facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 9 : ทำไมถึงไม่ชอบกลับบ้านล่ะ?

ชื่อตอน : คำถามที่ 9 : ทำไมถึงไม่ชอบกลับบ้านล่ะ?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2563 21:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 9 : ทำไมถึงไม่ชอบกลับบ้านล่ะ?
แบบอักษร

 

9 

ทำไมถึงไม่ชอบกลับบ้านล่ะ? 

  

               วันนี้เป็นวันเสาร์ 

               อากาศดีมาก มากจนไม่อยากตื่นแต่ก็ยังตื่นขึ้นมาได้ สิ่งที่ฉันชอบที่สุดในห้องนี้คือความสบายตาของเฟอร์นิเจอร์และของทุกอย่างในห้อง เมื่อหยิบรีโมตมาเปิดผ้าม่านจะได้พบกับแสงอาทิตย์ยามเช้า และเมื่อเดินไปที่ระเบียงจะมีโต๊ะเล็กๆ ไว้นั่งจิบชาหรือดื่มกาแฟด้วย 

               ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสมาก่อนทำให้สุขภาพจิตฉันดีขึ้นพอสมควร การได้ใช้เวลาอยู่เงียบๆ คนเดียวในตอนเช้าทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย ไม่ต้องรีบร้อนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเกรงใจคนในบ้าน ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปรับญาติพี่น้องที่ชอบมาเยี่ยมบ้านในวันหยุด ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอะไรทั้งนั้น 

               สงบสุขดีจัง... 

               คิดแล้วก็แอบอิจฉาคุณกวีนะ เขาตื่นขึ้นมาเจอบรรยากาศดีๆ ที่ทำให้มีความสุขได้ตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าเลย การได้ใช้เวลาส่วนตัวอยู่ในห้องที่มีทุกอย่างที่เราชอบมันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

               มีทั้งเฟอร์นิเจอร์สีสวย ชั้นวางหนังสือเก๋ๆ มีแก้วไวน์ แก้วชาและแก้วแชมเปญหลากหลายรูปทรง ฉันไม่เคยดื่มชามาก่อน ก็เลยลองซื้อชาเย็นสีส้มมาใส่แก้วใบสวยแล้วอัพรูปลงไอจี ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่เปลี่ยนภาชนะ เครื่องดื่มที่ใส่ลงไปก็มีความน่ากินขึ้นอีกหลายระดับจนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง 

               ว่างๆ เดี๋ยวลองเอาน้ำอัดลมมาเทใส่แก้วไวน์บ้างดีกว่า... 

               อย่างที่ได้บอกไป เพราะวันนี้อากาศดี ฉันก็เลยมีอารมณ์หอบผ้าปูที่นอนและหมอนขนเป็ดในห้องมาซักและตากแดดที่ระเบียง ว่างๆ ก็เดินเอาด้ามไม้กวาดไปตบๆ ให้พวกไรฝุ่นกระเด็นกระดอนออกไป 

               อันที่จริงอากาศตอนนี้มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก ที่มันดีเพราะฉันเปิดแอร์อยู่ต่างหาก อากาศเมืองไทยร้อนจะตาย... 

               เมื่อกินข้าวผัดแช่แข็งเสร็จฉันก็อาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนกระโปรงยาวตัวใหม่ ฉันอยากใส่ชุดนอนอยู่บ้านทั้งวันมานานแล้ว ตอนอยู่บ้านไม่เคยได้มีโอกาสทำแบบนี้เพราะพ่อกับแม่ออกปากห้ามอย่างเด็ดขาดว่าถึงจะอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย พอได้มาอยู่ที่นี่ฉันก็ได้ใส่ชุดนอนอยู่บ้านทุกวันหยุดสักที มีความสุขมากๆ เลย 

               ช่วงปีหนึ่งยังไม่มีภาระงานมากมายเท่าไหร่ ฉันจึงมีเวลาเอ้อระเหยมาเต้นเป็นจังหวะมั่วๆ อยู่ในห้องให้กระโปรงตัวเองพลิ้วเล่น ทำน้ำแข็งและกรอกน้ำใส่ตู้เย็น รีดชุดนักศึกษาที่กองอยู่บนโซฟาและใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการอ่านหนังสือที่คุณกวีเคยแนะนำ 

               ช่วงเวลาแห่งความสุขควรจะดำเนินอยู่เช่นนี้ไปจนถึงช่วงเย็น ถ้าไม่ติดว่าโทรศัพท์ข้างๆ ตัวดันแผดเสียงร้องออกมาดังลั่นเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีคนโทรมานะ 

               ใครเนี่ย...อย่าบอกนะว่าเป็นพ่อกับแม่น่ะ? 

               ไม่รู้ว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่านิสัยเสียได้หรือเปล่า แต่ยอมรับเลยว่าเมื่อได้ย้ายออกมาอยู่คนเดียวแล้ว ความคิดถึงบ้านก็ค่อยๆ จางหายไปทุกวี่ทุกวัน ช่วงแรกๆ ฉันยังคงคิดถึงบ้านและพ่อกับแม่อยู่ คิดถึงเสียงบ่นเสียงพูดคุย คิดถึงพี่เซนท์ด้วย แต่ตอนนี้ฉันกลับไม่คิดถึงอะไรแบบนั้นอีกแล้ว 

               ไม่อยากกลับบ้านเลย... 

               ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ฉันก็ยังหาเวลากลับบ้านทุกอาทิตย์เพื่อไปกินข้าวกับพ่อแม่ รีดผ้าให้พี่เซนท์และคนในครอบครัว เล่นเกมกับพี่เป็นการแก้เบื่อและจับเจ้าหมูแมวจรตัวอ้วนมาอาบน้ำเวลาเห็นมันออกไปเล่นซนจนขนดำและเดินนวยนาดกลับบ้านมาแบบมอมแมม 

                น่าแปลกที่เบอร์นี้ไม่ใช่เบอร์ของพ่อแม่หรือของพี่เซนท์ ไม่ใช่เบอร์ที่ฉันรู้จักด้วย เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารที่โทรมาขายประกันหรือแนะนำให้ทำบัตรเครดิตหรือเปล่านะ? 

               รับๆ หน่อยก็แล้วกัน ถ้ามาขายของจริงๆ ก็ค่อยปฏิเสธไปอย่างสุภาพแล้วกดวางสายเอาก็ได้ 

               “หนูหอมว่างหรือเปล่าจ๊ะ มาเยี่ยมแม่หน่อยสิ” 

               “...!!” 

               ใครจะไปคิดว่าคนที่โทรมาในวันหยุดอันแสนสงบสุขจะเป็นคุณแม่ของคุณกวี คนที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้มาถือโทรศัพท์คุยกันหูแนบหูแบบนี้... 

               หลังจากพูดคุยกันได้สักพักฉันก็ต้องเปลี่ยนเสื้อหอบหนังสือและหอบกระเป๋าสตางค์ออกมาขึ้นรถเมล์ไปที่ห้องวีไอพีห้องเดิม คุณแม่เขารู้เบอร์ฉันได้ยังไงนะ อย่าบอกนะว่าไปคาดคั้นเอาจากคุณกวี? 

               ฉันเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะทักทายคุณแม่ของคุณกวีและชวนท่านคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ในทีวีเปิดข่าวอยู่พอดีก็เลยได้คุยกันยาวๆ เลย คุณแม่ให้ฉันสั่งข้าวมากินในห้องได้ด้วย เมื่อกินเสร็จก็ได้ดูละครช่วงบ่ายที่ถูกนำมาฉายรีรันใหม่อีกครั้ง 

               แล้วกิจกรรมในช่วงบ่ายก็จบลงแค่นั้น คุณแม่ขอโทษที่คอยรั้งตัวฉันไว้แต่ฉันบอกท่านไปว่าไม่เป็นไร พอกลับถึงคอนโดก็ได้เวลาเอาผ้าปูที่นอนที่ตากแห้งแล้วมาปูบนเตียง กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมๆ และกลิ่นซากไรฝุ่นที่ฉันเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันคือกลิ่นแดด ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากการวิ่งวุ่นไปมาได้เป็นอย่างดี 

               วันนี้เราสองคนคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น คุณแม่ของคุณกวีเป็นคนคุยเก่งและรอบรู้ อยู่ด้วยแล้วสนุกดี อันที่จริงท่านถามด้วยว่าพรุ่งนี้มาได้มั้ย ฉันตั้งใจว่าจะปฏิเสธไปเพราะช่วงเช้าต้องกลับบ้านไปหาครอบครัว แต่พอมาคิดดูอีกที ฉันเองก็ไม่อยากใช้เวลาอยู่ในบ้านตัวเองนานขนาดนั้น 

               สรุปก็คือพรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อกับแม่แค่ช่วงครึ่งเช้า ส่วนครึ่งบ่ายก็จะหาเวลาไปอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ของคุณกวี ถึงจะลำบากนิดหน่อย แต่ฉันชอบทำให้ตารางเวลาชีวิตของตัวเองดูยุ่งๆ น่ะ แบ่งเวลาสนุกดี 

               จะได้มีข้ออ้างไม่ต้องอยู่ในบ้านนานๆ ด้วย... 

  

               “เรียนเป็นไงบ้าง เข้าใจที่อาจารย์สอนหรือเปล่า?” 

               “พอเข้าใจค่ะ อาจารย์สอนดีมากเลย” 

               “ดีแล้วลูก” 

               คุณพ่อส่งยิ้มอบอุ่นให้เมื่อได้ยินคำตอบที่น่าพึงพอใจ ฉันเองก็ส่งยิ้มให้ท่านเช่นกัน 

               “ถ้าสอนดีก็ต้องตอบว่าเข้าใจสิ อย่าใช้แค่คำว่าพอเข้าใจ” 

               “...” 

               แต่ดูเหมือนว่าคุณแม่จะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของฉันสักเท่าไหร่... 

               “พอเข้าใจก็คือเข้าใจนั่นแหละแม่” พี่เซนท์ที่เริ่มจับรังสีความอึดอัดบนโต๊ะอาหารได้รีบฉีกยิ้มกว้างทันที เขาตักแกงปลาช่อนให้แม่และเผื่อแผ่มาให้ฉันด้วยเพื่อให้บรรยากาศบนโต๊ะดีขึ้น “กินเยอะๆ นะหอม ช่วงนี้ดูผอมลงนะเนี่ย ต้องกินข้าวเยอะๆ!” 

               “ขอบคุณค่ะ พี่เซนท์ก็กินเยอะๆ เหมือนกัน” 

               รู้ตัวอีกทีเราสองคนก็ผลัดกันตักกับข้าวใส่จานของกันและกัน พยายามส่งยิ้มกว้างพร้อมสร้างเสียงหัวเราะปลอมๆ ให้ทุกคนบนโต๊ะผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดลง 

               “กินเยอะๆ ก็ดี จะได้ฉลาดขึ้นบ้าง ไปสอบใหม่จะได้เข้ามอ A ได้ซะที” 

               คำพูดประชดประชันนั้นได้มาจากคุณแม่ที่กำลังรวบช้อนส้อมวางไว้ข้างจาน ก่อนจะหันมากอดอกเพื่อแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการพูดคุยเรื่องนี้กับฉันอย่างจริงจัง 

               “แต่หนูไม่อยากซิ่ว...” 

               “ไม่ซิ่วแล้วจะให้ทำยังไง ถึงจบเอกชนก็ตกงานอยู่ดี” 

               “...” 

               “บริษัทดีๆ สมัยนี้รับเด็กจากมอ A กันทั้งนั้น แม่ถึงได้พยายามบอกหอมตลอดไงว่าต้องเข้าที่นี่ให้ได้” คุณแม่ถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม “กับเซนท์น่ะแม่หมดห่วงแล้ว แต่กับหอมเนี่ยสิ เฮ้อ...” 

               “มันก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไปนะคะ หนูว่า...” 

               ในตอนที่กำลังจะอ้าปากอธิบายความคิดเห็นของตัวเอง คุณพ่อก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน 

               “ฟังแม่หน่อยสิหอม อย่าเถียง พ่อกับแม่อาบน้ำร้อนมาก่อนนะ เรารู้ดีกว่าลูกอยู่แล้ว” แววตาเอาจริงเอาจังที่จ้องมองอย่างตำหนิติเตียนทำให้ฉันต้องก้มหน้าลงอีกครั้ง “เอาเป็นว่าพ่อจองคอร์สติวสอบเข้ามอ A ให้แล้ว ชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านเป็นชื่อเล่นกับวันเกิดลูก คราวนี้ต้องตั้งใจติวนะ” 

               คุณพ่อกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมยื่นมือมาลูบหัวฉันเบาๆ 

               “...ขอบคุณค่ะ” 

               “ไม่เป็นไร เพื่อลูกสาวของพ่อ เรื่องแค่นี้เอง” 

               น้ำหนักของฝ่ามืออบอุ่นบนหัวเริ่มทำให้ฉันอึดอัดจนต้องเงยหน้าขึ้นถามคำถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

               “...สมมตินะคะ อันนี้เรื่องสมมติ ถ้ารอบนี้หนูยังสอบเข้ามอ A ไม่ได้อีกล่ะ?” 

               พ่อกับแม่จะยัง...บังคับให้ฉันสอบเข้าที่นี่อยู่อีกมั้ย? 

               “สอบไม่ได้ก็สอบจนกว่าจะได้สิ” 

               “แล้วถ้าหนูไม่อยากเรียนมอ A แล้วล่ะคะ เรียนมอ Z ให้จบเลยก็ได้นี่นา...” 

               “อย่าพูดแบบนั้นสิหอม ไปได้ความคิดแบบนี้มาจากไหน” คุณแม่ที่นั่งฟังบทสนทนาของเราสองคนมาได้สักพักเริ่มทำเสียงหงุดหงิด “เพราะงี้แม่ถึงอยากให้อ่านหนังสืออยู่บ้านเฉยๆ ไง พวกเด็กๆ เวลาไปเจอเพื่อนเจอสังคมใหม่ๆ ทีไรชอบไหลตามแล้วลืมเป้าหมายของตัวเองตลอดเลย” 

               “หนูไม่ได้ไหลตามเพื่อนนะคะ หนูชอบมอ Z จริงๆ คณะที่เรียนก็น่าสนใจด้วย...” 

               “งั้นตอนนี้ก็ทนๆ เรียนไปก่อน แต่อย่าลืมนะว่าเป้าหมายหลักของหอมคือมอ A ไม่ต้องไปจริงจังกับเรื่องเรียนมากก็ได้ แค่ติวให้หนักแล้วสอบให้ได้ก็พอ พ่อขอแค่นี้ได้มั้ย?” 

               ถึงฉันจะพยายามบอกเหตุผลไปมากเท่าไหร่ พ่อกับแม่ก็คอยปัดมันทิ้งทุกครั้ง ทำไมถึงเรียนที่นี่ไม่ได้ล่ะ ฉันชอบสังคมที่นี่จริงๆ นะ อุตส่าห์หาเพื่อนและเริ่มคุ้นชินกับเส้นทางในมหา’ลัยมากขึ้นแล้วด้วย 

               “คิดให้ดีนะว่าตัวเองอยากเรียนที่ไหนมาตลอด ไม่ใช่เพราะไม่อยากเสียดายเวลาหรือกลัวเสียเพื่อนใหม่ ของแบบนี้หาเอาตอนไหนก็ได้ ไม่ต้องซีเรียสหรอก ตั้งใจสอบให้ได้ก็พอ” 

               ถึงพูดต่อไปก็ไม่มีใครรับฟังหรอก เมื่อได้ยินคำพูดของแม่แล้วก็ได้ข้อสรุปทันที ฉันเม้มปากตัวเองไว้แน่นก่อนจะยอมก้มหัวพยักหน้าเบาๆ 

               “...จะลองดูค่ะ” 

               สุดท้ายฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของพ่อกับแม่ได้ พี่เซนท์ที่เงียบฟังอยู่ตลอดคอยส่งสายตาให้ฉันเป็นระยะๆ ว่าอยากให้ช่วยพูดแทนมั้ย แต่ฉันส่ายหน้าเบาๆ เพื่อตอบคำถามผ่านสายตาเขาว่าไม่จำเป็นหรอก พูดไปก็ไร้ประโยชน์ พ่อกับแม่ตัดสินใจแล้ว 

               ฉันมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งและทำให้สำเร็จก็พอ... 

               เมื่อกินข้าวเสร็จเราสองคนก็ช่วยกันล้างจาน พี่เซนท์ดูคันปากอยากพูดเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารมาก แต่ฉันยกมือขึ้นเป็นท่าปางห้ามญาติแล้วส่งสายตาบอกไปว่าตอนนี้พ่อกับแม่ยังอยู่ที่ห้องนั่งเล่นนะ คุยเรื่องนี้ไม่ได้! เขาก็เลยได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดช่วยฉันหยิบผ้ามาเช็ดจานให้แห้งก่อนจะรีบจูงมือออกไปนั่งเล่นในสวนหลังบ้านทันทีที่ล้างจานเสร็จ 

               “พี่ไม่คิดเลยว่าพ่อจะไปลงสมัครคอร์สติวเข้ามอ A ให้หอม ชอบคิดเองเออเองบังคับคนอื่นอีกแล้ว” 

               พอหาที่นั่งลมเย็นๆ มีต้นไม้บังแดดได้แล้วพี่เซนท์ก็รีบพูดเข้าเรื่องทันที เขาเตะหินสองสามก้อนเล่นพลางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจตอนพูดถึงพ่อของเราสองคน 

               “เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก พ่อทำเพราะหวังดีนี่นา” 

               “หวังดีอะไรล่ะ บังคับกันชัดๆ หอมก็เคยบอกไปครั้งนึงแล้วนี่ว่าไม่อยากซิ่ว ไม่ซิ่วก็คือไม่ซิ่วนั่นแหละ ความหมายคืออยากเรียนต่อ จะมาบังคับให้ติวเตรียมสอบปีหน้าอีกทำไม?” 

               “แต่หนูเข้าใจนะ พ่อแม่เขาก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกนั่นแหละ...” 

               พูดยังไม่ทันขาดคำพี่เซนท์ก็หันมาทำหน้าบึ้งใส่ฉันทันที เขาพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง น้ำเสียงและแววตาดูจริงจังขึ้นอีกหลายระดับเมื่ออยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ 

               “ดีที่สุดอะไรล่ะ ไอ้มอ A ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรขนาดนั้นหรอก ให้พี่ด่าให้ฟังมั้ย” 

               “มีเรื่องไม่ดีแล้วยังไงล่ะ อย่างน้อยที่นั่นก็สอนดีไม่ใช่เหรอ?” 

               “สอนดีอะไรล่ะ บางเซคก็สอนไม่รู้เรื่อง บางคนก็เหมือนจับสลากมาเป็นอาจารย์...” 

               “พี่เซนท์! ให้เกียรติอาจารย์หน่อย คนเก่งๆ บางคนเขาสอนไม่ค่อยเป็นเฉยๆ ค่อยไปประเมินบอกให้เขาปรับปรุงตัวก็ได้” 

               “รู้น่า...” เขาทำเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นฉันที่ยิ้มแย้มคอยแก้ตัวให้พ่อกับแม่มาตลอดเป็นฝ่ายทำหน้าบึ้งบ้าง “ทุกที่ก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้นแหละ มอ Z ของหอมก็ไม่ได้แย่นะ พี่สนับสนุนให้เรียนต่อเต็มที่เลย” 

               “ไม่รู้สิพี่เซนท์ ที่นี่ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีที่สุดในสายตาพ่อกับแม่ ไม่ได้ดีที่สุดในตลาดแรงงานด้วย ยังไงก็สู้คนจบมอ A ไม่ได้หรอก” 

               “อย่าเอาไปเปรียบเทียบกันสิ ทุกคนในประเทศนี้ไม่ได้จบจากมอ A แค่ที่เดียวนะ จบจากที่อื่นก็ประสบความสำเร็จและก้าวหน้าได้เหมือนกัน ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าต้องจบมอ A เท่านั้นถึงจะมีชีวิตที่ดีที่สุดนี่จริงมั้ย? บริษัทเขาไม่ดูคนจากชื่อมหา’ลัยอย่างเดียวหรอก เชื่อพี่สิ!” 

               “เหรอคะ...” 

               “...อืม เอาเป็นว่าตั้งใจเรียนไว้ก่อนดีกว่า อย่าไปฟังพ่อกับแม่ให้มากเลย” อยู่ๆ พี่เซนท์ก็หลบตาฉันแล้วพูดตัดบทไปดื้อๆ ซะงั้น “เอ้อ วันหยุดหน้าว่างหรือเปล่า?” 

               “ก็ว่างนะ ทำไมเหรอ” 

               “อยากเปลี่ยนบรรยากาศเล่นเกมอะ อาทิตย์หน้าว่าจะหอบเครื่องเกมไปเล่นที่ห้องหอม เอาไปได้ป่ะ?” 

               “ก็ได้แหละ แต่เดี๋ยวหนูลองถามคุณกวีก่อนนะ” 

               “แล้วจะไปถามเขาทำไมเล่า” 

               พี่เซนท์ชักสีหน้าทันทีเมื่อได้ยินชื่อผู้ใหญ่ใจดีของฉัน 

               “ก็นั่นมันห้องเขา ถ้าจะเอาอะไรเข้าไปก็ต้องขออนุญาตก่อนสิ” 

               “ถามจริงนะ เวลาซื้อข้าวเข้าไปกินในห้องหอมได้โทรไปขออนุญาตเขาหรือเปล่า?” ฉันส่ายหน้ารัวๆ ทันทีเมื่อได้ยินคำถาม จะโทรไปบอกเขาทำไมเล่า เรื่องแค่นี้เอง เมื่อได้ยินแบบนั้นพี่เซนท์ที่คำนวณในหัวไว้เสร็จสรรพแล้วว่าฉันต้องตอบแบบนี้แน่ๆ ก็รีบดีดนิ้วขึ้นมาทันที “ใช่มั้ยล่ะ! นี่เครื่องเกมเรานะ ไม่ต้องไปขออนุญาตเขาหรอก เกรงใจทำไม” 

               “แต่ทีวีที่ต้องต่อมันเป็นของคุณกวีไง” ถึงเครื่องเกมจะเป็นของเรา แต่ทีวีที่ต้องใช้ร่วมกันเป็นสมบัติในห้องเขานะ “ถ้าได้แล้วเดี๋ยวบอก เอาจอยมาเผื่อด้วยล่ะ หยิบมาสองอันนะ ห้ามเอามาแค่อันเดียวเด็ดขาด” 

               “ได้เลยน้องรัก!” 

               ถึงจะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยที่ได้ยินว่าพี่ชายอยากเปลี่ยนบรรยากาศเล่นเกม แต่ฉันก็ไม่คิดอะไรกับมันมาก เล่นในห้องคงเบื่อแล้วล่ะมั้ง จะเอามาเล่นที่ห้องรับแขกก็เสียงดัง สู้หอบไปเล่นที่บ้านคนอื่นเลยดีกว่า สมแล้วที่เป็นพี่เซนท์ 

               “อย่าลืมละกัน” 

               “ไม่ลืมหรอกน่า” พี่เซนท์ยิ้มกว้างจนตาหยี เขาดูอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิมแล้ว “แล้วนี่อยู่คนเดียวเหงาหรือเปล่า ให้พี่ไปเยี่ยมบ่อยๆ มั้ย?” 

               “ไม่ค่อยเหงานะ สบายมาก” 

               ฉันส่ายหัวรัวๆ อยู่คนเดียวก็เงียบสงบดี ทำอะไรตามใจตัวเองได้ด้วย 

               “จริงดิ ไม่เหงาเลยเหรอ?” 

               “อื้อ” 

               “สักนิดก็ไม่เหงา?” 

               คนข้างๆ ยังคงยิงคำถามต่ออีกรัวๆ ไอ้คำถามชี้นำนี่มันอะไรกัน... 

               “ก็ได้ เหงาก็เหงา...” 

               “ดีเลย! งั้นเดี๋ยวว่างๆ พี่ขอเอาไอ้หมูไปเล่นที่คอนโดหอมนะ” 

               “คอนโดคุณกวีต่างหาก เรียกให้ถูกสิ” 

               “ตอนนี้ใครอยู่ก็เป็นของคนนั้นแหละ” คุณพี่ชายหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นฉันทำหน้าบูดใส่เขาอีกแล้ว “จะจับอาบน้ำให้ตัวหอมเลย เอาหมาแมวเข้าไปในคอนโดได้ใช่มั้ย” 

               “ได้นะ เขาไม่ห้าม” 

               ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะก้มตัวลงไปอุ้มเจ้าหมูแมวสีส้มที่เดินผ่านมาแถวนี้พอดีขึ้นมาอุ้มเล่น พี่เซนท์เองก็ร้องเหมียวๆ คอยเกาคางเกาพุงให้แมวอ้วนที่กำลังดิ้นไปมาบนอ้อมแขนฉันอย่างเอาอกเอาใจ ก่อนที่มันจะทนการกลั่นแกล้งของเราสองคนไม่ไหวแล้วกระโดดหนีไปทันทีที่เผลอเปิดช่องว่างโดยไม่รู้ตัว 

               อุ้มนิดอุ้มหน่อยก็ไม่ได้ พวกแมวนี่หวงเนื้อหวงตัวกันจริงๆ... 

  

               เมื่อบอกลาครอบครัวตัวเองเสร็จฉันก็นั่งรถตู้ต่อด้วยรถเมล์มาลงที่โรงพยาบาลที่เดิม ผ่านโถงทางเดินเดิม และเข้าห้องวีไอพีห้องเดิม ระหว่างทางฉันแวะซื้อชานมไข่มุกมาดื่มเล่นหนึ่งแก้วด้วย จะได้เอาไปอ้างกับคุณแม่ของคุณกวีได้ว่าวันนี้ฉันเอาของกินมานะ ไม่ต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มให้หรอก แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว... 

               “หนูหอมผมสวยมากเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่า” 

               “คะ?” 

               คำชมจากคนอายุมากกว่าทำให้ฉันรู้สึกเขินจนต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามเพื่อให้คุณแม่เอ่ยชมออกมาอีกครั้ง 

               อันที่จริง ลึกๆ แล้วฉันก็รู้แหละว่าผมตัวเองไม่ได้สวยขนาดนั้นหรอก แห้งก็แห้ง กรอบก็กรอบ แถมยังแตกปลายเยอะอีกต่างหาก แต่ได้ยินคนชมแล้วก็แอบดีใจเหมือนกันนะ 

               “เห็นแล้วคิดถึงสมัยสาวๆ แม่ก็เคยไว้ผมยาวเท่านี้เหมือนกัน” 

               “เหรอคะ...” ข้อมูลใหม่ที่ได้รับทำฉันร้องอ๋อก่อนชวนคุยเรื่องผมต่อ “แต่ไว้ยาวแล้วลำบากมากเลยค่ะ ผมร่วงง่ายแถมยังใช้เวลาสระกับเป่าไดร์นานสุดๆ” 

               “เนอะ แม่เองก็ทนไม่ไหว ตัดสั้นเลยก็สบายดีเหมือนกัน” 

               คุณแม่ยกมือขึ้นมาลูบไล้ผมสีดำสนิทที่ไว้ยาวเลยกลางหลังไปเล็กน้อยของฉันด้วยแววตาเป็นประกาย สัมผัสที่ได้รับทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด 

               อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกอึดอัดใจเหมือนสัมผัสที่ได้รับจากคนในบ้าน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน... 

               “หนูเองก็อยากลองตัดผมสั้นบ้างจัง” 

               “ทำไมไม่ลองดูล่ะ สบายหัวดีนะ แม่ว่าหนูหอมทำทรงไหนก็น่ารักหมดแหละ” 

               “ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวหนูจะลองเก็บไปคิดดูก็แล้วกัน” 

               เรื่องที่เราคุยกันก็มีประมาณนี้ บางทีคุณแม่ก็ถามเรื่องฉัน คนในครอบครัวประกอบอาชีพอะไร มีพี่น้องกี่คน พี่ชายอายุห่างจากฉันกี่ปี เรียนจบจากที่ไหนและงานอดิเรกคืออะไร เป็นคำถามทั่วไปที่ตอบได้โดยไม่กระอักกระอ่วนใจมากนัก เป็นความรู้สึกที่ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ยิ่งคุยยิ่งรู้สึกสนิทใจจนอยากทำให้ผู้หญิงคนนี้ยิ้มอีก ยิ้มเยอะๆ เลย! 

               เราสองคนนั่งพูดคุยและหัวเราะกันอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากโซนรับแขก ฉันเงียบเสียงลงก่อนจะหันหน้าไปตามทิศทางเสียงเพื่อดูว่าแขกผู้มาเยือนคนนั้นคือใคร จะได้เตรียมยกมือไหว้ได้และเรียกชื่อได้อย่างทันท่วงที 

               พอเห็นหน้าแล้วก็ร้องอ๋อ คนที่เดินเข้ามาในห้องด้วยชุดโปโลสีขาวกับเป้ใบใหญ่คือคุณกวีนั่นเอง 

               “แม่! ผมมาแล้ว! มาแล้วๆ” 

               เอ ไม่ใช่สิ...น้ำเสียงร่าเริงผิดมนุษย์มนาแบบนี้ฟังยังไงก็ไม่ใช่เสียงโทนเดียวกับคุณกวีที่ฉันรู้จักเลยแม้แต่น้อย ยิ่งฟังก็ยิ่งแปร่งหู ยิ่งมองหน้าคิ้วทั้งสองข้างก็ขมวดเข้าหากันเรื่อยๆ จนแทบกลายเป็นปม 

               “เบาๆ หน่อย” คุณแม่ทำเสียงเข้มดุผู้ชายที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับคุณกวีมากถึงมากที่สุดคนนั้นด้วยใบหน้าบึ้งตึง กลับปิดร่องรอยความดีใจผ่านสีหน้าและแววตาของตัวเองไว้ไม่มิด “เห็นมั้ยว่าแม่มีแขก รักษาภาพลักษณ์หน่อย” 

               “ผมไม่มีภาพลักษณ์ต้องรักษาอยู่แล้ว” 

               เขาไหวไหล่เบาๆ ก่อนเดินตรงเข้าไปวางกระเป๋าบนโซฟาแล้วเดินมาทักทายฉันในระยะประชิด ชัดเลย หน้าคล้ายคุณกวีขนาดนี้มีอยู่คนเดียว เขาต้องเป็นคุณกาพย์แน่ๆ คนที่ฉันเคยบอกว่ามีเสน่ห์และดูเป็นคนเจ้าชู้คนนั้นไง ตัวจริงดูร่าเริงไม่ต่างจากในทีวีเลย นิสัยเขาชัดเจนดีนะ 

               น็น“สวัสดีครับ เป็นแขกของคุณแม่เหรอ? ญาติฝั่งไหนครับ ทำไมผมไม่คุ้นหน้าเลย” 

               “ไม่ใช่ญาติฝั่งไหนทั้งนั้นแหละ” 

               “อ้าว ถ้าไม่ใช่ญาติแล้วเป็นใครล่ะ” คุณกาพย์อ้าปากค้าง เขาโวยวายต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ามาสบตาฉันอีกครั้ง “ขอโทษที่เสียมารยาทครับ ผมนึกว่าคุณเป็นญาติห่างๆ ของแม่ผมซะอีก...” 

               พอได้ลองสังเกตดูดีๆ แล้วฉันถึงรู้ว่าการแยกคุณกาพย์กับคุณกวีออกจากกันไม่ใช่เรื่องยาก เขาไม่ใช่คู่พี่น้องฝาแฝดที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันแทบทุกส่วนจนแยกไม่ออก น้ำเสียงของคุณกาพย์จะนุ่มกว่าคุณกวีเล็กน้อยและมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ขนาดตอนขอโทษเขายังยกมุมปากขึ้นนิดๆ เลย 

               ถึงใบหน้าจะคล้ายกันแต่นิสัยของสองคนนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย คุณกาพย์ดูมีพลังงานเหลือล้นกว่ามาก เขาชอบพูดเสียงดังและแสดงอารมณ์ทุกอย่างผ่านสีหน้าโดยไม่คิดจะปิดบัง ดูเป็นคนขี้เล่นและยิ้มเก่ง หน้าไม่ดุเท่าคุณกวีด้วย เสียงก็น่าฟังกว่า 

               บอกตามตรงนะ มองหน้าคุณกาพย์แล้วรู้สึกสบายใจกว่าคุณกวีเยอะเลย ออร่าความสุขมันส่งต่อกันได้จริงๆ ด้วย! 

               “ขอโทษน่ะถูกแล้ว เด็กคนนี้ไม่ใช่ญาติแต่เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ต่างหาก สนิทกันเข้าไว้ล่ะ” 

               “...คะ!?” 

               นี่ฉันโดนเล่นมุกนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย! คำพูดทีเล่นทีจริงของคุณแม่ทำฉันและคุณกาพย์อ้าปากค้างด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ฉันตกใจและไม่เข้าใจว่าคุณแม่จะเล่นมุกนี้อีกเพื่ออะไร ส่วนคุณกาพย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะช็อกมากจนต้องนั่งลงตรงพื้นที่ว่างบนเตียงของคุณแม่ 

               “ลูกสะใภ้? ของใคร ผมเหรอ?” 

               “ไม่ใช่” 

               คุณแม่ส่ายหน้าช้าๆ และตอบคำถามด้วยน้ำเสียงยานคางชวนขัดใจจนคุณกาพย์ถึงกับอยู่ไม่สุข เขามองหน้าฉันสลับกับแม่ตัวเองด้วยความสับสน ฉันเองก็หันไปมองหน้าคุณแม่เหมือนกัน แต่กลับโดนคนอายุมากกว่าขยิบตาส่งสัญญาณว่าให้เล่นตามน้ำต่อไปเรื่อยๆ ซะงั้น 

               ฉันไม่ชอบมุกลูกสะใภ้ของแม่คุณกวีเลย ยอมเล่นตามน้ำเงียบๆ แบบไม่พูดก็แล้วกัน คิดได้แล้วก็ลอบถอนหายใจก่อนส่งยิ้มให้คุณกาพย์ที่ยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ ครอบครัวนี้เฮฮาดีนะ พี่ชายก็ร่าเริง คุณแม่ก็ขี้แกล้ง อยากรู้จังว่าคุณพ่อกับพี่สาวของคุณกวีจะมีนิสัยยังไง 

               ที่รู้ๆ คือเขานิสัยไม่เหมือนพี่ชายและแม่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย คุณกวีไปได้นิสัยจริงจังและชอบปั้นหน้าดุทำหน้าเฉยชามาจากใครกันนะ? 

               “แฟนกลอนเหรอ!” 

               “เดาผิดแล้ว” 

               “อย่าบอกนะว่า...แฟนไอ้วี?” คุณกาพย์ร้องอ๋อ เขาส่งยิ้มกว้างให้ฉันที่แกล้งเอียงคอส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขาทันทีที่สบตากัน “ยินดีที่ได้พบกันครับ ผมบรรณวัชร์ เป็นพี่ชายของกวี เรียกผมว่ากาพย์ก็ได้ กาพย์ที่คู่กับกลอนน่ะครับ” 

               เราสองคนจับมือกันด้วยความเต็มใจ แกล้งแค่นี้คงพอแล้วมั้ง ฉันแอบหันไปถอนหายใจให้คุณแม่ของคุณกวีแล้วอ้าปากสารภาพออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ  

               “ยินดีที่ได้พบค่ะ หนูไม่ได้คบกับคุณกวีหรอก เป็นแค่คนรู้จักเฉยๆ ค่ะ” 

               “...อ้าวแม่ หลอกผมทำไมเนี่ย?” 

               ได้ยินแล้วคุณกาพย์ก็กะพริบตาปริบๆ มองหน้าฉันสลับกับแม่ตัวเองด้วยความงุนงงเป็นรอบที่สองของวัน 

               “ต้องหลอกซะให้เข็ด วันๆ ทำแต่งาน เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่คิดจะกลับบ้านมาเยี่ยมกันบ้างเลยเหรอ” 

               “ก็ผมบอกแล้วไงว่างานยุ่ง” 

               “ตีกอล์ฟกับเพื่อนทุกวันนี่เรียกว่ายุ่งเหรอ?” 

               แววตาดุดันของคนอายุมากกว่าทำให้ท่านประธานบริษัทถึงกับต้องหลบสายตา เขาทำหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่กี่นาทีก่อนจะยกมือแม่ตัวเองขึ้นมาประคองไว้ในอุ้งมืออย่างมั่นคง 

               “โธ่ ต้องเข้าสังคมมั้ยล่ะแม่...” 

               แล้วก็พูดคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงก้องดังฟังชัด เขาก้มหน้าลงแล้วเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อนราวกับกำลังสวมบทบาทเป็นเด็กตัวเล็กๆ 

               “ผมไม่ได้ตีกอล์ฟทุกวันนะ เมื่อวานไปขับเรือมาต่างหาก เมื่อวานซืนก็ไปตัดชุดสูทตัวใหม่ด้วย แถมต้องมานั่งประชุมในห้องทั้งวันอีก แม่มั่วแล้ว” 

               “ไอ้ลูกคนนี้นี่...” 

               ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจจากการถูกลูกชายคนโตยกมือขึ้นไปกอบกุมด้วยความรักได้หายไปแล้ว ฉันเห็นคุณแม่พ่นลมหายใจออกมาเหมือนรำคาญเจ้าลูกคนนี้เหลือเกิน แต่รอยยิ้มที่มุมปากของท่านทำให้ฉันรู้ว่าคุณแม่มีความสุขที่ได้พูดคุยและถูกออดอ้อนจากคนแบบเขามากขนาดไหน 

               “แล้วคนที่แม่หลอกผมว่าเป็นน้องสะใภ้เขาชื่ออะไรน่ะ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” 

               “แม่ขอให้เขามาอยู่เป็นเพื่อนน่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเหงาปากรอลูกตัวเองมาเยี่ยม” 

               “ก็เลยให้ลูกคนอื่นมาเยี่ยมแทนว่างั้นเถอะ” 

               ลูกชายคนโตของบ้านหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าบึ้งตึงของคนเป็นแม่ 

               “ใช่ รู้สึกผิดมั้ยล่ะ สักวันชื่อกาพย์จะหายไปจากกองมรดกแล้วถูกแทนที่ด้วยชื่อของเด็กคนนี้แทน เตรียมอกแตกตายได้เลย” 

               อย่าเอาหนูเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ในบ้านคนอื่นสิคะ...ฉันได้แต่ยิ้มแห้งให้ทั้งสองคนเพราะเริ่มปั้นหน้าไม่ถูกแล้วว่าควรทำตัวยังไงในสถานการณ์แบบนี้ดี 

               “โอ้โห ตัวแค่นี้ก็คิดจะมาแย่งมรดกบ้านคนอื่นแล้วเหรอ?” 

               “เปล่านะคะ! ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยค่ะ!” 

               น้ำเสียงหยอกล้อทีเล่นทีจริงของคุณกาพย์ทำฉันร้อนตัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาลากเสียงคำว่า ‘เหรอ’ ยาวๆ เพื่อแกล้งให้ฉันเหงื่อตกเล่นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

               “ไม่เชื่อ บอกชื่อมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเราได้ทำสงครามแย่งมรดกกันแน่ ถ้าไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ก็บอกชื่อมา!” 

               “หนูชื่อน้ำหอมค่ะ” 

               “ชื่อเพราะจัง ขอเรียกหอมได้มั้ย?” 

               “อื้ม เรียกได้ตามสบายเลยค่ะ...” 

               นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย... 

               ฉันได้แต่พึมพำคำนั้นซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ อยู่ด้วยแล้วเหนื่อยชะมัด เฮ้อ... 

  

               นั่งคุยกันอยู่สามคนได้สักพักคุณแม่ก็ขอตัวไปพักผ่อน ฉันและคุณกาพย์ก็เลยได้เดินออกมาจากห้องพร้อมกัน วันนี้รีบกลับบ้านดีกว่า ใช้พลังงานไปเยอะพอสมควรแล้ว ต้องรีบกลับไปนอนเพื่อเติมพลังด่วนๆ เลย 

               เจอครอบครัวตัวเองว่าเหนื่อยแล้ว วันนี้ยังมาเจอครอบครัวคนอื่นอีก ไม่ไหวแล้ว อยากนอน! 

               “เบื่อมั้ย?” 

               อยู่ๆ คนข้างๆ ก็ตั้งคำถามออกมาลอยๆ ฉันใช้เวลาคิดทบทวนเล็กน้อยว่าไอ้ความเบื่อที่เขาพูดถึงหมายความว่าอะไรกันนะ ช่างเถอะ ตอนนี้ตอบดีๆ ไปก่อนละกัน เดี๋ยวก็ได้แยกย้ายกันแบบตัวใครตัวมันแล้ว สร้างความประทับใจไว้หน่อยก็ดี 

               “คะ? ไม่เบื่อค่ะ สนุกดี” 

               “ดีๆ ผมก็ไม่เบื่อเหมือนกัน” เขาพยักหน้าหงึกหงัก รอยยิ้มบนใบหน้าสื่ออารมณ์ว่าเจ้าตัวพอใจกับคำตอบนี้มาก “จะกลับบ้านแล้วเหรอ” 

               “ค่ะ เย็นมากแล้ว ขอรบกวนแค่นี้ดีกว่า” 

               “รบกวนอะไรล่ะ ไม่รบกวนเลย มีหอมอยู่แล้วห้องไม่เงียบ แม่ผมก็ดูมีความสุขด้วย ขอบคุณที่เสียเวลามานั่งคุยเล่นเป็นเพื่อนแม่ผมนะ” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ หนูเต็มใจ” 

               คำขอบคุณของคุณกาพย์ทำให้ฉันยิ้มกว้าง 

               “งั้นก่อนไปมาเล่นเกมด้วยกันหน่อยมั้ย อยากยืดเส้นยืดสายพอดี นั่งคุยนานๆ แล้วมันเมื่อยน่ะ” 

               “เกม?” 

