facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20 ผลแห่งการอดทนนับปี 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ผลแห่งการอดทนนับปี 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.4k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2563 22:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ผลแห่งการอดทนนับปี 50%
แบบอักษร

20  

ผลแห่งการอดทนนับปี  

 

ตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็มไปด้วยการแก้ปัญหางานไม่จบไม่สิ้น พลังงานหมดไปทุกครั้งเมื่อกลับมายังห้องพัก กิจวัตรประจำวันที่ทำไม่เคยขาดคือส่งข้อความถามแม่ทิพย์ว่าได้รับโปสต์การ์ดแล้วหรือยัง คำตอบคือ...ยัง ความคิดถึงจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงกังวล 

มีปัญหาอะไรหรือเปล่า? 

ข่าวครั้งล่าสุดมาจากอิสราเอล แม้จะเป็นประเทศที่สงบลงมากแล้ว แต่ปัญหาเรื่องก่อการร้ายก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย คงไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใช่ไหม 

มือหนากดเช็กข่าวสารต่างประเทศก็ไม่พบอะไรน่าเป็นห่วง หรือว่าเขาควรเดินทางไปด้วยตัวเองดีไหม สำคัญคือพื้นที่แถบนั้นไม่ใช่ที่คุ้นเคยของภูผา ใช่ว่าอำนาจเงินของเขาจะสั่งการได้หมด อาจต้องทุ่มเงินจำนวนมากหน่อย หรือว่าควรขอความช่วยเหลือจากทางการดี 

คิดเป็นตุเป็นตะไปถึงขนาดนั้น แต่เมื่อลงจากเครื่องบินหลังการเดินทางยาวสามชั่วโมงกว่า สิ่งแรกที่ทำหลังจากกลับมามีสัญญาณคือเช็กโทรศัพท์ตามความเคยชิน และแล้วความคาดหวังของภูผาก็เป็นผลเสียที 

'มาถึงแล้วนะคะ รอบนี้มาสามใบ คุณภูผารอดูเองแล้วกันค่ะว่าเป็นที่ไหน ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะคะ' ข้อความจากแม่ทิพย์ถูกส่งเข้ามาเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว 

มาถึงแล้ว! 

แต่พื้นที่ในกรุงเทพน่าจะได้ก่อนต่างจังหวัดสองสามวันสิ ทำไมไม่เห็นมีใครรายงานเขาสักคน 

คิ้วขมวดมุ่นเงยมองครรชิตที่ยืนต่อแถวปั๊มตราประทับอยู่ด้านหน้า พอดีกับที่อีกฝ่ายถึงคิวจึงยังไม่ทันได้ถามอะไร กระทั่งเดินมารับกระเป๋า รอจนอีกฝ่ายลากกระเป๋าเดินทางสองใบลงมาจากสายพานได้สำเร็จจึงค่อยเอ่ยถาม 

"มีคนโทรมารายงานเรื่องโปสต์การ์ดบ้างหรือเปล่า" 

"เอ่อ...." ชายหนุ่มยืนนึกย้อนเหตุการณ์กลับไป เหมือนจำได้คับคลับคล้ายคลับคลาว่าภูผาสั่งให้กำชับเลขาหน้าห้องไว้ หากโปสต์การ์ดคุณต้นน้ำมาถึงเมื่อไหร่ให้รีบแจ้ง ที่สำคัญคือ เขาได้บอกแม่เลขาคนสวยไว้หรือเปล่านี่สิ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเลื่อนเที่ยวบินไปมาของเจ้านายนี่ละ 

ซวยบรรลัยแล้ว 

"มะ....ไม่มีนะครับ" 

เป็นอันรู้กันว่าติดอ่างเมื่อไหร่ มีพิรุธ 

ตาคมกล้าเพิ่มความดุดันอีกเป็นเท่าตัว ให้คนเป็นลูกน้องรีบละล่ำละลักตอบ 

"อาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้นะครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบไปเช็กให้แต่เช้าเลยครับนาย" 

"แต่มันไปถึงแม่ทิพย์แล้ว" 

โฮลี ชิท!! ผู้ช่วยหนุ่มทำได้เพียงสบถดังลั่นอยู่ในใจ เหงื่อแตกซิกๆ ทั้งที่อากาศภายในสนามบินเย็นเฉียบ 

สมองอันแสนเหนื่อยล้าวิ่งแล่นทำงานเร็วจี๋ 

"ช่วงนี้ที่บริษัทอาจจะยุ่งๆ ครับนาย ก็เลยยังไม่มีใครว่างโทรมาแจ้ง" 

"ฉันจะไปดูตอนนี้เลย" 

คนฟังถึงกับน้ำตาตกในไหลไปถึงตาตุ่ม วันนี้เจ้านายผู้โหมงานหนักก็ยังคงเลือกเที่ยวบินขากลับได้โหดร้ายต่อสภาพร่างกายเช่นเคย ออกจากไต้หวันตามเวลาท้องถิ่นคือสองทุ่มเศษ เมื่อมาถึงที่นี่ตามเวลาประเทศไทยตอนนี้ก็เกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว 

ถามว่าเขายังต้องหอบสังขารเพื่อไปตามหาโปสต์การ์ดอีกหรือนี่ 

ครรชิตจะไม่ทน! 

"พรุ่งนี้เถอะนะครับนาย ตอนนี้ก็จะห้าทุ่มแล้ว ที่บริษัทคงไม่มีใครอยู่นอกจากรปภ. เราไปก็รบกวนงานเดินตรวจเวรกะดึกของเขาอีก อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาตอนนี้เลยนะครับ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว กลับไปพักผ่อนนอนหลับให้สบาย พรุ่งนี้จะได้มีจิตใจแจ่มใสพร้อมรับสิ่งดีๆ ไงครับ" ถ้ากราบกรานเจ้านายตอนนี้ได้ครรชิตก็คงทำ เขาเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด คิดถึงเตียงนอนอุ่นสบายในห้องพักใจจะขาดรอนๆ 

เห็นลูกน้องร่ายยาวชักแม่น้ำมาทั้งห้าสายด้วยสีหน้าท่าทางน่าสงสารเต็มทน คนที่เพิ่งมารู้ตัวว่ากำลังเป็นบ้าเป็นหลังเพราะโปสต์การ์ดไม่กี่ใบก็ถอนหายใจเฮือก 

เขากลายเป็นคนไม่มีความอดทนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เอาเถอะ 

"พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้" 

ครรชิตนึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่ช่วยดลบันดาลให้เจ้านายเปลี่ยนใจ 

....สาธุทรีไทม์ 

 

ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปไวอย่างที่ครรชิตว่าไว้จริงๆ เพราะทันทีที่หัวถึงหมอน ยังไม่ทันได้คิดถึงคนตัวเล็กด้วยซ้ำภูผาก็ถูกห้วงนิทราดำมืดกลืนกินรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่นาฬิกาปลุกในเช้าวันใหม่แล้ว 

ท่านประธานใหญ่ไม่เสียเวลาพิถีพิถันเรื่องความเข้ากันของชุดให้เสียเวลา หยิบจับอะไรใกล้มือได้ก็คว้าเอามาหมด กระทั่งตอนขับรถก็ไม่รักษามารยาทบนท้องถนนแล้ว โยนกุญแจรถให้พนักงานรักษาความปลอดภัยนำรถเข้าไปจอด ก่อนจะรีบขึ้นลิฟต์ตรงดิ่งไปยังห้องทำงาน 

ครรชิตอยู่ในสูทสุดเนี้ยบสีเทาอย่างเคย ยืนรอทำความเคารพด้านข้างเลขาสาวสวยด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง กล่าวนำเสนออย่างภาคภูมิใจในหน้าที่อันทรงเกียรติ 

"ทั้งหมดวางรออยู่บนโต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้วครับ" 

มนุษย์ยิ้มยากกระดกมุมปากรับ หากเป็นพนักงานคนอื่นมาเห็นเข้าคงตกตะลึง แต่เพราะสองคนนี้เป็นบุคคลที่รู้ดีที่สุดว่าอานุภาพแห่งบุคคลที่ชื่อว่าต้นน้ำอยู่นอกเหนือจากกฎจักรวาลของคุณภูผาทั้งปวง มือใหญ่ผลักบานประตูเข้าด้านในโดยไม่รีรอ ขายาวก้าวพรวดจนแทบวิ่งมาถึงโต๊ะทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย 

แล้วก็เห็นมันว่าอยู่ตรงนั้น ซ้อนกันหนามากกว่าทุกที ดังนั้นของเขาต้องมีสามใบเหมือนกันกับแม่ทิพย์ 

มือใหญ่หยิบขึ้นมาดูด้วยหัวใจเต้นรัว คราวนี้จะเป็นที่ไหนกันนะ เข้าใกล้ประเทศไทยแล้วหรือยัง 

ดวงตากวาดมองภาพเจดีย์สีทองอร่าม สว่างตา มองไปทางไหนก็มีแต่สีทองทั้งนั้น ความยิ่งใหญ่อลังการถูกถ่ายทอดออกมาในรูปภาพได้อย่างสมบูรณ์ กระต่ายน้อยของเขายิ่งถ่ายก็ยิ่งสวย ยิ่งฝึกยิ่งเก่ง มันน่าภูมิใจจริงๆ เชียว 

....แต่เดี๋ยวนะ 

นี่มันชเวดากอง! 

อยู่แค่ย่างกุ้งประเทศพม่านี่เอง!! 

เขารีบเลื่อนดูรูปใบที่สอง หัวใจทำงานหนักกระตุกวูบหนึ่งครั้ง ก่อนจะกลับมาเต้นด้วยจังหวะแรงเร็วเช่นเดิม ปลายนิ้วสั่นเทาเลื่อนไล้แผ่นหลังในรูปช้าๆ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่คนที่กำลังนั่งคุกเข่าไหว้พระเจดีย์อยู่ตรงนั้นคือกระต่ายน้อยของเขาไม่ผิดแน่ ตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมาต้นน้ำไม่เคยปรากฏตัวอยู่ในโปสต์การ์ดเลยสักครั้ง นี่คือต้นน้ำในรอบหนึ่งปีที่เขาได้เห็น ภาพใบนั้นถูกยกขึ้นแนบริมฝีปากด้วยความทะนุถนอมแทนเจ้าตัว ดวงตาคมกล้าหลับแน่นด้วยความปลื้มปีติในหัวใจ 

ยอมให้เห็นตัวสักทีสิน่ากระต่ายป่าของเขา แอบหลบซ่อนอยู่ในป่าเขาเสียตั้งนาน 

มีน้ำมีนวลขึ้นหรือเปล่านะ หรือเพราะใส่เสื้อตัวใหญ่จึงหลอกตา ถ้าได้เห็นด้วยตัวเองก็ดีสิ 

ภูผาลดภาพใบนั้นลงเพื่อดูให้เต็มตาอีกครั้ง ก่อนจะเลื่อนออกเพื่อดูภาพสุดท้าย ทว่าภาพใบนี้กลับสร้างความตื่นตกใจยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก ถึงกับต้องยกขึ้นดูใกล้ๆ เพื่อความมั่นใจ 

ใช่หรือเปล่า?! 

ใช่อย่างที่เขาคิดใช่ไหม 

ภูผารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาแม่ทิพย์เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง 

รอสายอยู่ไม่นานอีกฝ่ายก็รับ 

"ว่ายังไงคะคุณภูผา โทรมาแต่เช้าเชียว" 

"ด่านพระเจดีย์สามองค์ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีใช่ไหมครับ! " โพล่งชื่อสถานที่ที่เห็นออกไปทันทีโดยไม่เสียเวลาทักทาย 

แม่ทิพย์ยิ้มรับให้กับเสียงตื่นเต้นดีใจที่ทะลุออกมาจากปลายสายอย่างเห็นได้ชัด 

"ได้รับแล้วสินะคะ ในที่สุดก็ยอมกลับมาเสียที" 

ใช่จริงๆ!! 

ท่านประธานใหญ่ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดมาด ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที การรอคอยของเขาจบสิ้นลงแล้ว ข้างในอกท่วมท้นเสียจนไม่ได้ยินว่าแม่ทิพย์พูดอะไรต่อหลังจากนั้น เขารีบบอกลาและวางสายลง กดเบอร์โทรที่เคยพยายามติดต่อไปในวันที่ทนความคิดถึงไม่ไหว แต่ไม่เคยติด 

"หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...." 

ทว่ากลับยังคงได้ยินประโยคเดิมๆ ของผู้หญิงที่น้ำเสียงไม่น่าฟังที่สุดในโลก อันที่จริงไม่ใช่น้ำเสียงหรอก แต่เป็นคำพูดของเธอต่างหากที่ไม่น่าฟัง เพราะมันเป็นคำพูดที่ภูผาไม่อยากได้ยิน 

ทำไมโทรไม่ติดกันล่ะ ในเมื่อกลับเข้าประเทศมาแล้ว 

นึกไปถึงประโยคคลุมเครือของแม่ทิพย์ในความรู้สึกเมื่อครู่ จึงกดต่อสายกลับไปอีกครั้ง 

"ว่าอย่างไรคะ" 

"ผมโทรหาเขาไม่ติดครับ เขาเปลี่ยนเบอร์หรือเปล่า" 

"เขาไม่ได้เขียนบอกในโปสต์การ์ดของคุณหรือคะ" 

ภูผาพลิกดูด้านหลังตามคำพูดของแม่ทิพย์ แต่พบเพียงแค่ชื่อสถานที่ถูกเขียนไว้เช่นเคย 

"ไม่มีเลยครับ เขาบอกแม่ทิพย์ว่ายังไง" 

"เขาเขียนบอกไว้ว่าจะอยู่เที่ยวที่สังขละบุรีอีกสักสองสามวันถึงจะกลับค่ะ คราวนี้ส่งมาเป็นแบบไปรษณีย์ลงทะเบียน ของที่พม่าก็คงรอเอามาส่งพร้อมกันที่นี่ทีเดียวเลยล่าช้า คงเพิ่งกลับมาถึงวันสองวันนี้เองค่ะ" 

เพราะครรชิตนำมาวางไว้ให้เฉพาะโปสต์การ์ด เขาถึงไม่รู้ว่าครั้งนี้ต้นน้ำใส่ซองส่งมาแบบลงทะเบียน 

ในหัวของภูผามีแต่คำว่าอยากเจอ อยากพบ วิ่งวนชนกันเต็มไปหมด อยากจะบินไปหาให้เห็นหน้าเสียเดี๋ยวนี้ 

"ผมตามไปดีไหม" 

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแผ่วมาจากปลายสาย 

"คุณภูผา...." ตามมาด้วยเสียงเรียกชื่อด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ "รอมาได้ตั้งหนึ่งปี รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไปคะ" 

"เพราะที่ผ่านมาเขาไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดนี้นี่ครับ" ยิ่งได้รู้ว่ากลับมายืนอยู่ในประเทศเดียวกัน ภูผาก็อยากไปรับตัวมาเสียเดี๋ยวนี้เลย 

ทิ้งเขาไว้และหนีหายไปท่องโลกนานเกินไปแล้วเจ้ากระต่ายดื้อ 

"ก็ในเมื่อเขากลับมาอยู่ใกล้ขนาดนี้แล้ว คุณรอเขากลับมาหาเองไม่ดีกว่าหรือคะ มันจะดีขนาดไหนหากเขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าคุณอีกครั้งด้วยความตั้งใจของเขาเอง ในเมื่อตัดสินใจรอแล้ว ก็รอให้ถึงที่สุดสิคะ" 

นั่นสินะ เขากำลังจะเร่งรัดคนตัวเล็กมากเกินไปอีกแล้ว ทำอย่างไรได้ ก็ความคิดถึงมันทรมาน 

"เข้าใจแล้วครับ ผมจะรอให้ได้ ไหนๆ ก็รอมาตั้งหนึ่งปีแล้วนี่นะ" 

"ดีแล้วค่ะ เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ก็อย่าโหมงานมากนักนะคะ เด็กๆ ที่นี่บ่นถึงคุณอาใจดีกันหมดว่าจะกลับมาเยี่ยมเมื่อไหร่" 

ภูผาแย้มรอยยิ้มรับเมื่อนึกถึงเจ้าตัวซนที่สถานรับเลี้ยง 

"ฝากบอกด้วยนะครับว่ากลับไปคราวนี้ ผมจะพาพี่ชายใจดีไปด้วย ....ถ้าเขาแวะมาหาผมก่อนน่ะนะ" 

หญิงมีอายุขำร่วนให้กับความมั่นใจในตอนต้นประโยค ทว่ากลับมาแผ่วตอนท้าย ท่านประธานใหญ่ที่แสนน่าเกรงขามยามทำธุรกิจก็มีมุมแบบนี้ด้วยเหมือนกัน 

"ได้ค่ะ แม่จะบอกให้" 

"ครับ ถ้าอย่างนั้นเท่านี้ก่อนนะครับแม่ทิพย์ สวัสดีครับ" 

"สวัสดีค่ะ" 

เฮ้อ กระต่ายน้อยของเขาคงไม่กลายร่างเป็นกระต่ายป่าไปจริงๆ หรอกใช่ไหม ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องทุ่มเงินซื้อป่าทั้งผืนแล้ว 

 

เจ้านายอารมณ์ดีได้แค่วันเดียว หลังจากนั้นก็กลับมางุ่นง่านเพราะคุณต้นน้ำยังไม่ยอมกลับมาหาทั้งที่กลับมาประเทศไทยแล้วแท้ๆ คนที่ต้องรับกรรมกับอารมณ์ไม่คงที่ก็คือครรชิตผู้ตามติดเหมือนเงาคนนี้นี่เอง 

ครรชิตผู้กำลังยืนตรวจเอกสารอยู่หน้าห้องทำงานท่านประธานใหญ่ข้างโต๊ะเลขา ในมือถือแฟ้มสันกว้างสามนิ้วหนาหนัก ใบหน้าเคร่งเครียดกำลังไล่ตรวจตัวเลขยาวเหยียดในนั้น กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าก้องสะท้อนพื้นผิวหินอ่อนมาตามทางเดิน จังหวะย่างก้าวมั่นคงไม่เร่งรีบ สม่ำเสมอเรียกสายตาผู้ช่วยคนสำคัญขึ้นมอง ปกติตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ให้พนักงานมาเดินเพ่นพ่าน กระทั่งได้เห็นใครคนนั้นเต็มๆ ตา 

ตุ้บ!! 

แฟ้มหนาหลุดร่วงลงจากฝ่ามืออ่อนแรง ปากอ้าค้าง ดวงตาเบิกโต 

ร่างเล็กในเสื้อไหมพรมสีครีมคอปาด ตกแต่งด้วยเข็มกลัดเป็นแนวเก๋ไก๋ สวมกางเกงสกินนี่ยีนสีดำแนบเนื้อ ใบหน้าโฉบเฉี่ยวนัยน์ตาหงส์เป็นประกาย กลิ่นอายอบอวลมนต์เสน่ห์แวดล้อมรอบตัว สะกดสายตาผู้คนไม่เคยเปลี่ยน 

"คุณต้นน้ำ?! " 

เจ้าของชื่อกรีดรอยยิ้มรับ เดินมาหยุดลงตรงหน้าคนที่ช็อกค้างตัวแข็งทื่ออยู่ในท่าเดิม 

แทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง 

"ท่านประธานของคุณอยู่หรือเปล่าครับ" เสียงใสเอ่ยถาม ทำเอาคนมองหากล่องเสียงตัวเองขลุกขลักกว่าจะค้นเจอ 

"ยะ อยู่.... อยู่ในห้องครับ" 

"ผมขอเข้าไปได้ไหม? " 

"เชิญเลยครับ! เชิญเลย" ต่อให้มีแขกอยู่ด้านใน แต่เชื่อเถอะว่าเจ้านายจะออกมาแหกอกเขาถึงด้านนอกแน่ๆ หากไม่ยอมให้แขกคนสำคัญคนนี้เข้าไป 

"ขอบคุณครับ" 

 

เสียงประตูเปิดเข้ามาตามด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบา แต่ไม่สามารถดึงความสนใจจากท่านประธานไปได้ อาจเป็นครรชิตเข้ามาแจ้งเรื่องเอกสารที่นำออกไปแก้ หรือไม่ก็เป็นเลขาหน้าห้องเข้ามารายงาน แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่ไม่ได้เสียงเคาะประตู เขาอาจไม่ได้ยิน 

"เรียกหาโฮสหรือเปล่าครับ" 

ท่านประธานที่กำลังยุ่งอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่เขาเฝ้านึกถึงอยู่แทบทุกวินาที กระทั่งเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้นยังแทบไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นเรื่องจริง เพราะคิดถึงมาก เพราะเห็นภาพนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่หน ครั้งนี้จึงตกอยู่ในห้วงภวังค์ ไม่ได้รีบลุกขึ้นไปหาเหมือนทุกครั้งไป เพราะเมื่อไหร่ที่เขายื่นมือเข้าแตะต้อง ภาพลวงตาตรงหน้าก็จะมลายหายกลายเป็นฝุ่นควัน 

คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นข้างหนึ่งเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาที่คิดไว้ ทั้งที่จงใจมาเซอร์ไพรส์ ทำไมเขาถึงยังนิ่งเฉยอยู่อีกล่ะ หรือว่า....เป็นเขาคิดผิดเองว่าอีกฝ่ายยังคงรอ 

"หรือผมมาผิดที่กัน? " 

ร่างสูงใหญ่พลันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ก้าวสับขายาวด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่สมองจะสั่งการทันด้วยซ้ำ เพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถรวบเอาคนตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขน 

ไม่ใช่ 

ไม่ใช่ภาพลวงตาอีกแล้ว 

สัมผัสอบอุ่นบนผิวเนื้อนุ่มนิ่มบอกเขาว่านี่คือเรื่องจริง 

....ในที่สุดหัวใจของเขาก็กลับคืนมาเสียที 

แรงกอดรัดแน่นขึ้นเสียจนคนตัวเล็กในอ้อมแขนจะหลอมรวมเข้ามาในอกอยู่แล้ว จมูกโด่งฝั่งแนบชิดซอกคอขาว สูดดมกลิ่นหอมอ่อนละมุนที่คุ้นเคย 

คิดถึง 

คิดถึงเหลือเกิน 

เมื่อได้เห็นคนตรงหน้าถึงเพิ่งมานึกทึ่งในความสามารถของตัวเองที่อดทนรอมาได้ถึงหนึ่งปี 

ชั่วชีวิตนี้สัญญาว่าจะไม่มีทางยอมปล่อยมืออีกแล้ว 

หนึ่งปีเต็มๆ กับความทุกข์ทรมาน 

สิ้นสุดลงเสียทีนะ 

"ฉันไม่ได้เรียกหาโฮส ฉันเรียกหาเธอ ....กระต่ายน้อยของฉัน" 

 

 

 

50% 

>>>> 

กลับมาแล้วค่า ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูกนะ 

เรื่องร้ายๆ ผ่านพ้น ตั้งแต่นี้ต่อไปก็ขอให้เจอแต่สิ่งดีๆ นะลูก  

จะจบแล้วนะคะทุกคนนน เหลือตอนหน้ากับบทส่งท้ายก็จบบริบูรณ์แล้วค่า 

แอบมาถามว่า มีใครอยากอ่านกระต่ายน้อยในภาคช่างภาพมือสมัครเล่นบ้างไหมคะ 

แต่จะเป็นแบบฉบับตากล้องแซ่บกว่านายแบบนางแบบน้า หุหุ 

อ้อ แล้วก็มีคุณลุงที่บ้าน คอยตามติดเป็นแดดดี้ขี้ห่วงด้วยอีกคน >< 

ถ้าอยากอ่านกันจะทำเป็นภาคพิเศษแยกออกมาสั้นๆ ค่ะ 

นึกแล้วก็น่าสนุกเหมือนกันแฮะ :D 

ปล.เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ 

รักที่แปลว่ารักจริงๆ. 

OXOX  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว