ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน ๑

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มิ.ย. 2563 09:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑
แบบอักษร

 

 

ดึกดื่นคืนค่ำมิยอมนอน คิดถึงอรชรยามโมกโชย... 

 

วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ บนตึกทรงฝรั่งอันโอ่อ่าเงียบสงัดยิ่งนัก ในห้องพระบนชั้นสองเปิดไฟสว่าง หญิงต่างวัยนั่งพับเพียบอยู่บนพรมเนื้อนุ่มหน้าโต๊ะหมู่บูชา

"ไม่ต้องอยู่เฝ้าป้าหรอกแม่บัว คืนนี้ป้าจะสวดมนต์นั่งสมาธิสักหน่อย กลับเรือนไปเสียเถอะ" น้ำเสียงคุณหญิงชื่นนุ่มนวล สายตาที่มองไปยังหลานสาวเจือด้วยความเศร้าส้อยลึกล้ำ

"คุณป้าไม่ให้บัวนอนเป็นเพื่อนหรือเจ้าคะ"

"ไม่ต้องหรอก ป้าตั้งใจจะนั่งสมาธิอยู่ที่นี่จนย่ำรุ่ง" 

คืนนี้หล่อนจะสวดภาวนาให้สามีรอดพ้นจากอาการเจ็บไข้เรื้อรังที่เป็นอยู่...

"เจ้าค่ะ"

เด็กสาววัยกำดัดก้มหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตสุกสกาวสะท้อนความห่วงใยในตัวผู้เป็นป้าครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างอ้อนแอ้นอรชรจะคลานเข่าออกมาจากห้องพระ

ครั้นปิดประตูลงได้ แววตาของเจ้าตัวเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นราวกับเป็นคนละคน

เธอจัดผ้าแพรคลุมไหล่ให้รัดกุมก่อนจะเดินลงจากตึกใหญ่ ไม่ได้กลับไปยังเรือนของตนในทันที หากแต่หยุดยืนอยู่ข้างสระน้ำในสวน เงยหน้ามองพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างกลางท้องนภาอันไร้เมฆมัวบดบัง

นึกสงสัยว่าจันทร์ดวงนี้จะเป็นจันทร์ดวงเดียวกับที่เธอ 'เคย' เห็นหร่ือไม่

รูปทรงและแสงสีเงินยวงส่องสว่างนวลตาหาได้แตกต่าง

แต่ตัวเธอไม่เหมือนเดิม ข้างในร่างแน่งน้อยอรชรนี้หาใช่หลานสาวของหญิงวัยต้นสี่สิบที่บ่าวไพร่เรียกขานว่าคุณหญิงชื่นไม่ แม้จะเข้ามาอาศัยในร่างนี้ถึงสามเดือนแล้ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ไม่เลวนัก ทว่าก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน

มีเพียงแต่ชื่อบัวเท่านั้นที่คุ้นเคย...เมื่อก่อนเธอก็ชื่อบัว

หลุบตาลงมองเงาจันทร์ในสระน้ำ เห็นใบหน้าของตนสะท้อนอยู่บนผิวน้ำเรียบนิ่ง ใบหน้าอ้อนหวานของเด็กสาววัยแรกผลิที่สะท้อนรางเลือนหาใช่ใบหน้าที่คุ้นเคยมาตลอดยี่สิบห้าปี ร่างนี้เพิ่งย่างสิบหกเท่านั้น ยังโตไม่เต็มสาวเลยเสียด้วย

ไม่คิดว่าเพียงถูกคนผลักตกบันได ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ในร่างของคนอื่นเสียแล้ว

อีกทั้งยังโผล่เข้ามาในโลกที่เธอไม่รู้จัก...

เธอย้อนเวลามาในอดีต แต่ยุคสมัยนี้กลับไม่ใช่ 'ยุคสมัย' ที่เธอรู้จัก วิชาประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาคืนครูไปหมดแล้ว บัวอาศัยการคาดเดาเอาว่า สมัยนี้น่าจะอยู่ในยุครัชกาลที่ห้าที่หก ทว่าก็มีหลายอย่างไม่เหมือนกับที่เธอเคยรูู้เห็นผ่านตามา

บัวสันนิษฐานว่าวิญญาณของเธอไม่ได้เดินทางมาในโลกอดีตเพียงอย่างเดียว

แต่ยังย้อนกลับมาในยุคอดีตของโลกคู่ขนานที่คล้ายคลึงกับโลกของเธอเสียมากกว่า เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยแรกรุ่นที่ชื่อบัว แม่บัว...ที่อ่อนหวานนุ่มนิ่มดุจดั่งดอกบัวที่หุบกลีบอยู่กลางสระน้ำ ขัดแย้งกับตัวตนดั้งเดิมของเธอ

ทว่าการแสแสร้งตบตาคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้คนดีอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้ร้ายกาจถึงขนาดที่จะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เช่นนี้ เพียงทำลายความสุขของคนคู่หนึ่ง เธอต้องมารับเคราะห์กรรมถึงขนาดนี้เชียวหรือ วูบนั้นริมฝีปากอิ่มเต็มบิดเบ้ แววตาเคียดขึ้งทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในเสี้ยวนาทีนั้น

ไม่ยุติธรรม!

ลมหอบใหญ่พลันผัดผ่านมา เป่าผิวน้ำเรียบนิ่งในสระให้เกิดเป็นริ้วคลื่น เงาสะท้อนใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราบิดเบี้ยว ขนอ่อนบนหลังคอของเด็กสาวลุกชัน ได้กลิ่นหอมเยือกเย็นของต้นโมก บัวย่นหัวคิ้วในเรือนของพระยาพิทักษ์ธานีหรือเจ้าคุณเชิด ลุงเขยของเธอ ไม่ได้ปลูกไม้หอมชนิดนี้มาก่อน

แล้วกลิ่นดอกโมกมาจากที่ใด...

เสียงในหัวสั่งการให้สองเท้าของบัวก้าวเดินไปข้างหน้า ไปยังเรือนหลังของพุดซ้อน เมียคนที่สามของเจ้าของบ้าน หล่อนเป็นคนโปรดจึงมีเรือนเล็กเป็นของตนเอง

เรือนของพุดซ้อนอยู่ไม่ไกลจากเรือนพักของเธอ

บัวรีบหลับไปยืนข้างหลังพุ่มไม้ เมื่อเห็นเงาหลังของชายฉรรรจ์ก้าวขึ้นกระไดเรือนหลังนั้น ร่างของเขาสูงใหญ่แต่ดูปราดเปรียว ท่อนล่างนุ่งผ้าเตี่ยวสีทึม เผยให้เห็นท่อนขาเพรียวยาวสีทองแดง เขาแต่งกายเยี่ยงบ่าวชั้นล่างในเรือน

แล้วบ่าวชั้นล่างมาทำอะไรที่เรือนพุดซ้อนในเพลานี้ 

บางสิ่งกระตุ้นความอย่างรู้ของเธออย่างยิ่งยวด

รอครู่หนึ่งก่อนที่บัวจะก้าวตามขึ้นไป มองไม่เห็นนังปลูกบ่าวรับใช้ของฝ่ายนั้นเฝ้า สิ่งแรกที่รู้สึกคือพื้นกระดานเรือนโยกไหว แว่วเสียงหอบหายใจดังมาจากในห้องของพุดซ้อน

หึ...บ่าวชั้นล่างนั่นคงเป็นชายชู้ของพุดซ้อนแน่แล้ว

มีมนุษย์ท่ี่ไหน ย่อมมีกิเลสตัณหาที่นั่น บัวคิดอย่างเยาะหยัน นึกถึงชายโฉดหญิงชั่วคู่หนึ่งในความทรงจำขึ้นมา

'มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิดนะบัว'

'พี่ขอโทษพี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น'

ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น หรือไม่ได้ตั้งใจให้เธอรู้กันแน่!

ช่างเถิด...ตอนนี้ใครจะคบชู้สู่ชายก็ไม่เกี่ยวกับเธอ อย่าแส่หาเรื่องไปมากกว่านี้ กำลังจะหันหลังกลับ กลิ่นโมกยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น กลิ่นหอมแรงนั่นคล้ายมีฤทธิ์มอมเมาจิตใจ ร่างอ้อนแอ้นหันกลับไปมองยังห้องนอนของพุดซ้อนอีกครั้ง

บานประตูค่อยๆ แง้มออกจากกันราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงมันออก

บัวจรดฝีเท้าเข้าไปใกล้...

มองผ่านช่องว่างแคบๆ เข้าไป คลื่นอารมณ์เร่าร้อนสาดซัดเข้าใส่จิตสำนึกของเธอในทันใด ราคะที่แผ่กำจายออกมาจากร่างเปล่าเปลือยของหญิงสาววัยสะพรั่งที่ถูกร่างใหญ่หนาสีทองแดงโถมทับเอาไว้ สะโพกเพรียวเคลื่อนขยับอยู่กลางหว่างขาของหล่อน

เธอมองเห็นหยาดเหงื่อผุดพรายบนแผ่นหลังและบั้นท้ายแน่นหนั่นด้วยกล้ามเนื้อที่กำลังโยกขยับของชายคนนั้น

ลำคอของเธอแห้งผาก ไม่ได้ไร้เดียงสากับเรื่องพรรค์นี้ ทว่าเธอก็เป็นผู้หญิงย่อมมีความกระดากอาย อีกทั้งนร่างกายที่เธออาศัยก็อ่อนต่อโลกใบนี้ คงเป็นเพราะเพราะฮอร์โมนของวัยแรกรุ่นกระมัง ที่กระตุ้นให้เธอเกิดอารมณ์ไม่ควรขึ้นมา เนื้อตัวเธอร้อนวูบวาบราวกับจะจับไข้

ความรู้สึก 'ไม่สบายตัว' แล่นลงไปยังท้องน้อย...

สองตาของสาวน้อยจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างกำยำ ผิวสีทองแดงชื้นฉ่ำด้วยหยาดเหงื่อ เขาขย่มสะโพกเข้าออกไม่หยุดหย่อน ราวกับจะบดขยี้อีกฝ่ายให้จมธรณี ขาเตียงสั่นคลอน สะเทือนกระทั่งพื้นกระดานที่เหยียบยืน หากแต่ใบหน้าที่สะท้อนบนคันฉ่องบนโต๊ะข้างหัวนอนของชายหนุ่มกลับเรียบเฉยนัก ราวกับตนไม่ใช่คนที่กำลังเสพสังวาสกับสาวงามบนเตียงนอน

"คุณสน...คุณสนเจ้าขา" พุดซ้อนส่งเสียงสะอื้นโหยหาย ราวกับจะร้องขอชีิวิตจากอีกฝ่าย

"คุณสน"

หล่อนกรีดร้องเสียงแหลมเมื่อเสร็จสม ไม่แยแสว่าเสียงของตนจะปลุกคนทั้งบ้านพระยาพิทักษ์ธานีให้ตื่นขึ้นมา ใบหน้าของบัวร้อนฉ่าจบแทบจะไร้ความรู้สึกไปเสียแล้ว เพราะเสียงร้องของพุดซ้อนทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์อันชวนพิศวง

เด็กสาวรีบเบือนหน้าหนี้ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ แข้งขาคล้ายจะอ่อนแรงเสียดื้อๆ กระนั้นหูก็ยังแว่วเสียงคนข้างใน คล้ายกำลังพูดอยู่ข้างๆ หู

"คุณสนจะมาเยี่ยมพุดซ้อนอีกเมื่อไรเจ้าคะ"

"ไว้ฉันจะบอก"

น้ำเสียงของนั้นนุ่มนวลชวนใจ หากแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ หัวคิ้วของคนที่ลอบฟังหนุ่มสาวพลอดรักย่นหัวคิ้ว

ประหลาดนัก... 

สามเดือนที่อยู่ในร่างนี้ บัวค้นพบว่าตนมีความสามารถประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือการหยั่งรู้อารมณ์และความรู้สึกของคนรอบข้าง ไม่รู้ว่าความสามารถประหลาดนี้ติดตัวเด็กสาวมาตั้งแต่ต้น หรือว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเธอเข้ามา 'สิง' ร่างของหล่อน

บัวหยั่งความรู้สึกของผู้คนผ่านการสัมผัสแตะต้อง หรือหากอารมณ์มีความรุนแรงมากก็สัมผัสได้แม้ไม่ต้องแตะตัว ถึงไม่อาจอ่านความคิดที่ซ่อนซุกในใจคน หากแต่ก็ใช้มันเพื่อหยั่งใจได้ว่าคนผู้นั้นเป็นคนอย่างไร ตอนนี้พื้นอารมณ์กำลังเป็นเช่นไร

"ฉันจะไปแล้ว"

ชายชู้บอกพุดซ้อน ได้ยินเสียงหญิงสาวพร่ำคำรัก ต้องการรั้งตัวคนเอาไว้ บัวอาศัยจังหวะนั้นรีบรุดหลบไปยืนข้างเสาเรือน ไม่นานประตูก็แง้มเปิดออก แสงจันทร์เงินยวงเผยให้เห็นเสี้ยวหน้าของชายฉกรรจ์ เห็นมุมที่เธอยืนอยู่เห็นเค้าคมคายได้รางๆ ท่าทางของเขาสงบเยือกเย็น ราวกับว่าตนมิได้กำลังย่องขึ้นเรือนของเมียคนอื่น

ชายชู้ของพุดซ้อนก้าวลงกระไดเรือนเดินลับหายไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นดอกโมกอ่อนจาง

รอจนแน่ใจแล้วว่าปลอดผู้คน บัวจึงก้าวเดินออกมาจากที่ซ่อน แล้วรีบลงจากเรือนของพุดซ้อน

"ไม่น่าแส่หาเรื่องเลย"

เธอพึมพำ เร่งฝีเท้ากลับไปยังเรือนนอนของตน พยายามไม่คิดถึงความประหลาดของชายฉกรรจ์คนนั้น บอกตนเองไม่ให้สนใจว่าเขาเป็นใครมาจากไหน มาจากที่ใด และจะไปที่ใด

สัญชาตญาณเตือนเธอให้ถอยห่างจากชายคนนั้น

เขาไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับเธอ!

บัวรีบกลับขึ้นบนเรือนของด้วยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ยี่เข่งสาวใช้ที่คอยดูแลเธอเข้าห้องนอนไปแล้ว นับแต่ลุงเขยอาการทรุดหนักเธอก็ต้องขึ้นไปนอนเป็นเพื่อนคนเป็นป้าบนตึกใหญ่ หญิงสาวเปิดประตูลงกลอน ลั่นดาลหน้าต่างให้มิดชิดแล้วล้มตัวลงนอน ไม่อาจข่มความปั่นปวนในหัวใจได้

ชายที่ชื่อสนคนนั้นเป็นใคร

ถึงแต่งกายเยี่ยงบ่าวไพร่ แต่จิตใต้สำนึกลึกๆ บอกเธอว่าเขามิน่าจะใช่บ่าวในเรือนพระยาพิทักษ์ธานี

ร่างแน่งน้อยนอนกระสับกระส่ายไปมาอยู่นาน จนสรรพสำเนียงรอบข้างสงัดเงียบยิ่งกว่าเดิมก็เริ่มเคลิ้มสู่ภวังค์นิทรา พลันเด็กสาวก็สะดุ้งขึ้นมา รู้สึกถึงท่อนแขนหนักๆ ที่โอบรัดรอบเอวเธอไว้อย่างแน่นหนา ได้ยินเสียงต่ำพร่ากระซิบที่ข้างหู

"อยากรู้จักฉันจริงๆ รึ...แม่บัว"

To be continued... 

อยากรู้จักพี่เค้ารึเปล่าจ๊ะ? 

ฮ่าๆ ไม่เคยเขียนแนวย้อนยุค อีโรติก ลี้ลับมาก่อน ประวัติศาสตร์ไม่มั่น ก็เลยขอเป็นโลกคู่ขนานแล้วกันเนอะ แต่ passion มาเต็มนะจะบอก เขียนแล้วลงเลยอาจจะมีการแก้ไขประปรายเหมือนเคยนะจ๊ะ ฝากล่วยน้า ชอบไม่ชอบบอกกันมั่งน้า >///< 

 

 

ความคิดเห็น