facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 10 : ผิดหรือเปล่าที่ไม่ชอบกินข้าวกับครอบครัวตัวเอง?

ชื่อตอน : คำถามที่ 10 : ผิดหรือเปล่าที่ไม่ชอบกินข้าวกับครอบครัวตัวเอง?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2563 00:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 10 : ผิดหรือเปล่าที่ไม่ชอบกินข้าวกับครอบครัวตัวเอง?
แบบอักษร

 

10 

ผิดหรือเปล่าที่ไม่ชอบกินข้าวกับครอบครัวตัวเอง? 

  

               วันนี้ทุกอย่างก็ดูปกติดี ฟ้าใส เมฆสวย แถมแดดยังไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะแก่การเดินเล่นชมวิวชิลๆ แบบไม่คิดอะไรมาก 

               “ทำไมรีบกลับบ้านจัง ไม่แวะไปเดินห้างด้วยกันหน่อยเหรอ” 

               “ไม่ได้ วันนี้ต้องรีบกลับจริงๆ” 

               คนที่ฉันกำลังพยายามรั้งไว้ไม่ให้รีบกลับบ้านคือ ‘ปั้นหยา’ เพื่อนที่รู้จักกันโดยบังเอิญจากการเลือกเรียนวิชาเสรี เราบังเอิญนั่งข้างกัน บังเอิญให้ยืมของกันและกัน และบังเอิญคุยกันถูกคอ ก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันได้พักใหญ่แล้ว 

               “ใจร้ายมาก” 

               “แกก็มีธุระต้องทำนี่ ต้องไปโรงพยาบาลต่อไม่ใช่เหรอ” 

               ยังอุตส่าห์จำได้อีกนะว่าต้องไปไหนต่อ ฉันทำแก้มป่องใส่คนข้างๆ ด้วยความน้อยใจ 

               “ไปเลตสักสิบนาทีก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย” 

               “แกเลตได้แต่ฉันเลตไม่ได้ไง” พูดแล้วปั้นหยาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “รีบไปเถอะ ฉันต้องกลับบ้านไปอ่านหนังสือ” 

               “ทำไมรีบอ่านจัง” 

               “ก็...เตรียมตัวสอบไง” 

               ปั้นหยาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ้ำๆ อึ้งๆ ดูไม่น่าไว้ใจยังไงไม่รู้ 

               “จะขยันเกินไปแล้วนะ เพิ่งขึ้นปีหนึ่งไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ คิดจะเอาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือไง?” 

               ฉันแกล้งแซวเล่นๆ หวังให้ปั้นหยาหันมาชักสีหน้าใส่ แต่เธอกลับนิ่งเงียบไปเมื่อฟังคำนั้นจบ เธอแค่หันหน้ามามองฉันนิ่งๆ สีหน้าและแววตาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามด้วยความสงสัยก็โดนเจ้าตัวส่งยิ้มกลับมาให้ซะก่อน 

               เป็นรอยยิ้มที่แปลไม่ออกเลยว่ามีความหมายอะไร ดูลึกลับและอ่านไม่ออก ฉันก็เลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปแล้วยอมโบกมือลาแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง 

               สงสัยปั้นหยาจะไม่ชอบให้ฉันแซวเรื่องเรียนล่ะมั้ง คราวหลังต้องระวังคำพูดตัวเองให้มากกว่านี้แล้วสิ 

  

               จากที่ได้ลองพูดคุยกับลุงภพและคุณกาพย์ ดูเหมือนว่าอีกไม่กี่วันคุณแม่ของคุณกวีก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว วันนี้ฉันก็เลยมานั่งคุยลั้ลลากับคุณแม่และคุณกาพย์อย่างสนุกสนาน คุยกันไปเรื่อยๆ จนคุณกาพย์เสนอว่ามาเล่นเกมปิงปองเหมือนเมื่อวานอีกรอบดีมั้ย แต่คราวนี้เขาอยากได้การพนันเพิ่มเข้ามาเป็นสีสันในเกมหน่อย 

               แน่นอนว่าคุณแม่จ้องคุณกาพย์ตาเขียวทันทีเมื่อได้ยินคำว่าการพนัน ฉันเองก็แอบไม่สบายใจตามไปด้วย แต่พอได้ยิน ว่าการพนันที่คุณกาพย์อยากได้คือบทลงโทษว่าใครแพ้ต้องซื้อชานมไข่มุกมาเลี้ยงอีกฝ่ายต่างหาก ฉันก็เลยตอบตกลงยอมเล่นไปแต่โดยดี 

               เกมการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดและเร่าร้อน เราสองคนต่างพากันหวดลูกปิงปองล่องหนที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาแต่มองเห็นได้ด้วยเสียงอย่างเอาจริงเอาจัง รอบนี้ฉันเริ่มเล่นเก่งขึ้นแล้ว เริ่มจับจังหวะได้ดีขึ้น และเริ่มออกท่าทางแปลกๆ เพื่อสร้างสีสันให้คุณแม่ได้หัวเราะออกมาเวลาดูเราสองคนเล่นตีปิงปองล่องหนด้วยกัน 

               “เจอนี่หน่อย!” 

               “นี่แน่ะ!” 

               ยอมรับเลยว่าฉันสนุกมาก คุณกาพย์เขามนุษยสัมพันธ์ดีเกินไป เล่นเกมด้วยกันไม่กี่ครั้งฉันก็เริ่มรู้สึกสนิทสนมกับเขามากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 

               “เหนื่อยแล้วอะ ยอมแพ้เหอะ!” 

               คุณกาพย์ใช้จังหวะที่ฉันกำลังตั้งท่าเสิร์ฟลูกปิงปองมาพักหอบหายใจด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ฟังดูเซ็กซี่เอามากๆ จนเผลอใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ใบหน้าชื้นเหงื่อและรอยยิ้มขี้เล่นของเขากำลังทำให้ฉันไม่กล้าสบตาด้วย 

               “กาพย์ก็อายุเยอะแล้วนี่นะ แค่เหวี่ยงแขนไปมานิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว” 

               คุณแม่ออกความคิดเห็นด้วยน้ำเสียงล้อเลียนเพื่อหวังให้ลูกชายคนโตได้ยินแล้วฮึดสู้ ซึ่งมันได้ผล คุณกาพย์ทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที แต่ฉันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก ชานมไข่มุกอีกแก้วต้องเป็นของฉัน! 

               “แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอคะ จะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังงะ...” 

               “ทำอะไรกันน่ะ...” 

               อยู่ๆ เสียงเปิดประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย น้ำเสียงประหลาดใจปนตกตะลึงของเขาทำให้ฉันที่กำลังเสียสมาธิพลาดลูกเสิร์ฟของคุณกาพย์จนกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดาย 

               อะไรเนี่ย! 

               “อ้าว วี!” 

               เจ้าของเสียงที่ดูดี๊ด๊าเกินเหตุกล่าวทักทายคนที่เพิ่งมาถึงอย่างร่าเริง 

               “สวัสดีครับพี่กาพย์” 

               “ดีๆ ไม่คิดว่าจะมานะเนี่ย ไหนบอกว่างานยุ่งไง” 

               “เคลียร์เสร็จแล้ว วันนี้เลยมาเยี่ยมแม่ จะได้มาเจอหน้าพี่ด้วย” คุณกวีตอบเสียงเรียบ เขากระชับเสื้อสูทตัวนอกที่ใส่อยู่ก่อนเดินตรงมาทางฉันที่ยังยืนเอ๋อยกมือไหว้เขาแบบงงๆ อยู่ๆ ก็เจอคุณกวีซะงั้น แถมเจอปุ๊บแพ้ปั๊บเลยด้วย “แล้วก็มารับเธอ” 

               “รับหนู?” 

               คุณกวีพยักหน้าเบาๆ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ฉันพูดคือคำตอบที่ถูกต้อง 

               “อืม แม่ผมรบกวนเธอตั้งหลายวัน เดี๋ยววันนี้พาไปเลี้ยงข้าว” 

               “ไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ค่ะ คุณแม่ไม่ได้รบกวนหนูเลย สบายใจได้” 

               อันที่จริงก็รบกวนนิดหน่อย แต่การรบกวนของคุณแม่ทำให้ฉันไม่ต้องอยู่บ้านนานๆ แถมยังมีโอกาสได้เจอคุณกาพย์ด้วย เป็นการรบกวนที่ลำบากนิดหน่อยแต่ได้กำไรมาพอสมควรเลย 

               “ยังไงผมก็รู้สึกผิดอยู่ดี ให้เลี้ยงข้าวสักมื้อเถอะ” 

               คุณกวียังคงยึดมั่นกับการเลี้ยงข้าวมาก 

               “แต่...” 

               “กินๆ ไปเถอะลูก วีเขาเลี้ยงข้าวคนอื่นไม่บ่อยหรอก วันๆ เห็นเลี้ยงแต่ลูกค้า ส่วนกาพย์น่ะเลี้ยงคนไปทั่ว” 

               คุณแม่แอบแซะลูกชายคนโตเล็กน้อย ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าลูกชายคนโตคนนั้นเริ่มทำหน้าบึ้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ ว่า 

               “ต้องเข้าสังคมน่ะแม่” 

               “เลี้ยงข้าวดารามันเป็นการเข้าสังคมตรงไหน” คุณแม่ย้อนถามเสียงเรียบ 

               “สร้างคอนเนคชันในวงการบันเทิงไง!” 

               “สานสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคนในวงการนั้นสิไม่ว่า” 

               “ผมเลี้ยงข้าวอย่างบริสุทธิ์ใจนะ บางคนก็ไม่ได้คิดอะไรด้วย แค่อยากเลี้ยงข้าวเฉยๆ” คุณกาพย์พยายามแก้ตัว แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีก็หันมามองหน้าฉันแล้วส่งยิ้มกว้างให้ “เดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าวน้องหอมเอง วีไม่ต้องลำบากหรอก เพิ่งเลิกงานมาด้วยนี่ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” 

               ทำไมสองคนนี้ต้องแย่งหน้าที่เลี้ยงข้าวฉันด้วย ไม่เห็นเข้าใจเลย เป็นการทะเลาะกันของสองพี่น้องเหรอ... 

               “ไม่เป็นไร ผมเลี้ยงหอมได้ พี่มีนัดกินข้าวตอนหกโมงไม่ใช่เหรอ” 

               “รู้ได้ไงน่ะ...” 

               “รู้ก็แล้วกัน อยากรู้มั้ยว่าได้เย็นนี้ได้ร่วมโต๊ะกับใคร” 

               คุณกวีส่งยิ้มมุมปากให้พี่ชายที่ปั้นสีหน้าไม่ถูกเมื่อโดนเอาเรื่องนัดกินข้าวมาแฉ อยากรู้จังว่าเขามีนัดกับใคร แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นดาราหรือพวกคนในวงการบันเทิงนั่นแหละ เตรียมรอดูคอลัมน์ข่าวบันเทิงได้เลยว่าดาราคนไหนแอบไปกินข้าวกับนักธุรกิจคนดัง 

               “เอาอีกแล้วเหรอกาพย์” 

               ดูเหมือนคุณแม่เองก็คิดเหมือนฉัน น้ำเสียงที่ส่งมาจึงเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจปนเอือมระอา แสดงว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเขาสินะ 

               “เฮอะ” เมื่อโดนกดดันจากหลายช่องทาง คุณกาพย์จึงได้แต่จิ๊ปากอย่างไม่พอใจ “ไว้คราวหน้าเดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวนะ เคลียร์ตารางงานให้ว่างเข้าไว้ล่ะ” 

               “อ่า...ไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ค่ะ” 

               “อยากเลี้ยงอะ ให้เลี้ยงเหอะ” 

               “เขาบอกว่าไม่ต้องก็คือไม่ต้องสิ เล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้” คุณแม่เอ็ดเสียงดุ ท่านส่งสายตาพิฆาตให้ลูกชายคนโตก่อนจะหันมายิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายคนเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน “เอ้อ วี แม่ขอรบกวนอะไรหน่อยสิ” 

               “ว่าไงครับ” 

               “ถักเปียให้หนูหอมหน่อย” 

               “หือ?” 

               ฉันตาโตทันทีเมื่อได้ยินคำขอร้องอันแสนแปลกประหลาด คุณกวีเองก็ไม่ต่างกัน รู้ตัวอีกทีเราสองคนก็หันมามองหน้ากันแบบงงๆ 

               “...ครับ?” 

               “แม่ว่าหนูหอมน่าจะเหมาะกับผมเปีย วีลองถักให้น้องเขาหน่อยนะ” 

               “ถามหอมก่อนสิครับว่าอยากให้ผมถักให้หรือเปล่า” 

               “จริงด้วย หนูหอมว่าไงจ๊ะ ให้วีถักเปียได้มั้ย?” 

               “...อ้อ ได้ค่ะ ถ้าคุณกวีอยากถักก็ตามสบายเลย” 

               ถึงจะดูงงๆ กับสถานการณ์ในตอนนี้นิดหน่อย แต่ฉันก็ยอมพยักหน้าเออออให้ทั้งสองคนด้วยความเต็มใจ คุณกวีขออนุญาตจับเส้นผมของฉัน เขาลูบมันไปมาเบาๆ ก่อนจะหยิบหวีจากมือคุณแม่มาแปรงผมให้ฉันอย่างเบามือ 

               เพราะก่อนหน้านั้นแอบเห็นว่าสีหน้าของคุณกวีดูไม่ค่อยเต็มใจกับคำสั่งของคุณแม่สักเท่าไหร่ ฉันก็เลยแอบกระซิบบอกเขาไปเบาๆ ว่า 

               “ถ้าไม่อยากถักก็ไม่ต้องถักนะคะ หนูเป็นคนผมร่วงเยอะ” 

               “ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ” 

               เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเริ่มลงมือแปรงผมให้ฉันต่อ คอยใช้มือสัมผัสกับเส้นผมของฉันแล้วสางมันเบาๆ ด้วยนิ้วมือเพื่อสังเกตดูว่ามีจุดไหนที่ผมยังพันกันอีกหรือเปล่า ถ้าสางแล้วสะดุดเขาก็จะแปรงให้อีกจนกว่าผมฉันจะนุ่มสลวยเงางามแบบใช้มือสางได้สบายๆ 

               “ถ้าเจ็บก็บอกนะ” 

               “โอเคค่ะ” 

               เรียวนิ้วของคุณกวีสัมผัสโดนหลังหูและข้างแก้มของฉันเล็กน้อยตอนรวบปอยผมที่กระจุกอยู่ตรงแก้มเพื่อรวบมันไปด้านหลัง 

               “อยากได้แบบไหน เปียเดี่ยวหรือเปียคู่” 

               “แบบคู่ได้มั้ยคะ หนูชอบเปียสองข้าง” 

               “ได้ครับ” 

               ทำได้ด้วยแฮะ เก่งจัง ฉันแอบชื่นชมเขาในใจเมื่อเห็นว่าคุณกวีเป็นคนถักเปียคล่องพอสมควร ดูจากจังหวะแล้วไม่น่าใช่มือสมัครเล่นที่เพิ่งหัดถักได้ไม่กี่วันแน่ๆ 

               ขนาดนักธุรกิจยังถักเปียเป็นเลย แต่ฉันที่เป็นนักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งกลับถักเปียไม่เป็นซะงั้น น่าอายชะมัด คิดแล้วก็อยากยกมือขึ้นมาปิดหน้า แต่สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือการนั่งนิ่งๆ พยายามไม่ขยับตัวกระดุกกระดิกไปไหนและคอยส่งหนังยางในกระปุกเล็กๆ ของตัวเองให้คุณกวีช่วยผูกผมให้ 

               ใช้เวลาไม่นานนักเปียคู่ฝีมือคุณกวีก็ออกมาเสร็จสมบูรณ์ เมื่อได้ยลโฉมฝีมือการถักเปียของคุณกวีแล้ว คุณแม่ของสองพี่น้องก็ออกปากชมยกใหญ่ว่าผมทรงนี้เหมาะกับฉันมาก ทำแล้วดูน่ารักน่าเอ็นดูสุดๆ ขนาดคุณกาพย์ยังชมเลยว่าน่ารัก 

               ถึงจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเขาชมตามมารยาทหรือเปล่าก็เถอะ แต่ฉันเขินมากเลย... 

                

               เมื่อบอกลาคุณกาพย์และแม่ของคุณกวีเรียบร้อย เราสองคนก็เดินมาขึ้นรถด้วยกัน ก่อนไปฉันต้องเลี้ยงชานมไข่มุกให้พี่ชายคุณกวีไปหนึ่งแก้วด้วย เสียเงินเสียทองจนได้ ถ้าคุณกวีไม่โผล่เข้ามาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงฉันก็คงไม่แพ้หรอก เกือบชนะอยู่แล้วเชียว 

               เขาตั้งใจจะพาฉันมาเลี้ยงข้าวจริงๆ สินะ วันนี้เขาขับรถมารับฉันด้วยตัวเองก็เลยไม่มีโอกาสได้ทักทายลุงภพเพราะเขาไม่อยู่ แถมฉันยังกลายเป็นฝ่ายได้นั่งที่นั่งข้างคนขับแทนคุณกวีด้วย ประหม่าไปหมดแล้วจ้า 

               “กินข้าวที่ไหนดี” 

               “ที่ไหนก็ได้ค่ะ” 

               ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางยังได้เลย 

               “งั้นไปกินร้าน NN นะ” 

               ฉันยิ้มค้างทันทีเมื่อฟังเขาพูดชื่อร้านจบ ทำไมถึงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับว่าเรากำลังจะไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันได้นะ... 

               “...เอ แพงไปหรือเปล่าคะ ขอร้านอื่นได้มั้ย” 

               “ร้าน FF ล่ะ?” 

               ครั้งนี้คุณกวีก็ยังตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนเคย แต่ชื่อร้านที่ได้ยินกลับทำให้ฉันขนลุก 

               “แพงไปอยู่ดีค่ะ ขอร้านที่มันถูกกว่านี้หน่อยได้มั้ย” 

               “FF ถูกสุดแล้วนะ” 

               “ไม่ต้องเอาร้านที่ได้มิชลินสตาร์หรือร้านดังๆ หรอกค่ะ ขอร้านธรรมดาในห้างก็พอ...” 

               ถึงจะแอบหูผึ่งตอนได้ยินชื่อร้านหรูๆ ที่เขายกตัวอย่างมาบ้าง แต่ฉันก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเสียเงินเสียเวลากับคนแบบฉันมากขนาดนั้นหรอก เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่าการเลี้ยงข้าวฉันเถอะ 

               แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว... 

               คุยกันได้สักพักรถของเราก็มาจอดที่ลานจอดรถในห้าง ฉันเป็นฝ่ายเสนอชื่อร้านอาหารที่ราคาพอรับได้เพื่อเป็นการสะกดจิตคุณกวีไม่ให้เขามองหาร้านแพงๆ เราก็เลยได้มากินมื้อเย็นในร้านอาหารญี่ปุ่นด้วยกัน 

               “เธอมาหาแม่ผมทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์เลยเหรอ?” 

               ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ คุณกวีก็เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา จำวันที่ฉันได้เจอกับคุณแม่เขาเป็นครั้งแรกได้มั้ย ตอนท่านเรียกฉันไปคุยด้วย ท่านบอกว่าห้ามบอกคุณกวีนะ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วว่าแม่ต้องใช้แผนนี้แน่ๆ ก็เลยส่งข้อความมาบอกฉันว่าไม่ต้องไปเยี่ยมแม่เขาหรอก แต่ฉันไม่ฟัง 

               ก็การอยู่คนเดียวมันเหงานี่นา ถ้าช่วยได้ฉันก็อยากช่วย... 

               “ค่ะ หนูว่างพอดี เมื่อวานก็เลยบังเอิญเจอคุณกาพย์” 

               “ก็ว่าอยู่ทำไมถึงดูสนิทกัน...” 

               คุณกวีร้องอ๋อ เขาดูสงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วว่าเราสองคนกำลังเล่นอะไรกัน เขาแค่ไม่ถามออกมาเฉยๆ 

               “ไม่สนิทขนาดนั้นหรอกค่ะ เคยเล่นเกมด้วยกันไม่กี่ครั้งเอง” 

               “พี่กาพย์สนิทกับคนง่าย แค่เล่นเกมด้วยกันสักตาสองตาเขาก็นับเธอเป็นเพื่อนแล้ว” 

               “เข้ากับคนง่ายดีนะคะ” 

               “ง่ายเกินไปจนน่ากลัว” 

               คุณกวีทำหน้าเหนื่อยใจพลางใช้ตะเกียบคีบกุ้งเทมปุระเข้าปาก อาหารมาเสิร์ฟครบพอดี รีบกินข้าวเลยดีกว่า หิวแล้ว 

               “ได้กลับบ้านบ้างหรือเปล่า” 

               ตักข้าวเข้าปากได้ไม่กี่คำคุณกวีก็โยนคำถามมาอีกหนึ่งข้อ แต่ข้อนี้เป็นข้อที่ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากเขามากที่สุด ก็เลยเผลอใจลอยและตอบคำถามช้าไปเล็กน้อย 

               “ก็...กลับทุกอาทิตย์ค่ะ” 

               “คิดถึงบ้านมั้ย” 

               “อยากได้ยินคำตอบแบบไหนล่ะคะ” 

               “...เลือกคำตอบได้ด้วยเหรอ?” 

               คุณกวีทำตาโต เขาอ้าปากค้างมองหน้าฉันประมาณสามวินาทีก่อนตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ น่ารักดีแฮะ 

               “เลือกได้สิคะ” ฉันว่าพลางยกมือขึ้นปิดปากเพื่อไม่ให้การแกล้งทำเป็นหัวเราะทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่ดูน่าเกลียดจนเกินไป “ถ้าให้ตอบตามมารยาท หนูจะตอบว่าคิดถึงนิดหน่อย แต่ถ้าให้ตอบตามความรู้สึกจริงๆ หนูจะตอบว่าไม่อยากกลับบ้านค่ะ” 

               “ทำไมล่ะ...” 

               น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูจริงจัง เขาวางตะเกียบในมือลงแล้วยกมือขึ้นมาเท้าคางเพื่อมองหน้าฉันด้วยแววตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวต้องการรู้เหตุผลของฉัน 

               นั่นสิ ทำไมกันนะ? ฉันก้มหน้าแค่นยิ้มกับตัวเองพลางใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในจานที่กระจัดกระจายไปคนละทิศละทางให้มารวมกัน 

               “หนูเล่าได้มั้ยคะ?” 

               “ได้อยู่แล้ว” 

               คำพูดของคุณกวีทำให้ฉันเผลอนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่เราเจอกัน ในร้านขายไก่ทอดชั้นสอง เรานั่งโต๊ะเดียวกัน คอยรับฟังปัญหาของกันและกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน ในวันนั้นเขาเป็นฝ่ายเล่าและระบายเรื่องหนักใจให้ฉันฟัง 

               แต่ดูเหมือนว่าวันนี้บทบาทของเราสองคนจะถูกสลับกันแล้วนะ 

               “จะเริ่มยังไงดีล่ะ...เอาจริงๆ หนูไม่ค่อยชอบกินข้าวที่บ้านสักเท่าไหร่” ฉันพยายามพูดเกริ่นด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส “พ่อกับแม่ชอบคุยหัวข้อที่ทำให้หนูรู้สึกแย่ เพื่อนบ้านคนนั้นสอบได้ที่ดีๆ บ้างล่ะ ลูกของเพื่อนที่ทำงานได้ไปเรียนต่อต่างประเทศบ้างล่ะ ลูกของญาติคนนั้นไปแข่ง ลูกของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ได้รางวัลที่หนึ่ง” 

               “...” 

               “บางครั้งก็เปรียบเทียบหนูกับพี่ชายด้วยว่าทำไมถึงไม่ฉลาดเท่าพี่เขา ทำไมถึงไม่เก่งเท่าพี่ล่ะ แล้วทำไมถึงสอบเข้าที่ดีๆ เหมือนพี่ไม่ได้ หนูไม่ได้อิจฉาพี่นะ หนูแค่...รู้สึกแย่เฉยๆ” 

               “พ่อกับแม่คุยเรื่องนี้กับเธอทุกวันเลยเหรอ” 

               “ไม่ทุกวันหรอกค่ะ แต่ได้ยินทีไรก็รู้สึกแย่ทุกที เมื่อก่อนครอบครัวหนูก็ไม่ค่อยพูดเรื่องแบบนี้อย่างจริงจังหรอก แต่พอถึงช่วงสอบเข้ามหา’ลัย พ่อกับแม่ก็พูดเรื่องนี้บ่อยขึ้น กดดันหนูหนักขึ้น” ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บในอกจนต้องเม้มปากตัวเองไว้แน่นๆ “รู้สึกแย่จนกินข้าวไม่ลงเลยค่ะ ทั้งๆ ที่กับข้าวฝีมือแม่มันอร่อยมากเลยแท้ๆ...” 

               “เธอก็เลยไม่อยากกลับบ้าน?” 

               “...ค่ะ เพราะถ้ากลับบ้านไปก็ต้องได้กินข้าวด้วยกัน ถ้ากินข้าวด้วยกันก็ต้องพูดเรื่องนี้แทบทุกครั้งเลยค่ะ” 

               “...” 

               เมื่อฟังจบแล้วคุณกวีก็ไม่พูดอะไร เขาแค่หลบตาฉันไปมองเมนูแนะนำประจำสัปดาห์ในป้ายกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ บนโต๊ะ ฉันรีบใช้โอกาสนั้นเงยหน้าขึ้นแล้วกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา 

               “คุณกวีคิดว่าหนูนิสัยแย่หรือเปล่าคะ...” 

               สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกกังวลมากที่สุดไม่ใช่การรู้สึกแย่จนไม่อยากกินข้าวแบบพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แต่เป็นการได้รับรู้ว่าลึกๆ แล้วฉันเกลียดพ่อกับแม่มากขนาดไหน เกลียดจนไม่อยากพบหน้า เกลียดจนไม่อยากพูดคุยด้วย ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้นะ 

               “ไม่แย่หรอก ใครๆ ก็เกลียดบรรยากาศที่ทำให้ตัวเองรู้สึกกดดันกันทั้งนั้น” คุณกวีพูดพลางหยิบป้ายกระดาษแข็งนั่นขึ้นมาอ่านเมนูบนนั้นอย่างจริงจัง “ถ้าเจอแบบนี้บ่อยๆ ผมก็ไม่อยากกลับบ้านเหมือนกัน” 

               “เหรอคะ...” 

               “ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก คนเป็นพ่อแม่น่าจะรู้ดีที่สุดนะว่าการพูดแบบนี้มันทำให้เด็กกดดัน พวกเขาผิดเต็มๆ เลย” 

               “แต่พ่อกับแม่อาจจะแค่หวังดีอยากให้หนูพยายามขึ้นก็ได้...” 

               “หวังดีโดยเอาคนอื่นมาเปรียบเทียบเนี่ยนะ?” 

               ได้ยินคำพูดนั้นคุณกวีก็แค่นหัวเราะออกมาหนึ่งคำ สีหน้าเขาดูไม่พอใจกับสิ่งที่ฉันพูด แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับเมนูในป้ายกระดาษต่อ 

               “อื้อ...” 

               “ผมไม่เรียกของแบบนั้นว่า ‘ความหวังดี’ นะ ว่างๆ เธอลองส่งหนังสือคู่มือคุยกับลูกให้พ่อกับแม่อ่านดู จะได้รู้ว่ามีวิธีให้กำลังใจลูกตัวเองดีๆ อยู่หลายวิธีเลย ส่งของผมไปให้ก็ได้ เอาที่อยู่บ้านเธอมาสิเดี๋ยวส่งให้แบบด่วนพิเศษเลย จะได้รีบเอาไปอ่านแล้วรีบตกผลึกความคิด จะได้รู้ว่าตัวเองทำให้ลูกรู้สึกแย่ขนาดไหน” 

               ฉัน...ไม่คิดว่าคนที่รักแม่ที่สุดอย่างคุณกวีจะพูดอะไรทำนองนี้ออกมาเลย 

               เขาดูโกรธและไม่พอใจ ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าคุณกวีไม่พอใจครอบครัวฉัน ไม่พอใจในความหวังดีของพ่อกับแม่ เขาพูดสิ่งที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิดออกมาได้ง่ายๆ โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้กะพริบตาหรือพักหายใจด้วยซ้ำ พูดรัวเร็วจนฉันที่เป็นคนฟังยังแอบเหนื่อยแทน 

               เมื่อพูดจบคุณกวีก็เงยหน้าขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันยกมือขึ้นมาปาดคราบน้ำตาบางส่วนบนใบหน้าพอดี 

               ยังไม่ทันได้แก้ตัวว่าไม่ได้ร้องไห้นะ เมื่อกี้ฝุ่นเข้าตาเฉยๆ คนหน้าดุก็รีบก้มหน้าลงอ่านเมนูในป้ายกระดาษหน้าเดิมต่อ 

               นี่อย่าบอกนะว่าสาเหตุที่เขาไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านเมนูบนป้ายโฆษณาเพราะไม่อยากเห็นฉันร้องไห้น่ะ? 

               “คุณกวี” 

               เรียกชื่อคนตรงหน้าได้แค่นั้นก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ เขาคงไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอก คงไม่อยากให้ฉันรู้สึกอับอายต่อหน้าเขามากกว่า ลึกๆ แล้วฉันเองก็ไม่ชอบให้ใครมานั่งมองตัวเองร้องไห้เหมือนกัน น่าอายจะตาย... 

               “หัวเราะอะไร ผมจริงจังนะ” 

               คุณกวีเงยหน้าขึ้นจากป้ายเมนูแล้วขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มของฉัน 

               “เคยอ่านหนังสือคู่มือคุยกับลูกด้วยเหรอ” 

               “เคยสิ” 

               “ทำไมถึงอ่านล่ะคะ?” 

               “ผม...แค่อยากอ่านเฉยๆ เอาไว้คุยกับลูกเพื่อนน่ะ จะได้รู้ว่าควรใช้คำพูดกับเด็กยังไงให้เขาไม่รู้สึกแย่” 

               “อย่างนี้นี่เอง” 

               เหตุผลในการอ่านหนังสือของเขาทำให้ฉันยิ้มกว้าง คุณกวีดูเป็นคนรักเด็กนะ ถึงจะหน้าดุไปนิดแต่จิตใจเขาคงอ่อนโยนพอสมควร ฉันพยักหน้าหงึกหงักพลางยกชาเขียวเย็นขึ้นดื่ม ระหว่างนั้นก็แอบสังเกตสีหน้าของคุณกวีไปด้วย 

               สีหน้าที่ดูเหมือนคนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วทำให้ฉันต้องถอนหายใจ ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดื้อเงียบเลยสักนิด ดูจะจริงจังกับทุกเรื่องด้วยซ้ำ 

               คุณแม่คุณกวีคงมองลูกชายตัวเองผิดแล้ว ถึงจะเป็นลูกคนเล็ก แต่ฉันว่าบุคลิกและนิสัยของเขาเหมาะกับการเป็นพี่คนโตที่พึ่งพาได้มากที่สุดเลยนะ 

               ช่างเถอะ คนเรานิสัยไม่เหมือนกันนี่นา พี่คนโตไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่หรือพึ่งพาได้ทุกเรื่องก็ได้ ดูอย่างคุณกาพย์กับพี่ชายฉันสิ ทำตัวเป็นเด็กๆ อย่างกับตัวเองเป็นน้องชายตัวเล็กๆ แน่ะ... 

               “อิ่มหรือเปล่า สั่งอะไรเพิ่มอีกมั้ย” 

               “ไม่...” ตั้งใจว่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าเขาแล้วก็อยากเปลี่ยนใจ “ขอข้าวหน้าเนื้อเพิ่มอีกจานได้มั้ยคะ?” 

               “ตามสบาย ผมก็จะสั่งเพิ่มเหมือนกัน” 

               ได้ยินแบบนั้นแล้วฉันเลยอาสาเป็นฝ่ายยกมือเรียกพนักงานที่อยู่แถวนั้นมาสั่งอาหารเพิ่ม กับข้าวมื้อนี้อร่อยดีแฮะ ปกติเวลากินคนเดียวฉันไม่เคยสั่งเพิ่มอีกจานนะ รีบกินรีบเสร็จรีบกลับตลอดเลย 

               แต่เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ฉันชอบสั่งข้าวสั่งน้ำมาเพิ่มอีกเพื่อยืดเวลาสนทนาระหว่างมื้ออาหารของพวกเราให้นานขึ้นอีกนิด 

               เดี๋ยวนะ...เมื่อกี้ฉันสั่งข้าวเพิ่มด้วยเหตุผลแบบไหนกัน? แค่วันนี้อาหารอร่อยก็เลยอยากกินอีกจานจริงๆ เหรอ เพราะวันนี้มีคนเลี้ยงก็เลยอยากกินให้เต็มที่แค่นั้นเองเหรอ 

               หรือบางที...ลึกๆ แล้วในใจฉันอาจจะเผลอคิดว่าคุณกวีเป็น ‘เพื่อน’ คนหนึ่งก็ได้ 

               อา... 

               ทำไงดี อยากเป็นเพื่อนกับเขาจัง! แค่คิดก็ใจเต้นแรงแล้ว! 

               แต่เขาคงไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันหรอก คงสั่งอาหารเพิ่มเพราะวันนี้ร้านดันทำอาหารอร่อยถูกปากเขามากกว่า เหตุผลของเราไม่เหมือนกันหรอก... 

               คนแบบเขาจะอยากมาเป็นเพื่อนกับฉันทำไม ตั้งสติหน่อยสิหอม เคยกินข้าวด้วยกันแค่ไม่กี่ครั้งเองไม่ใช่เหรอ อย่าได้บังอาจเอาคุณกวีเพิ่มเข้าไปในรายชื่อเพื่อนสนิทเด็ดขาดเลยนะ! 

                

               เมื่อกินข้าวเสร็จฉันก็หาข้ออ้างแยกทางกับคุณกวีโดยให้เหตุผลว่าต้องไปร้านเครื่องสำอาง แกล้งเปรยๆ ขึ้นมาว่าจะไปลองลิปสติกที่เพิ่งออกใหม่เพื่อบอกใบ้ให้เขารู้ว่าวันนี้ร้านคนเยอะมาก และฉันเองก็ต้องใช้เวลาเลือกของนานเป็นชั่วโมงแน่ๆ ให้เขากลับบ้านก่อนได้เลย ไม่ต้องรอ 

               “ผมว่างยาวๆ เลย จะไปก็ไปเถอะ เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน” 

               อย่ามาใช้คำว่า ‘เพื่อน’ ให้ฉันรู้สึกประทับใจนะ! 

               อันที่จริงหนึ่งในชื่อของความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อกันแล้วฉันชอบมากที่สุดก็คือ ‘มิตรภาพ’ ความเป็นห่วงในฐานะเพื่อน ห่วงใยในฐานะเพื่อน ตักเตือนในฐานะเพื่อน และรักกันในฐานะเพื่อน หวังให้อีกฝ่ายรู้สึกดีโดยไม่คิดอยากได้อะไรเป็นของตอบแทนนอกจากความจริงใจ 

               ฉันที่เป็นคนอินกับเรื่องเพื่อนมากๆ ก็เลยพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ชาหวาน เจตน์และขิมคือเพื่อนสนิททั้งสามคนที่ฉันรักมากที่สุด ออมคือเพื่อนร่วมคณะร่วมสาขา ส่วนปั้นหยาคือคนที่ฉันถูกชะตา อยากทำความรู้จักและอยากสนิทด้วยเป็นพิเศษ 

               คุณกวีเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ฉันอยากจูงมือเข้ามาอยู่ในสมุดรวมรายชื่อเพื่อนสนิทเหมือนกัน ฉันอยากกินข้าวกับเขา อยากแบ่งขนมที่กำลังกินอยู่ให้เขา อยากคุยเรื่องสนุกๆ แล้วหัวเราะไปด้วยกัน อยากให้เขาตักเตือนฉันว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันไม่ถูกต้องนะ อยากมอบความรักในฐานะเพื่อนคนหนึ่งให้ 

               เขาคือคนที่ฉันอยากสนิทด้วยมากเป็นพิเศษเหมือนกับปั้นหยานั่นแหละ อยากให้เขามองฉันเป็นเพื่อนคนหนึ่งจัง ยังไม่ต้องขยับเข้าไปใกล้คำว่าเพื่อนสนิทก็ได้ แค่ยืนอยู่ใกล้ๆ คำนั้นหน่อย ขยับเข้าไปชิดตัวทอทหารอีกนิด 

               อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาน่ะ... 

               เมื่อเดินเข้ามาในร้านขายเครื่องสำอาง ฉันก็ได้พบกับปัญหาหนักอกเข้าจนได้ 

               “คุณกวีว่าสีไหนสวยคะ” 

               เขามองเฉดสีต่างๆ บนข้อมือฉันก่อนออกความคิดเห็นว่าทุกสีที่ฉันขีดเขียนลงไปนั้น... 

               “สีเดียวกันนี่” 

               มันคล้ายกันไปหมดเลยเหรอ ฉันยกข้อมือขึ้นมาพลิกไปมาก่อนจะสังเกตได้ว่าในร้านดูมืดๆ นะ 

               “แสงในร้านน้อยจัง นี่ค่ะ ลองขยับเข้ามาดูใกล้ๆ ต่างกันอยู่นะ” 

               พูดแล้วก็ขยับตัวเข้าไปหาคุณกวีที่โน้มตัวลงมาสังเกตสีลิปสติกที่อยู่บนข้อมือฉัน 

               “อ๋อ สีบนอ่อนกว่า สีล่างเข้มกว่านิดนึงใช่มั้ย” 

               “ใช่ค่ะ เอาสีไหนดีคะ” 

               “ผมว่าเธอน่าเหมาะกับลิปสีอ่อนๆ นะ” 

               “เหรอคะ งั้นสีนี้กับสีนี้ล่ะ?” 

               “เยอะไปหรือเปล่า เธอกินลิปสติกเป็นอาหารหรือไง...” 

               “ใช่ค่ะ ตอนทาๆ ก็แอบกินไปบ้าง อร่อยดีเหมือนกัน” 

               “เธอนี่นะ...” 

               คุณกวีถอนหายใจด้วยความเอือมระอา ถึงจะทำหน้าซังกะตายแต่สุดท้ายเขาก็ยอมกอดอกยืนรอฉันเลือกซื้อลิปสติกสีที่ชอบเสร็จ 

               ก้าวขาเดินออกมาจากร้านปุ๊บฉันก็เริ่มตั้งคำถามในใจ อยากรู้จังว่าคุณกวีคิดยังไงกับฉัน อยากให้ความสัมพันธ์ของเราขยับขึ้นจากคนรู้จักไปเป็นเพื่อนรู้ใจมั้ย 

               ลองแอบถามดูดีกว่า! 

               “คุณกวีคิดยังไงกับมิตรภาพต่างวัยคะ?” 

               ตะล่อมถามแบบนี้ก็น่าจะเนียนอยู่นะ เนียนอยู่แหละ... 

               “แบบไหนน่ะ แบบที่คนอายุมากกว่าเป็นเพื่อนกับคนอายุน้อยกว่าเหรอ” 

               “ใช่ค่ะ เป็นเพื่อนกัน เข้าใจกัน คิดว่าไงคะ?” 

               หางเสียงฉันเผลอดีดขึ้นสูงไปเล็กน้อยด้วยความประหม่า เขาจะคิดยังไงนะ คิดว่าเราสองคนจะเป็นเพื่อนกันได้หรือเปล่า? 

               คุณกวีใช้เวลาคิดเล็กน้อย เมื่อได้คำตอบแล้วก็ค่อยๆ เรียบเรียงออกมาอย่างชัดเจนว่า 

               “ผมว่ามันเป็นไป...” 

               เป็นไปยังไง ได้หรือไม่ได้? ได้หรือไม่ได้? 

               “หอม! นั่นหอมใช่มั้ย!” 

               คุณกวีเงียบเสียงลงทันทีเมื่อได้ยินชื่อเรียกของคนรู้จักซึ่งก็คือฉันที่กำลังยืนลุ้นกับคำตอบของเขาอยู่ ทำไมถึงต้องมาเจอคนรู้จักในที่แบบนี้ด้วยนะ แถมยังเป็นตอนที่กำลังถามเรื่องสำคัญอีก! 

               “ปะ...ป้าก้อยสวัสดีค่ะ” 

               ฉันยกมือไหว้ญาติฝั่งพ่อด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่ในใจอยากจะกรีดร้องว่าเข้ามาทักทำไม แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินผ่านไปไม่ได้เหรอ! 

               แต่ช่างมันเถอะ ก็เราเป็นญาติกันนี่นา มีโอกาสได้เจอกันแล้วจะเข้ามาทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ้มเข้าไว้ดีกว่า อย่างน้อยคุณป้าก็อุตส่าห์เดินมาทักทายฉันถึงที่เลยนะ 

               “หวัดดีจ้ะ เป็นไงบ้าง ไม่เจอกันตั้งหลายเดือน โตเป็นสาวมหา’ลัยแล้วเหรอเนี่ย” 

               “ใช่ค่ะ หนูสบายดี แล้วป้าก้อยล่ะคะ?” 

               “สบายดีจ้ะ เห็นว่าต้องไปอยู่หอนี่นา เรียนไกลบ้านนี่ลำบากเนอะ” 

               “ก็นิดหน่อยค่ะ” 

               “อุ๊ย ผมยาวมากแล้วนี่นา ไปตัดหน่อยก็ดีนะ ยาวไปมันน่าเกลียด” 

               ป้าก้อยชี้นิ้วมาที่ผมเปียทั้งสองข้างของฉัน 

               “อ่า...โอเคค่ะ” 

               “แล้วนี่เรียนที่ไหนล่ะ ใช่มอ A ที่เดียวกับเซนท์หรือเปล่า?” 

               “...อ๋อ ไม่ใช่ค่ะ หนูเรียนที่อื่น” 

               “สอบไม่ติดนี่เอง ก็ว่าอยู่ทำไมไม่เห็นสิงห์กับณีอวดลูกสาวเลยว่าสอบติดที่ไหน” 

               “...!!” 

               คำพูดของป้าก้อยทำให้ฉันยิ้มค้าง สิงห์กับณีคือชื่อของพ่อกับแม่ฉันเอง ยิ่งได้ยินก็ยิ่งรู้สึกแย่ แสดงว่าพ่อกับแม่แทบไม่เล่าให้ญาติฟังเลยสินะว่าฉันเรียนที่ไหน เรียนคณะอะไร ใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง 

               พ่อกับแม่...ไม่ได้เล่าเรื่องของฉันให้ใครฟังเลยเหรอ? 

               “แล้วตอนนี้หอมเรียนที่ไหนล่ะ” 

               “มอ Z ค่ะ” 

               “มอเอกชนน่ะเหรอ” คิดไปเองหรือเปล่านะว่าสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความสงสารจนสัมผัสได้ “ลูกป้าก็บอกว่าอยากเรียนเอกชนเหมือนกัน อยากเรียนตามเพื่อน ป้าก็บอกจนปากเปียกปากแฉะว่าอย่าไปเข้าเลย เข้ามอรัฐดีกว่า ลูกสาวบ้านข้างๆ ป้าก็เรียนเอกชนเหมือนกัน สุดท้ายเป็นไง เสียค่าเทอมตั้งครึ่งแสนสุดท้ายตกงาน! ตอนนี้มาทำงานโรงงานเงินเดือนหมื่นห้าหาเงินจ่ายค่าเทอมที่กู้มาอยู่” 

               “เหรอคะ...” 

               “ดีนะที่ลูกสาวป้าไม่ได้เรียนเอกชน ไม่งั้นล่ะกลุ้มใจตายเลย อย่างน้อยสิงห์กับณีก็โชคดีที่เซนท์ติดมอ A เหมือนลูกป้า จะได้หางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ มาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ตอนแก่ได้...” 

               “คุณป้าอย่าดูถูกมหา’ลัยเอกชนสิครับ” 

               น้ำเสียงที่คุ้นเคยเรียกสติให้ฉันรีบหันกลับไปมองคนข้างตัวอย่างรวดเร็ว คุณกวีส่งยิ้มน่ามองให้คุณป้าที่มองมาด้วยแววตาตื่นตระหนก คงไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้ล่ะมั้ง 

               “...อะไร ป้าไม่ได้ดูถูกนะ” ป้าก้อยยิ้มกว้างก่อนมองจะเราสองคนสลับกันไปมา “มาเที่ยวกับแฟนเหรอ งั้นป้าไม่กวนดีกว่า หอมก็ระวังไว้นะ อย่าติดแฟนให้มากเดี๋ยวจะเสียการเรียน” 

               “คนนี้ไม่ใช่...!” 

               ยังไม่ทันได้แก้ความเข้าใจผิด คุณกวีก็รีบสวนกลับไปว่า 

               “ผมไม่ใช่แฟนหอมครับ ผมเป็น...รุ่นพี่” เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “รุ่นพี่มอเดียวกันครับ” 

               “อ้าว เป็นรุ่นพี่หรอกเหรอจ๊ะ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเครื่องแบบนักศึกษาชายของมอ Z เป็นสูท” 

               ป้าก้อยใช้สายตาไล่มองคุณกวีตั้งแต่หัวจดเท้า ตั้งใจจะทำอะไรน่ะ เขาตั้งใจจะทำอะไร โกหกว่าเป็นรุ่นพี่ฉันทำไม! 

               “...ขอโทษที่แนะนำตัวช้าครับ ผมชื่อวี เป็นรุ่นพี่ของหอม เรียนจบแล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัท S ครับ” 

               “บริษัท S เลยเหรอ!” 

               คนอายุมากกว่าทำตาโต ฉันเองก็เหมือนกัน 

               “ครับ” เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ผมก็เลยอยากบอกว่าอย่าดูถูกมหา’ลัยเอกชนให้มากนักเลย ทุกที่มีข้อดีของมัน เอกชนบางที่มีคณะที่เปิดสอนแค่ปอโทแต่มาสอนในปอตรีเลย บางคนก็เลยเลือกเรียนเพราะเป็นสาขาที่เขาสนใจและอยากเรียนเร็วๆ ครับ” 

               “ระ...เหรอ” 

               “ใช่ครับ ถึงหอมจะสอบไม่ติดมอรัฐเลยมาเรียนมอเอกชนก็ไม่เห็นเป็นไร คุณป้าไม่คิดจะให้เด็กที่อยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนมอดังได้มีการศึกษาเลยเหรอครับ? จะประสบความสำเร็จได้ต้องจบจากมอ A ที่เดียวเลยสินะ ได้ฟังจากคุณป้าผมก็เพิ่งรู้ว่าประเทศเรามีแค่มอ A เพราะงั้นเด็กทั้งประเทศก็เลยอยากเรียกและอยากเข้าที่นี่กันทุกคนเลยนี่เอง...” 

               น้ำเสียงของคุณกวีฟังดูสุภาพแต่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขายังยิ้มอยู่ แต่ทุกคำที่พูดออกมาทำให้ฉันป้าก้อยรู้ว่าในใจเขาคงไม่ได้ยิ้มตามแน่ๆ 

               “คุณ...พี่วี” 

               ฉันรีบดึงแขนเสื้อเขาเป็นการเรียกสติ พยายามส่งสายตาบอกว่าอย่าไปเถียงป้าแกเลย อยู่เงียบๆ เถอะ 

               “อย่ามาปากดี เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร” คุณป้าถอนหายใจเสียงดัง “ช่างมันเถอะ ตั้งใจเรียนนะหอม ป้าไปก่อนล่ะ” 

               “อ๊ะ! ค่ะ สวัสดีค่ะ ไว้เจอกันนะคะ” โดนคุณป้าโกรธเข้าแล้วสิ ฉันมองตามแผ่นหลังนั้นก่อนหันหน้ากลับมาขึ้นเสียงใส่เจ้าของความวุ่นวายด้วยความไม่พอใจ “คุณกวี!” 

               “อะไร ไม่เรียกผมว่าพี่วีแล้วเหรอ?” 

               เขาแกล้งถามหน้าตาย เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้สุดๆ จนอยากหยิบมาสคอตของร้านอาหารแถวนี้มาฟาดเขาสักทีสองที 

               “ไม่เรียกแล้วค่ะ จะเรียกได้ยังไง! เมื่อกี้พูดอะไรออกไปน่ะ!” 

               “พูดความจริงไง โกรธเหรอ?” 

               “ก็...นิดหน่อยค่ะ” 

               ถึงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมากแค่ไหน แต่พอได้เห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของคุณกวีแล้วฉันก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ 

               “ทำไมถึงโกรธแค่นิดหน่อยล่ะ” 

               “ก็คุณกวีพูดปกป้องหนู” 

               “ผมไม่ได้ปกป้องเธอ ผมกำลังปกป้องมหา’ลัยเอกชนต่างหาก” 

               “...อ๋อ” 

               ขอโทษที่สำคัญตัวผิดก็แล้วกัน! กองไฟในใจฉันเริ่มลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง 

               “แต่ก็อยากปกป้องเธอนิดหน่อย คุณป้าคนนั้นเขาดูไม่ได้ตั้งใจอยากจะถามสารทุกข์สุขดิบเธอเลย เหมือนอยากหาเรื่องอวดลูกตัวเองมากกว่า” 

               คุณกวีพูดถูก ป้าก้อยนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว เขาวิเคราะห์นิสัยคนได้รวดเร็วดีนะ 

               “ปล่อยให้เขาอวดไปก็ได้นี่คะ ถ้าไม่มีอะไรคุยแล้วเดี๋ยวป้าก้อยก็เลิกพูดเองนั่นแหละ” 

               “ผมกลัวแกเหงาน่ะ ก็เลยอยู่คุยเป็นเพื่อนแทนเธอ” 

               “ไม่คิดเลยว่าคุณกวีจะเป็นคนแบบนี้...” พูดแล้วก็อยากถอนหายใจออกมาสักร้อยรอบ คุณกวีส่งยิ้มบางๆ ให้อีกครั้งเมื่อเห็นว่าฉันยังทำหน้าบึ้งอยู่ “ไปโกหกเขาทำไมคะว่าจบมอ Z” 

               “เพื่อความเนียนไง จะโกหกว่าเป็นรุ่นพี่แต่ไม่ได้มาจากมอเดียวกันได้ยังไง” เขาพูดพลางไหวไหล่ “ทำหน้าแบบนั้นทำไม ผมโกหกแค่เรื่องที่เรียน เรื่องทำงานบริษัท S ไม่ได้โกหกสักหน่อย” 

               แหงล่ะ ก็เขาทำงานที่บริษัท S จริงๆ นี่นา... 

               “คุณกวีเรียนจบที่ไหนมาคะ” 

               “ถามทำไม คิดจะดูถูกมหา’ลัยผมเหรอ” 

               “เปล่าค่ะ แค่อยากรู้เฉยๆ” 

               รอยยิ้มของคุณกวีทำให้ฉันรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าจะยิ้มได้น่าหมั่นไส้ขนาดนี้ก็เก๊กหน้าโหดต่อไปเถอะ 

               “ผมจบ AA” 

               เขาพยักหน้ารับแล้วบอกชื่อมหาวิทยาลัยมา แล้วชื่อนั้นก็ต้องทำให้ฉันอ้าปากค้าง อะไรเนี่ย เขาจบนอกนี่นา แถมยังเป็นมหา’ลัยชื่อดังที่ติดท็อปสิบของโลกอยู่ทุกปีด้วย! 

               “แต่ AA เป็นมหา’ลัยรัฐไม่ใช่เหรอคะ?” 

               “เข้าใจผิดแล้ว AA เป็นของเอกชนนะ ค่าเทอมเป็นล้าน เว้นแต่จะได้ทุน...” 

               “คุณกวีได้ทุนเหรอคะ!?” 

               ข้อมูลของเขาทำฉันตาค้างหนักเข้าไปใหญ่ นี่ฉันกำลังคุยอยู่กับใครเนี่ย! 

               “เปล่า ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น จ่ายค่าเทอมเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามปกตินี่แหละ” 

               “แค่ได้เข้าไปเรียนก็เก่งแล้วค่ะ” 

               “คนได้ทุนเขาเก่งกว่าเยอะ” 

               “ต้องเก่งขนาดไหนเนี่ย...” 

               “ถ้ารู้ว่าเก่งก็ชมผมเยอะๆ สิ” 

               “...ว้าว เก่งจัง” 

               คุณแม่เข้าใจผิดแล้ว ลูกชายคนเล็กของคุณแม่เขาไม่ได้ดื้อเงียบหรอก เขาแอบหลงตัวเองนิดๆ และกวนชาวบ้านได้น่าหมั่นไส้มากค่ะ... 

               บางทีบทสนทนาหัวข้อนี้อาจทำให้คุณกวีชอบใจ เขาถึงได้คุยกับฉันไปตลอดทางกลับบ้าน เมื่อสแกนคีย์การ์ดเข้ามาในห้องแล้วฉันก็โดดลงไปฟุบหน้ากับเตียงทันที 

               พอค่อยๆ พลิกตัวขึ้นมาช้าๆ ผมที่ถูกถักไว้เป็นเปียทั้งสองข้างของฉันก็ขยับพลิกตัวตามจังหวะการเคลื่อนไหว 

               เขาถักเปียสวยดีแฮะ ฉันยกผมตัวเองขึ้นมาลูบไล้เบาๆ จองร้านทำผมดีกว่า มีร้านนึงที่ฉันเล็งไว้นานแล้วว่าต้องไปทำให้ได้ จองคิวเป็นเดือนก็ยอม ตัดสินใจได้แล้ว จะไม่ตัดผมเด็ดขาด แต่จะไปดัดลอนให้มันสวยกว่าเดิมเลย! 

               แต่ยิ้มกว้างได้ไม่ถึงนาทีก็ต้องถอนหายใจ ฉันคงเป็นเพื่อนกับเขาไม่ได้แล้วล่ะ คนระดับนั้นจะมาเป็นเพื่อนกับฉันได้ยังไง แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว 

               พอคิดเรื่องคุณกวีแล้วก็แอบเสียดายคำตอบที่เขาไม่ทันได้พูดออกมาให้หมด เกือบจะได้คำตอบอยู่แล้วเชียว...คุณป้านะคุณป้า! 

               แต่ให้ตายเถอะ...ถึงจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ นะ! 

  

  

               สำหรับน้องหอม คุณกาพย์น่ะตรงสเป็คใจ ใช่เลย แต่สำหรับคุณกวีนั้น...ถึงขั้นอยากได้เป็นเพื่อนสนิทเลยนะ! (ฮา) 

               สองคนนี้จะรักกันได้จริงๆ เร้อออ ลองทายดูค่ะว่าใครจะเป็นคนทุบกำแพงที่มีสเปรย์เพ้นต์เป็นคำว่าเพื่อนอยู่ น้องหอมหรือคุณกวี55555555 

               สวัสดีค่ะ ลืมอัปเดตเรื่องที่เคยคุยค้างไว้เลย เราหอบคอมพ์มาหอในนะคะ แต่งนิยายได้แล้ว เย้! ตอนแรกว่าจะไปใช้คอมพ์ส่วนกลางในหอแต่งเอา แต่หอดันปิดตายโซนห้องคอมพ์ไปซะงั้น 

               ดะ...ดีนะที่หอมคอมพ์มาด้วย 

               รูมเมตเรายังไม่กลับห้องอีกหลายวันเลยเพราะยังไม่ถึงวันเปิดเทอม เพราะงั้นตอนนี้เราเลยได้เป็นเจ้าของห้องสี่เตียงเพียงคนเดียวค่ะ วะฮ่าๆ!! มีสมาธิในการแต่งโดยไม่ต้องมีเสียงรบกวนหรือเกรงใจใครด้วย เย้! แต่มีปัญหาเรื่องเน็ตนิดหน่อย ไว้เข้าที่เข้าทางแล้วหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนะ ตอนนี้แชร์เน็ตมือถือให้คอมพ์ไปก่อน ฮือออ 

               ถ้าใครอยากคุยก็คุยได้นะคะ ยอมรับว่าเหงา ฮึกก ใช้เวลาไปกับการแต่งนิยายทั้งวันมันก็แอบเบื่อเหมือนกันนะ! อยากตอบคอมเม้นต์อ้ะ!! (ฮา) 

               ดีใจที่มีคนแอบคิดว่าพระเอกคือคุณกาพย์นะ ผู้ชายยิ้มสวยน่ะอันตรายต่อใจสุดๆ! 

               ก็...ติชมได้ตามสบายเช่นเคยค่ะ ช่วงนี้เราไม่เข้าเซเว่นมาหลายเดือนแล้วเพราะเป็นร้านนายทุน เฮอะ คิดจะเป็นใหญ่ในประเทศนี้เหรอ รัฐบาลซัพพอร์ตแกหนักมากเลยนะ คนคนนั้นก็ด้วย แต่ช่วงนี้ต้องเข้าเพราะร้านค้าแถวมอไม่ค่อยเปิดค่ะ ฮืออ เราเลยลองซื้อข้าวผัดหมูในนั้นมากินดู ไม่ค่อยอร่อยเลย ผิดหวังชะมัด... 

               เฮอะ ข้าวผัดหมูที่แท้จริงน่ะ...ต้องเป็นฝีมือร้านอาหารตามสั่งเท่านั้น! 

ความคิดเห็น