ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

INTRODUCTION

ใต้ตึกคณะบัญชี 

 

               ว่ากันว่ายิ่งใกล้กันยิ่งหวั่นไหว​มันคงจะจริง​ ผมกำลังจ้องมองหญิงอันเป็นที่รักที่นั่งอยู่ใกล้​ ผมไม่อาจละสายตาจากใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลาสอดรับรูปจมูกที่คมเป็นสันนี้ไปได้ นัยน์ตาของเธอเจิดจ้าเป็นประกายเช่นเดียวกับความสดใสร่าเริงที่เธอมีอยู่เต็มเปี่ยม รอยยิ้มของเธอทำให้ผมเผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

               "อีซัน" เสียงแหลมของใครบางคนทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์​ "ยิ้มอะไรของแกว่ะ?"

               ผมหันมองยังต้นเสียงที่นั่งข้างผมและเอียงคอรอฟังคำตอบของผมอย่างสงสัย ไม่ทันได้เอ่ยตอบเธอก็พูดแทรกขัดต่อ

               "ซูมผู้ชายอีกล่ะสิ"

               "อะ...เออ​ใช่​ แกดูโต๊ะนั้นสิ​ หล่อม่ะ?" ผมชี้นิ้วไปยังโต๊ะถัดจากพวกเราไปอีกสามโต๊ะที่เหมือนจะเป็นโต๊ะเดียวในระแวกนี้ที่มีผู้ชายนั่งอยู่

               "อี๋ ไม่หล่อเลย" เธอเบือนหน้ากลับพร้อมส่ายหัวงึกๆ

               ผู้หญิงที่ผมกำลังคุยอยู่ด้วยเธอชื่อ “ทาร่า”​ เธอคือเพื่อนสนิทของผมที่รู้จักกันมาตั้งแต่ม.​ 4​ ถึงเราจะต่างเพศกันแต่ด้วยเหตุที่บ้านเราอยู่ติดกันจึงทำให้สนิทสนมกันเป็นพิเศษ

               พ่อและแม่ของผมเป็นครู​ ผมเติบโตมากับบ้านพักครูที่อยู่ไม่ใกลจากโรงเรียนนัก​ เมื่อตอนผมขึ้นม. 4​ พ่อของทาร่าที่มีอาชีพเป็นครูเหมือนกันได้ย้ายมาสอนที่โรงเรียนผม​และพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังติดกัน​ ทาร่าที่ติดสอบห้อยตามพ่อมาด้วยมีอายุเท่ากันกับผม เรียนชั้นเดียวกับผมแถมยังได้อยู่ห้องเดียวกับผมอีกด้วย ผมจึงเปรียบเสมือนเพื่อนคนแรกของเธอในสถานที่และบรรยากาศใหม่

               ผมชอบเธอ​ตั้งแต่แรกเห็น​ ผมคบกับเธอในฐานะเพื่อนแอบรักเพื่อนมาโดยตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะกฎ​ที่เธอตั้งขึ้นมาว่า​ ‘เราสองคนห้ามคิดเกินเพื่อนกัน’​ ผมคงบอกชอบเธอไปนานแล้ว

               ถ้าถามถึงที่มาของกฎบ้าๆ​ นี้คงต้องย้อนกลับไปสมัยปิดเทอมใหญ่หลังเรียนจบม. 4​ ที่ผมชวนเธอออกมาเดินเล่น

 

สองปีก่อน 

               “ได้ออกมาเที่ยวบ้างก็ดี อยู่แต่บ้านเบื่อจะตาย” ทาร่าเอ่ยขึ้นขณะที่เราสองคนกำลังเดินเท้าไปยังตลาดนัดใกล้บ้านที่มีทุกวันศุกร์ตอนเย็น

               “มานั่งเล่นบ้านเราได้นะ” ผมพูดขึ้นก่อนจะส่งยิ้มให้ด้วยความยินดี

               “อยากอยู่หรอก แต่ขี้เกียจโดนพ่อบ่น” เธอบึ้งหน้าก้มมองพื้นด้วยความเซ็ง ถึงแม้ว่าบ้านของเราสองคนจะสนิทสนมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน แต่พ่อของทาร่าไม่ค่อยชอบให้เธอมาเล่นกับผมซะเท่าไหร่

               ลูกสาวสวยน่ารักแบบนี้ พ่อเขาก็ต้องหวงเป็นธรรมดา

               “กินขนมครกมั้ย?” ผมตรงไปร้านขนมครกชาววังที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้รอคำตอบ ยังไงทาร่าต้องกินอยู่แล้วเพราะว่าเป็นขนมของโปรดที่เธอซื้อกินเป็นประจำ

               “เอาไส้ข้าวโพดกับฟักทองถุงนึงครับ”

               หลังจากผมจ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินกลับไปหาเธอที่ยืนรออยู่ที่เดิม

               “กินหน่อย...จะได้อารมณ์ดี” ผมยื่นขนมครกจ้องตรงปากของเธอ เธออ้ารับมันไว้ก่อนจะส่งเสียงอ้อแอ้ร้องบ่นพร้อมอ้าปากและยกมือขึ้นมาพัดให้คลายร้อน

               ผมลืมไปว่าขนมครกในถุงเป็นคู่ที่แม่ค้าเพิ่งหยิบออกมาจากเตา ถึงแม้จับขนมด้านนอกมันจะอุ่นแต่แป้งด้านในยังคงร้อนอยู่ ตอนนี้เธอจึงมองหน้าผมตาเขม็งก่อนจะพยายามกล้ำกลืนขนมครกในปากลงคอไป

               “โทษที ลืมว่าร้อ...”

               ผมพูดยังไม่ทันจบประโยคเธอก็คว้าขนมครกในถุงยัดเข้าปากผมเป็นการเอาคืน

               ยังไม่ต้องเข้าปากหรอก แค่โดนริมฝีปากด้านนอกก็ปากพองแล้วจ้า

               เธอหัวเราะเยาะเสียงดังอย่างอารมณ์ดีที่เห็นผมมีท่าทางทุรนทุรายไม่ต่างกับเธอ

               ถึงแม้จะต้องร้อนจนแสบปากแต่ได้เห็นเธอยิ้มผมก็ดีใจ

               เราสองคนเดินเล่นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงท้ายตลาด เธอยืนหันมองสนใจอะไรบางอย่างก่อนจะหันมาพูดกับผม

               “ดูดวงม่ะ?” เธอชี้ไปทางชายสูงวัยคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เก่าๆ และโต๊ะไม้ผุๆ ที่ติดป้ายว่า ‘ดูดวง 59 บาท’ วางอยู่ด้านหน้า

               ผมส่ายหัว “ไม่เอาอ่ะ ท่าทางไม่น่าเชื่อถือ”

               เอาจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ถ้าคนดูดวงแม่นจริงๆ ก็น่าจะดูดวงให้ตัวเองได้ว่าควรทำงานอะไรที่ดีกว่าการมานั่งรอดูดวงแบบนี้

               “เอาหน่อยนา ดูขำๆ” ไม่รู้เธอจะถามผมทำไมในเมื่อเธอไม่ได้สนใจคำตอบแถมยังดึงลากผมไปหาลุงคนนั้น

               “ดูดวงค่ะ” เธอบอกชายคนนั้นก่อนนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกที่เขาเตรียมไว้พร้อมดึงผมที่ยืนอยู่ให้นั่งลงตาม

               “ขอชื่อ-นามสกุลวันเดือนปีเกิด”

               ทาร่าตอบลุงคนนั้นก่อนที่เขาจะก้มเขียนจดบันทึกไว้

               “หนุ่มล่ะ ดูหรือเปล่า?”

               ผมส่ายหัวปฏิเสธแต่กลับมีเสียงของทาร่าพูดแทรกบอกข้อมูลของผมแทน เธอจำตัวเลขสำคัญของผมได้หมดทั้งวันเกิด เบอร์โทรศัพท์รวมไปถึงเบอร์รองเท้า

               เธอหันมายิ้มแห้งให้ผมก่อนจะรีบหันกลับไปเพราะกลัวผมดุ

               ถึงแม้เราจะอายุเท่ากันแต่เธอมักทำตัวดื้อเหมือนเด็กจนผมต้องสวมบทเป็นพี่ชายที่แสนดีดุเธออยู่เป็นประจำ

               “เรื่องเรียนเป็นไงบ้างคะ?” ทาร่าถามขึ้นหลังจากที่ลุงคนนั้นนั่งขีดๆ เขียนๆ โยงโน่นนี่นั่นในกระดาษเต็มไปหมด

               “ชีวิตดีนะทั้งสองคน การเรียนดีประสบความสำเร็จ สอบเข้ามหา’ลัยได้คณะที่หวังแน่นอน”

               “เรื่องความรักล่ะคะ?” เธอถามต่อ

               “ดี...แต่เธอสองคนห้ามคบกัน”

               คำตอบของลุงคนนั้นทำให้เราสองคนหันมองหน้ากันและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

               “หมายความว่าไงอะลุง” ผมเริ่มไม่ค่อยถูกใจกับคำพูดของเขาซักเท่าไหร่

               “ดวงเราสองคนเป็นอริกัน เป็นเพื่อนกันจะดี ช่วยกันส่งเสริมให้ชีวิตดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นแฟนหรือแต่งงานกันเมื่อไหร่ มีคนหนึ่งไม่จากเป็นก็ต้องจากตาย”

               ปั้ง!

               ผมตบโต๊ะเสียงดังและลุกขึ้นยืนอย่างหงุดหงิดเล่นเอาลุงหมอดูสะดุ้งโหยงหน้าเหวอเลยทีเดียว

               “พูดหมาๆ หนิลุง”

               “ซัน...ใจเย็นๆ” ทาร่ารีบปรามพร้อมพยายามดึงแขนผมให้นั่งลง

               “กลับ” ผมหันบอกเธอเสียงแข็งก่อนจะควักเงินในกระเป๋าทั้งหมดร้อยยี่สิบบาทตั้งบนโต๊ะ “ไม่ต้องทอน”

               ผมตั้งท่าเตรียมก้าวเดินพร้อมจับแขนของเธอให้ลุกเดินตาม

               “จำคำลุงเอาไว้” เสียงหมอดูพูดแทรกเสียงดังจนเราสองคนต้องหยุดชะงักหันกลับไปมอง

               “หนุ่มชื่อทินกรแปลว่าดวงอาทิตย์ ส่วนสาวชื่อดานิกาแปลว่าดวงดาวในยามเช้า ถึงแม้จะอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันแต่ก็มิอาจอยู่เคียงกันได้หรอกนะ

               หลังจากลุงหมอดูพูดจบผมก็ลากทาร่าเดินออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ดูพูดเข้าสิ ยิ่งฟังยิ่งโคตรไม่เข้าหูเลย

               “โกรธอะไร?” เธอสะบัดแขนออกจากมือของผมหลังจากเดินตามออกมา

               “ไม่ได้ยินที่ไอลุงนั่นพูดเหรอ” ผมหันไปถามเธอกลับเสียงดังแต่ดูเหมือนเธอไม่ได้สนใจรอฟังคำตอบแถมยังเอาแต่เม้มปากเหลือบตามองบนเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

               เราสองคนเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามทางกลับ ความเงียบทำให้ผมอารมณ์เย็นลงแต่ดูเหมือนคนที่เดินอยู่ข้างๆ จะเป็นกังวลมากขึ้น

               “เธอเชื่อหมอเดาคนนั้นเหรอ” สีหน้าของเธอทำให้ผมคิดแบบนั้น

               “อืม”

               “เชื่อได้ไง พูดจาไม่รู้เรื่อง”

               “แกอย่าคิดอะไรกับเราเกินเพื่อนนะ” สาวร่างเล็กเงยหน้ามองผมด้วยแววตาเศร้าพร้อมมีน้ำเอ่อเต็มเบ้าตา คำพูดพล่อยๆ ของหมอดูคนนั้นทำให้เธอกลัวจนเกือบร้องไห้

               ผมหยุดนิ่งไม่พูดอะไรแต่ก็มีมือของเธอเขย่าแขนของผมเป็นการเร่งเร้าให้ตอบตกลง

               “ไม่มีวันนั้นอยู่แล้ว...เราไม่ชอบผู้หญิง” ช่วงเวลาบีบคั้นทำให้ผมพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่มันไม่จริง

               คำถามของเธอบ่งบอกชัดว่าเธอไม่เชื่อมั่นในตัวผม...ซึ่งเธอคิดถูก ผมจำเป็นต้องทำให้เธอเชื่อใจด้วยการโกหก

               “อะไรนะ?” เธอตาเบิกโตมองผมอย่างสงสัย

               “เราเป็นเกย์” ผมโน้มตัวลงเป็นกระซิบที่ข้างหูของเธอเบาๆ ทำเอาเธอยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ

               “ทำไมเราไม่เคยรู้”

               “ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น และอย่าบอกให้ใครรู้ด้วยโดยเฉพาะพ่อกับแม่ของเรา” แถแล้วก็ต้องแถให้ถึงที่สุด ผมพูดไปแบบนี้เพื่อให้เธอไม่เอาเรื่องโกหกของผมไปพูดต่อให้วุ่นวาย

               เธอมองหน้าผมและยืนนิ่งอย่างครุ่นคิด ผมฉีกยิ้มกลบเกลื่อนรอลุ้นว่าเธอจะเชื่อผมมั้ย

               “ว่าแล้วทำไมแกไม่เคยพูดชอบผู้หญิงคนไหนเลย”

               เธอเชื่อผม! รอยยิ้มที่ออกมาทำให้ผมโล่งใจ อย่างน้อยคำลวงของผมก็ทำให้เธอคลายกังวลลงบ้าง

               จะให้ผมพูดถึงผู้หญิงคนอื่นได้ยังไงในเมื่อผมรักเธอแค่คนเดียว 

               “แต่ถึงยังไงแกต้องสัญญากับเราก่อนนะว่าจะไม่คิดอะไรกับเราเกินเพื่อน”

               “เออๆ สัญญา” ผมตอบปัดสัญญากับเธอไป

 

               ผมคิดว่าเธอคงไม่จริงจังอะไรกับคำสัญญา เวลาผ่านไปมันคงทำให้เธอลืมเรื่องในวันนี้ แต่ผมคิดผิด...ทุกครั้งที่ผมเผลอตัวพูดหรือทำอะไรที่คล้ายจะจีบเธอ เธอก็จะยกคำสัญญานี้ขึ้นมาเตือนเสมอ นานวันก็เข้าคำสัญญาก็กลายเป็นกฎที่ห้ามขัด

               และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราสองคนสอบติดคณะบัญชีได้ตามที่ต้องการได้ คำพูดของหมอดูคนนั้นก็ยิ่งมีน้ำหนักจนเธอแทบจะท่องกฎบ้าๆ ที่เธอตั้งแทนบทสวดมนต์ก่อนนอนเสียแล้ว

               ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมก็เลยจำใจต้องแอ๊บเป็นเกย์ให้สมบทบาทเพื่อให้เธอไว้ใจ อย่างน้อยก็ยังทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับเธอโดยที่เธอไม่ต้องกังวลมากนัก

 

เรื่องนี้จะทะลึ่ง กวนๆ หน่อย แต่ยังน่ารักละมุนละไมเหมือนเดิม 

เป็นกำลังใจให้ซันกันด้วยน้า 

ไรท์มี 3 นามปากกา น้า

ธ.ธีร์ >> แนวฟีลกู้ด ชาย-หญิง

SunTawan >> แนวฟีลกู้ด Y/boy love

ชาญกวี >> นิยายรัก

ฝากติดตามผลงานด้วยน้า

Love u all

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น