facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์และกำลังใจนะคะ :)

Chapter 3: รอยยิ้มที่เป็นดั่งพลังใจ

ชื่อตอน : Chapter 3: รอยยิ้มที่เป็นดั่งพลังใจ

คำค้น : Yaoi จดหมาย นักเขียน รักแรกพบ NC18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2563 02:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 3: รอยยิ้มที่เป็นดั่งพลังใจ
แบบอักษร

              ฝนที่เทลงมาอย่างกับฟ้ารั่วเมื่อตอนช่วงสายเริ่มซาและหยุดลงในที่สุด นับเป็นโชคดีที่ภูวนัทกลับถึงคอนโดฯ ด้วยเนื้อตัวอันแห้งสนิท พอเข้าไปในห้องก็โยนกระเป๋าเป้ลงบนโซฟา แวะล้างมือก่อนหยิบจานกับช้อนส้อมจากส่วนที่กั้นเป็นห้องครัว แล้วเดินถือถุงใส่ผัดซีอิ๊วทะเลไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ เปิดแล็ปท็อปหาอะไรดูไปพลางขณะจัดการกับมื้อเย็น วันนี้เลิกเร็วจึงพอมีเวลาซื้ออาหารมากินบนห้องและอ้อยอิ่งได้บ้าง จนได้เวลาก็อาบน้ำแต่งตัวไปทำงานตามปกติ เริ่มงานด้วยการเติมสต็อกสินค้าเช่นเดิม แต่เพราะวันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝนทั้งวันลูกค้าในร้านจึงไม่หนาตาเหมือนทุกครั้ง 

              “ถ้าช่วงหัวค่ำคนยังน้อยอยู่พี่ว่าจะปิดร้านเร็วหน่อย แล้วไปหาอะไรกินกันดีปะ” ปัณณวัฒน์เอ่ยปากชวนพนักงานรอบบ่ายทั้งสามคน 

              “ผมกับพี่ทรไม่มีปัญหาอยู่แล้วพี่ปั้นก็รู้ ไปไหนไปกัน นัทน่ะสิ ไม่เคยยอมไปกับพวกเราเลย” เมธาว่าพลางหันไปเลิกคิ้วมองเพื่อนร่วมงานซึ่งทำท่าอึกอักพร้อมยิ้มแหยเมื่อได้ยินคำพูดของเขา 

              “พี่รู้ว่านัทมีเรียนตอนเช้า แต่คราวนี้ไม่ใช่การไปต่อหลังเลิกงาน เพราะงั้นไม่ดึกมากหรอก พี่ตั้งใจปิดร้านเร็วเพราะไม่มีลูกค้า แล้วแค่อยากพาไปหาอะไรกินแถวร้านนี่แหละ ว่าไง ไปป่าว” เจ้าของร้านหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ภูวนัทไม่เคยไปไหนกับคนในร้านเลยจริง ๆ และคราวนี้คงยกเอาคำว่าไม่อยากกลับดึกเพราะมีเรียนมาเป็นข้ออ้างไม่ได้จึงตอบตกลง “ถ้างั้นก็คงไม่ดึกเกินไป นัทคิดว่าน่าจะไปได้ครับ” 

              “โอ้โห แบบนี้เราควรฉลองปะพี่ปั้น ทำงานกันมาตั้งนานนัทเพิ่งยอมไปกับพวกเราเป็นครั้งแรกเลย” เพื่อนร่วมงานหนุ่มมาดกวนว่า 

              “ได้เลย พี่ตั้งใจเลี้ยงอยู่แล้ว ถือว่าฉลองไปเลยแล้วกันเนอะ” ปัณณวัฒน์เอ่ยอย่างอารมณ์ดี 

              “ปิดร้านตอนนี้เลยไหมพี่ ผมจะได้ไปบอกลูกค้า” ชนินทรกระเซ้า แล้วมองไปยังลูกค้าสี่ห้าโต๊ะที่นั่งอยู่ในร้าน 

