ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 23 เป็นเพื่อนทำอะไรได้บ้าง

ชื่อตอน : บทที่ 23 เป็นเพื่อนทำอะไรได้บ้าง

คำค้น : โรงเรียนชายล้วน,นิยายวาย,ลามก,รักวัยรุ่น,LGBT,NC,มัธยม,รักวัยเรียน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 206

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 02:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23 เป็นเพื่อนทำอะไรได้บ้าง
แบบอักษร

บทที่ 23  

เป็นเพื่อนทำอะไรได้บ้าง 

อ๊า อ๊า อ่ะ อ๊ะ อ๊ะ อ๊า!!!!! 

“เสียงอะไรน่ะ” เกียรติถามอ๊อฟระหว่างที่เขาอยู่ในห้องนอนแขกด้วยกัน

“เสียงพี่โอ๊ตแหละ มันชอบร้องดังๆ” อ๊อฟตอบเกียรติเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติ

“แบบ โอ๊ต กับ พี่ภูมิน่ะเหรอ”

“เออดิ มาทุกครั้งก็จะได้ยินแบบนี้แหละ ชินแล้ว”

“นี่พึ่งสองทุ่มเองนะ พึ่งกินข้าวเย็นเสร็จเมื่อกี้”

“คู่นั้นเค้าทำกันได้ตลอดแหละ เชื่อดิว่าตอนตีหนึ่งจะมีอีกยก ถ้าขยันหน่อยตอนตีห้าก็มีอีกนะ ตื่นมาฟังได้”

“หูย เอาแรงมาจากไหนกัน”

“ก็เค้าอั้นมาทั้งอาทิตย์ พี่ภูมิมาอยู่กับพี่โอ๊ตที่ไร่แค่วันสุดสัปดาห์กับวันหยุดเท่านั้นแหละ”

นั่นเองเป็นเหตุผลที่พี่โอ๊ตมาฉกตัวพี่ภูมิไปจากเกียรติทันที หลังจากเสร็จทริปพาชมไร่ อ๊อฟจึงต้องระเห็จมานอนกับเกียรติในคืนนี้ ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีกับเกียรติสักเท่าไหร่ แต่เกียรติก็ยอมได้เพราะเกรงใจที่รหัสของเขาทั้งสองคนที่อุตส่าห์ได้อยู่ด้วยกันทั้งที ก็ควรจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคนทำกิจกรรมของคู่รักกันบ้าง (ซึ่งทั้งคู่ก็ทำกันเสียงดังมาก)

“นายว่าผนังข้างห้องเราจะถล่มลงมาไหม” เกียรติถามอ๊อฟ เพราะพี่โอ๊ตร้องดังซะเหลือเกิน

“บ้านนี้น่าจะแข็งแรงพอ แต่เราว่า ถ้าร้องขนาดนี้ สักพักอาจจะต้องเรียกรถพยาบาล”

“อ๊อฟว่าใครจะตาย พี่ภูมิหรือพี่โอ๊ต”

“ตายทั้งคู่ พี่ภูมิน่าจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ส่วนพี่โอ๊ตหมดแรงข้าวต้ม”

เกียรติกับอ๊อฟหัวเราะพร้อมกันให้กับการต่อบทสนทนาสุดสัปดน ต้องยอมรับว่าหลังจากอยู่ด้วยกันทั้งวันตลอดทริปพาชมไร่ เขาทั้งสองก็คุยกันเยอะขึ้น อ๊อฟมีกล้อง DSLR จึงถ่ายรูปตามที่เกียรติต้องการ ส่วนเกียรติก็สัมภาษณ์คนงานในไร่ เรื่องกระบวนการทำชา ตั้งแต่การเก็บ การบ่ม และการคั่ว ตั้งแต่ต้นจนลงถุง ผลัดกันชิมชาชนิดต่างๆ เพื่อหาว่าชาที่รสชาติดีที่สุดมาจากใบชาที่ผ่านกรรมวิธีแบบไหน ตลอดทั้งวันเกียรติจึงใช้เวลากับอ๊อฟในไร่ชาร่วมรักษ์แห่งนี้ ตั้งแต่เช้ามืดจนเย็นย่ำ

อ๊อฟดูเป็นมิตรกับเกียรติมากกว่าตอนอยู่ที่โรงเรียน เกียรติได้เห็นมุมสบายๆของอ๊อฟ และเริ่มรู้สึกว่าอ๊อฟตลกและน่ารักดีเหมือนกัน ถ้าไม่นับว่าใบหน้าที่มีผิวนวลเนียนนั่นดูดีเป็นพิเศษตอนที่หัวเราะแล้วล่ะก็ เกียรติอาจจะเก็บเอาคำที่พี่ภูมิบอกเขาเมื่อคืนมาคิดใหม่ก็ได้

พี่ก็เห็นมันสบายใจและเป็นตัวเองที่สุด ก็ตอนอยู่ข้างๆน้องเกียรตินี่แหละ 

จริงด้วย เมื่อไม่มีสายตาของคนในโรงเรียน และกลุ่มแฟนคลับอ๊อฟคอยมอง อ๊อฟดูเป็นธรรมชาติและสบายๆจริงๆตอนอยู่ข้างๆเขา น่าเสียดายเวลาที่เขากับอ๊อฟทำปันปึงใส่กันมาเกือบครึ่งเทอม ถ้าเกียรติเปิดใจให้อ๊อฟเร็วกว่านี้ และอ๊อฟก็เลิกแคร์สายตาแฟนคลับของตัวเองและสนิทกับเขาเร็วกว่านี้ ทั้งคู่อาจจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาก่อนหน้านี้ก็ได้

เพื่อนเหรอ? เกียรติคิด 

ใช่เขาสบายใจที่อ๊อฟเป็นเพื่อนกับเขามากกว่า เขาอยากเป็นเพื่อนสนิทกับอ๊อฟ 

เพื่อนที่เวลามีเรื่องอะไรในใจก็สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง เป็นที่พักพิงหัวใจของกันและกันเวลาโดนคนอื่นทำร้ายมา เป็นคนที่เวลาอยู่ด้วยกันไม่ต้องพูดคุยอะไรกันก็ได้ แค่รู้ว่าอยู่ใกล้กันก็พอ เป็นคนที่เวลาเห็นอะไรดีๆก็จะนึกถึงเป็นคนแรก ไปเที่ยวไหนก็อยากเขียนโปสการ์ดหาหรืออยากซื้อของมาฝาก ไปเจออะไรมาก็อยากเล่าให้ฟังเป็นคนแรก สามารถเตือนกันเรื่องแรงๆแบบที่ไม่ต้องเกรงใจกันเหมือนคนอื่น 

หรือในเวลาที่ต่างฝ่ายต่างเหงา ก็สามารถทักข้อความง่ายๆไร้ความหมายไปหากันอย่าง “ทามราย”ได้ทุกเมื่อ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับหรือโทรมาหาเสมอ

แต่เกียรติก็แอบสงสัยว่า คำว่า “เพื่อน” มันครอบคลุมทั้งหมดที่เกียรติต้องการไหมนะ

และเหนือสิ่งอื่นใด คำว่า “เพื่อน” มันครอบคลุมทั้งหมดที่อ๊อฟต้องการไหมนะ

“ทำอะไรกันดี เสียงดังอย่างนี้ นอนไม่หลับแน่ นี่ก็พึ่งสามทุ่มเองด้วย” อ๊อฟถามขณะที่ทั้งสองคนนั่งว่างอยู่ในห้อง

“อืม ที่นี่สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่ดีด้วยสิ เล่นเนตติดต่อใครไม่ได้เลย” มือถือเกียรติเป็นอัมพาตไปตั้งแต่ตอนที่เขามาถึงไร่

“ใช้เครือข่ายสีฟ้าใช่มะ บนเขาอย่างนี้ไม่มีสัญญาณหรอก”

“อืม แต่บ้านนายมี ไวไฟไม่ใช่หรือไง บอกรหัสมาเดี๋ยวนี้นะ”

“ถ้าบอก เกียรติก็จะคุยLineกับคนอื่นสิ” คนอื่นที่อ๊อฟพูดคงหมายถึงแพทที่เกียรติบอกว่าจะไลน์คุยด้วย หลังจากเหตุการณ์เกือบต่อยกันในห้องแล็บ

“บอกมา ขอตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ไม่ยอมให้” เกียรติสั่ง ข้อเสียอย่างนึงของคนฉลาดอย่างอ๊อฟ คือมันจะมาพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ด้วย

“ไม่บอก ทำอะไรกับเราอย่างนึงก่อน แล้วถึงจะบอก”

“ทำอะไร อย่ามาลามกนะ” เกียรติเริ่มระแวง

“บ้าคิดอะไรเนี่ย จะชวนไปดูดาว”

“อ่าวเหรอ ที่ไหนล่ะ”

“ก็ที่นี่แหละ แค่ปิดไฟแล้วออกไประเบียงกัน เดี๋ยวอ๊อฟไปเอายากันยุงมาก่อน”

ยังไม่ทันที่เกียรติจะตอบว่าอยากดูดาวด้วยไหม อ๊อฟก็ถลาอออกจากห้องไป ไม่กี่นาทีต่อมาก็แบกกล้องดูดาวตัวใหญ่ และแผงยากันยุงแบบขดมากล่องนึง

“เฮ้ย มีกล้องดูดาวด้วยเหรอเนี่ย”

“ขอยืมลุงกำนันมาน่ะ ไร่ที่นี่ดาวสวยจะตาย มา มาดูดาวกันนะเกียรติ แลกกับรหัสไวไฟ”

“ไอ่เจ้าเล่ห์ เออ ไหนๆก็เสียงดังจนไม่ได้นอนละ”

อ๊อฟขนกล้องและยากันยุงไปติดตั้งที่ระเบียงอย่างกระตือรือร้นเป็นงาน เกียรติปิดไฟในห้องและไฟระเบียง ระเบียงห้องนอนแขกเป็นทิศที่ยื่นออกไปทางหน้าผาพอดี เลยไม่มีอะไรมาบังวิวอันกว้างใหญ่ของขุบเขาและแนวทิวเขาริ้วสีดำทะมึนที่อยู่ไกลๆได้ ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งทางนี้ไม่มีแสงไฟจากส่วนอื่นและห้องอื่นของบ้านรบกวนอีกด้วย ระเบียงนี้ถูกออกแบบมาให้เหมือนมีท้องฟ้าเป็นของตัวเอง มันทำให้เกียรติรู้สึกว่าเขาอยู่กับอ๊อฟแค่สองคน ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและโค้งฟ้าที่กว้างใหญ่ (ดีที่ปิดประตูระเบียงแล้วไม่ได้ยินเสียงกระเส่าของพี่โอ๊ต)

เพียงแค่ปิดไฟและก้าวออกไปที่ระเบียงเท่านั้น เกียรติรู้สึกเหมือนก้าวออกไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ ดวงดาวใหญ่น้อยทอแสงระยิบระยับจากทุกทิศทุกทาง เกียรติทบทวนดูทุกซอกเหลือบแห่งความทรงจำทั้งหมดของเขา ท้องฟ้ายามค่ำคืนทั้งหลายในชีวิตสิบหกปีที่ผ่านมา ไม่มีคืนไหนกล้าเทียบความสวยงามกับท้องฟ้าคืนนี้ได้เลยแม้แต่คืนเดียว ดาวดารดาษกระจายตัวทั่วฟ้าเหมือนมีจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่สักคน ประดับประดาผืนผ้าใบผืนใหญ่สีดำทะมึนนั่น ด้วยเกล็ดอัญมณีเม็ดเล็กๆส่องประกายวาววับนับล้าน เป็นงานศิลปะอันตระการตาที่หล่อหลอมและรังสรรค์ผ่านห้วงเวลานับล้านล้านปี ตั้งแต่ปฐมยุคที่จักรวาลนี้อุบัติขึ้น

“เกียรติรู้ไหมว่า ดาวที่เราเห็นตอนนี้มันคือภาพของอดีต” 

อ๊อฟถามขึ้นมาระหว่างที่เขาทั้งคู่ชมความงามของท้องฟ้า

“รู้สิ กว่าแสงจะเดินทางมาถึงโลกเข้าตาเราก็ตั้งนาน ระยะเวลาก็ตามระยะห่างของดาวแต่ละดวง บางดวงอาจจะหลายสิบปีแสง บางดวงอาจหลายร้อยปีแสง ก็คือเราดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิบปีหรือร้อยปีที่แล้วอยู่”

เกียรติตอบอย่างมั่นใจเพราะมันเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ง่ายๆ

“อย่างกาแล็คซีแอนโดรเมดา ก็ห่างเราตั้งหลายล้านปีแสง ส่วนดาวพฤหัสห่างจากเรา 35 นาทีแสง เกียรติอยากดูดาวพฤหัสไหม อ๊อฟตั้งกล้องให้แล้ว”

“โห อ๊อฟเก่งจัง” 

“เคยอยากเป็นเด็กติวดาราศาสตร์น่ะ

เกียรติชมอ๊อฟขณะที่ก้มดูดาวพฤหัสผ่านกล้องดูดาว มันเป็นจุดกลมเล็กๆ แต่เกียรติก็เห็นริ้วลายหินอ่อน พาดผ่านดาวเป็นเส้นๆ เป็นเอกลักษณ์ของดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์อย่างดาวพฤหัส

“เห็นจุดแดงใหญ่ไหม” อ๊อฟถาม หมายถึงพายุหมุนขนาดใหญ่สีแดงที่อยู่ใจกลางดาวพฤหัส

“ไม่ชัดเลย มันเล็กมากๆ ปรับให้ชัดกว่านี้ได้ไหมอ๊อฟ” เกียรติตอบแม้ขณะที่ตายังแนบกับกล้องอยู่

“ไหนดูซิ” 

จู่ๆอ๊อฟก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เกียรติอย่างไม่ระวังตัว ทำให้ศรีษะใกล้กันเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร เกียรติตกใจว่าอ๊อฟจะฉวยโอกาสกับเขาเหมือนอย่างที่แพทเคยทำตอนดูกล้องจุลทรรศน์ เกียรติจึงรีบละสายตาออกจากกล้อง ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า จังหวะที่เขาเคลื่อนไหวนั้น ทำให้อ๊อฟเกิดฉุกคิดว่าตนอาจเผลอล้ำเส้นใกล้ชิดเกินไป ทำให้อ๊อฟรีบหันไปตรวจสอบอาการของเกียรติว่ามีอาการอย่างไรบ้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่เกียรติตกใจความใกล้ชิดของอ๊อฟที่หันหน้ามากระทันหันเช่นกัน 

ผลลัพท์จากกริยาอันไม่ตั้งใจ ทำให้ทั้งสองประสานสายตากันในระยะใกล้ ดวงดาวที่ทั้งคู่เห็น มีเพียงดวงดาวสองดวงจากประกายตาของกันและกันเท่านั้น แวปหนึ่งที่ทั้งสองรู้สึกใจตรงกัน ตัดสินให้ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นดวงดาวที่สวยงามที่สุดในชีวิตที่เขาทั้งคู่เคยเห็น ดาวนับล้านบนท้องฟ้าไม่มีค่าอะไรเลย หากเพียงแต่ตาทั้งสองคู่นั้นมองซึ่งกันและกัน จักรวาลอันกว้างใหญ่ไม่ได้มีความหมายใดใดเมื่อเทียบกับลานสายตาที่ทั้งคู่รับรู้การมีอยู่ของอีกฝ่าย อดีตของดาวดวงอันไกลโพ้นดวงไหนก็ตามที่ใช้เวลาเดินทางข้ามอวกาศมากี่ร้อยกี่ล้านปีแสง ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าวินาทีแห่งความใกล้ชิดบนระเบียงเล็กๆที่ทั้งสองดำรงอยู่ในปัจจุบันตอนนี้

อ่อนโยนเหลือเกิน เกียรติคิด

ว่าแววตาของอ๊อฟช่างอ่อนโยนเหลือเกิน ผิวที่ขาวเขียนนั่นอีก มันเปล่งประกายในความมืด แม้กระทั่งในขณะนี้ที่มีเพียงแต่แสงของดวงดาว เรือนหน้าของอ๊อฟที่ใกล้กับใบหน้าของเกียรติแค่เพียงไม่กี่เซนติเมตร มันไม่ได้ยั่วเย้าเขา เหมือนที่เกียรติเคยรู้สึกกับคนอื่น 

ความใกล้ชิดนี้ ช่างสบาย ช่างอบอุ่น ช่างปลอดภัย และช่างไว้ใจได้

มันไม่มีความรู้สึกในทางที่อึดอัดเร่าร้อนใดๆเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับคนอื่นเลย 

ทำไมนะ เกียรติสงสัย ทำไมใบหน้าและแววตานั้นไม่ได้ดึงดูดเขาด้วยอารมณ์จากเบื้องต่ำ แต่ดึงดูดเขาด้วยความสงบสุข ความสมบูรณ์ ความรู้สึกสบายใจ

และตอนนั้นเองที่แรงดึงดูดของดวงดาวทั้งหลาย ผลักเขาและอ๊อฟให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เกียรติไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายเข้าหากันก่อน 

แต่รู้ตัวอีกทีริมฝีปากของทั้งคู่ก็สัมผัสกันแล้ว

สัมผัสอันละเอียดอ่อน ความอ่อนโยนที่อ๊อฟมอบให้เขา มันทำให้เกียรติรู้สึกเหมือนได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เขาล่องลอยไปสู่มิติอันสว่างเจิดจ้า ที่ซึ่งดวงดาวและกาลเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็วหรือแม้กระทั่งหยุดนิ่ง

เป็นสัมผัสลึกซึ้ง ที่เขาหาไม่ได้จากประสบการณ์แบบเดียวกันที่เขาทำกับแพทมาก่อนหน้านี้

ถ้าเปรียบเหตุการณ์กับแพทมันอาจจะเหมือนดาวดวงที่อยู่ไกลหลายปีแสงที่กว่าจะเดินทางมาถึงเขามันก็อ่อนแสงจนไม่โดดเด่นในใจของเขาอีกต่อไป

แต่กับสัมผัสของอ๊อฟตอนนี้ มันคือดาวฤกษ์ดวงที่ใกล้โลกมากที่สุด แค่เหงือนหน้าขึ้นไปก็มองเห็นได้โดยที่ไม่ต้องพยายาม แต่กลับไม่ได้เร่าร้อนหรือทรมานใดๆ อ๊อฟคือดวงอาทิตย์ยามเช้าที่แสนอบอุ่น ปลุกเกียรติให้ตื่นขึ้นจากการหลับไหลอันยาวนานด้วยความหวังแห่งการเริ่มต้นวันใหม่

อ่อนโยนเหลือเกิน อบอุ่นเหลือเกิน สบายเหลือเกิน

เป็นอีกครั้งที่ เกียรติฉุกคิดถึงคำที่พี่ภูมิพูดกับเขาเมื่อคืน

พี่ก็รู้สึกว่าโอ๊ตมันมีอะไรบางอย่างที่พี่สบายใจเวลาอยากอยู่ด้วย ความรู้สึกแบบ สบายๆ ไม่รีบร้อน ไม่กระวนกระวาย ไม่แสวงหาอะไรที่ดีกว่าอีกแล้ว แบบ แค่คิดเล่นๆว่า ได้ทำอะไรด้วยกันกับมันทุกๆวันคงรู้สึกดีไม่น้อย 

หรืออ๊อฟจะเป็นคนที่เกียรติสบายใจด้วยนะ

เกียรติสับสน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อ๊อฟผละริมฝีปากออกจากเกียรติไป

เกียรติเอามือแตะที่ริมฝีปากตัวเอง ความรู้สึกสับสนว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ระคนกับความรู้สึกเสียดายที่ดวงตะวันอันอบอุ่นนั้นโคจรจากเขาไปแล้ว

“อ๊อฟขอโทษ อ๊อฟไม่ได้ตั้งใจ”

“เอ่ออออ” เกียรติทำตัวไม่ถูกในสถานการณ์นี้

“อ๊อฟไม่ควรทำอย่างนั้นกับเกียรติ” แม้แต่น้ำเสียงขอโทษนี้ก็ยังเจือด้วยความอ่อนโยน

“ไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรแน่นะ เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ใช่ไหม” คราวนี้น้ำเสียงของอ๊อฟเจือด้วยกลิ่นความกลัว ความกลัวที่จะเสียของรักไป

“เพื่อนเหรอ เอ่อ ได้สิ เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่” เกียรติก็งงตัวเองว่าจังหวะนี้เขาควรจะโกรธอ๊อฟหรือเปล่า แต่เขาดันไม่รู้สึกโกรธอะไรอ๊อฟเลย

“อ๊อฟดีใจ อ๊อฟไม่อยากเสียเกียรติไป”

“อ๋อ เออ เรายังเป็นเพื่อนกันเหรอ?”

“แล้วเกียรติอยากให้อ๊อฟเป็นอะไรกับเกียรติล่ะ” จากคำถามนี้เกียรติได้กลิ่นของความหวัง

“เออ เอ่อ ก็เพื่อนกันไง”

เกิดความนิ่งเงียบประหลาดอยู่ครู่หนึ่งหลังคำตอบนี้ของเกียรติ เกียรติรู้สึกเห็นแววตาแห่งความผิดหวังเล็กน้อยบนหน้าขาวนวลเนียนนั่น สักพักอ๊อฟก็ถามขึ้นมาอีก

“แล้ว เพื่อนกันแบบเราสองคน ทำอะไรกันกันได้บ้าง”

“…..” เกียรติไม่รู้จะตอบอะไร ทำอะไรได้บ้างเหรอ เขาก็ไม่รู้

“กอดได้ไหม” อ๊อฟถาม

“ด่ะ ได้ ได้มั้ง”

“งั้นอ๊อฟกอดนะ” ดวงตะวันโคจรกลับมาหาเขาอีกครั้งในรูปของการกอด คราวนี้เป็นการกอดจากด้านหน้าที่ทำให้ใบหน้าของเขาทั้งคู่กลับมาประชิดกันอย่างเดิม

“เพื่อนกัน หอมกันได้ไหม”

“ได้” เกียรติตอบโดยไม่คิด สมองเขาถูกความรู้สึกครอบครองและสั่งการแทนแล้ว แทนที่อ๊อฟจะหอมเหมือนคำขอ แต่อ๊อฟกับประทับจุมพิตอันแผ่วเบาที่หน้าผากของเกียรติ 

“แล้วเพื่อนกัน จูบกันได้ไหม”

ไม่ทันที่อ๊อฟจะถามคำถามจบ เกียรติเป็นฝ่ายประกบริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากที่อ่อนนุ่มของอ๊อฟก่อน มันไม่มีเหตุผลเลยที่เกียรติจะทำอย่างนั้น แต่เกียรติแค่รู้สึกว่า เขารู้สึกดี รู้สึกดีเหลือเกิน

หลังจากการโคจรมาเจอกันอันยาวนานของดวงตะวันและดาวบริวารของเขา

อ๊อฟถามเกียรติอีกครั้ง

“แบบนี้เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือเปล่า”

ตอนนั้นเองที่เกียรติได้สติ เขาคิดถึงความตั้งใจแรกที่เขามาที่นี่ เขาสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ใจอ่อนให้กับความอ่อนไหวใดๆจากความใกล้ชิดที่อ๊อฟมีให้ มันแค่สองวันเองนะ จากประสบการณ์ความใจเร็วของเขาที่เกิดกับพี่ยิ่งและแพทต่างนำปัญหามาให้ จนเขาต้องตีตัวออกห่างจากสองคนนั้นไป ไม่ได้ มันจะเป็นแบบเดิมอีกไม่ได้ และสมองของเขาก็ยึดพื้นที่คืนจากความรู้สึก และสั่งการร่างกายเขาด้วยเหตุผลอีกครั้ง

“เพื่อน...อ๊อฟเป็นเพื่อนที่ดีของเกียรตินะ เราเป็นเพื่อนกันไปก่อนได้ไหม”

สาบานได้ว่าเกียรติเห็นแววตาเศร้าและผิดหวังเอ่อขึ้นมาในสายตาอ๊อฟ

“งั้นคืนนี้..เพื่อนคนนี้..ขอนอนกอดเพื่อน..คืนนึงได้ไหม สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรมากไปกว่านั้น”

