Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ต้องพรากจากลา

ชื่อตอน : ต้องพรากจากลา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มิ.ย. 2563 19:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ต้องพรากจากลา
แบบอักษร

หลังจากทิวากรอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเสร็จก็ใกล้ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เพราะมีเวรที่โรงพยาบาลในตอนบ่ายทำให้เขาต้องรีบทานข้าวให้เสร็จก่อนเวลา

 

"ทิวา วันนี้ไม่ไปทำงานรึ" เจ้าสายฟ้าเอ่ยถามเมื่อกลับมาจากข้างนอก เจ้าจะกลับมาทานมื้อกลางวันกับน้องชาย แต่กลับพบทิวากรนั่งอยู่ด้วย

 

"มีงานช่วงบ่ายกระหม่อม"

 

"เจ้าพี่มาพอดี กินข้าวด้วยกันนะคะ" เจ้าม่านเลื่อนเก้าอี้ลุกขึ้นก่อนจะวิ่งไปหาพี่ชาย เจ้ากอดแขนเจ้าสายฟ้าแล้วพามานั่งที่หัวโต๊ะ ส่วนตัวเจ้าม่านหมอกนั่งอยู่ตรงข้ามกับพี่ทิวา

 

"พี่ตั้งใจจะกลับมากินมื้อกลางวันกับน้องอยู่แล้ว อ่อ ทิวา กินเสร็จแล้วฉันมีเรื่องจะคุยด้วย" เจ้าสายฟ้าหันไปมองหน้าทิวากร อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่เข้าใจแต่ไม่ได้ถามอะไรนอกจากรับคำของเจ้าแต่โดยดี

 

"เจ้าพี่จะคุยอะไรกับทิวาหรือคะ"

 

"กินข้าวเถอะ พี่คุยกับทิวาเสร็จน้องก็รู้จากทิวาเองนั่นแหละ คุยกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ" คำตอบจากพี่ชายทำเอาเจ้าม่านหมอกเงียบ ที่ผ่านมาเจ้าสายฟ้าไม่ได้ว่าอะไร ไม่คัดค้าน แต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าเห็นด้วย ไม่อาจรู้ได้เลยว่าพี่ชายของตนจะคิดเห็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนแล้วก็คือเจ้าสายฟ้าดูออกมาตลอดว่าทั้งม่านหมอกและทิวากรรู้สึกอย่างไรต่อกัน

 

มื้ออาหารที่ดูจะอึดอัดจากความเงียบค่อยๆผ่านไปช้าๆ เจ้าม่านมองพี่ชายและชายคนรัก สลับกันไปมา และเมื่อมื้ออาหารจบลงทิวากรก็เดินตามเจ้าสายฟ้าออกไป

 

"ทิวา ไหนบอกฉันมาหน่อยว่าทิวาเป็นใคร" คำถามแรกที่ถูกถามทำเอาทิวากรนิ่งและก้มหน้าลงต่ำอย่างยอมรับตนเอง เจ้าสายฟ้ายืนทอดสายตามองไปยังสวนมะลิที่กำลังออกดอกอยู่เต็มสวยจนกลิ่นหอมหวลโชยมาแตะจมูกพาให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่สำหรับทิวากรที่เห็นเพียงแผ่นหลังของคนที่เป็นพี่ชายของคนรัก ท่าทางของเจ้าสายฟ้านั้นน่าเกรงขามเสมอ

 

"กระหม่อมคือทิวากร เป็นคนสามัญ เป็นนายแพทย์ธรรมดาๆที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล..."

 

"เเล้วม่านหมอกเป็นใคร? " เจ้าสายฟ้าถามต่อ

 

"เจ้าม่านคือเจ้า เจ้าบุรีรัตน์แห่งลำปาง คือหม่อมเจ้าสสิระ สืบราชสกุล ศศิวงศ์"

 

"ทิวาเห็นอะไรบ้างไหม? " เจ้าสายฟ้าหันกลับมามองทิวากรที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นไม้อย่างเจียมตัว เจ้าถอนหายใจออกมา

 

" กระหม่อมรู้ดีว่าตนเองต้อยต่ำ ไม่เคยคิดจะเทียบเคียงกับเจ้าหรือเจ้าม่านเลยสักครั้ง ไม่ใช่แค่เปรียบเทียบ แต่กระหม่อมไม่เคยคิดอาจเอื้อม" น้ำเสียงของทิวากรสั่นเครือเมื่อคิดว่าตนเองคงกำลังจะถูกเจ้าสายฟ้าสั่งตัดขาดกับเจ้าม่านเป็นแน่แล้ว

 

หมดเวลาความสุขของทิวากรแล้ว ถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ดวงนี้จะหายไป ถ้าดวงอาทิตย์ดวงนี้ยังอยู่ก็จะเป็นม่านหมอกที่ต้องสูญสลาย แต่หากไม่มีดวงอาทิตย์ดวงนี้แล้ว ม่านหมอกก็จะยังคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป เพราะมีเขาเจ้าถึงต้องถูกคนมองว่าโน้มตัวลงมาอยู่ในที่ต่ำ ถ้าไม่มีเขาเจ้าม่านก็จะยังคงเป็นเจ้าที่อยู่สูง อยู่ในที่ที่ควร...

 

" ฉันจะส่งทิวาไปเป็นหมอในโรงพยาบาลใหญ่ที่พระนคร"

 

"เจ้า! " ราวกับฟ้าผ่าลงที่กลางตัว ทิวากรเหมือนคนหมดแรง ชาไปหมดทั้งตัว ไม่ใช่แค่ถูกตัดขาด แต่กำลังถูกจับแยกห่างออกจากกัน ไม่มีวันได้เห็นหน้า ไม่มีโอกาสได้ยินเสียง ไม่มีเจ้าม่าน...

 

"ฉันจะให้ไปประจำที่นั่นสักปีสองปี กลับมาก็มาบริหารโรงพยาบาลที่นี่ ในฐานะของหมอคงจะไปได้ไกลสุดในตำแหน่งนี้" เจ้าสายฟ้าหันกลับไปมองดอกมะลิเบื้องหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นดวงตาที่เอ่คลอไปด้วยหยาดน้ำของทิวากร เขาเห็นเด็กคนนี้เป็นน้องชายคนหนึ่ง เอ็นดูไม่ต่างจากม่านหมอกเลยสักนิด โตมาด้วยกัน เขายังเคยช่วยคำหล้าเลี้ยงทิวากรเมื่อครั้งยังเด็กเสียด้วยซ้ำ

 

" ทำตัวเองให้เหมาะสมกับม่านหมอก ให้น้องของฉันเสื่อมเกียรติน้อยที่สุดหากเลือกทิวาเป็นคนรัก ทิวาทำเพื่อม่านหมอกได้หรือไม่"

 

!!!

 

"จะ เจ้าสายฟ้า" ทิวากรเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างยากลำบาก เขาไม่ได้หูฝาดไปใข่หรือเปล่า เจ้าสายฟ้าจะยกเจ้าม่านให้ แต่เขาต้อวพัฒนาตัวเอง ทำตัวเองให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในฐานะสามัญชน เจ้าไม่ได้ขัดขวางเขากับเจ้าม่าน แต่เจ้ากำลังช่วยชี้ทางให้เขาได้มีโอกาสครองรักกับเจ้าม่านอย่างมีความสุข

 

"ไปคุยกับม่านหมอกให้เข้าใจ ฉันให้เวลาแค่หนึ่งเดือน นี่ถือว่าฉันช่วยจนถึงที่สุดแล้ว"

 

"เป็นพระกรุณา เป็นพระกรุณากระหม่อม" ร่างสูงเอ่ยทั้งน้ำตา ไม่ง่ายเลยที่คนที่มีฐานะสูงส่งถึงเพียงนี้จะยอมรับเขาที่เป็นคนธรรมดา และยิ่งเป็นการเสื่อมเกียรติเสื่อมยศเสื่อมเสียเมื่อทั้งเขาและเจ้าม่านหมอกต่างก็เป็นชาย ทั้งพระญาติทั้งคนทั่วไปจะด่าทอเจ้าเอาได้ว่าเป็นพวกวิกลจริต เป็นลักเพศ​ ไม่คิดไม่ฝันจริวๆว่าเจ้าสายฟ้าจะยื่นมือมาช่วย แต่ทิวากรก็รู้ตัวดีว่าเจ้าไม่ได้ช่วยเพราะตัวเขา แต่ที่ช่วยก็เพราะเจ้าม่าน ม่านหมอกที่เป็นแก้วตาและดวงใจของคนในม่อนผาคำแห่งนี้

 

"ไปเถอะ ไปคุยกับม่านหมอกเสีย ป่านนี้คงห่วงแย่แล้ว" เสียงของเจ้าสายฟ้าอ่อนลงเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆดังออกมาจากด้านหลัง และด้วยคร้านจะทนฟังจึงไล่ไปให้พ้นๆจากตรงที่เจ้าอยู่ แค่เท่านี้ก็ช่วยจนน่าเกลียดแล้ว กว่าจะหาทางให้ทิวากรได้ทำงานในตำแหน่งสูงๆได้ไม่ง่ายเลย ไหนจะเรื่องที่จะให้กลับมาบริหารโรงพยาบาลที่ลำปางนี่อีก เจ้าเอาเกียรติเอาศักดิ์ศรี​ตนเองไปประกันให้ตั้งเท่าไหร่ หากเจ้าเกิดมองทิวากรผิดไปก็คงทำได้แค่รอรับผลแห่งการกระทำ ไม่ต้องคิดเลยว่าบรรดาราชนิกุลจะมองเขาและน้องชายอย่างไร

 

"พี่ทิวา!!! ทำไมร้องห่มร้องไห้เช่นนี้ เจ้าพี่ทำอะไรพี่ทิวาบอกม่านมา" เจ้าม่านหมอกที่เดินวนไปวนมาอยู่กลางเรือนรีบวิ่งเข้าไปหาทิวากรทีาเดินเอามือปาดน้ำตาออกมา ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายร้องไห้เลยสักครั้ง เจ้าม่านไม่สามารถคิดเป็นอื่นได้นอกจากพี่ชายจะคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์​ระหว่างเขากับพี่ทิวา

 

" เจ้าสายฟ้าไม่ได้ทำอะไรกระหม่อม เจ้าแค่จะส่งกระหม่อมไปทำงานที่พระนคร" ร่างสูงคลี่ยิ้มด้วยความดีอกดีใจ ยิ่งวาดฝันถึงวันที่จะได้คู่เคียงกับคนรักก็ยิ่งแทบทนรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหว

 

"พระนคร! ม่านจะไปคุยกับเจ้าพี่! " ร่างเล็กรีบสืบเท้าเดินไปทางที่ทิวากรเพิ่งเดินจากมา แต่ก็ถูกแขนแข็งแรงของคนรักดึงรั้งเอาไว้ แต่เจ้ายังรั้นสะบัดแขนของทิวากรให้หลุดออกจากตัวตามแรงอารมณ์ ทำไมต้องทำกันถึงเพียงนี้ด้วย ห้ามไม่ให้รักยังพอทำใจ ขอแค่ได้เห็นหน้ากันบ้าง แต่นี่กีดกันไล่ให้ทิวากรต้องจากไปไกล เจ้าม่านทำใจไม่ได้ ต่อให้ครั้งที่ต้องพนมมือวอนขออยู่แทบเท้าพี่ชายก็จะยอม ขอแค่ได้อยู่กับทิวากร

 

"เดี๋ยวเจ้าม่าน ฟังกระหม่อมก่อน" ทิวากรเอ่ยเรียกก่อนจะรีบวิ่งไปรั้งอีกฝ่ายไว้อีกครั้งด้วยออมกอดของตนเอง รวบตัวเจ้าไว้แน่นด้วยวงแขนของเขา