              “นั่นสินะ ถ้านั่งยาวละก็แย่แน่ นัทไปบอกลูกค้าให้พี่หน่อยว่าร้านจะปิดแล้ว” คนเป็นเจ้าของร้านแสร้งพูด แต่ภูวนัทคิดว่าอีกฝ่ายจริงจังจึงกล่าวแย้ง 

“จะดีเหรอครับพี่ปั้น นัทกลัวลูกค้าโกรธอะ แล้วลูกค้าคนนั้นก็เพิ่งเข้ามานั่งได้ไม่นานเองนะครับ”  

              ได้ยินดังนั้นปัณณวัฒน์ก็หัวเราะร่วน เขาโบกไม้โบกมือแล้วรีบแก้ “พี่พูดเล่น พี่ไม่มีทางไล่ลูกค้าออกจากร้านเพราะอยากไปปาร์ตี้กับพวกเราแน่ ๆ ไม่ต้องห่วงเลย แต่ปิดร้านเร็วนี่ปิดจริง” พูดจบเขาก็เดินไปกลับป้ายแขวนหน้าประตูร้านให้เป็นคำว่า ‘ปิด’ แล้วเดินกลับไปยังหน้าเคาน์เตอร์ 

              “ปล่อยให้ลูกค้านั่งต่อตามอัธยาศัยเลย แต่ไม่รับลูกค้าเข้ามาเพิ่มแล้ว เดี๋ยวพี่ไปจัดการเอกสารในออฟฟิศก่อนนะ ลูกค้าออกไปหมดร้านเมื่อไหร่ค่อยปิดแคชเชียร์” ปัณณวัฒน์บอกชายหนุ่มทั้งสามก่อนเข้าไปหลังร้าน 

              หลังจากลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านและปิดงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว สี่หนุ่มจึงพากันออกไปหาร้านเหมาะ ๆ นั่งกินอาหารค่ำ และวางแผนไปดื่มต่อหลังจากนั้นโดยภูวนัทยืนกรานว่าจะกลับก่อน ทว่าลมฝนที่พัดแรงขึ้นทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกันกลับที่พัก 

แม้ว่าร้านอาหารดังกล่าวจะไม่ไกลจากคอนโดฯ มากนัก แต่กว่าภูวนัทจะไปถึงทางเข้าฝนก็เทลงมาเสียก่อนแล้ว เมื่อไปถึงหน้าห้องก็พบว่ามีจดหมายไม่จ่าหน้าวางอยู่บนพรมปูพื้น ด้วยความที่เขาเปียกไปทั้งเนื้อทั้งตัวจึงโยนมันไว้บนโต๊ะหนังสือเหมือนฉบับแรกแล้วตรงเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำสระผม อาบเสร็จก็เข้านอนทันทีด้วยความเพลีย และลืมเรื่องจดหมายไปเสียสนิทอีกครั้ง 

              ภูวนัทเอื้อมมือไปกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ตโฟน นอนบิดขี้เกียจอยู่พักหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังไม่ลืมตา อ้าปากหาวหวอดพลางยกมือขึ้นขยี้ตา ความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ทำให้รู้สึกว่ายังนอนไม่เต็มอิ่ม อีกทั้งเมื่อคืนก็ไปแวะกินอาหารค่ำกับพวกพี่ ๆ ที่ร้านกาแฟ นั่งกันนานจนเขาถึงคอนโดฯ ดึกกว่าตอนเลิกงานปกติเสียอีก 

              “เฮ่อ…ทำไมตอนเช้ามาถึงไวจัง เหมือนเพิ่งนอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง” บ่นอุบอิบกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลุกไปเข้าห้องน้ำด้วยความงัวเงีย 

              หลังจัดการกับกิจวัตรตอนเช้าเรียบร้อยจนพร้อมเดินทาง นักศึกษาหนุ่มก็คว้ากระเป๋าเป้แล้วออกจากห้องเพื่อไปหาอะไรกินตรงร้านแถวคอนโดฯ นั่นเอง เขามีเวลาถมเถสำหรับมื้อเช้าก่อนเดินทางไปมหาวิทยาลัย 

              “ย้ายไปอยู่คอนโดฯ หลายวันแล้วเป็นไงบ้างวะนัท ไม่เห็นเล่าให้ฟังบ้างเลย” อชิระ เพื่อนสนิทของภูวนัทเอ่ยทักเมื่อเขาไปถึงหน้าคณะ 

              “ก็ดี สะดวกดี ใกล้ที่ทำงาน ใกล้มหา’ลัย ห่างไกลครอบครัว” หนุ่มหน้าหวานพูดติดตลก อีกฝ่ายส่ายศีรษะแล้วหัวเราะก่อนตบบ่าคนพูดเบา ๆ 

              “เออ นั่นแหละข้อดีที่สุดสำหรับมึง แล้วที่ทำงานเป็นไงวะ รู้ว่าย้ายไปอยู่ใกล้แบบนั้นไม่ยกโขยงกันไปปาร์ตี้ที่ห้องมึงเหรอ” เพื่อนหนุ่มร่างสูงใหญ่ถาม 

              “ไม่ได้บอกใครน่ะ ขืนบอกคงได้นอนเช้า ไม่ได้ตื่นมาทันเข้าเรียนแน่” 

              คำตอบนั้นทำเอาคนถามทำหน้าฉงน “ไม่ได้บอกแม้แต่พี่ปั้นเหรอ ย้ายที่อยู่ก็ต้องแจ้งเขาปะ จะปิดพี่เขาเพื่อ? อีกอย่าง พี่ปั้นคงไม่เอาไปป่าวประกาศให้พนักงานรู้หรอกมั้ง” 

              ได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้นภูวนัทก็หัวเราะ “นี่ไม่รู้เหรอว่าพี่ปั้นน่ะขาปาร์ตี้เลย ถ้าเกิดรู้ว่ากูอยู่คอนโดฯ นั้น มีหวังมาที่ห้องกูทุกวัน” 

              “ถ้าพี่ปั้นไปห้องมึงทุกวัน กูไม่ยอมแน่ ต่อให้มึงเป็นเพื่อนสนิทก็เถอะ” คนตัวโตพูดสวนขึ้นมาทันที 

              “เฮ้ กูเคารพพี่เขา ไม่เคยคิดกับเขาแบบนั้นเลย แล้วอีกอย่าง มึงก็รู้ว่ากู…เอ่อ…” พูดเพียงเท่านั้นคนพูดก็เกิดอึกอักและหน้าแดง 

              “เออ…กูรู้ว่าผู้ชายตัวเล็กแบ๊ว ๆ แบบพี่ปั้นไม่ใช่แนวมึง กูก็ทำเป็นหมาหวงก้างไปงั้นแหละ ชาตินี้จะกล้าจีบพี่เขาตรง ๆ หรือเปล่ายังไม่รู้เลย เขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟจะมาแลอะไรกับนักศึกษาธรรมดา ๆ อย่างกู” อชิระพูดพลางถอนหายใจหนัก 

              “มึงชอบพี่เขาขนาดนี้ก็น่าจะเดินหน้าจีบไปเลยนะ จะมัวมารออะไรอยู่” ภูวนัทเอียงคอถามเพื่อนสนิท 

              “จีบไปก็เท่านั้น พี่เขาคงชอบคนเป็นผู้ใหญ่ ขรึม ๆ มากกว่า” พูดจบหนุ่มตัวโตก็ถอนหายใจอีกรอบ 

              “ไม่นะ พี่ปั้นบอกว่าไม่มีสเปกตายตัว แถมไม่ได้ชอบคนขรึม ๆ ด้วย ถ้าไม่เริ่มจะรู้ได้ยังไง รู้จักกันมาตั้งนาน มึงน่าจะลองคุยกับพี่เขาดูนะ” คนตัวเล็กกว่าแนะนำเพื่อน แต่อีกฝ่ายกลับส่ายศีรษะ “ก็เพราะรู้จักกันมานานน่ะสิ ยิ่งทำให้กูไม่กล้า…” เสียงถอนหายใจครั้งที่สามดังขึ้น ภูวนัทจึงเอื้อมมือไปตบบ่าเพื่อนเบา ๆ 

