุดๆ แต่ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกออกจากเตียง” 

               ถึงลุกได้ก็น่าจะไม่มีแรงทอดไข่อยู่ดี แรงจะฉีกซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่มีด้วยซ้ำ ฉันลูบหน้าตัวเองก่อนวางโทรศัพท์ลงข้างตัวแล้วกดเปิดลำโพงเพราะถือไม่ไหวแล้ว ทำไมวันนี้โทรศัพท์ฉันหนักจัง 

               “งั้นเดี๋ยวโทรบอกเจตน์ให้ละกัน ดูแลชาหวานเสร็จมันจะได้มาดูแลแกต่อ” 

               “ขอบคุณนะ เค้ารักขิมที่สุดเลย” 

               ฉันแกล้งทำเสียงอ้อน พอพูดเสร็จก็ต้องห่อตัวไอคอกแค่กเพราะดัดเสียงมากเกินไป 

               “น่าขนลุกจริงๆ...” 

               เมื่อคุยเสร็จฉันก็พลิกตัวกดโทรศัพท์ต่อสายหาปั้นหยาและออมต่อ ออมบอกว่ารอตั้งนานแต่ไม่เห็นฉันมาสักที พอรู้ว่าป่วยก็เข้าใจแล้วอวยพรขอให้หายไวๆ ส่วนปั้นหยา เธอบอกให้ฉันดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อนให้มาก อย่าฝืนลุกออกจากเตียงเร็วเกินไปเพราะเดี๋ยวจะหน้ามืด 

               ฉันก็เลยได้แต่นอนก่ายหน้าผากอยู่ในห้องคนเดียว ขนาดลมหายใจยังร้อนผ่าวจนสัมผัสได้เลย เป็นอะไรไปเนี่ย... 

               จริงด้วย วันนี้ฉันไม่ได้เรียนตั้งสองวิชา อย่างน้อยก็ต้องแจ้งคุณกวีไม่ก็พี่พิ้งค์ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะหนีเรียนหรือทำตัวไม่สมกับเป็นนักศึกษาได้ทุนนะ ฉันป่วยจนไม่มีแรงลุกจากเตียงจริงๆ 

               กลัวโทรไปรบกวนเวลางานจัง งั้นส่งข้อความไปบอกในไอจีแทนก็แล้วกัน 

               ฉันพยายามปรับโฟกัสสายตาตัวเอง แต่ภาพทุกอย่างมันเบลอไปหมด นี่ไง เจอแอคเคาท์พี่พิ้งค์แล้ว ฉันพยายามพิมพ์ข้อความทั้งๆ ที่ตายังเบลออยู่ พิมพ์ผิดนิดผิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยก็ต้องแจ้งข่าวไว้ก่อน 

               โอเค ส่งข้อความเสร็จแล้ว เปลือกตาหนักอึ้งไปหมดเลย ตื่นแล้วค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ต้องพักผ่อน... 

  

               “น้องหอมคะ น้องหอม...” 

               “อือ...” 

               “ไหวมั้ยคะ พี่ซื้อข้าวมาฝาก ลุกมากินก่อนนะ” 

               “พี่...พิ้งค์?” 

               น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันต้องพยายามหรี่ตามองคนตรงหน้าเพื่อปรับโฟกัสสายตา มืออีกข้างพยายามควานหาแว่นที่ถูกถอดทิ้งไว้บนหัวเตียง 

               “ค่ะ พี่พิ้งค์เอง ลุกขึ้นมาก่อนนะ...โห ตัวร้อนจี๋เลย” 

               ภาพของพี่พิ้งค์ในสายตาฉันคือพี่พิ้งค์เวอร์ชันคลิปวิดีโอที่มีความละเอียดอยู่ที่ 144p เมื่อเห็นว่าฉันกำลังพยายามหยิบแว่นอยู่อย่างทุลักทุเล พี่พิ้งค์ที่สายตาดีกว่าเลยอาสาหยิบแว่นกรอบหนามาใส่ให้ถึงที่ 

               โอเค เห็นชัดแล้ว ชัดแจ๋วเลย 

               “ขอบคุณค่ะ พี่พิ้งค์เข้ามาได้ยังคะเนี่ย?” 

               “...อ๋อ ท่านรองฯเขาให้ยืมคีย์การ์ดสำรองมาน่ะ” 

               พี่พิ้งค์หยิบคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋าถือเพื่อเป็นการยืนยัน ฉันก็เลยต้องพยักหน้ารับเบาๆ คุณกวีเขาใจกว้างดีเนอะ อุตส่าห์ให้ยืมของส่วนตัวอย่างคีย์การ์ดห้องตัวเองด้วย แถมยังให้ยืมเพื่อมาเยี่ยมไข้ผู้พักอาศัยชั่วคราวอย่างฉันอีก 

               “อย่างนี้นี่เอง...” 

               “พี่ซื้อโจ๊กมาให้ด้วยนะ เดี๋ยวเทใส่ชามให้ น้องหอมจะได้กินยาต่อเลย” 

               “อื้อ...โอเคค่ะ” 

               ฉันค่อยๆ พยุงตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียง ปวดหัวไปหมดเลย เหมือนจะเป็นลมล้มลงกับเตียงได้ตลอดเวลา เหนียวเนื้อเหนียวตัวจนอยากอาบน้ำแต่ก็ขยับไปไหนไม่ได้ ไม่มีแรงเลย 

               “อยู่ๆ ก็ส่งข้อความมาบอกว่าไม่สบาย วันนี้ไม่ได้โดดเรียนแค่พักผ่อนเฉยๆ พี่ตกใจมากเลย” 

               “ไม่สบายนิดหน่อยเอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...” 

               อันที่จริงก็ไม่นิดหน่อยหรอก หนักมากเลยแหละ แต่เพราะไม่อยากให้พี่พิ้งค์เป็นห่วงก็เลยพูดโกหกไปก่อนดีกว่า 

               “ไม่เป็นไรได้ไง อาการหนักขนาดนี้ พี่ก็นึกว่าแค่ป่วยแบบมีน้ำมูกเฉยๆ ไม่คิดว่าจะถึงขั้นลุกจากเตียงไม่ได้” 

               “หนูก็ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้เหมือนกัน” 

               “เสียงแหบมากเลย แป๊บนึงนะ ดื่มน้ำก่อน” 

               พี่พิ้งค์รีบหยิบน้ำอุณหภูมิห้องมาเทใส่แก้วแล้วส่งให้ฉันดื่ม โจ๊กอุ่นๆ ที่ใส่ขิงมาแบบจัดเต็มช่วยทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก พอได้เคี้ยวไข่เคี้ยวหมูแล้วเรี่ยวแรงก็เริ่มกลับมาทีละเล็กทีละน้อย 

               “ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้พี่พิ้งค์หนูต้องตายแน่ๆ เลย” 

               เมื่อกินข้าวต้มจนหมดแล้วฉันก็ยกมือไหว้ขอบคุณพี่พิ้งค์ที่นั่งสังเกตอาการของฉันด้วยความเป็นห่วง พอเห็นว่าเริ่มยิ้มและพูดได้โดยที่เสียงไม่แหบแถมยังดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากแล้ว สีหน้าของพี่พิ้งค์ก็ดูโล่งใจและหายห่วงขึ้นมาทันที 

               “ไม่เป็นไร คราวหลังซื้อพวกยาสามัญประจำบ้านติดไว้ด้วยนะ ย้ายมาอยู่คนเดียวแล้วต้องดูแลสุขภาพให้มากขึ้นนะ” 

               “โอเคค่ะ” 

               “พี่อยากอยู่ให้นานกว่านี้จัง อยากเช็ดตัวให้ด้วย แต่เดี๋ยวต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว” 

               ระหว่างที่พูดก็เหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือไปด้วย พี่พิ้งค์เข้ามาเยี่ยมฉันตอนเที่ยงน่ะ ตอนนี้คงหมดเวลาพักและได้เวลากลับไปทำงานต่อแล้ว 

               “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูลุกไปอาบน้ำเอง ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นแล้ว!” 

               ฉันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากำหมัดพร้อมส่งยิ้มกว้างให้คุณเลขาฯที่ยังไม่คลายความกังวลบนสีหน้าออกไปง่ายๆ ราวกับรู้ว่าฉันกำลังแกล้งทำเป็นว่าตัวเองอาการดีขึ้นแล้วยังไงยังงั้น 

               ซึ่งถ้าพี่พิ้งค์คิดแบบนี้จริง...ขอบอกเลยว่าพี่พิ้งค์คิดถูก 

               “ไหวแน่นะ...” 

               “ไหวสิคะ! พี่พิ้งค์ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบคุณที่ซื้อโจ๊กมาให้นะคะ โอ๊ะ เดี๋ยวหนูโอนเงินคืนให้ดีกว่า...” 

               “ไม่เป็นไรๆ เงินไม่กี่บาทเอง ถ้าจะตอบแทนก็ตอบแทนด้วยการรีบหายไวๆ เถอะ” 

               พูดคุยกันอยู่สักพักพี่พิ้งค์ก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ฉันพยายามแกล้งยิ้มแล้วเดินไปส่งถึงหน้าประตูห้อง เราสองคนโบกมือลากันและกันด้วยรอยยิ้ม ฉันอวยพรให้งานช่วงบ่ายเป็นไปได้ด้วยดี ขอให้คุณกวีสั่งงานน้อยๆ จะได้รีบกลับบ้านไปพักผ่อนอย่างมีความสุข 

               พอพี่พิ้งค์ไปปุ๊บฉันก็แทบทรุดตัวล้มลงไปกองกับพื้นห้อง ไม่ไหว ปวดมาก ปวดไปทั่วตัวเลย ยิ่งพูดก็ยิ่งมึน ยิ่งเดินก็ยิ่งโลกหมุน ทำไมยาถึงไม่ออกฤทธิ์ให้เร็วกว่านี้นะ... 

               ฉันเดินแทบไม่ไหวจนต้องคอยใช้ผนังและเฟอร์นิเจอร์ในห้องเป็นที่พักพิง เตียงนอนอยู่ไกลเกินไป ถ้าให้เดินกลับไปที่เตียงฉันได้สลบกลางห้องแน่ๆ เปลี่ยนไปนอนที่โซฟาแทนก็แล้วกัน บางครั้งฉันชอบมานั่งเล่นนอนเล่นที่โซฟาเพราะจะได้ดูทีวีด้วย พอเผลอหลับบนโซฟาบ่อยเข้าก็เลยเอาผ้าห่มสำรองมาปูไว้เพื่อความสะดวกสบาย ถ้าง่วงก็นอนได้เลย 

               ดีนะที่หยิบโทรศัพท์มาด้วย ถึงจะป่วยปางตายขนาดนี้แต่ฉันก็ยังอยากเช็กไอจี ชาหวานอัปสตอรี่พอดีเลย ลองเข้าไปส่องหน่อยดีกว่า อาการดีขึ้นหรือยังนะ 

               แล้วภาพที่ฉันเห็นก็คือแผ่นหลังในชุดนักศึกษาของเจตน์ เขาเดินวนไปมารอบห้องเพื่อหยิบยาและชามข้าวต้มมาป้อนชาหวานที่คอยบรรยายการกระทำทุกอย่างของเขาอย่างร่าเริง แคปชั่นที่เขียนไว้ในคลิปคือ ‘วันนี้มีคนมาเยี่ยมไข้ทั้งวันเลย ดีจัง’ พร้อมอิโมจิรูปหัวใจและใบหน้าที่มีน้ำตาคลอหน่วยนิดๆ แสดงถึงความซาบซึ้งใจ 

               ...ไอ้เจตน์ ไอ้คนขี้ลำเอียงเอ๊ย! 

               ทำไมถึงไปเยี่ยมชาหวานได้แต่มาเยี่ยมฉันไม่ได้ฮะ! ใช่สิ ฉันไม่ใช่ชาหวานคนสวยของนายนี่นา ไม่ใช่คนที่ร่าเริงตลอดเวลาแถมยังไม่ได้อยู่บ้านใกล้ๆ กันด้วย เฮอะ! 

               ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ฉันแสดงความคิดเห็นต่อสตอรี่ของชาหวานว่า ‘หายไวๆ น้า’ ส่วนไอจีของเจตน์ ฉันเข้าไปพิมพ์อิโมจิหน้าโกรธให้หนึ่งตัวแล้วรีบปิดมือถือทันที 

               เอ แต่ก่อนปิดมือถือก็อัพรูปตัวเองลงหน่อยดีกว่า 

               ฉันถ่อสังขารลุกหัวฟูขึ้นมาเปิดกล้องถ่ายชามข้าวต้มและซองยาที่อยู่บนโต๊ะพร้อมอิโมจิคนป่วยใส่ผ้าปิดปาก อย่างน้อยถ้าเจตน์ผ่านมาเห็นเขาต้องรู้สึกผิดบ้างแหละ ทักมาหากันบ้างสิว่าอาการเป็นยังไงบ้าง กินข้าวกินยาหรือยัง ให้ซื้ออะไรไปฝากมั้ย 

               ตอนนี้ฉันน้อยใจเขาหนักมาก มิตรภาพสามปีของพวกเรายังไม่ยิ่งใหญ่เท่าของชาหวานคนเดียวเลยสินะ! 

               ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ฉันทำแก้มป่องใส่สตอรี่ในไอจีของชาหวานแล้วห่มผ้าเตรียมนอน คิดเรื่องอะไรเรื่อยเปื่อยได้ไม่กี่นาทีก็ผล็อยหลับไปทั้งๆ อย่างนั้น 

               หลับทั้งที่ยังไม่ได้ปิดแอร์ที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน หลับโดยที่ยังไม่ได้ล้างจาน และหลับไปโดยที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ล้างหน้าและแปรงฟันได้หน้าตาเฉย 

               ช่างเถอะ ตื่นแล้วค่อยอาบก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันอยู่คนเดียวนี่นา ยังไงก็คงไม่มีใครมาเยี่ยมอีกแล้วล่ะ นอนต่อดีกว่า... 

  

 

               ใบ้ให้ว่าตอนหน้ามีคุณกวีค่ะ (ฮา) 

ความคิดเห็น