               เกมอะไร ในห้องนี้มีเครื่องเกมให้เล่นด้วยเหรอ ฉันทำหน้างงพร้อมสอดส่ายสายตามองหาสิ่งที่น่าจะเอามาเล่นได้ไปรอบห้อง 

               “อื้ม เกม เคยเล่นหรือเปล่า?” คุณกาพย์ทวนคำพูดของฉันก่อนจะหยิบเครื่องเล่นเกมสีฟ้าแดงออกมาจากกระเป๋าเป้ “เล่นปิงปองกัน” 

               “อ๊ะ หนูไม่เคยเล่นนะคะ” 

               “เดี๋ยวสอนเอง เล่นไม่ยากหรอก แป๊บเดียวเดี๋ยวก็เล่นเป็น” คุณกาพย์ดูไม่มีปัญหากับเรื่องเล่นเป็นหรือไม่เป็น เขาใช้เวลาจัดการนู่นนี่นั่นอยู่แป๊บเดียวแล้วยื่นจอยเกมสองสีที่เคยติดอยู่กับตัวเครื่องมาให้ฉันเลือก “ชอบสีอะไร ฟ้าหรือแดง” 

               “แดงค่ะ” 

               “โอเค คอยฟังเสียงลูกปิงปองไว้นะ ถ้าจะตีให้แรงขึ้นก็กดตัวนี้กับตัวนี้” 

               “...โอเคค่ะ” 

               จะไปรอดมั้ยเนี่ย ไม่เคยเล่นเจ้าเครื่องนี้มาก่อนเลย ฉันลองพลิกจอยควบคุมสีแดงในมือตัวเองแล้วพยายามท่องจำปุ่มที่คุณกาพย์บอกว่าถ้ากดแล้วจะตีแรงขึ้นได้ 

               “มา! ลองเล่นเลย จะเสิร์ฟแล้วนะ!” 

               พูดไม่ทันขาดคำคนตรงหน้าฉันก็ตีลูกปิงปองที่มองไม่เห็นมาทางฉันด้วยรอยยิ้ม 

               “ดะ...เดี๋ยวค่ะ! เอ๊ยย!” 

               เจอแบบนี้ใครเขาจะไปตั้งรับทันเล่า! ฉันที่ยังยืนเอ๋ออยู่รีบเหวี่ยงจอยตัวเองไปมั่วๆ แบบไร้ทิศทาง แต่ดูเหมือนว่าจะทำถูกต้องเพราะคุณกาพย์ทำท่าตีลูกกลับมาแล้ว ได้ยินเสียงลูกปิงปองที่กระทบกับโต๊ะด้วย 

               ต้องคอยฟังเสียงนี้แล้วกะจังหวะให้ดีสินะ! 

               “รับได้สวย เจอนี่หน่อย!” 

               รอยยิ้มของคุณกาพย์ช่างสดใส เม็ดเหงื่อบนใบหน้ากับเสียงหัวเราะอันแสนมีเสน่ห์ของเขาทำฉันเผลอยืนมองหน้าเขาแล้วแกว่งมือตัวเองตามเสียงลูกปิงปองกระทบบนโต๊ะอย่างเหม่อลอยอยู่ตั้งนาน ตอนเห็นรูปเขาในทีวีกับนิตยสารหรือคอลัมน์ข่าวตามเน็ตก็ว่าหล่อมากแล้ว ไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะหล่อดูดีและมีเสน่ห์ขนาดนี้ 

               แถมตอนยิ้มยังมีลักยิ้มเล็กๆ อยู่ข้างแก้มด้วย ยิ้มปุ๊บโลกสดใสขึ้นมาทันตาเห็น 

               ฉันแอบกรี๊ดคุณกาพย์ในใจก่อนจะยิ้มหน้าบานคุยกับเขาไปตลอดทางกลับบ้าน เขาอาสาไปส่งด้วยแต่ฉันปฏิเสธไปเพราะไม่อยากรบกวน 

               เป็นผู้ชายที่น่ารักมากจริงๆ ทำไงดี...เขาตรงสเป็คฉันสุดๆ เลย! 

 

 

               พระเอกตัวจริงปรากฏตัวแล้ว!! 

               เฮ้ออ ในที่สุด หลังจากที่ผ่านมาร้อยยี่สิบกว่าหน้า ได้เวลาเปิดเผยความจริงสักที เราอึดอัดใจมากเลยค่ะ กลัวคนอ่านจะลงผิดเรือ แค่คิดก็ปวดใจแล้ว... *ทำหน้ากลุ้มใจ* 

               อันที่จริงคุณกวีเป็นพระรองค่ะ บทบาทคือฮีลใจน้องหอมที่ต้องอกหักเพราะถูกพี่กาพย์ใช้เสน่ห์อันเหลือร้ายของเขามาเล่นกับใจน้อง ถูกต้องแล้วค่ะ คนที่ยิ้มสวยกว่าดาวคนนั้นไม่ใช่คุณกวีหรือน้องหอม แต่เป็นคุณกาพย์ต่างหาก ผู้ชายขายอ้อยคนนี้จะมาทำให้จิตใจสาวน้อยของน้องหอมต้องสั่นไหวและรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอายุสิบสี่อีกครั้ง!! 

               ...5555555555 

               ล้อเล่นค่ะ หยอกเล่นเฉยๆ นะคะ (ฮา) ตอนนี้อยากเขียนบทครอบครัวน้องหอมกับพี่เซนท์เฉยๆ ไม่มีคุณกวีแต่ขอแทนที่ด้วยคุณกาพย์แทนนะ! 

ความคิดเห็น