              “ของแบบนี้ไม่แน่หรอก ถ้าไม่อยากคุยกับพี่เขาตรง ๆ ก็ลองค่อย ๆ จีบดูก็ได้ ดูอย่างวิทย์สิ ตั้งหน้าตั้งตาจีบสาวต่างคณะจนสำเร็จเห็นปะ” เขายกตัวอย่างเพื่อนสนิทอีกคน ที่จีบสาวหนักมากจนพวกเขาแทบไม่เจอหน้าเลยนอกจากเวลาเข้าเรียน 

              “เทียบกับใครไม่เทียบ ไปเทียบกับไอ้วิทย์” อชิระพ่นลมหายใจเมื่ออีกฝ่ายพาดพิงถึงเพื่อนของพวกเขา “แต่ยังไงกูจะลองดูแล้วกัน อย่างน้อยก็ยังดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลังที่ไม่ได้พยายามอะไรเลย” พูดไปอย่างนั้นแต่ในใจของหนุ่มตัวโตก็แสนฝ่อ และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นปฏิบัติการจีบอย่างไร 

………………………………………. 

              วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ภูวนัทไม่มีเวลาพักมากนักก่อนไปทำงาน แต่ยังดีที่มีเวลากลับมาอาบน้ำที่คอนโดฯ โดยไม่ต้องรีบมากแบบตอนยังอยู่บ้านพ่อ ชีวิตนักศึกษาของเขาไม่มีอะไรโลดโผนมากนัก เขามีเพื่อนสนิทเพียงสองคนที่กล้าพูดคุยเปิดเผยเกือบทุกเรื่องด้วย เพราะปัญหาครอบครัวและความไม่ราบรื่นของชีวิตในวัยมัธยม เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูผอมบางกว่าเพื่อนผู้ชายคนอื่น ทำให้ถูกล้อเลียนและโดนกลั่นแกล้งเสมอ ถึงจะไม่เคยยอมถูกรังแกอยู่เพียงฝ่ายเดียว แต่หากเขาตอบโต้เมื่อใดนั่นแปลว่าเรื่องจะไปถึงผู้ปกครอง และพ่อจะทำโทษโดยไม่สนใจว่าเขาเป็นฝ่ายผิดหรือไม่อย่างกับไม่ใช่ลูกทุกครั้ง จึงทำให้เขาไม่ค่อยอยากสุงสิงกับใคร แม้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากก็ตามที 

              ภูวนัทโยนกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาเหมือนทุกครั้งแล้วตรงเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้สายน้ำอุ่น ๆ จากฝักบัวโปรยปรายลงบนใบหน้า แม้จะรู้สึกดีกับความมีอิสระจากครอบครัวที่ไม่เคยหยิบยื่นความรักมาให้ แต่ภูวนัทก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่หนีไม่พ้นวังวนของความเหงา และเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ เมื่อนึกถึงชีวิตครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ของตน มันทำให้เขาก็อยากมีใครสักคนที่รักและอยู่เคียงข้าง ในเวลาที่จมดิ่งกับชะตาชีวิตดังเช่นเวลานี้ 

              มือเนียนขาวเอื้อมไปปิดน้ำหลังจากชำระร่ายกายอยู่นานราวกับต้องการชะล้างความเศร้าที่อยู่ดี ๆ ก็คืบคลานเข้ามากัดกินหัวใจ เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวก่อนออกจากห้องน้ำ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิ่งเหล่านี้เข้ามาโจมตีความรู้สึก เขาพยายามที่สุดในการมองโลกในแง่ดี และอยู่กับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวที่พอหาได้ในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องนึกถึงอดีตและความเจ็บปวดที่ได้รับจากครอบครัวอีก วันเวลาที่ต้องกอดเข่าร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียวมันสิ้นสุดลงแล้ว และเขาจะไม่หวนกลับไปเป็นแบบนั้น 

              ภูวนัทหยิบแจ็คเก็ตตัวบางมาสวมทับเสื้อพนักงานร้านกาแฟตามปกติ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ผลักดันความรู้สึกเหล่านั้นให้จมลึกเข้าไปสุดก้นบึ้งของจิตใจ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเขาอยู่กับความทุกข์ทรมานใจเหล่านี้มานานเหลือเกิน ชายหนุ่มมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก พยายามดึงความเข้มแข็งให้กลับคืนมา พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งด้วยรอยยิ้มกว้างของตน การได้ยิ้มทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเสมอ และมันเป็นประหนึ่งเครื่องสร้างกำลังใจให้ตัวเขาเองตลอดมา แม้ความอบอุ่นจากคนใกล้ชิดจะเป็นสิ่งที่ภูวนัทปรารถนาที่สุดก็ตาม 

………………………………… 

              เวลาผ่านไปอีกสามวันโดยราเชนไม่พบจดหมายฉบับที่สองของตนถูกวางคืนยังที่เดิม สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเขาถูกเติมเต็มไปด้วยความสุข พยายามจินตนาการใบหน้าของอีกฝ่ายขณะอ่านจดหมาย แม้ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าผู้รับอ่านมันด้วยความรู้สึกอย่างไร ทว่าอย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่าภูวนัทรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขา และมันทำให้เขามีกำลังใจในการเขียนจดหมายฉบับต่อไป 

              นักเขียนหนุ่มวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะกลมนอกระเบียงห้องก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ที่เข้าชุดกัน ทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้าแล้วยิ้มละมุน เขาไม่ใช่คนชอบพูดถึงเรื่องส่วนตัวเท่าไรนัก น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าพร้อมจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้าของรอยยิ้มหวานนั้นได้รับรู้ ตัวอักษรจากลายมือของราเชนถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษ ทุกข้อความกลั่นออกมาจากหัวใจ รู้สึกราวกับเขากำลังเล่าเรื่องราวของตนให้คนรักที่อยู่ในอ้อมกอดฟัง ดุจดั่งได้พาอีกฝ่ายท่องเที่ยวไปด้วยกันในห้วงจินตนาการของเขา ชายหนุ่มไม่สนใจว่าเขาจะต้องเขียนจดหมายกี่ฉบับ เพียงแค่ให้คนรับได้อ่านและซึมซับทุกความรู้สึกของเขา และหวังว่าการผูกสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรนี้ จะพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองในสักวัน 

              ทุกถ้อยคำที่ร้อยเรียงลงบนแผ่นกระดาษถูกผนึกลงในซองจดหมาย ราเชนมองเวลาจากนาฬิกาบนฝาผนัง เขายังคงไม่รู้เวลาเข้าออกอะพาร์ตเมนต์ของอีกฝ่ายเหมือนเดิม รู้เพียงว่าอาจเร็วไปหากนำจดหมายไปวางหน้าประตูบานนั้นในตอนนี้ คงต้องรอให้เป็นช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นเวลาที่เขามั่นใจว่าเจ้าของห้องยังทำงานอยู่ในร้านกาแฟ 

เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั้นมากี่วันแล้วนะ… 

ราเชนรำพึงกับตัวเอง แม้เขาจะสามารถจดจำใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นได้อย่างแม่นยำทั้งในยามหลับตาและลืมตา ทว่าเขาก็รู้สึกคิดถึงและอยากเห็นมันด้วยสองตาในบางครั้ง หากวันนี้เขาจะแวะรับประทานมื้อเย็นง่าย ๆ ในร้านกาแฟก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่ไหม แม้เขาจะไปดื่มกาแฟที่นั่นตอนสายตามปกติแล้วก็ตาม 

คิดดังนั้นแล้วนักเขียนหนุ่มก็กลับเข้าไปด้านในห้องพัก เขารู้ว่าช่วงเวลานี้ไม่เหมาะสำหรับการไปนั่งนาน ๆ เพราะเป็นช่วงที่ร้านกาแฟยุ่งมาก จึงเปิดแล็ปท็อปและหยิบสมุดโน้ตขึ้นมา เปิดสมุดไปหน้าที่ยังไม่ได้บันทึกลงในไฟล์นิยาย ใช้สมาธิทำงานไปพักใหญ่แล้วตรวจดูเวลาอีกครั้ง เขากดเซฟงานและปิดแล็ปท็อปก่อนจะหยิบสมุดโน้ตคู่ใจพร้อมซองจดหมาย แล้วเตรียมตัวออกไปกินอาหารเย็น 

ภายในร้านกาแฟช่วงหัวค่ำมีลูกค้านั่งอยู่ในร้านเพียงไม่กี่โต๊ะ ราเชนรีบมองตรงไปยังเคาน์เตอร์พนักงาน เมื่อเห็นว่าคนที่เขาต้องการพบไม่อยู่ตรงนั้นก็รีบเดินไปสั่งกาแฟและ Panini ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกเพราะยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากันตรง ๆ อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่อาจจะเป็นวันหยุดของอีกฝ่าย นั่นเท่ากับว่าเขามาเก้อ และจะต้องทนคิดถึงรอยยิ้มอันสดใสนั้นไปอีกหนึ่งวัน 

“Panini จะไปเสิร์ฟให้ที่โต๊ะนะครับ” พนักงานผู้ส่งแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จแจ้งให้เขาทราบ นักเขียนหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งโต๊ะประจำ เขายกกาแฟขึ้นจิบพลางมองออกไปด้านนอกร้าน ในใจนึกหวังว่าที่ไม่เจอกันเมื่อครู่เพราะเป็นช่วงพักของพนักงาน นั่งเหม่อมองท้องถนนอยู่พักเดียวก็ได้ยินเสียงกังวานใสดังขึ้นข้างตัว 

“Ham and Mozzarella Panini ของคุณได้แล้วครับ” 

ร่างทั้งร่างของราเชนราวกับแข็งค้างอยู่กับที่ หัวใจเต้นรัวแรงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เขาจำเสียงนี้ได้เป็นอย่างดี ความชัดเจนของเสียงและความใกล้ของทั้งคู่ทำให้เขาไม่กล้าหันหน้าไปมองอีกคน ทำได้เพียงมองมือที่บรรจงวางจานอาหารค่ำลงบนโต๊ะให้เขาโดยไม่แม้แต่จะกระดิกตัว จนกระทั่งภูวนัทเดินกลับไปหน้าเคาน์เตอร์ดังเดิมแล้วเขาจึงถอนหายใจยาว พักใหญ่ทีเดียวจึงได้เหลือบไปมอง เห็นอีกฝ่ายกำลังพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เมื่อไหร่กันนะที่เขาจะสามารถห้ามใจไม่ให้สั่น และรวบรวมความกล้าพอจะสบสายตาและเปิดปากพูดคุยกับหนุ่มน้อยคนนี้เสียที แม้จะเป็นแค่ประโยคธรรมดาอย่างสั่งกาแฟในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็เอ่ยคำขอบคุณในเวลาที่อีกฝ่ายนำอาหารมาเสิร์ฟ 

หรือ…เอ่ยแนะนำตัวเองเมื่อนำจดหมายฉบับใดฉบับหนึ่งไปส่งให้เจ้าก้อนความรักของเขาที่หน้าประตู 

ความคิดของราเชนมาจบลงที่ตรงนั้น เขาส่ายศีรษะแล้วหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเปิดสมุดโน้ตขึ้น อ่านทบทวนสิ่งที่เขียนค้างไว้ก่อนหน้านี้พลางหยิบ Panini ขึ้นมากัด เมื่ออ่านทวนเสร็จหัวสมองของเขาก็โลดแล่นเข้าไปในโลกของตัวหนังสืออีกครั้ง ราวกับจิตวิญญาณของเขาถูกถอดเข้าไปอยู่ในนิยายที่เขาสรรสร้างขึ้นมาเอง 

……………………………………… 

              “วันนี้มาสองรอบเลยแฮะ” ปัณณวัฒน์เปรยกับตัวเองเมื่อเห็นลูกค้าประจำนั่งอยู่ตรงมุมเดิมของร้าน 

              “ใครเหรอพี่ปั้น” เมธาถามขึ้น เจ้าของร้านหนุ่มจึงพยักพเยิดใบหน้าไปทางราเชน ภูวนัทเดินกลับมายังเคาน์เตอร์และได้ยินพอดีจึงถามขึ้นบ้าง “ลูกค้าที่นัทเพิ่งเอา Panini ไปเสิร์ฟเหรอครับ” 

              “ใช่ ที่พี่เคยบอกว่าปกติเขาจะมาแค่ช่วงสายน่ะ” ปัณณวัฒน์ตอบ คนถามหันไปมองชายหนุ่มผู้เป็นหัวข้อของการสนทนาอีกครั้ง พลางนึกไปว่ารู้สึกคุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ไม่ใช่ในร้านแน่ เพราะจำได้ว่าคราวก่อนที่ทุกคนพูดถึง เขาเห็นหน้าลูกค้าคนนี้ไม่ชัดด้วยซ้ำ แต่แล้วก็ไม่มีเวลานึกทบทวนอะไรต่อเพราะมีลูกค้ามาสั่งกาแฟพอดี ยุ่งอยู่กับลูกค้าอีกสองสามคนจากนั้นชนินทรกับเมธาก็ชวนคุยเรื่องอื่น ไม่นานปัณณวัฒน์ก็ชวนให้ไปจัดการกับสต็อกหลังร้าน ทำให้เขาลืมเรื่องของราเชนไปโดยปริยาย 

              นักเขียนหนุ่มปัดเศษขนมปังที่ตกลงบนสมุดโน้ตของเขาออกพลางยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดถ้วย เขาเก็บปากกาและปิดสมุดก่อนมองตรงไปยังภูวนัทอีกครั้ง เห็นอีกฝ่ายกำลังเดินออกมาจากหลังร้าน ก้ม ๆ เงย ๆ หลังเคาน์เตอร์อยู่พักเดียวก็เดินกลับเข้าไปด้านหลังอีกครั้ง เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก่อนลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากร้าน ไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มร่างสูงก็ไปยืนอยู่หน้าประตูห้องหมายเลข 1204 วางจดหมายที่บรรจงร้อยเรียงลงที่เดิม ยืนมองมันอยู่อีกครู่จึงเดินผละไปเข้าห้องของตัวเอง ราเชนรู้ว่าสองสามวันหลังจากนี้เขาจะรู้สึกอบอุ่นใจเพราะได้เจอหน้าภูวนัทตรง ๆ และจะรู้สึกประหม่าในเวลาเดียวกัน ด้วยต้องคอยลุ้นว่าจดหมายฉบับที่สามจะถูกตีคืนกลับมานอกห้องหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรคืนนี้ก็ยังมั่นใจได้ว่าจะสามารถเขียนนิยายได้อย่างไหลลื่นแน่นอน 

              เพราะเขาได้รับพลังใจจากรอยยิ้มของบุคคลที่ทำหัวใจของเขา…ไม่เป็นของเขาเองอีกต่อไป 

               

              รอยยิ้มของน้องนัทไม่ได้เป็นพลังใจให้พี่เชนอย่างเดียว แต่เป็นพลังใจให้กับตัวน้องเองด้วย 

ชีวิตน้องนัทมีปัญหาก็จริง แต่น้องก็พยายามยิ้มสู้เสมอ การได้ยิ้มออกมามันช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้จริง ๆ นะคะ อาจใช้ไม่ได้กับทุกคนและทุกปัญหา แต่สำหรับเราแล้วเวลาที่ดิ่งหรือเครียด การยิ้มมันช่วยเราได้จริง ๆ ค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว