facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2563 22:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (2)
แบบอักษร

 

8 

นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (2) 

                

               ส้มเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมช่วงนี้ยังมีราคาถูก 

               ฉันและลุงภพต่างมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าซื้อส้มไปเยอะๆ เลยดีกว่า เป็นผลไม้ตามฤดูกาลด้วย จากนั้นก็แวะซื้อพวกสับปะรดกับฝรั่งมาสมทบอีกทีละนิดทีละหน่อย เดินไปเดินมาท้องฉันก็เริ่มร้องด้วยความหิว ลุงภพเลยบอกให้เราซื้อข้าวกล่องติดไม้ติดมือไปด้วย 

               เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้วลุงภพก็นำฉันเข้าไปในตึกแห่งหนึ่งในโรงพยาบาลที่ดูหรูหรากว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ลองสังเกตไปเรื่อยๆ ถึงได้รู้ว่านี่เป็นอาคารสำหรับผู้ป่วยห้องพักวีไอพีนั่นเอง 

               พวกเราช่วยกันหอบของขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้า เดินไปตามโถงอาคารที่มีแพทย์พยาบาลและคนไข้บางส่วนเดินผ่านไปมา ฉันกวาดตามองไปรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะไม่มีโอกาสได้เข้ามาในโรงพยาบาลบ่อยนัก รู้ตัวอีกทีก็เดินตามหลังลุงภพมาถึงห้องที่แม่ของคุณกวีน่าจะพักรักษาตัวอยู่ด้านในแล้ว 

               แอบประหม่านิดหน่อยแฮะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน คงเพราะฉันไม่ชินกับการที่ต้องมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวคนอื่นด้วยล่ะมั้ง ต้องทำตัวยังไงดีนะ เจอหน้ากันต้องยกมือไหว้และแนะนำตัวสินะ 

               โอเค ท่องไว้ พูดสวัสดีแล้วแนะนำตัวเองให้เรียบร้อย! ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนก้มหน้าก้มตาใช้มือข้างที่ยังว่างจัดการกับเครื่องแบบนักศึกษาให้ดูเรียบร้อยที่สุดแล้วเดินตามหลังลุงภพเข้าไปในห้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

               “...!” 

               โห เหมือนห้องพักในโรงแรมเลย นั่นคือสิ่งแรกที่ฉันคิดเมื่อได้ลองกวาดตามองไปรอบห้อง มีทั้งตู้เย็น ไมโครเวฟ มีโซฟาและทีวีจอใหญ่ด้วย ทำไมถึงได้หรูหราและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันขนาดนี้นะ สมแล้วที่เป็นห้องวีไอพี! 

               เอ...คุณแม่ของคุณกวีอยู่ไหนนะ? ลองเขย่งขามองหาจากมุมสูงก็ยังไม่เจอ แล้วทำไมห้องนี้ถึงไม่มีเตียงผู้ป่วยล่ะ นี่เรามาผิดห้องหรือเปล่าเนี่ย! 

               “คุณนายอยู่ในห้องนี้ครับ” 

               ลุงภพหลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตระหนกของฉัน เขาเดินนำไปที่ประตูบานเลื่อนบานหนึ่งแล้วเปิดมันออกพร้อมขออนุญาตเข้าไปในห้องด้วยน้ำเสียงนอบน้อม 

               อ๋อ ที่แท้ก็แบ่งสัดส่วนห้องผู้ป่วยและห้องพักสำหรับญาติที่มาเยี่ยมไว้โดยเฉพาะด้วยนี่เอง... 

               เมื่อประตูถูกเปิดออก ฉันก็ได้พบกับสุภาพสตรีสาวสวยคนหนึ่ง ที่หลังฝ่ามือมีสายน้ำเกลือห้อยระโยงระยางติดไว้ ใบหน้าและผิวกายเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยตามกาลเวลา 

               “นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี ซื้อของมาเยอะแยะเชียว ขอบใจนะภพ...” 

               น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดูแหบพร่าแต่ก็น่าฟัง ตอนยังสาวต้องเป็นคนที่สวยมากแน่ๆ เลย ฉันมโนภาพความงดงามนั้นอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเผลออ้าปากค้างออกมา เป็นกิริยาที่ดูไร้มารยาทสุดๆ จนคนถูกมองยังต้องหุบยิ้มแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นว่า 

               “นั่นใครน่ะ” 

               “อ๊ะ! สวัสดีค่ะ หนูชื่อหอมค่ะ” 

               เผลอเหม่อซะได้ เป็นอะไรไปเนี่ย... 

               “เป็นเด็กในโครงการให้ทุนการศึกษาของเราครับ” 

               คุณกวีช่วยตอบคำถามแทนฉันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เมื่อยกมือไหว้ทักทายเสร็จแล้วฉันก็ช่วยลุงภพยกถุงใส่ผลไม้ไปวางที่โต๊ะเล็กๆ กลางห้อง 

               “หอม? อ๋อ คนที่วีออกเงินค่าเทอมมหา’ลัยเอกชนให้น่ะเหรอ” 

               “ครับ” 

               “ทำไมถึงชื่อหอมล่ะ มาจากคำว่าอะไร ต้นหอมเหรอ?” 

               คำถามของคนอายุมากกว่าทำฉันสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเป็นครั้งที่สองของวัน รอบแรกก็คุณกวี ส่วนรอบที่สองเป็นฝีมือของคุณแม่เขา ทำไมครอบครัวนี้ถึงมีความสามารถทำให้คนรอบตัวเสียวสันหลังได้ตลอดเวลาเลยนะ... 

               “มาจากน้ำหอมค่ะ หนูชื่อน้ำหอม” 

               “เหรอ...” 

               คุณแม่รับคำเสียงลากยาว ฉันจึงส่งยิ้มบางๆ ให้ท่านแล้วรีบหยิบส้มมาจัดใส่ชามพลาสติกที่วางอยู่แถวนั้นไปล้างในห้องน้ำเพื่อหลบเลี่ยงการสบสายตา แถมยังจงใจล้างผลส้มอย่างพิถีพิถันเพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองได้อยู่ในห้องน้ำนานๆ อีกด้วย 

               ประหม่าชะมัด ไม่กล้าคุยด้วยเลย... 

               และผลตอบแทนจากความพยายามของฉันก็คือการถูกคุณแม่ของคุณกวีกวักมือเรียกให้เดินเข้าไปใกล้ๆ หลังเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยประโยคเดียวว่า 

               “ลากเก้าอี้มานั่งตรงนี้สิ ขอแม่ดูหน้าชัดๆ หน่อย” 

               “...ได้ค่ะ” 

               ฉันจะไม่โดนจับกินใช่มั้ย? แค่คิดก็มือไม้สั่นจนชามใส่ส้มแทบจะหลุดมืออยู่แล้ว ฉันเป็นพวกประหม่าง่ายเวลาที่ต้องคุยกับคนอายุมากกว่าน่ะ ตอนแรกคุณแม่เขายังส่งยิ้มให้อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับทำสีหน้าเย็นชาแล้วใช้น้ำเสียงเรียบนิ่งออกคำสั่งใส่ฉันซะงั้น 

               แอบกลัวเหมือนกันนะ ฮือ... 

               “ชอบกินส้มหรือเปล่า” 

               “ชอบค่ะ! หนูชอบผลไม้ ชอบมากเลย” 

               นาทีนี้คุณแม่จะถามว่าชอบหมาชอบแมวหรือชอบงู ถึงจะเกลียดแค่ไหนฉันก็ตอบว่าชอบหมดแหละ! 

               “ชอบก็ดีแล้ว ส้มมีวิตามินซีเยอะ กินแล้วจะได้ไม่ป่วยง่ายๆ” 

               “อย่างนี้นี่เอง...” 

               คุณแม่ของคุณกวีส่งยิ้มบางๆ ให้ฉันก่อนจะหยิบส้มหนึ่งผลออกไปจากชาม เป็นคนที่ยิ้มสวยมากเลย เห็นแบบนั้นแล้วฉันจึงส่งยิ้มกลับไปให้เช่นกัน 

               บางทีฉันอาจจะกลัวคนแปลกหน้ามากเกินไปจนเผลอคิดฟุ้งซ่านว่าแม่คุณกวีต้องเป็นคนที่ดุมากแน่ๆ ลองเปิดใจหน่อยดีกว่า เวลาเจอคนแปลกหน้ามาเยี่ยมใครๆ ก็ทำตัวไม่ถูกทั้งนั้นแหละ ถ้าเราทำตัวน่ารัก ผู้ใหญ่ก็จะเอ็นดูเราเอง นั่นคือสิ่งที่ฉันเรียนรู้มาตลอด 

               ดูเหมือนว่าคุณแม่กำลังมีปัญหากับการแกะส้มนิดหน่อย มือเรียวยาวที่เต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัยสั่นเทาเล็กน้อยตอนที่ต้องจิกเล็บลงไปตรงจุดกึ่งกลางของผลส้ม 

               ตอนนี้ล่ะ ถึงเวลาใช้สกิลเด็กดีแล้ว! 

               “นี่ค่ะ” 

               ฉันหยิบยื่นผลส้มที่แกะเปลือกเรียบร้อยแล้วส่งให้ผู้อาวุโสกว่าด้วยรอยยิ้ม ตอนแรกกะว่าจะแกะไว้กินเองเพราะคุณแม่บอกก่อนเอาไปล้างว่าเชิญตามสบายเลย ในชามใบนี้ยังเหลือส้มอีกตั้งหลายผล ถ้าหิวค่อยแกะลูกใหม่เอาก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก 

               “...ขอบใจจ้ะ” 

               ในจังหวะนั้นนิ้วมือของเราก็สัมผัสกัน ฉันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิร่างกายระหว่างเราสองคนต่างกันมากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด 

               “ไม่เป็นไรค่ะ เอาอีกมั้ยคะ เดี๋ยวหนูแกะเพิ่มให้” 

               คุณแม่มือเย็นมากเลย แอร์ในห้องหนาวไปหรือเปล่านะ? 

               “เอาสิ แกะให้แม่หน่อยนะ” เมื่อแกะส้มผลที่สองเสร็จฉันก็ส่งส้มผลนั้นให้ถึงมือของคุณแม่ที่รอรับอยู่แล้ว ท่านจ้องมองมันอยู่สักพักก่อนจะส่งผลส้มให้คุณกวีที่นั่งอยู่ข้างๆ “ส้มมั้ยวี” 

               “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว” 

               “กินๆ ไปเถอะ ไม่รีบกินเดี๋ยวก็เน่าหมดหรอก ใช่มั้ยจ๊ะหนูหอม?” 

               “อื้ม! ใช่ค่ะ ต้องรีบกินนะคะ” 

               ฉันแอบตกใจนิดหน่อยตอนได้ยินคำว่า ‘หนูหอม’ ไม่เคยคิดเคยฝันว่าชื่อตัวเองเวลาเติมคำว่าหนูเข้าไปข้างหน้าจะดูน่ารักน่าฟังขนาดนี้ 

               “ก็ได้ครับ...” 

               คุณกวีหันหน้ามาสบตาฉันก่อนรับส้มผลนั้นมาลองแกะชิมทีละส่วน ฉันเองก็ก้มหน้าก้มตาแกะส้มอีกลูกมากินด้วยเหมือนกัน ระหว่างนั้นก็ได้ฟังลุงภพกับคุณแม่ของคุณกวีคุยกันเรื่องตลาดที่เพิ่งไปซื้อของมาว่ามีของขายเยอะมั้ย และถามไถ่ถึงคนที่บ้านว่าเป็นยังไงบ้าง จากที่ลองฟังดูแล้ว ฉันว่าทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดีนะ 

               คุยกันได้สักพักลุงภพก็ขอตัวออกไปข้างนอก ฉันที่แอบเล็งโอกาสปลีกตัวหนีออกไปจากห้องได้สักพักแล้วเตรียมเด้งตัวลุกออกจากเก้าอี้ทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู 

               แต่กลับโดนน้ำเสียงพึมพำที่ฟังดูหงอยเหงาเอามากๆ เอ่ยรั้งไว้ซะก่อน 

               “ถ้ากาพย์กับกลอนมาด้วยก็ดีน่ะสิ อยากเห็นลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาจัง...” 

               เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเริ่มเปิดหัวข้อสนทนาเรื่องใหม่ ฉันก็ไม่สามารถพูดขัดออกไปกลางวงได้ ช่วยไม่ได้แฮะ อยู่ต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน แกล้งทำเป็นนั่งกินส้มอยู่เงียบๆ ต่อไปอีกสักพัก ถ้าทั้งสองคนหยุดคุยกันหรือส่งสัญญาณไล่ฉันออกไปเมื่อไหร่ก็ค่อยขอตัวเดินออกไปตอนนั้นก็แล้วกัน 

               “ผมก็อยากเจอพี่เหมือนกันครับ แต่ทั้งสองคนงานยุ่งมากเลย อีกสองสามวันน่าจะหาเวลามาเยี่ยมคุณแม่ได้ รอหน่อยนะครับ” 

               “นานจัง เห็นงานสำคัญกว่าแม่ตัวเองขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

               คุณแม่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนส่งยิ้มให้คุณกวีที่กำลังปั้นหน้าไม่ถูก ในแววตาเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความเป็นห่วงเป็นใยกับคนในครอบครัวตัวเองอย่างลึกซึ้ง แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอันมากล้นและความปรารถนาดีในแบบของลูกชายคนหนึ่ง 

               ละสายตาไม่ได้เลยแฮะ เขาแสดงอารมณ์ออกมาชัดเจนเกินไป ขนาดฉันที่ไม่ใช่คนสนิทก็ยังรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณกวีได้อย่างง่ายดาย 

               “ไม่หรอกครับ พี่กาพย์งานยุ่งจริงๆ ส่วนพี่กลอนก็กำลังจัดตารางงานอยู่ เห็นว่ายุ่งมากจนแทบไม่ได้นอนเลย” 

               น้ำเสียงที่ใช้กับคุณแม่ฟังดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง เสียงทุ้มๆ ที่เปล่งออกมาจึงดูน่าฟังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ 

               “เรื่องงานวิจัยอะไรนั่นน่ะเหรอ? รู้งี้น่าจะส่งไปเรียนอะไรง่ายๆ เรียนจบแล้วจะได้มานั่งทำงานสบายๆ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่บ้าน” 

               คนอายุมากกว่าใช้โอกาสนี้บ่นถึงลูกสาวเพียงคนเดียวให้ลูกคนเล็กสุดฟังด้วยใบหน้าบึ้งตึงราวกับเด็กตัวเล็กๆ เวลาเห็นผู้ใหญ่รอบตัวทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ 

               “โลกนี้ไม่มีงานอะไรที่ทำง่ายหรอกครับ นั่งทำงานเฉยๆ ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” คุณกวีหลับตาลงพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา “แม่ก็รู้ว่าพี่กลอนยังไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีสามี ให้พี่เขาสนุกกับงานต่อเถอะ” 

               “เลี้ยงลูกอยู่บ้านสบายกว่าเยอะ” คุณแม่แอบเบ้ปาก 

               “เลี้ยงลูกอยู่บ้านก็ลำบากไม่แพ้กันนะครับ” 

               “ทำมาเป็นพูดดี วีเคยเลี้ยงลูกมาก่อนหรือไง?” 

               “ผมไม่เคยเลี้ยงหรอก แต่เพื่อนผมเคย เด็กๆ น่ะซนจะตาย แม่ก็น่าจะรู้ดีว่ากว่าจะเลี้ยงผมกับพี่ให้โตขนาดนี้ต้องเหนื่อยขนาดไหน” 

               คราวนี้คุณกวีเริ่มยกมือขึ้นกุมขมับ เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใครเลยแฮะ ขนาดฉันที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดยังเผลอหลุดหัวเราะให้กับความดื้อรั้นและความอยากเอาชนะลูกชายตัวเองของคุณแม่เขา 

               “เหนื่อยสิ แต่สบายกว่าไปนั่งหัวฟูเขียนงานวิจัยกับวิ่งวุ่นไปดูงานที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัวก็แล้วกัน” ดูเหมือนคุณแม่จะจงใจพูดคำนี้เพื่อจี้ใจดำคุณกวีเป็นพิเศษจนเจ้าตัวถึงกับพูดอะไรไม่ออก “เพื่อนวีก็แต่งงานกันเกือบหมดแล้วนี่ รีบพาลูกสะใภ้น่ารักๆ มาแนะนำตัวได้แล้ว แม่จะได้อุ้มหลานสักที” 

               “ผมยังไม่อยากแต่งงานครับ เรื่องหาหลานกับลูกสะใภ้น่ารักๆ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่กาพย์เถอะ” 

               “ถ้าวีไม่แต่งแล้วใครจะแต่ง กาพย์กับกลอนมันดื้อจะตาย แม่ก็หวังพึ่งได้แค่วีนี่แหละ จะมีโอกาสได้เห็นลูกตัวเองเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เฮ้อ...” 

               “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ...” 

               อยู่ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์ซะงั้น! ตอนแรกคุณแม่ยังเถียงกับลูกอย่างเมามันอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับยกมือขึ้นปิดหน้าปิดตาแล้วพูดตัดพ้อถึงเรื่องอยากเห็นลูกๆ ของตัวเองแต่งงานมีครอบครัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

               ปรับอารมณ์แทบไม่ทันแน่ะ ว่างๆ ลองหาโอกาสถามคุณกวีดูดีกว่าว่าคุณแม่เขาจบนิเทศมาหรือเปล่านะ ตีบทแตกสุดๆ 

               “อายุขนาดนี้แล้วก็ต้องแต่งงานสิ จะได้มีลูกทันใช้ ใช่มั้ยจ๊ะ หนูหอม?” 

               แล้วอยู่ๆ คุณแม่ก็เบนเข็มหันมาตั้งคำถามใส่ฉันที่กำลังอ้าปากเคี้ยวส้มลูกสุดท้ายเข้าปากพอดี 

               อะ เอ๊ะ! เดี๋ยวสิ เรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยวนะ คุณแม่อย่าลากหนูเข้าไปด้วยสิคะ! 

               “คะ? อ่า คุณกวีก็ยังอายุไม่เยอะนะคะ หนูว่ารออีกสักปีสองปีค่อยแต่งก็ได้” 

               “...ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?” 

               คนอายุมากกว่าปั้นหน้าบึ้งตึงทันทีเมื่อได้รับคำตอบที่ไม่ถูกใจ นี่ฉันตอบผิดเหรอเนี่ย! 

               “...เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน หนูว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ ต้องคิดเยอะๆ คิดนานๆ” 

               “เรื่องใหญ่ตรงไหน? แม่ว่าเป็นเรื่องเล็กจะตาย แค่แต่งงานเอง รีบแต่งตอนนี้จะได้รีบมีลูกไง!” 

               “นะ หนูเข้าใจค่ะว่าการรีบแต่งงานสร้างครอบครัวเป็นเรื่องดี แต่ความพร้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณแม่อาจจะพร้อมแล้วที่จะเห็นลูกชายตัวเองออกไปสร้างครอบครัว แต่ลูกชายของคุณแม่อาจจะยังไม่พร้อมเป็นหัวหน้าครอบครัวให้คนอื่นก็ได้ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของใจน่ะค่ะ” 

               บ้าจริง นี่ฉันพูดอะไรออกไป น่าอายชะมัด... 

               “...เรื่องของใจเหรอ” 

               ผู้อาวุโสกว่าพึมพำคำพูดน่าอายของฉันด้วยแววตาที่ปิดความสงสัยไว้ไม่มิด ฉันที่ไม่รู้จะตอบอะไรดีก็เลยเลือกที่จะพยักหน้ารัวๆ ออกไป 

               “ค่ะ...” 

               “หนูคิดว่าลูกชายแม่ยังไม่พร้อมจะมีครอบครัวเหรอ?” 

               “ค่ะ ถึงจะมีความมั่นคงทางการเงิน แต่ก็ต้องมีความพร้อมอยากจะเป็นพ่อคนแม่คนด้วย จะเอาแต่คิดว่าต้องมีลูกให้ทันใช้ไม่ได้ เราไม่ได้เลี้ยงลูกมาเพื่อใช้งานหรือเป็นเครื่องประดับไว้ยกระดับฐานะของตัวเองนะคะ” 

               “...” 

               “หนูเข้าใจว่าคุณแม่อยากอุ้มหลาน แต่คุณกวีเขาอาจจะยังไม่พร้อมก็ได้ ให้เวลาเขาหน่อยเถอะค่ะ” 

               เมื่อพูดจบฉันก็ลอบสังเกตสีหน้าของทั้งสองคนอย่างกล้าๆ กลัวๆ คุณแม่ของคุณกวีก้มหน้าลงเล็กน้อยเหมือนกำลังพยายามใช้ความคิดกับเรื่องในหัวอยู่ ส่วนคุณกวีหันมามองหน้าฉันอย่างอึ้งๆ เขาดูประหลาดใจกับสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดออกไป แต่สักพักก็หลุดยิ้มออกมาจนได้ 

               นั่นทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังอดทนไม่ให้ตัวเองเผลอแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาอยู่นี่เอง เราสองคนต่างจ้องมองเข้าไปในดวงตาของกันและกัน ก่อนที่คุณกวีจะอ้าปากเอ่ยคำพูดไร้เสียงออกมาให้ฉันถอดคำได้ว่า 

           ‘ขอบคุณครับ’ 

               อุ๊ย เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย เมื่อเข้าใจความหมายแล้วก็ส่งยิ้มพร้อมพยักหน้าน้อยๆ ให้คนที่นั่งอมยิ้มอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความยินดี 

               “นี่หนูกำลังจะบอกว่าแม่เห็นแก่ตัวเหรอ?” 

               แต่ฉันอาจจะลืมไปว่าบทสนทนาของเรามันยังไม่จบ! น้ำเสียงดุๆ ของคุณแม่ทำให้ฉันรีบหุบยิ้มแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นโบกไปมาเป็นการแก้ตัว 

               “เปล่านะคะ! หนูแค่ไม่อยากให้คุณแม่คิดว่าต้องรีบมีลูกเร็วๆ น่ะค่ะ ของแบบนี้รอให้พร้อมก่อนดีกว่า” ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ คุณแม่ของคุณกวีก็ยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมมากขึ้นเท่านั้น ใครก็ได้ช่วยฉันที... “หนูเข้าใจว่าคุณแม่อยากแนะนำสิ่งดีๆ ให้ลูก แต่อย่ายัดเยียดความคิดพวกนั้นให้มากเกินไปจนทำให้เรากลายเป็นเจ้าชีวิตเขาเลยค่ะ” 

               “เหรอ...” 

               “ค่ะ...” 

               ระ...รอดหรือยังนะ? ฉันแอบหลับตาปี๋เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่คิดว่าการกระทำแบบนี้น่าจะทำให้ตัวเองรอดพ้นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ คุณกวีเองก็รอลุ้นอยู่เหมือนกันว่าคุณแม่อยากจะพูดอะไรกับฉันต่อ 

               “ทำไมทั้งสองคนถึงคิดเหมือนกันเลยล่ะ คนนี้เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่เหรอวี?” 

               และคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของคุณแม่ก็ทำให้ฉันและคุณกวีทำหน้าเหวอ ก่อนพากันแก้ตัวด้วยคำพูดตะกุกตะกักเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรทำนองนี้ออกมาเลยแม้แต่น้อย! 

               “เปล่าครับ! ไม่ใช่...” 

               “ไม่ใช่ได้ไง ก็เห็นพูดเข้าข้างกัน” 

               คุณแม่ทำหน้างงก่อนยกมือชี้ฉันกับคุณกวีด้วยสีหน้าประมาณว่า ‘อ้าว ทั้งสองคนไม่ได้คบกันหรอกเหรอ?’ 

               “ไม่ใช่จริงๆ ค่ะ! หนูแค่อยากพูดให้คุณแม่เห็นอีกมุมหนึ่งเฉยๆ...” 

               “เนี่ย! เรียกแม่ด้วย จะมาสมัครเป็นลูกสะใภ้ชัดๆ” 

               “ไม่ใช่ครับ!” 

               “ไม่ใช่ค่ะ!” 

               ไปกันใหญ่แล้ว! ฉันไปสมัครเป็นลูกสะใภ้ของครอบครัวนี้ตอนไหนกัน! 

               “ล้อเล่นจ้ะ แม่รู้น่า” เมื่อเห็นว่าสร้างสีสันในห้องได้พอหอมปากหอมคอแล้ว คุณแม่ที่ติดนิสัยขี้เล่นเป็นเด็กๆ ก็อมยิ้มแล้วหัวเราะให้กับรีแอคชันตลกๆ ของเราสองคน “วัยรุ่นสมัยนี้คิดเยอะจัง การสร้างครอบครัวมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปคิดมากขนาดนั้นเลยนะ” 

               ได้ยินแบบนั้นแล้วคุณกวีก็ทำหน้าบึ้งเล็กน้อย เขายกมือขึ้นขยับเนกไทบนคอตัวเองแล้วเริ่มอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง 

               “ต้องคิดให้เยอะสิครับ สร้างครอบครัวเลยนะ จะมีคนมาใช้นามสกุลเราเพิ่มอีกตั้งหลายคน...” 

               “โอ้ แสดงว่าวีอยากมีลูกเยอะๆ เหรอ? สมแล้วที่เป็นลูกแม่ พี่น้องสามคนมันน้อยไปสินะ” 

               “...เปล่าครับ ผมพูดให้เห็นภาพเฉยๆ” 

               นั่นไง ขนาดคนจริงจังอย่างคุณกวียังโดนแม่ตัวเองเบรกซะหัวทิ่มเลย... 

               “แม่เข้าใจแล้ว วีอยากมีมากกว่าสามคนเนอะ แล้วหนูหอมอยากมีลูกกี่คนดีจ๊ะ?” 

               “หนูไม่เคยคิดไปถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ แล้วหนูก็ไม่ได้คบกับคุณกวีด้วย...” 

               ฉันรีบพูดดักไว้อีกคำเพราะกลัวตัวเองโดนเล่นมุกลูกสะใภ้ใส่อีกเป็นครั้งที่สอง 

               “อะไรเนี่ย วัยรุ่นสมัยนี้ไม่มีอารมณ์ขันเลย” 

               เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนอายุมากกว่าดังก้องไปทั่วห้อง เอาจริงๆ ฉันแอบทำหน้าไม่ถูกนิดหน่อย แต่พอหันไปเห็นสีหน้าของคุณกวีที่กำลังอ้าปากค้างทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าแล้วก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไร้มารยาท 

               รู้ตัวอีกทีฉันก็หัวเราะตามแม่คุณกวีอยู่นานสองนาน กว่าจะหยุดขำได้ก็ทำเอาปวดท้องไปหมด... 

               หลังจากนั้นฉันก็ได้โอกาสขอตัวออกไปนั่งรอที่โซนรับแขกด้านนอก รีบออกไปดีกว่า แค่นี้ก็วุ่นวายพอแล้ว ไม่อยากรบกวนเวลาของสองแม่ลูกด้วย อย่าเข้าไปเป็นส่วนเกินเลย 

               พอออกมานั่งเล่นได้สักพักลุงภพก็ชวนฉันกินข้าว เราก็เลยได้เปิดกล่องข้าวผัดกินกัน ได้ข่าวว่าในห้องวีไอพีสามารถสั่งอาหารได้ด้วย แต่ลุงภพบอกว่าอาหารที่นี่ไม่อร่อยเท่าไหร่ ซื้อกินข้างนอกดีกว่าเยอะ 

               เมื่อกินอิ่มแล้วฉันก็อาสาเดินเข้าครัวไปล้างฝรั่งแล้วนำมาปอกจัดใส่จานไว้อย่างสวยงาม กินข้าวเสร็จแล้วก็ต้องกินผลไม้ตามสิ ถึงจะทำอาหารไม่เก่งแต่เรื่องปอกผลไม้น่ะไว้ใจฉันได้เลย! 

               “หนูเพิ่งเคยเข้าห้องวีไอพีเป็นครั้งแรก หรูหรามากเลยค่ะ” 

               ฉันชวนลุงภพคุยไปเรื่อยเพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนเขา 

               “ใช่มั้ยครับ ตอนเข้ามาครั้งแรกผมก็ตกใจ” 

               “นั่นสิคะ ห้องหรูขนาดนี้อยากรู้จังว่าคืนละเท่าไหร่” 

               “ถ้าจำไม่ผิด...น่าจะคืนละหมื่นกว่าบาทเลยนะ” 

               “โห...เงินซื้อความสบายได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” 

               ต้องทำงานแบบไหนและได้เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะสามารถแอดมิทเข้าห้องวีไอพีราคาเป็นหมื่นได้โดยไม่รู้สึกเสียดายเงินนะ? คิดแล้วก็อยากถอนหายใจดังๆ สักร้อยรอบ 

               “มีเงินมากเท่าไหร่ก็ซื้อได้แค่ความสบายที่เป็นของนอกกายครับ ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้หรอก” 

               ลุงภพพยายามพูดปลอบใจ 

               “เหรอคะ หนูว่าถ้ามีเงินเราก็สมัครสมาชิกฟิตเนสเดือนละพัน จ้างเทรนเนอร์ดีๆ กับซื้ออาหารคลีนมากินได้นะ ถ้าไม่อยากไปฟิตเนสก็ซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงๆ มาใช้ได้ แถมเวลาเจ็บป่วยก็อยู่ได้นานกว่าคนอื่นเพราะมีเงินมาจ่ายค่ารักษาด้วย” 

               “เออแฮะ เงินซื้อสุขภาพได้จริงด้วย” 

               ลุงภพเริ่มคล้อยตาม เขายกมือขึ้นดีดนิ้ว ฉันเองก็ตบมือตามเหมือนกัน 

               “ใช่มั้ยคะ? โกงมากเลย ซื้อได้ทุกอย่างแม้กระทั่งความสุข หนูเองก็อยากมีเงินเยอะๆ บ้างจัง...” 

               “ผมก็เหมือนกันครับ...” 

               แล้วเราสองคนก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน... 

               พวกเราใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ถ้าหิวก็หยิบผลไม้กับลูกชิ้นมากิน ได้ข้อมูลเพิ่มมาด้วยว่าคุณแม่ของคุณกวีมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่ตอนนี้ยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก 

               คุยไปคุยมาคุณกวีก็เปิดประตูบานเลื่อนออกมาจากห้อง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยจนไม่ทันสังเกตว่าเจ้าตัวกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ รู้แค่ว่าพอเงยหน้าขึ้นมาปุ๊บคุณกวีก็เอ่ยถามออกมาทันทีว่า 

               “อ้าว ยังไม่กลับเหรอ?” 

               “อ้อ เดี๋ยวจะกลับแล้วค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ” 

               ออกมาไล่กันนี่เอง แสดงว่าฉันอยู่ที่นี่นานไปแล้วสินะ รีบกลับบ้านดีกว่า 

               “ไม่รบกวนหรอก เห็นข้างนอกดูมืดๆ เลยคิดว่าเธอน่าจะกลับแล้ว” 

               ในขณะที่พูดเจ้าของเสียงทุ้มก็ก้มหน้าลงไปดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เห็นแบบนั้นแล้วฉันจึงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูเวลาบ้าง 

               โอ๊ะ หกโมงครึ่งแล้วเหรอเนี่ย... 

               “รถติดแน่ๆ เลย” 

               “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปส่ง” คุณกวีเป็นฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้ง 

               “ขอบคุณนะคะ” 

               “แล้วก็...แม่ผมเรียกเธอให้เข้าไปคุยด้วยน่ะ” 

               “เรียกหนูเหรอ?” 

               คุณกวีพยักหน้ายืนยัน สีหน้าเขาดูไม่สบายใจเมื่อเห็นฉันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากเข้าไปในห้องนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง 

               “ถ้าลำบากใจก็ไม่ต้องเข้าไปหรอก เดี๋ยวผมบอกแม่ให้ว่าเธอไม่สะดวก” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ หนูไปได้” 

               เจาะจงเรียกชื่อกันขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องยอมเข้าไปคุยด้วยอยู่แล้ว ฉันหันไปส่งสายตาขอกำลังใจจากลุงภพที่ส่งกำปั้นสู้ๆ มาให้ฉันอุ่นใจทันทีที่สบตากัน 

               รีบไปรีบกลับดีกว่า แค่เข้าไปคุยแล้วก็รีบเดินออกมาแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรต้องกลัว! 

  

               เมื่อเข้ามาแล้วถึงได้เห็นว่าคุณแม่ของคุณวียังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่เดิม ท่านหันมายิ้มให้ฉันเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงขออนุญาต ก่อนจะกวักมือเรียกฉันเข้ามาใกล้ๆ แล้วโบกมือไล่คุณกวีที่เพิ่งจะปิดประตูได้ไม่ถึงนาทีให้ออกไปก่อน 

               ตอนนี้เหลือแค่ฉันกับคุณแม่อยู่ในห้องด้วยกันสองต่อสองแล้ว... 

               “มีเรื่องอะไรอยากจะคุยกับหนูเหรอคะ?” 

               “เอาตรงๆ เลยนะ ได้ยินแล้วอย่าโกรธล่ะ” 

               “หนูไม่กล้าโกรธหรอกค่ะ ตามสบายเลย” ได้ยินแล้วอย่าโกรธนี่มันหมายความว่ายังไงคะ! ฉันแทบจะร้องกรี๊ดออกมาอยู่รอมร่อ แต่ก็ต้องกัดปากห้ามเสียงตัวเองไว้ “หรือจะเป็นเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ หนูพูดจาเสียมารยาทเกินไปใช่มั้ยคะ?” 

               “ไม่หรอก แม่ไม่ได้ติดใจเรื่องนั้น แค่มีเรื่องอยากรบกวนหน่อย” 

               “รบกวน?” 

               “ใช่จ้ะ หนูหอมเรียนอยู่แถวนี้ใช่มั้ย ภพเคยบอกแม่ว่านั่งรถเมล์มาไม่กี่ป้ายก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว” 

               “อ้อ ใช่ค่ะ ใกล้มากเลย” 

               ใกล้เกินไปจนน่ากลัว 

               “เข้าเรื่องเลยนะ ช่วงนี้แม่เหงาน่ะ ลูกๆ ก็งานยุ่งกันหมด ลูกคนโตก็เสเพล ลูกคนกลางก็บ้างาน แล้วคนเล็กสุดยังมาดื้อเงียบอีก” 

               “...” 

               มีลูกสามคนสามสไตล์เลยสินะ ฉันลองนึกภาพสามพี่น้องในหัว ภาพลักษณ์ภายนอกของคุณกาพย์ดูเป็นคนเสเพลจริงๆ นั่นแหละ คุณกลอนบ้างาน ส่วนคุณกวีดื้อเงียบงั้นเหรอ? ไม่เคยคิดเลยนะเนี่ยว่าเขาจะเป็นคนแบบนั้น 

               หรือว่านี่เป็นแค่มุมมองจากสายตาของคนเป็นแม่นะ? ฉันได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองเพราะดูยังไงบุคลิกของคุณกวีก็ไม่ใช่คนดื้อเงียบชัดๆ 

               “แม่ต้องนอนเหงาอยู่ในห้องนี้อีกหลายวันเลย หลังเลิกเรียนหนูหอมแวะมาอยู่เป็นเพื่อนแม่หน่อยสิ” 

               “นะ หนูเหรอคะ?” 

               คำขอของคุณแม่ทำฉันแปลกใจจนต้องยกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเอง ให้แวะมาอยู่เป็นเพื่อนเนี่ยนะ! 

               “จ้ะ ถือซะว่าช่วยคนแก่เถอะนะ” 

               “แต่...เป็นหนูจะดีเหรอคะ? หนูไม่อยากรบกวน...” 

               “ไม่เป็นไรหรอก มาคุยเล่นหรือเอาหนังสือมาอ่านที่นี่ก็ได้ แม่แค่เหงา อยากคุยกับเด็กๆ บ้าง คุยกับคนแก่เยอะแล้ว เบื่อ” 

               “อืม...” 

               “ได้มั้ยจ๊ะ?” 

               คุณแม่ถามย้ำด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้คุณแม่พูดคำนี้ออกมา แต่เป็นฉันจะดีเหรอ ฉันเนี่ยนะ? ทำไมถึงอยากให้เด็กอย่างฉันมาอยู่เป็นเพื่อนล่ะ 

               ใจจริงฉันคิดอยากจะปฏิเสธออกไปอย่างหนักแน่น อยากบอกว่าหนูไม่เหมาะกับหน้าที่นี้หรอก แต่พอมาลองคิดดูอีกที คุณแม่เขาอาจจะเหงาจริงๆ ก็ได้ คุณกวีกับพวกพี่ๆ ของเขาก็โตกันหมดแล้ว มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ มีชีวิตและภาระเป็นของตัวเอง 

               แค่มาเป็นเพื่อนชวนคุยแก้เหงาเฉยๆ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง? 

               “...ก็ได้ค่ะ หนูจะมาเยี่ยมบ่อยๆ รบกวนด้วยนะคะ” 

               สุดท้ายก็ยอมตอบตกลงออกไปด้วยรอยยิ้มจนได้ 

               เมื่อกลับถึงคอนโดแล้วฉันก็จดตารางนัดหมายลงในสมุดโน้ตว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันต้องหาเวลาว่างหลังเลิกเรียนไปเยี่ยมคุณแม่ของคุณกวีที่โรงพยาบาลบ้าง 

               ถือซะว่าเป็นการเปลี่ยนสถานที่อ่านหนังสือและตอบแทนเรื่องทุนการศึกษาก็แล้วกัน ถึงฉันจะต้องหาเงินมาคืนเขาเหมือนเดิมก็เถอะ 

               คิดเสียว่าเป็นการตีสนิทเพื่อสร้างคอนเนคชันแบบที่พี่พิ้งค์เคยบอกไว้ก็แล้วกัน เฮ้อ... 

 

  

 

               น้องหอมจะสนิทกับคนที่อยู่รอบตัวคุณกวีไปเรื่อยๆ แบบนี้ม่ายด้าย555555 

               กลับมาแล้ว!! หลังจากที่หายไปนานหลายวัน ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ มีปัญหาเรื่องพล็อตนิดหน่อย การวางพล็อตใหญ่น่ะง่าย แต่วางพล็อตย่อยกับเหตุการณ์เสริมในเรื่องมันยากมากเลย คิดคำพูดก็ยาก ฮืออ 

               เราชอบเวลาที่มีตัวละครหลายตัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันค่ะ คิดบทพูดสนุกดี โดยเฉพาะบทพูดของคุณแม่ คุณกวี และน้องหอม พิมพ์เพลินมากเลย (ฮา) 

               เรื่องตัวละครพี่ลูกแก้วไม่สำคัญเท่าไหร่ กะใส่มาเป็น Easter Egg เฉยๆ ว่ากลุ่มเพื่อนของหอมรู้จักกับตัวละครนี้นะ เธอเป็นตัวละครในเรื่อง ‘Sweet Dinner สูตรปรุงรักรสละมุนหัวใจ’ ที่เราเพิ่งแต่งจบไปค่ะ ไม่ใช่นางเอกหรอก พระนางของเรื่องคือคนที่พี่ลูกแก้วพูดถึงอยู่ต่างหาก (ฮา) 

               ใช่ค่ะ นี่คือการขายของ เดี๋ยวเอาลิ้งค์อีบุ๊คมาแปะให้นะคะ ไปอุดหนุนกันได้ เปิดให้อ่านตัวอย่างฟรีถึงตอนที่ 16 ด้วยนะ เนื้อเรื่องจริงมีตั้งสามสิบกว่าตอนแน่ะ 344,508 คำ ในราคา 300 บาทเท่านั้น!! เพิ่งอัพเดตแก้คำผิดไปด้วย มาซื้อกันเยอะๆ นะคะ เราจะได้มีเงินไปจ้างวาดปกรูปตัวการ์ตูนเหมือนคนอื่นเขา 

  

       

 

               ยังไงก็...ใครที่อุดหนุนหรืออ่านจบแล้วก็ฝากรีวิวเป็นหน้าม้าให้เราหน่อยนะคะ *ซุบซิบ* 

               เราพูดเล่นๆ มาตลอดว่านี่อาจเป็นตอนสุดท้ายที่อัพ แต่ตอนนี้อาจเป็นตอนสุดท้ายจริงๆ เพราะเดี๋ยวเราต้องกลับไปอยู่หอแล้วค่ะ แงงง ช่วงโควิดได้อยู่บ้านนานกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับไปทำหน้าที่หลักต่อแล้ว 

               เราอยู่หอในเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายข้างนอกไม่ค่อยไหวค่ะ อาจได้หอบคอมพ์ไปแต่งนิยายด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะได้หอบไปช่วงไหนเหมือนกัน เคยบอกแล้วว่าโน้ตบุ๊คพัง ช่วงนี้การเงินติดขัดด้วย ไม่สะดวกหลายอย่างเลย ต้องขอโทษนักอ่านที่ติดตามเรื่องนี้ด้วยนะคะ TT 

               ถ้าเราไม่มาอัพนานเกินหนึ่งเดือนเมื่อไหร่ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเรายุ่งกับเรื่องเรียนและเรื่องงานมาก อาจได้มาพบกันใหม่ตอนปิดเทอมนะคะ 

               ยังไงก็...หวังว่าจะได้พบกันใหม่ในตอนหน้าเร็วๆ นี้ค่ะ! 

               อ้อ วันนี้พ่อเราซื้อกุ้งแช่น้ำปลากับกุ้งแม่น้ำมาฝากล่ะ อร่อยมาก! ยกนิ้ว แต่กุ้งแม่น้ำเนี่ยกินตัวเดียวมันไม่อิ่มน้า ต้องกินสักสี่ห้าตัว แค่คิดก็น้ำลายสอแล้วค่ะ... 

               และเมื่อหลายวันก่อนเราเบื่อมากเลยลองไปแต่งรูปใส่คำโปรยแก้เบื่อ อื้มม ดูไปดูมารูปที่เราแต่งก็สวยดีเหมือนกัน *ทำเสียงแบบพี่เสกโลโซ* 

             มาลองทายเล่นๆ ดูค่ะว่าคนที่ยิ้มสวยยิ่งกว่าดาวคนนั้นคือใครกันนะ จะเป็นรอยยิ้มของน้องหอม? หรือว่าจะเป็นของคุณกวี? 

           

ความคิดเห็น