facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ไม่ชอบ : 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.2k

ความคิดเห็น : 106

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2564 09:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ไม่ชอบ : 12
แบบอักษร

ไม่ชอบ : 12 

 

“ผมกลับเลยนะ” จวิ้นบอกเมื่อล้างจานและอุปกรณ์การกินสุกี้มื้อดึกให้เจ้าของบ้านเสร็จแล้ว ศรนั่งดูทีวีอยู่เหลือบตามองนาฬิกาซึ่งตอนนี้บอกเวลากว่าสี่ทุ่มแล้ว 

“ป่านนี้รถเมล์ไม่มีแล้ว” 

“เดี๋ยวเรียกแกรปเอา” 

“มึงไว้ใจคนอื่นง่ายแบบนี้เป็นประจำเหรอจวิ้น” 

“แล้วพี่จะให้ทำไง ไปส่งไหมล่ะ” เด็กตี๋ถามเสียงหงุดหงิด พี่ศรจะอะไรกับเขานักก็ไม่รู้ นี่ก็เดินทางตอนกลางคืนเองบ่อยๆ ไม่เห็นจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเลย 

“นอนนี่ดิ” ศรพูดทำทีไม่สนใจคนที่ยืนตีหน้ายุ่ง 

“ไม่เอา ไม่นอน” จวิ้นตอบทันที 

“นอนก็นอนฟรีทำไมถึงไม่อยากนอน” จวิ้นเงียบ เขาไม่อยากนอนเพราะภาพวันนั้น อีกทั้งความรู้สึกยังแจ่มชัดอยู่เลย แจ่มชัดว่าพี่มันได้สัมผัสแนบชิดกับเขาแบบสอดลึกจนครวญครางแทบทั้งคืน 

“ผมกลับจริงๆ ล่ะ ผมเป็นผู้ชายไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ไปนะ” 

“มึงนี่ดื้อ เออๆ เดี๋ยวกูไปส่ง” ในเมื่อหลอกให้เด็กมันนอนที่บ้านไม่ได้ก็ต้องจำใจไปส่งอย่างที่เคยบอกมันไว้ก่อนหน้านี้ ศรปิดทีวีปิดไฟแต่เปิดไฟหน้าบ้านไว้ ก่อนจะล็อกประตูให้เรียบร้อยส่วนไอ้เด็กงอแงจะกลับหอไปนั่งรอบนรถแล้ว 

การจราจรในช่วงกลางคืนไม่ติดขัดเลย รถวิ่งปร๋อไม่ต้องรอไฟแดงนานๆ ให้รำคาญใจ จวิ้นบอกทางไปหอตนเพราะคนขับบอกว่าจำทางไม่ได้แล้ว 

“พี่ไม่น่าเลี้ยวตรงแยกนั้นเลย เห็นไหมว่าต้องกลับรถไกล” เจ้าถิ่นโวยใส่เพราะเมื่อตนบอกให้ศรเลี้ยวแยกต่อไปแต่ศรกลับขับเลยไปเลี้ยวเอาแยกอื่น คราวนี้กว่าจะวนกลับมาจุดเดิมได้ก็ขับไปอีกไกลกว่าจะถึงจุดยูเทิร์น 

“ก็กูจำไม่ได้ มาส่งมึงแค่ครั้งเดียวใครมันจะไปจำได้วะ” 

“นี่ถ้าพี่ให้ผมเรียกแกรปป่านนี้ผมนอนไปสองตื่นแล้วมั้ง” จวิ้นก็ยังบ่นต่อไปแม้จะเข้าใจอีกฝ่ายก็ตาม เพราะนี่คือครั้งที่สองที่พี่ศรมาส่งเขาที่หอ เอาจริงๆ มันจะไม่ยุ่งยากเลยถ้าพี่ศรให้เขาเรียกใช้บริการรถที่มีเกลื่อนทั่วเมือง 

“ไอ้ไทฝากมึงไว้กกับกู แค่มึงมีรอยช้ำนิดๆ หน่อยๆ ก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าเกิดมึงเป็นอะไรจริงๆ ขึ้นมามันไม่ฆ่ากูหมกออฟฟิศเหรอ” ข้ออ้างนี้ทำให้จวิ้นเงียบไป ศรเหลือบตามองไอ้เด็กแสบที่นั่งเงียบไปแล้วก็รู้สึกตลกมัน ต่อหน้าไอ้ไทกับไอ้แชมป์ไอ้เด็กนี่ดูเรียบร้อยเป็นน้องน้อยที่น่าปกป้อง ดูไม่มีพิษมีภัย แต่พออยู่กับเขาบ่นได้เป็นวรรคเป็นเวร เรียกได้ว่าความเคารพที่มีให้กันติดลบ 

“ขอบคุณครับที่มาส่ง” เมื่อศรจอดรถหน้าหอพักจวิ้นก็หันมายกมือไหว้ขอบคุณ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เขาง่วงตาจะปิดเพราะกินมาอิ่มมาก พอได้แอร์เย็นๆ เลยแทบครองสติไม่อยู่ 

ศรพยักหน้ารับไหว้ไอ้เด็กแสบที่ตอนนี้ตาของมันกำลังจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ อดรนทนไม่ได้คว้าต้นคออีกฝ่ายมาประกบจูบ ตอนแรกจวิ้นดิ้นเพราะแรงจู่โจมของศรทำเขาตกใจ ไม่พอริมฝีปากยังถูกขบกัดจนเกือบได้เลือด จวิ้นดิ้นแต่ศรที่เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำแรงไปจึงผ่อนแรงลงเป็นเคล้าคลอกลีบปากนุ่มแล้วกดย้ำซ้ำๆ จนริมฝีปากอมชมพูโดนคนแก่กว่าดูดดึงยืดติดปาก 

“อื้อ” 

“แบบนี้คือจูบที่ทำให้อีกฝ่ายคิดถึง จูบแบบนี้นะจวิ้น คนถูกจูบจะได้คิดถึงคนจูบตลอดคืน” 

“โห่! ถ้าจะสอนก็บอกดีๆ ไม่ใช่คว้าคอไปแบบนี้ ตกใจหมด” เด็กหนุ่มพูดพลางเช็ดน้ำลายที่ข้างปากเพราะตนก็จูบตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ ศรมองอีกฝ่ายที่ลงจากรถไปอย่างเสียดาย เขาอยากได้อะไรจากไอ้เด็กนี่มากกว่านี้ 