 

"ปล่อยม่านนะพี่ทิวา ฮึก พี่จะยอม ยอมไปจากม่านจริงๆหรือ ม่านไม่ยอม ไม่ยอมนะ ฮืออๆ" มือเล็กๆระดมทุบไปตามท่อนแขนที่โอบรัดอยู่ที่หน้าท้องของตน แต่ยิ่งแกะยิ่งทุบกลับยิ่งรัดจนแน่น

 

"เจ้าม่านฟังกระหม่อม ฟังกันก่อนนะกระหม่อม กระหม่อมมีเรื่องต้องบอกต้องอธิบาย"

 

"ทำไม จะช่วยพูดเข้าข้างเจ้าพี่หรือ จะอธิบายให้ม่านฟังว่าพี่ไม่เหมาะสมเลยจะยอมทำตามเจ้าพี่ จะทิ้งม่านไป อย่างนั้นหรือพี่ทิวา" ม่านหมอกต่อว่าทั้งน้ำตา สะอึกสะอื้น​อยู่ในอ้อมกอดนั้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

 

คุณสายที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์​เข้าก็รีบไล่พวกบ่าวออกจากบริเวณนั้น เรื่องนี้คุณสายเคยถูกเจ้าสายฟ้าเรียกไปถาม และได้รับรู้ถึงเรื่องของทั้งสองเข้า คราวแรกก็ตกใจและอยากจะต่อว่าสั่งสอนอยู่เช่นกัน แต่พอเห็นเจ้าม่านยิ้มมีความสุขเมื่ออยู่กับทิวากรก็ทำไม่ลง จะทำลงได้อย่างไร พรากร้อยยิ้มไปจากเจ้า เจ้าที่สดใสและเป็นดวงใจของม่อนผาคำ

 

"เจ้าม่าน ไม่ใช่อย่างที่เจ้าเข้าใจจริงๆ กระหม่อมไปเพียงแค่ปีสองปีแล้วจะรีบกลับมา"

 

"หมายความว่าอย่างไร ปีสองปี..."

 

"เจ้าสายฟ้าให้กระหม่อมย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ให้พัฒนาตัวเอง กลับมาจะได้บริหารโรงพยาลที่เจ้ากำลังจะสร้าง" เจ้าม่านหมอกหยุดนิ่ง ตีความคำพูดของทิวากร เจ้าพี่จะสร้างโรงพยาบาล จะให้ทิวากรเป็นคนบริหารจัดการ ในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เริ่มมีการก่อตั้งโรงพยาบาล​แห่งแรกและจนถึงตอนนี้โรงพยาบาลก็ยังมีไม่กี่แห่ง การสร้างโรงพยาบาลในช่วงนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ การยกโรงพยาบาล​ที่สร้างขึ้นให้ทิวากรดูแลนั้นจึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าพี่สนับสนุนทิวากร...

 

"เจ้าสายฟ้าให้กระหม่อมทำตัวให้คู่ควร ให้เจ้าเสื่อมเกียรติน้อยที่สุดหากเจ้าเลือกกระหม่อมเป็นคู่ชีวิต... แม้เป็นสามัญชนแต่ก็ต้องเป็นสามัญชนที่มียศตำแหน่งสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้"

 

"พี่ทิวา เช่นนั้น เช่นนั้นเจ้าพี่ก็ยอมรับความรักของเราใช่ไหม" เจ้าหันกลับไปหาทิวากรที่ยอมปล่อยมือออกจากเอวบางของเจ้า ทิวากรยิ้มแล้วพยักหน้าตอบอย่างตื้นตันไม่ต่างกัน

 

" ฮึก ม่านดีใจ ดีใจเป็นที่สุด" ร่างเล็กโผเข้ากอดร่างสูงของทิวากรจนแน่น กอดจนตัวของเจ้าแทบจะฝังเข้าไปในแผ่นอกกว้างของทิวากร

 

" เจ้าม่าน กระหม่อมรู้ว่าเจ้าดีพระทัย แต่นี่มันกลางเรือน..." คนตัวโตแย้งเสียงเบา แม้แขนข้างหนึ่งจะโอบเอวของเจ้าเป็นการกอดตอบ แต่อีกมือทิวากรยกขึ้นถูดจมูกอย่างเก้อเขินทำอะไรไม่ถูก ยืนกอดกันกลมที่กลางเรือน เเล้วเจ้าก็กอดเขาเสียแน่น เท่านี้ก็พอให้เขาเสียอาการและตกประหม่าได้แล้ว

 

".... ม่านลืมตัวไปหน่อย ขอโทษที" เจ้าม่านรีบผละออกก่อนจะยิ้มเจื่อนๆแล้วหันหน้ามองซ้ายมองขวากลัวคนมาเห็น ถึงเจ้าพี่จะเห็นด้วยให้รักกันได้ก็ใช้ว่าจะทำตัวไม่เหมาะสมได้ ในที่ลับตาก็ว่าไปอย่าง...

 

"แล้วพี่จะไปเมื่อไหร่"

 

"เดือนหน้ากระหม่อม รีบไปจะไปรีบกลับ"

 

" เดือนหน้า... เช่นนั้นม่านจะทำของแห้งกับพวกขนมที่เก็บไว้ได้นานๆให้พี่เอาไปด้วย เสื้อผ้าต้องเอามาคัดมาเลือก แต่ม่านไม่ให้เอาไปเยอะนะ ในหนึ่งปีพี่ต้องกลับมาหาม่านบ้าง ม่านทนไม่ไหวหรอก" เจ้าม่านทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะร่ายออกมายาวเหยียด ทิวากรอมยิ้มเมื่อเจ้าทำตัวเหมือนเป็นภริยาของเขาอย่างไรอย่างนั้น จัดแจงทุกอย่างให้พร้อมสรรพ รวมถึงเรื่องกลับมาหาเจ้าที่ม่อนผาคำนี่ด้วย

 

" กระหม่อมแล้วแต่เจ้า ตามพระทัยเจ้าทุกอย่าง แต่เรื่องกลับม่อนผาคำคงต้องแล้วแต่วันเวลาเอื้ออำนวย" ทิวากรเอ่ย

 

"เอื้อไม่เอื้อก็ต้องกลับ ไม่เช่นนั้นไม่ให้ไป" เจ้าม่านตอบกลับอย่างรวดเร็ว ให้รอจดหมายรอโทรเลขอย่างเดียวเจ้าคงทนไม่ไหว มันเกินจะทน ไม่อย่างนั้นคงต้องเป็นฝ่ายไปหาทิวากรให้รู้แล้วรู้รอดเข้าสักวัน

 

" ยอมแล้วกระหม่อม กระหม่อมยอมเจ้าทุกอย่าง" คำพูดธรรมดาๆของทิวากรทำเอาคนฟังใบหน้าเห่อร้อน ทิวากรยอมให้เจ้า อย่างนี้นับว่าเป็นคำหวานหรือไม่ ฟังดูเหมือนคำว่ายอมศิโรราบ​ เหมือนยอมให้เมียมีอำนาจเหนือกว่า ไม่สิ เจ้าไม่ใช่เมียของทิวากรเสียหน่อย ยิ่งคิดใบหน้ายิ่งร้อนผ่าว

 

" ม่านจะไปดูสวนมะลิแล้ว" ขาเรียวเล็กรีบก้าวเดินออกไปจนทิวากรที่ยืนอยู่ทำหน้างง เขาพูดอะไรผิดไปหรือ หรือว่าจะพูดไม่เข้าหู อย่างนั้นคงต้องรีบตามไปทำให้เจ้าหายโกรธ ให้เจ้าอารมณ์​ดี เพราะเขาไม่อยากให้เจ้าแง่งอนเขานานๆ^^

 

 

 

ความคิดเห็น