นั่น นั่นไง น้ำเสียงของคนเจ็บปวด

“ได้ เพื่อนจะให้เพื่อนกอดทั้งคืนเลย” เป็นเกียรติเองที่ก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยที่ตัวเองต้องย้ำความสัมพันธ์กับอ๊อฟให้ชัดเจน ไว้ที่ระดับเพื่อนที่ดีเท่านั้น

เป็นเพราะอะไรเกียรติก็ไม่รู้ เขารู้แค่ว่าสองวันที่เขาใช้เวลากับอ๊อฟมันช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก

มากเสียจนเกียรติไม่อยากจะเสียอ๊อฟไป

และเขาอาจจะเห็นแก่ตัวเล็กน้อยที่กลัว กลัวว่าถ้าเป็นไปมากกว่าเพื่อนแล้ว ช่วงเวลาที่ดีๆอย่างสองวันนี้กับอ๊อฟมันจะไม่เหมือนเดิม

ค่อยๆโตไปด้วยกันนะ เจ้าหลอดไฟ 

วันนึงถ้าเราทั้งคู่พร้อม เราอาจจะเดินไปข้างๆกันตลอดเหมือนคู่พี่โอ๊ตพี่ภูมิก็ได้

แค่วันนี้ยังไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าจะเป็นไปไม่ได้

วันนี้เป็นเพื่อนกันไปก่อน 

วันหน้าถ้าเกียรติพร้อม เกียรติอาจจะเป็นเมียของอ๊อฟเหมือนที่ลุงกำนันบอกก็ได้ 

.

.

.

เวลาผ่านไปสักพักจนดึกสงัด ทั้งคู่ตัดสินใจจะเข้านอนพร้อมกัน อ๊อฟจัดแจงเก็บอุปกรณ์ต่างๆไปไว้ในห้อง เปิดไฟห้องนอน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นชุดที่พร้อมนอน

เมื่อทั้งคู่อยู่บนเตียงอ๊อฟเขียนอะไรในกระดาษโน๊ตเล็กๆข้างเตียงอยู่ครู่หนึ่ง เสร็จแล้วพับยื่นให้เกียรติ

“อะไร” เกียรติถาม

“พาสเวิร์ดไวไฟไง ตามที่สัญญา ยาวหน่อยนะ อ๊อฟพึ่งให้บ้านนี้เปลี่ยนตอนที่เกียรติมา”

“ไม่เป็นไร จะนอนแล้ว”

“เอาไปเถอะ เป็นเพื่อนกันก็ต้องรักษาสัญญาสิ” เหมือนอ๊อฟจะจงใจเน้นคำว่าเพื่อนเพื่อแขวะเกียรติเบาๆ ก่อนจะยัดกระดาษลงในมือเกียรติ แล้วเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียง

ทั้งคู่ล้มตัวลงนอน อ๊อฟขยับเข้ามาโอบกอดเกียรติในท่าที่สบายต่อเขาทั้งคู่ที่สุดจากด้านหลัง มันเป็นอ้อมกอดที่ไม่มีความหมายอื่นแฝง มีเพียงความหมายของความอบอุ่นเท่านั้น 

“ขอกอดตามสัญญานะ....เพื่อน”

“อืม ได้ ตามสัญญา เป็นอย่างนี้กันไปก่อนนะ”

“อืม”

แล้วอ๊อฟก็ผล็อยหลับไป เกียรติที่ดำรงอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นนั้น ก่อนหลับ เขาเปิดดูรหัสไวไฟในกระดาษ เพียงเพื่อจะจำมันๆไว้บาง เผื่อกระดาษหายไปในคืนนี้ พรุ่งนี้เขาจะได้ใช้อินเตอร์เนตได้ เขาขี้เกียจจะขอมันจากอ๊อฟอีก

เกียรติอ่านสิ่งที่อยู่บนกระดาษภายใต้แสงดาวที่เดินทางมาอย่างยาวนาน

ข้อความนั้นทำให้อ้อมกอดที่กำลังกอดเขาอบอุ่นและมีความหมายขึ้นไปอีก

พาสเวิร์ดบนกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่า

 

youaremyunivers 

ความคิดเห็น