“จวิ้น!” ยังไม่ทันคิดอะไรให้ดีเขาก็ลงจากรถมาเรียกไอ้เด็กแสบ จวิ้นหันกลับมามองอย่างงงๆ พลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไร “กูนอนที่ห้องมึงได้รึเปล่า ไม่อยากขับกลับกลัวหลับใน” 

เพราะคำขอนั้นจึงทำให้ศรเข้ามายืนอยู่ในหอพักของนักศึกษาปี 4 ที่ไม่เคยคิดว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ห้องจวิ้นรกตามแบบฉบับเด็กวัยรุ่นผู้ชายทั่วไป กลิ่นอับมีบ้างเพราะไม่ได้เปิดหน้าต่างให้ถ่ายเทไว้ตอนกลางวัน เสื้อผ้าบางชุดพาดระเกะระกะแต่เจ้าตัวก็รีบเก็บยัดใส่ตะกร้า 

“อย่าวิจารณ์เรื่องห้องผมเชียว บอกแล้วว่ารก” ศรไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาไม่วิจารณ์หรอกเพราะเมื่อก่อนตอนไปนอนหอเพื่อนคนอื่นก็รกแบบนี้แหละ ส่วนที่บ้านเขาที่ไม่รกแบบนั้นเพราะจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดทุกอาทิตย์ อีกทั้งติดนิสัยชอบเก็บกวาดพอไม่ให้รกหูรกตาเลยไม่รกแบบห้องของมัน 

ศรถอดเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ออกเหลือแค่บ็อกเซอร์เท่านั้นที่ติดกาย ไม่คิดจะอาบน้ำเพราะไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน ดองเค็มไปก่อนค่อยกลับบ้านไปอาบพรุ่งนี้ทีเดียว จวิ้นปรายตามามองเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปเก็บของให้เข้าที่เข้าทางตามเดิม เขาเห็นว่าปลายใบหูมันแดงจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ จงใจใช้ส่วนกลางกายที่นอนสงบนิ่งของตนเองเสียดสีมันเบาๆ 

“ห้องมึงดูท่าจะร้อนกูคงต้องนอนชุดนี้แหละ” 

“ตามใจพี่ดิ ผมไปอาบน้ำล่ะ” จวิ้นผละออกไปทางระเบียง หยิบผ้าเช็ดตัวที่ตากลมไว้พาดบ่าแล้วเดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำไป สีผิวขาวเนียนอมชมพูเดาได้ไม่ยากว่าคงเขิน 

ศรปล่อยให้เจ้าของห้องจัดการตัวเองในห้องน้ำไป เขาสำรวจห้องพักที่มีขนาดไม่ใหญ่นักเป็นหอพักทั่วไป มีมุมที่ใช้เป็นมุมอเนกประสงค์สารพัดประโยชน์ทั้งอ่านหนังสือ ทำการบ้าน กินข้าว มีโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆ พับเก็บพิงกับฝาผนังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องให้กว้างขึ้น หากจะใช้งานค่อยกางเอา 

ห้องจวิ้นไม่มีเตียงแต่มีฟูกที่นอน 3.5 ฟุตพอให้นอนได้แค่คนเดียวโดยที่ด้านหนึ่งติดฝาผนัง คืนนี้เขาคงได้ระเห็จนอนพื้นแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย สไตล์การแต่งห้องของมันเหมือนหลุดมาจากทวิตเตอร์แบบที่เขาฮิตๆ กัน ต้นไม้ที่ซื้อมาประดับทำให้ห้องดูเย็นสบายตาขึ้น แต่นานๆ มันคงจะรดน้ำต้นไม้สักครั้งเพราะต้นไม้ดูเฉาไปสักหน่อย โซนเสื้อผ้าจะมีเป็นราวแขวนไม่ใช่ตู้เสื้อผ้าเพราะคิดว่าคงไม่อยากให้กินพื้นที่เยอะเกินไป แต่กระนั้นเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ก็ไม่มีกลิ่นอับหรือสิ่งที่บ่งบอกว่าซักไม่สะอาด ติดจะหอมน้ำยาปรับผ้านุ่มขนาดที่ยืนห่างสามก้าวก็ยังได้กลิ่น 

เขาเดินมาดูมุมรองเท้า ดูเหมือนจะเป็นมุมโปรดของเจ้าของห้องเพราะจวิ้นมีกล่องขาวขุ่นใส่รองเท้าที่ซื้อได้ตามแอปฯ ขายของ วางเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปอย่างเป็นระเบียบ แน่นอนว่ามีรองเท้าที่เขาเคยให้มันเมื่อตอนจวิ้นยังเป็นเด็กหัวเกรียนอยู่ด้วย 

“พี่จะยึดรองเท้าผมคืนเหรอ ให้แล้วให้เลยนะไม่มีคืน ตอนนั้นพี่ให้ผมเอง” จวิ้นออกมาจากห้องน้ำด้วยกางเกงนอนตัวเดียวยืนเช็ดผมที่เปียกชื้นด้วยผ้าเช็ดตัว ศรลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นยอดอกสีพีชของมันอีกครั้งเต็มๆ ตา หลังจากที่ได้สัมผัสถึงขนาดได้ดูดกลืนทำให้ความรู้สึกอยากกระทำเหมือนตอนนั้นผุดขึ้นมาในหัวได้ไม่ยาก ศรไล่ความคิดนั้นออกไปเพราะคิดว่าหากจะทำครั้งที่สองเลยจวิ้นคงไม่ยินยอมง่ายๆ เขาดึงสติมาอยู่กับปัจจุบัน ส่ายหน้ากับความระแวดระวังของตัวมันทั้งๆ ที่พอโดนเขาเป่าหูเข้าสักหน่อยก็เชื่อหมดใจ 

“เพ้อเจ้อเก่งนะมึง ไม่ต้องเรียนแล้วธุรกิจระหว่างประเทศน่ะ ไปเขียนนิยายเถอะกูว่าน่าจะรุ่ง” คำเอ็ดของศรทำจวิ้นเบ้ปากแต่ไม่เถียงต่อ 

“ผมมีผ้าปูนอนให้แต่ไม่มีผ้าห่มนะ” เขาบอกก่อนจะรื้อผ้านวมผืนใหญ่ที่ป๊าเคยซื้อมาให้ตอนมาอยู่หอนี้ใหม่ๆ เขาเก็บใส่ถุงเป็นอย่างดี แต่เพราะไม่ได้ใช้มานานกลิ่นอับเลยมีบ้าง 

“หมอนล่ะ” ศรปูผ้านวมใกล้กับฟูกนอนของจวิ้น อีกฝ่ายโยนหมอนหนุนอีกใบมาให้ เพราะเขาเป็นคนชอบให้มีหมอนอยู่รอบตัวจึงทำให้มีหมอนใช้เหลือเฟือ 

ยังดีที่ห้องจวิ้นมีเครื่องปรับอากาศทำให้ไม่ร้อน ทีวีจอแบนโดนเจ้าของห้องเปิดแล้วเลือกหาช่องที่ต้องการ แต่เลื่อนไปก็เจอแต่รายการข่าวเพราะตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้วเจ้าตัวจึงกดปิด ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักขนาดกลางนี้อีกครั้ง ศรเปิดโทรศัพท์อ่านอีเมลของลูกค้าเหมือนเช่นเคย สลับกับดูความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่วนจวิ้นเปิดโทรศัพท์เล่นเกมเพราะนัดกับวินและเพื่อนคนอื่นๆ ไว้ 

จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืน ศรเห็นเจ้าของห้องหลับคอพับคออ่อนไปกับหมอนทั้งที่ยังนั่งพิงผนังอยู่ เขานึกสงสารเลยจะปลุกให้มันนอนดีๆ แต่เพราะขาขาวๆ ที่โผล่พ้นขอบกางเกงขาสั้นมา อีกทั้งจุกนมสีพีชที่ล่อตาล่อใจเหลือเกินจนเขาต้องกัดปากข่มอารมณ์ตัวเองไว้ 

ศรสะบัดหัวบอกตัวเองว่าจวิ้นก็เหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ได้มีความน่าหลงใหลในตัว แต่ทุกครั้งที่เขาปฏิเสธข้อนี้ให้ตัวเองสบายใจ การกระทำที่ตามมาย่อมตรงกันข้ามเสมออย่างเช่นตอนนี้ เขาคืบคลานเข้าไปหาคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนฟูก จำได้ว่าจวิ้นเคยสีผิวคล้ำขึ้นกว่าเดิมตอนไปเที่ยวทะเล แต่คงเพราะพื้นสีผิวเดิมของมันขาวจัดอยู่แล้วจึงทำให้แดดไม่สามารถทำให้ผิวมันดำไปได้ ตอนนี้จึงขาวเหมือนเดิม พออยู่ใกล้แบบนี้สีผิวจึงตัดกับเขาโดยสิ้นเชิง ผิวของมันโดนบีบโดนขยำเข้าหน่อยก็ขึ้นริ้วแดงตามรอยมือ ผิดกับเขาที่ต้องโดนต่อยจนเขียวช้ำโน่นแหละถึงจะรู้ว่าบาดเจ็บ 

ศรเอื้อมมือไต่ไปตามขาเรียว จากหน้าแข้งมาเป็นต้นขาขาวก่อนจะเลื้อยไต่เข้าไปในร่มผ้า และจึงพบว่าไอ้เด็กแสบไม่ใส่กางเกงในนอน คนที่ทำตัวเหมือนโจรลักหลับยิ้มกริ่ม เขาหยุดมือเมื่อเห็นว่าจวิ้นเริ่มขยับตัว แต่ยังไม่ทันเอามือออกจวิ้นก็ตื่นเต็มตา แถมยังมองมือเขาซึ่งตอนนี้แตะน้องชายมันอยู่ใต้กางเกง 

“จวิ้น...ทำกันไหม” เขาถามออกไปตรงๆ ไม่คิดหลบสายตาเพราะตอนนี้ร่างกายเขาต้องการมันมากจริงๆ เขาละทิ้งความคิดทุกอย่างเพื่อต้องการสนองความต้องการของตัวเอง 

“พี่อยากเหรอ” จวิ้นถามกลับ เขายังนั่งพิงผนังอยู่ในท่าเดิมและไม่ได้ปัดมือใหญ่ของพี่ศรออกจากตัวด้วย 

“ใช่” คำตอบช่างตรงเสียจนเรียกสีระเรื่อจากเลือดฝาดบนแก้มใสได้ 

“แต่ห้องผมไม่มีตัวช่วยเลย” จวิ้นเงียบไปนานก่อนจะตอบ หากเปรียบว่าพี่ศรคือไฟ เขาก็คงเป็นน้ำมันที่พร้อมโดนไฟแผดเผา ยิ่งเมื่อรู้ความต้องการของตนเองชัดเจน พอโดนอีกฝ่ายถามแบบนี้ก็รีบคว้าไว้เพราะกลัวโอกาสจะหลุดลอย 

“แค่ถุงยางก็ยังดี เดี๋ยวกูช่วยเอง” พูดจบก็ไม่รอช้าถอดกางเกงตัวเองออกทันทีก่อนจะลามไปยังของจวิ้น 

“เดี๋ยวพี่ศร!” จวิ้นจับมือใหญ่ที่กำลังกระตุกกางเกงนอนเขาออก 

“อะไร” 

“เรามาพูดเปิดอกกันก่อนไหม เอาแบบตรงๆ เลย” 

“หลังจากนี้ไม่ได้เหรอวะ” 

“ไม่ได้ ต้องคุยกันก่อน” 

“งั้นมึงต้องปลอบมันไปด้วย ห่า...ปวดฉิบหาย” ศรหงุดหงิด ส่วนนั้นของเขากำลังกึ่มๆ จนต้องจับมือจวิ้นมาลูบเบาๆ เพื่อบอกว่าตัวเขากำลังจะทนไม่ไหว ไม่รู้ไอ้เด็กบ้านี่มันแอบพรมยาปลุกเซ็กส์ไว้บนตัวรึเปล่า พอโดนตัวมันหน่อยเดียวอารมณ์เขาก็ถูกจุดได้ง่าย จวิ้นถอนหายใจแต่ก็ยอมลูบๆ คลำๆ ส่วนกลางกายที่เริ่มแข็งตัว ทั้งที่ร่างกายเขาก็เริ่มต้องการแล้วเช่นเดียวกัน 

“มีอะไรก็ว่ามา” แม้น้ำเสียงติดจะเข้มไปสักนิด แต่ใบหน้าที่โน้มเข้าหาก็คลอเคลียพอให้ได้สูดดมกลิ่นสบู่เหลวติดกายของไอ้เด็กแสบ 

“พี่...เรื่องแบบนี้ผมเรียนรู้ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว รับรู้รสชาติแล้ว แต่ถ้ามันมีครั้งต่อไปผมว่ามันไม่ใช่แค่เรียนแล้วนะ คือ...ผมถามจริงนะ พี่แน่ใจแล้วเหรอที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ มันเลยเถิดมาไกลมากนะ หรือพี่ชอบมีอะไรกับผะ...ผม...เหรอ หรือ...หรือว่า...คือ...ลีลาผมมันดีเหรอ หรือยังไง เราเป็นคู่นอนกันเหรอ ผมสับสนว่ะพี่ขอความชัดเจนหน่อย” 

หลายวันมานี้เขาอยู่กับคำว่าสับสนมาตลอด พอไขเรื่องนั้นได้เรื่องนี้ก็มาต่อจนหาคำตอบให้ตัวเองไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเกิดเขามีอะไรกับไอ้พี่ศรไปเรื่อยๆ จะเป็นยังไง เหมือนต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันแบบนี้ใช่ไหม ตอบสนองกันแค่เรื่องบนเตียงแต่ชีวิตจริงก็ยังคงไม่ชอบหน้ากันแบบเดิม 

จวิ้นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้จนศรนึกสงสาร มันก็เป็นซะแบบนี้ สับสนง่าย คิดอะไรแบบเด็กๆ อยู่เสมอ เหมือนจะมีความมั่นใจแต่ก็ไม่มั่นใจในตัวเอง ดูเหมือนไม้ที่พร้อมจะล้มตลอดเวลา 

“จวิ้น...ถ้ากูตอบไปแล้วมึงจะรับได้ไหม” เพราะสิ่งที่เขาจะบอกอีกฝ่ายต่อไปนี้คือความจริงที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องยอมรับ จวิ้นเงียบแต่พยักหน้าให้แทน ศรเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดอีกครั้ง 

“กูอยากมีอะไรกับมึง ลีลาของมึงยังไม่ดีแต่คิดว่าถ้ากูหัดมึงไปเรื่อยๆ คงเด็ดกว่านี้แน่นอน” 

“ทำไมต้องเป็นผม ตั้งแต่ที่บ่อปลาตอนนั้นจนตอนนี้” 

“ตอนแรกกูแค่อยากแกล้งแต่ไม่คิดว่ามึงจะซื่อจริง แล้วมึงล่ะทำไมตอนนั้นถึงเชื่อกู” 

“ก็พี่พูดซะโคตรน่าเชื่อถือเลยไง ผมคิดว่าปรึกษาพี่ก็คงไม่เป็นไรแต่ใครจะรู้พี่แม่ง... แล้วตอนนี้ล่ะ ทำไมถึงสอนผมต่อ” 

“เพราะมึงกับกูเคยเริ่มต้นกันแล้ว ถ้าจะไปต่อก็ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วมึงล่ะทำไมถึงยอมให้กูสอน” จวิ้นเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้เขาให้คำตอบแค่เพียงในใจว่าเพราะเสน่ห์ของอีกฝ่ายไงที่ทำให้เขาหลงใหลแบบนี้ เสน่ห์ดิบเถื่อนในแบบฉบับของผู้ชายที่เขาโหยหา ไม่ใช่อยากมีเหมือนพี่ศรแต่เพราะอยากได้คนแบบพี่ศรมาอยู่ด้วยกันมากกว่า 

ศรไม่ได้เร้าหรือให้จวิ้นตอบ เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้หากจวิ้นจะปฏิเสธก็ได้ เขาไม่ได้บังคับอะไรมันเลยสักอย่าง ไม่เคยขู่เข็ญว่ามันจะต้องยอมให้เขาทำแบบนี้กับมัน ทุกอย่างจวิ้นคือคนตัดสินมาตอนนี้มันจะมาสับสนอะไรอีก 

“ตอนนี้กูอยากให้มึงโฟกัสแค่เรื่องเดียวคือ...ที่เราทำกันแบบนี้มีความสุขไหม กูชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าอยากช่วยมึง มึงก็ตอบรับคำขอกูดี กูชอบที่มันเป็นแบบนี้นี่คือความชัดเจนของกู แล้วมึงล่ะชัดเจนบ้างรึยัง” จวิ้นนิ่งคิด เขาเอาแต่ถามหาจากพี่ศรแต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตัวเองชัดเจนไหม แน่ล่ะเขาโอนอ่อนตามการชักนำของอีกฝ่าย แต่เมื่อคิดไตร่ตรองให้ดีแล้วเขาไม่ใช่คนหัวอ่อนที่จะยอมตามใครง่ายๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่ว่ารู้สึกดีเช่นเดียวกัน เขากำลังจะกลายเป็นคนไม่รู้จักพอใช่ไหม 

“ผมก็ชอบ...แบบนี้ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร” เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มตอบท่าทางเขินอาย จะไม่ให้เขินได้อย่างไร ขณะที่พี่ศรตอบอะไรตรงๆ ไม่มีหลบสายตา แต่เขาที่ต้องตอบเหมือนกันกลับจ้องตาอีกฝ่ายไม่ได้เลย เหมือนสายตาพี่ศรที่กำลังจ้องอยู่อ่านสิ่งที่อยู่ในใจเขาจนหมดเปลือกอย่างนั้นแหละ 

“แล้วมึงจะคิดมากทำไม” 

“ก็ต้องคิดไว้ก่อนไหมล่ะ พี่ไม่ชอบผม ผมไม่ชอบพี่แล้วอยู่ๆ เรามาเกี่ยวพันกันเรื่องนี้ แล้วดูเรื่องบนเตียงเราก็เข้ากันได้ดี ผมไม่รู้ด้วยว่าพี่มีลูกมีเมียแล้วรึเปล่า เกิดเมียพี่มาแหกอกผมเพราะไปนอนกับผัวเขาได้ตายกันพอดี” 

“กูไม่มีเมียไม่มีลูก พอใจยัง” จวิ้นมองหน้าศรให้ชัดๆ ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างพี่ศรจะไม่มีลูกมีเมีย “แล้วมึงล่ะ ไอ้เด็กนั่นที่มึงจะจูบเขาบนรถน่ะใคร แฟนมึง? เด็กมึง?” 

“เพียงเป็นคนคุยของผม” 

“งั้นก็เลิกคุย อยากคุยไรก็มาคุยกับกูนี่” 

“ทำตัวเหมือนจะเป็นแฟนกูเลยว่ะ” จวิ้นพึมพำกับตัวเองหน้ายุ่ง ศรที่นั่งอยู่ติดกันได้ยินชัดเจน เขาจึงจับหน้าไอ้เด็กแสบด้วยสองมือบังคับให้มองสบตา 

“ถ้ากูเป็นแฟนมึงรับรองว่ามึงไม่มีทางได้มานั่งถามกูแบบนี้หรอก แล้วตกลงนี่มึงกับกูเคลียร์ชัดยัง” 

“เออ ชัดแล้ว” 

“ชัดว่า?” 

“ก็...” 

“เราเป็นคู่นอน กูกับมึงให้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการโดยไม่มีความรู้สึกมาเกี่ยวข้อง” คนทั้งสองมองตากัน ความรู้สึกในที่นี้พวกเขารู้ดีว่าหมายถึงอะไร เรื่องบนเตียงก็ส่วนเรื่องบนเตียง ความรู้สึกก็ส่วนความรู้สึก จวิ้นเม้มปากพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่ศรพูด เขากำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่อีกขั้น มีเยอะแยะไปที่เป็นแค่คู่นอนกันเฉยๆ ไม่ได้เป็นคนรักกัน ดีเสียอีกที่เขามาฝึกวิชาแบบนี้ จะได้ไม่เจ็บกับความรักง่ายๆ 

หวังว่าครั้งนี้เขาจะปลดล็อกตัวเองได้สักที และจะไม่เกิดความสับสนใดๆ คิดให้ปวดหัวอีก ในเมื่อพี่ศรไม่มีใคร และเขาก็ยังไม่ได้มีใคร ก็คงอยู่เรียนรู้กันไปแบบนี้ระหว่างรอใครสักคนเข้ามาในชีวิตก็แล้วกัน ชีวิตไม่มีอะไรยุ่งยากมีแต่ตัวเราเองนี่แหละที่ทำให้มันยุ่งยาก 

“งั้นก็ทำกันได้แล้ว ถอดกางเกง” ศรไม่ปล่อยเวลาให้นานไปกว่านี้เพราะกลัวว่าอารมณ์จะหมดเสียก่อน ร่างกายของชายสองคนในห้องพักขนาดกลางเปลือยเปล่า จวิ้นนอนบนฟูกที่นอนอย่างรู้ตัวว่าเขาต้องอยู่ในท่าไหน ส่วนไอ้พี่ศรก็หยิบถุงยางอนามัยออกมาแต่ยังไม่แกะใช้ จากที่คิดว่าไม่นอนบ้านพี่ศรแล้วเขาจะรอด ที่ไหนได้มาที่ห้องเขาก็ไม่รอดเหมือนกัน เมื่อไฟอยู่ใกล้น้ำมันขนาดนี้ก็ยากที่จะไม่ถูกจุด 

การเล้าโลมเริ่มขึ้นอย่างที่เคยเป็น จูบของจวิ้นค่อยๆ ดีขึ้นไม่ประดักประเดิดและรีบเกินไปเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชั้นเชิงที่เรียนรู้จากคนเป็นครูเริ่มมีมากขึ้น ศรครางในลำคออย่างพึงพอใจที่ลูกศิษย์เขาหัวไวเรียนรู้ได้เร็ว มือหยาบกร้านนวดเฟ้นผิวขาวอย่างมันมือเมื่ออารมณ์พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ 

ศรให้ความนุ่มนวลผสมความดิบเถื่อนจนซาบซ่านไปทั้งกาย จวิ้นบิดกายเร่าๆ ยามนิ้วเรียวยาวของคนบนร่างแทรกสอดเข้ามาเปิดทาง เพื่อให้ช่องทางเขาพร้อมรับส่วนที่ใหญ่โตกว่า เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมศรก็สวมเครื่องป้องกันและค่อยๆ แทรกกายเข้าหาคนที่นอนหลับตาปิดสนิทเพราะกลัวเจ็บ จวิ้นเกร็งจนศรต้องคอยปลอบ ยอดอกที่เขามองก่อนหน้านี้โดนปากหนาครอบลงไป และละเลงลิ้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย เมื่อจวิ้นผ่อนคลายศรจึงกดกายเข้าไปจนสุด 

บทสวาทบนฟูกหนาดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบ เสียงครวญครางของคนโดนกระทำฟังดูคล้ายเจ็บปวดแต่ความสุขสมมีมากกว่า ศรกอดร่างที่บางกว่าไว้แน่น จับอีกฝ่ายพลิกตัวเป็นท่าคุกเข่าแล้วกระแทกกระทั้นเอวสอบเข้าหาความอบอุ่นที่ตอดรัดอยู่ภายใน ขบกัดท้ายทอยอีกฝ่ายระบายความกำหนัดที่พุ่งสูงจนร่างเขาแทบระเบิด จวิ้นจิกผิวเนื้อสีน้ำผึ้งตรงแขนล่ำแน่นจนทิ้งรอยเล็ยไว้เมื่อจุดเสียวกระสันภายในของตนโดนบดขยี้ เขาสั่นไปทั้งกายเมื่อคิดว่ากำลังจะทนไม่ไหว 

จวิ้นกอบกุมส่วนอ่อนไหวของตนเองไว้แล้วรูดรั้งเพื่อให้ทันกับศรที่กำลังจะปลดปล่อย อารมณ์ที่พุ่งสูงของคนทั้งสองท้ายสุดก็ปลดปล่อยออกมาด้วยกันทั้งคู่ ศรคำรามในลำคอฉีดพ่นทุกหยาดหยดใส่ถุงยางอนามัย ส่วนจวิ้นก็เลอะมือไปตามระเบียบ ศรรอให้จวิ้นปรับตัวก่อนจะถอนกายออก เด็กหนุ่มรู้สึกถึงความวูบโหวงช่วงล่างของตัวเอง มันอาจเจ็บแสบในช่วงแรกบ้าง แต่เมื่อร่างกายปรับจนชินเขาก็ไม่รับรู้ความรู้สึกใดอีกนอกจากความเสียวซ่านที่ยากจะต้านทาน 

ศรถือโอกาสอาบน้ำเสียเลยเพราะกิจกรรมที่ทำไปเรียกเหงื่อได้ไม่น้อย ใจอยากจะทำอีกแต่สงสารไอ้เด็กแสบที่ต้องไปทำงานพรุ่งนี้ต่อเขาจึงห้ามใจตัวเองไว้ เมื่อศรอาบน้ำเสร็จจวิ้นที่ล้างตัวแล้วก็ปิดไฟเตรียมนอน เขานอนตะแคงหันหลังให้คนที่มาขอร่วมห้องด้วยหนึ่งคืน ศรเหลือบไปมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่มีรอยจูบรอยฟันที่เผลอทิ้งไว้ เขานอนมองหลังของมันจนในที่สุดก็เคลิ้มหลับไปแต่เจ้าของห้องยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืด 

คืนนี้เขาจะภาวนา ขอให้อารมณ์ความต้องการของตัวเองที่โดนตอบสนองนี้เป็นแค่เรื่องของร่างกาย ไม่ใช่เรื่องทางจิตใจที่เขาก็รอใครคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตเหมือนกัน เพราะเรื่องความรักไอ้พี่ศรคงสอนเขาไม่ได้หรอก ในเมื่ออีกฝ่ายก็ยังไม่มีเหมือนกัน 

 

* 

 

วันรุ่งขึ้นจวิ้นเดินหน้าง่วงเข้ามาในบริษัทเพราะรู้สึกร่างกายยังต้องการที่นอนอุ่นๆ พี่ศรตื่นตั้งแต่ตี 5 ขับรถกลับบ้าน ไม่ได้ปลุกเขาแต่ทิ้งโน้ตไว้บอกว่าเจอกันที่บริษัท เขาเพิ่งหลับไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนฟ้าสาง ยิ่งหออยู่ไกลจากบริษัทแล้วเขายิ่งต้องทำเวลาไม่งั้นจะมาเข้างานสาย 

“จวิ้นเปิดตาเดินด้วย” แพรวที่เดินถือกาแฟตามเด็กหนุ่มเข้ามาติดๆ เอ่ยแซว “เมื่อคืนหนักเหรอ แฟนเราคงแซ่บน่าดู” คำพูดของสาวหล่อทำจวิ้นงงไม่น้อย มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจว่าสิ่งที่แพรวพูดต้องการสื่ออะไร แพรวจึงทำท่าชี้ที่ท้ายทอย 

“เด็กสมัยนี้มันร้อนแรงจริงเว้ย” อีกฝ่ายพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็เดินเข้าออฟฟิศไป จวิ้นรีบเดินไปทางห้องน้ำเพื่อดูว่าท้ายทอยเขามีอะไร และก็ชัดเจนว่ามันคือรอยฟันที่ไอ้พี่ศรมันกัดทิ้งไว้ เป็นรอยช้ำจางๆ ไม่ชัดนักแต่เพราะผิวขาวของเขามันจึงเห็นรอย 

กลายเป็นว่าวันนี้จวิ้นโดนสายตาล้อเลียนจากกรณ์และแพรวไปเลย แน่ล่ะว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนซี้กัน พอฝ่ายหนึ่งรู้อะไรก็ต้องเอาไปเล่าให้อีกฝ่ายรู้ด้วย เด็กหนุ่มได้แค่เออออไปว่าเขามีแฟนและแฟนเขาเป็นคนทำรอย ดีตรงที่คนทั้งสองไม่ได้ละลาบละล้วงอะไรมากมายจึงพอจะนิ่งๆ เนียนๆ ไปได้ 

“พี่เจมส์ ผมขอไปกินขนมก่อนนะพอดีเมื่อกี๊ฝากป้าสาวซื้อมาครับ พี่จะเอาด้วยไหม” จวิ้นพูดขึ้นในช่วงสายใกล้เที่ยง ก่อนหน้านี้ป้าสาวบอกว่าจะลงไปข้างล่างไปซื้อของให้คุณเพนนีเขาจึงฝากซื้อขนมมาด้วย รู้สึกร่างกายอยากกินของหวานเหลือเกิน 

“ตามสบายเลย พี่ยังไม่หิว” เจมส์อนุญาตโดยไม่ละสายตาไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ 

“ทำไร” 

“เห้ย!” เสียงถามเบาๆ ดังมาจากข้างหลัง ขณะที่จวิ้นกำลังแกะห่อขนมกะหรี่พัฟไส้ไก่กินในห้องครัว ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคือสื่อให้รู้ว่าคนพูดอยู่ไม่ไกลจากตัวเขาเลย เกือบจะตัวติดกันเสียด้วยซ้ำ จวิ้นร้องด้วยความตกใจเมื่อหันไปเห็นพี่ศรยืนประกบหลังอยู่ ทำไมพี่มันชอบมาทักกันแบบนี้ก็ไม่รู้ 

“ตกใจหมด มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง” จวิ้นบ่นอย่างไม่ใส่ใจ ศรยกยิ้มขำกับท่าทางขวัญอ่อนของอีกฝ่ายก่อนจะเอื้อมมือผ่านตัวจวิ้นไปหยิบแก้วกาแฟของตนมาจะชงเครื่องดื่ม จวิ้นเบี่ยงตัวออกแต่ศรอยากแกล้งจึงเบียดกระแซะตัวตามไม่ให้จวิ้นออกจากห้องครัวไปได้ เขาแกล้งจนแก้มไอ้เด็กแสบขึ้นสีระเรื่อพร้อมกับหน้าที่เริ่มงอง้ำ 

“เมื่อคืนพี่กัดท้ายทอยผมอ่ะมีรอยฟันเลย พี่แพรวทักเมื่อเช้าโคตรอาย” เมื่อศรยอมปล่อยให้เบี่ยงตัวหนีออกมาได้จวิ้นจึงบอกเสียงเบา สายตาก็สอดส่องกลัวจะมีใครมาเห็นความใกล้ชิดนี้ ส่วนศรนั้นใส่แคปซูลกาแฟเข้าไปในเครื่องชงกาแฟและยืนรอ เขาแค่พยักหน้ารับเนิบๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก 

“ก็แค่รอย” 

“แต่มันเห็นไง ให้ผมทำพี่บ้างเอาไหมล่ะ คนจะได้ถามกันว่าพี่ไปนอนกับใครมา มันน่าอายนะเว้ย” จวิ้นบอกเสียงหงุดหงิด ไม่ได้จะให้อีกฝ่ายรับผิดชอบหรอกแต่อยากให้ระวังกันสักนิด แค่แอบมีอะไรกันมันก็มากแล้วถ้าเกิดโดนจับได้เขาตายแน่ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น 

“งั้นทำกูคืนไหมล่ะ เอาดิ” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายยังแหวกอกเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกเพื่อท้าทาย จวิ้นมือไวกว่าสมองทุบอกเข้าให้ไม่เบานักทำศรจุกไม่น้อย 

“เจ็บนะไอ้จวิ้น!” คนแก่กว่าพูดเสียงดุแต่เด็กหนุ่มไม่สน หมั่นไส้ความหน้าหนาของพี่ศรจริงๆ ชีวิตนี้พี่มันเคยอายอะไรกับเขาบ้าง 

“มึงหลบมาอยู่นี่นี่เองไอ้ศร คุณจูนเขาถามหาอยู่น่ะ” แชมป์เดินเข้ามาในครัวขณะที่ศรกำลังติดกระดุมเสื้อ จวิ้นยิ้มให้พี่ชายที่ตนนับถือ แต่ก่อนที่ศรจะเดินออกไปแน่นอนว่าบั้นท้ายที่ตนเองชอบต้องโดนขยำแรงๆ สักทีเป็นการเอาคืนที่โดนทุบอกเมื่อกี๊ 

“โอ๊ย!” จวิ้นเผลอร้องเสียงดังแล้วหันไปถลึงตาเขียวปั๊ดใส่ไอ้คนที่ทำร้ายเขา ศรเดินถือแก้วกาแฟออกไปหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนแชมป์มองคนทั้งสองสลับไปมาไม่ทันเห็นว่าศรทำอะไรจวิ้น ก่อนจะหันมาถามจวิ้นแทนเพราะคิดว่าคงได้คำตอบดีกว่า 

“จวิ้น ช่วงนี้ไอ้ศรมันแกล้งอะไรเราอีกรึเปล่า” 

“ไม่ครับ” ถ้าไม่นับเรื่องที่พี่มันบีบก้นเขาเมื่อกี๊ก็ถือว่าไม่ล่ะนะ 

“แล้วเราล่ะ ไปแกล้งมันอีกรึเปล่า เมื่อก่อนเราก็แสบใช่เล่น” แชมป์แซวเพราะยังจำตอนปะทัดติดรองเท้าได้อยู่ เรียกเสียงฮาจนเขาจำมาได้ทุกวันนี้ 

“ไม่มีเลยครับ ใครจะไปกล้า ผมต้องฝึกงานนะเกิดไม่ผ่านงานขึ้นมาแย่เลย” 

“ดีแล้ว ดีๆ กันไว้ ไอ้ศรมันปากร้ายแต่ใจดี ถ้าเข้าทางมันได้บอกเลยว่ามันเลี้ยงยันโต” แชมป์ยักคิ้วให้ทีหนึ่งก็เดินออกไปทำงานต่อ จวิ้นถอนหายใจเพราะใครๆ ก็พูดแบบนี้ มีแต่คนบอกว่าไอ้พี่ศรมันดี แต่เท่าที่เขาสัมผัสความดีของพี่มันยังไม่แซงหน้าความไม่ดีของพี่มันเลย 

จวิ้นออกมาทำงานต่อจนได้เวลาพักเที่ยง เจมส์บอกว่าช่วงบ่ายให้เขาไปโรงงานกับพี่ศร ซึ่งเขาไม่คิดปฏิเสธเพราะอยากไปเห็นโรงงานและไปเจอวินด้วย ไม่ได้เจอไอ้เพื่อนรักมาหลายวันแล้วคิดถึงมันเหมือนกัน ในตอนแรกที่คิดเรื่องฝึกงานไว้คือเขากับวินจะได้ฝึกที่เดียวกัน แต่กลายเป็นว่าสายที่เรียนไม่ตรงกัน วินเรียนวิศวะฯ จึงต้องไปอยู่ที่โรงงาน ส่วนเขาธุรกิจระหว่างประเทศจึงต้องมาฝึกที่บริษัทในเมืองแทน 

พอได้เวลานัดหมายจวิ้นเตรียมตัวพร้อมก่อนจะลงมาชั้น 15 เนื่องจากเป้กับเอยก็โดนเรียกให้ไปด้วย พวกเขาทั้งสามลงลิฟต์มายังชั้นจอดรถเห็นพี่ศรยืนสูบบุหรี่อยู่ เมื่อฝ่ายนั้นเห็นเด็กทั้งสามจึงขยี้บุหรี่กับเท้าก่อนจะเดินนำไปที่รถ จวิ้นดีใจปิดไม่มิดเพราะตื่นเต้นที่จะได้ไปเห็นโรงงานของอาหรง โรงงานที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปขายต่างประเทศและทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ 

“จวิ้น มานั่งหน้า” ศรบอกเสียงเรียบ เป้กับเอยขึ้นนั่งหลังเรียบร้อยแล้วจวิ้นจึงต้องนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

“คาดเข็มขัดด้วย ต้องให้เตือนตลอด” ศรพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อไอ้เด็กแสบที่ดูจะตื่นเต้นกับการได้ออกนอกบริษัทครั้งนี้ทำให้สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว 

กึก! กึก! กึกๆ 

“มันติดอ่ะ” 

“เห้ยๆ รถกูพังหมดจวิ้น มึงค่อยๆ ดึงสิวะ นั่งนิ่งๆ เดี๋ยวกูรัดให้” อยากจะเขกให้หัวปูดจริงๆ เขาเอื้อมไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาให้ ส่วนเจ้าตัวนั่งนิ่งอย่างที่สั่งไว้เขาจึงให้รางวัลด้วยการพาปลายจมูกเฉียดแก้มไปหนึ่งที จวิ้นถึงกับตาโตเพราะกลัวเป้กับเอยจะเห็น แต่สองคนนั้นกลับสนใจโทรศัพท์มือถืออยู่ศรจึงยกยิ้มมุมปาก 

“กูรู้น่ะ” เขากระซิบบอกไอ้เด็กแสบแค่นั้นก็กลับมานั่งประจำที่ตัวเอง 

ปี๊นๆ 

ขณะที่ศรกำลังจะออกรถเสียงบีบแตรจากรถคันที่เพิ่งขับสวนเข้ามาทำให้เขาต้องชะงัก แน่นอนว่าเป็นรถของคนที่เขารู้จักดี 

“จะไปโรงงานกันเหรอศร” เพนนีจอดรถเสร็จก็เดินมาถาม มองเข้าไปในรถเห็นเด็กฝึกงานนั่งหน้าสลอน ดูท่าวันนี้หนุ่มฮอตแผนกต่างประเทศรับบทพี่เลี้ยงเด็กเสียแล้ว 

“ครับ” 

“พี่ไปด้วยสิ” พูดจบสาวมั่นก็ก้าวฉับๆ ไปทางฝั่งข้างคนขับ จวิ้นหันมองเจ้าของรถก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยที่ใส่ไปไม่ถึงสิบวิออก จากนั้นก็ลงจากรถเปลี่ยนไปนั่งเบาะหลังกับเป้และเอยแทน 

“ว่าจะเข้าไปหาคุณไพศาลพอดี เอกสารของพนักงานฝั่งเขาไม่เรียบร้อยเท่าไหร่น่ะ” เพนนีพูดกับศรส่วนเด็กฝึกงานทั้งสามก็นั่งเงียบ แต่เอยที่ชื่นชอบเพนนีในความสวยเป็นการส่วนตัวนั่งมองสาวเจ้าไม่วางตา เพราะเธออยากมีความมั่นใจแบบเพนนีบ้าง 

ระหว่างทางไปโรงงานตรงเบาะหลังไม่มีใครพูดคุยกันเลย เพราะแต่ละคนสนใจแต่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง เอยเล่นอินสตาแกรม เป้เล่นเกม ส่วนจวิ้นตอบไลน์จากไอ้พี่ศรที่ส่งมารัวๆ ขณะจอดติดไฟแดงจนเขาต้องรีบปิดเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ที่ส่งมาเป็นสติ๊กเกอร์ก่อนจะมีข้อความตบท้ายว่าเล่นมือถือบนรถทำให้สายตาเสีย เขาตอบกลับไปว่ายุ่งสั้นๆ จากนั้นก็ปิดหน้าจอหันไปสนใจการจราจรนอกหน้าต่างแทน 

“ศรแวะซื้อลูกชิ้นเจ้านั้นหน่อย พี่หิวตอนเที่ยงยังไม่ได้กินอะไรเลย” เพนนีลงไปซื้อลูกชิ้นอย่างที่ต้องการก่อนจะขึ้นรถและศรขับต่อไปยังโรงงานซึ่งตั้งห่างออกไปทางนอกเมือง ใช้เวลาราวชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ 

“เอาไหม” เพนนีจิ้มลูกชิ้นจ่อที่ปากคนขับ ศรส่ายหน้าเป็นการบอกว่าไม่กิน “ลืมไปว่าชอบกินไก่ทอด” เพนนีพูดต่อเสียงเจือหัวเราะ เอยหันมองเพื่อนชายทั้งสอง สีหน้าของเธอทำราวกับว่าคิดอะไรบางอย่างออก ก่อนจะพิมพ์ใส่โน้ตมือถือยื่นให้เป้กับจวิ้นอ่าน 

‘สองคนนี้คบกันอยู่แน่ๆ’ 

อ่านจบจวิ้นรู้สึกในอกเหมือนคนดึงจุกอะไรออก เขาจำได้ว่าเมื่อคืนพี่ศรบอกว่ายังไม่มีเมียนี่ หรือเมียไม่ได้เหมารวมถึงคำว่าแฟนด้วยอันนี้เขาก็ไม่แน่ใจ 

‘ถ้าคบกันคือแซ่บนะ สายตาพี่ศรใช่เล่น’ 

เป้พิมพ์ตอบกลับมาให้เพื่อนทั้งสองอ่าน จวิ้นไม่ออกความเห็นใดๆ แต่เอยนั้นพยักหน้ารัวๆ อย่างเห็นด้วย เขาเลิกสนใจเพื่อนทั้งสองแต่หันไปสนใจข้างนอกหน้าต่างแทน 

เพราะแอร์เย็นๆ รวมไปถึงมื้อเที่ยงที่พวกเขากินกันมาอิ่มแปล้ทำให้เด็กฝึกงานทั้งสามหลับคอพับไปตามๆ กัน ศรมองกระจกหลังเห็นไอ้เด็กแสบหลับหัวพิงกระจก ที่จริงข้างหลังมีหมอนรองคออยู่อันนึงแต่เอยเอาไปกอดแล้ว หลับแบบนั้นตื่นขึ้นมาเมื่อยคอแน่ เพนนีหันมามองด้านหลังเพราะเห็นศรเหลือบมองกระจกหลังหลายรอบ เธอเห็นเด็กฝึกงานทั้งสามคนหลับไปแล้วจึงยิ้มกริ่ม เอื้อมมือมาวางบนหน้าขาของอีกฝ่าย ศรก้มลงมองตอนแรกก็ปัดออกแต่เพนนีก็ยังรั้นจะวางต่อ พอเห็นว่าไม่มีใครมองอยู่จึงปล่อยเลยตามเลย มือเรียวเล็กของหญิงสาวลูบเบาๆ บนหน้าขา ไล้เบาๆ จนเกือบถึงจุดยุทธศาสตร์ แต่ศรจับหมับเข้าให้แล้วปัดทิ้ง 

“อย่า” เขาปรามเสียงเข้ม 

“ไม่มีใครเห็นสักหน่อย” 

“เด็กข้างหลัง” 

“น้องเขาหลับกันหมดแล้ว” 

หลับได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ตื่น จวิ้นได้ยินเสียงคุยเบาๆ ระหว่างศรกับเพนนีจึงแอบเปิดเปลือกตาขึ้นเห็นท่าทางสนิทสนมของคนทั้งสอง สนิทชนิดที่ว่าเอามือวางบนตักกันได้นี่คืออะไร เขาคิดว่าสองคนนี้ไม่ถูกกันเสียอีก ก่อนหน้านี้ในออฟฟิศสองคนนี้แทบไม่คุยกันเลยด้วยซ้ำ ไม่มีเฉียดกันให้เห็นอาจเพราะคนละแผนก แต่การมานั่งกระหนุงกระหนิงกันในรถแบบนี้มันคงไม่ใช่ไม่สนิทกันแล้ว หรือสองคนนี้จะคบกันจริงอย่างที่เอยว่า? หรือว่านี่คือการหยอกกันธรรมดาๆ แบบที่ผู้ใหญ่เขาทำกัน? 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว