facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 ระลอกคลื่นกระทบฝั่ง 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ระลอกคลื่นกระทบฝั่ง 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2563 07:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ระลอกคลื่นกระทบฝั่ง 100%
แบบอักษร

17

ระลอกคลื่นกระทบฝั่ง

 

เช้านี้ตื่นขึ้นมาพร้อมท้องฟ้าขมุกขมัว บรรยากาศทึบทึมทำเอาเด็กๆ อิดออดที่จะลุกออกจากเตียงเพื่ออาบน้ำไปโรงเรียน เห็นว่าพายุกำลังจะเข้าแต่แถบนี้ได้รับผลกระทบเพียงหางพายุเท่านั้น อาจมีฝนตกพรำๆ ทั้งวันแต่ไม่หนักหนาอะไร อากาศร้อนอบอ้าวเพราะความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีมาก ต้นน้ำยืนโบกลมพัดเข้าหน้าขณะไล่ต้อนเด็กๆ ขึ้นรถโรงเรียน โดยมีเจ้าตุ้ยนุ้ยที่วันนี้ป่วยจริงหรือแกล้งป่วยก็ไม่รู้ยืนอยู่ข้างๆ โบกมือลาบรรดาพี่ๆ ไหวๆ

"ซื้อขนมมาฝากด้วยนะ"

น่าน เจ้าตัวดี ต้นน้ำอดใจไม่ไหวก้มลงบีบแก้มกลมด้วยความมันเขี้ยว

"กินขนมจนเป็นลูกหมูแล้วเนี่ยยย"

"งือออออ ลูกหมูน่ารัก! "

"จ้าๆ " ปฏิเสธไม่ได้หรอก เพราะน่ารักน่าฟัดจริงๆ

รถบัสโรงเรียนคันใหญ่ขับออกไป รถหรูคันใหม่ก็เวียนเข้ามาจอดแทนที่ เป็นแขกขาประจำ เปล่งประกายความหล่อเหลาตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถ

"มาแต่เช้าเลยนะครับ" คำทักทายแฝงเหน็บแนมนิดหน่อยเรียกรอยยิ้มละมุน

"สวัสดีฮะคุณอากรณ์" เด็กน้อยร้องทักคุณอาสุดหล่อด้วยเช่นกัน เพราะเขาหมั่นเทียวมาทุกวันจนเด็กๆ คุ้นเคยกันหมดแล้ว

"สวัสดีครับ ดีใจจัง ต้นน้ำกับเสือน้อยมายืนรอรับด้วย"

"ไม่ได้มารอรับนะฮะ มาส่งพี่ๆ ต่างหาก" เด็กน้อยแก้คำให้ต้นน้ำนึกชมเปาะในใจ ตาหงส์ฉายแววขบขัน ลูบหัวแทนคำชม

"เข้าข้างในได้แล้วครับ ป่วยก็เข้าไปพักผ่อนให้สมกับเป็นคนป่วยด้วยนะ"

"อื้อ! "

เด็กน้อยโบกมือลาคุณอาก่อนจะวิ่งเข้าด้านใน กระฉับกระเฉงเสียจนมองไม่ออกสักนิดว่าไม่สบาย

"เสือน้อยไม่สบายหรือครับ"

"น่าจะแกล้งป่วยเพราะวันนี้ไม่อยากไปโรงเรียนมากกว่าเจ้าเด็กแสบนั่นน่ะ"

กรณ์ระบายรอยยิ้มให้กับคนรู้ทันแต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้เสือน้อยงอแงไม่ไปโรงเรียนได้อยู่ดี คนแข็งนอกอ่อนในก็แบบนี้ ไม่เคยเปลี่ยนเลย แบบนั้นยิ่งทำให้เขาลำบากใจที่ต้องบอกข่าวร้าย

"เรื่องที่เป็นยังไงบ้างครับ เขาสะดวกไปโอนที่ซื้อขายกันวันไหน"

เพราะคำถามทำให้รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า ที่เขามาแต่เช้าก็เพราะเรื่องนี้เอง

สีหน้าหนักใจของกรณ์ส่งถึงต้นน้ำด้วยเช่นกัน ความรู้สึกหนักอึ้งจากคำพูดของภูผาในวันนั้นกำลังสำแดงผลอีกครั้ง

"พูดมาเถอะครับ"

คนหนักใจถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนเอ่ยปากพูด "มีคนซื้อที่ดินตัดหน้าเราไปแล้วครับ"

นั่นคือข่าวร้ายที่มาพร้อมบรรยากาศขมุกขมัว

ทำไมไม่แปลกใจเลยก็ไม่รู้สิ

คนตัวเล็กทอดถอนใจยาว คิดจะดักกันไว้ทุกทางเลยสินะ ไม่เปิดช่องให้เขาได้ก้าวไปข้างหน้าได้เลย

"ช่างเถอะครับ ใช่ว่าเขาจะซื้อตัดหน้าเราได้ทุกที่"

เห็นท่าทางผิดหวังแล้วกรณ์ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะเขาช้ากว่าภูผา ต้นน้ำก็คงได้ตัดขาดจากชายคนนั้นแล้ว ไม่รู้ทำไมยิ่งเวลาผ่านไปเขายิ่งกลัวว่าจะมีใครสักคนที่ไม่ใช่เขาทลายกำแพงของต้นน้ำลงเข้าสักวัน

"ขอโทษนะ"

"ไม่ใช่ความผิดของคุณกรณ์สักหน่อย จะขอโทษทำไม คนที่ควรรู้สึกผิดจริงๆ ไม่เห็นเขาสะทกสะท้านอะไร" พูดยังไม่ขาดคำก็เดินออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์โน่นแล้ว ชุดนอนที่สวมใส่ก็เป็นชุดที่ต้นน้ำเห็นอยู่ประจำ ในมือถือแก้วกาแฟออกมารับอากาศยามเช้า ใบหน้าเรียบเรื่อยหันมองมาทางนี้ขมวดขึงทันทีเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ข้างต้นน้ำ กำลังจะก้าวเดินมาหาต้นน้ำก็หมุนตัวหนีเข้าด้านในก่อนแล้ว

"ผมช่วยได้นะถ้าต้นน้ำอยากเอาคืน"

ขาเรียวพลันชะงักลงหันมองเจ้าของประโยคคำพูดคลุมเครือ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่ทราบจุดประสงค์

"ให้ผมหลอกใช้คุณกรณ์ แสร้งทำเป็นรักเป็นใกล้ชิดกัน เหมือนเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้นหรือครับ? "

แม้เป็นคำถามประโยคสั้นๆ แต่กลับทำคนเสนอตัวพูดไม่ออกทีเดียว คำว่าแสร้งทำที่เจ้าตัวไม่ได้จงใจเน้นย้ำ แต่กลับกระแทกใจคนฟังได้ดีเหลือเกิน

"ผมเอาคืนเขาโดยใช้ผลประโยชน์จากคุณกรณ์ไม่ได้หรอกครับ อย่าลดค่าตัวเองลงเลย อีกอย่างเรื่องมันจะยุ่งยากเปล่าๆ อย่าให้วุ่นวายไปมากกว่านี้เลยครับ"

แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว

 

บรรยากาศทึบทึมยังคงอยู่อีกหลายวันตามพยากรณ์อากาศว่าไว้ เม็ดฝนเปาะแปะลงบนผิวดินช่วยคล้ายความร้อนอบอ้าวได้บ้าง แม้ไม่ตกหนักมากแต่ก็พรำๆ สร้างความเฉอะแฉะรำคาญ

ข่าวร้ายถูกแจ้งแก่แม่ทิพย์แล้ว หลายวันมานี้ต้นน้ำจึงขับรถออกสำรวจพื้นนี้ไปจนถึงจังหวัดรอบข้าง แต่ก็ยังไม่พบที่ดินผืนไหนที่เหมาะสมเลย

วันนี้ก็กลับมาคว้าน้ำเหลวอีกตามเคย

ก้าวลงจากรถมาเห็นเสือน้อยกำลังเล่นกับเจ้าหมูสับลูกหมาของพวกคนงานก่อสร้างอยู่หน้าลานกับบรรดาเพื่อนตัวเล็ก

"แม่ทิพย์ล่ะ" ต้นน้ำเอ่ยถามผู้ดูแลเมื่อกลับเข้ามาข้างในแล้วแต่ไม่เห็นร่างท้วมอย่างทุกที

"ออกไปตลาดค่ะ สักพักแล้วล่ะเดี๋ยวก็คงกลับ"

"ไปตลาด? ไปยังไงล่ะ เอารถที่ไหนไป" เพราะรถคันเดียวที่เคยมีถูกขายไปตั้งนานแล้ว ก่อนหน้าที่ต้นน้ำจะกลับมาแม่ทิพย์ใช้บริการลุงเสริมคนขับรถคนเก่าที่ตอนนี้ซื้อรถเก่ามือสอง ผันตัวมาขับรถรับจ้าง รับงานทั่วไป

แต่นี่แค่ไปตลาดเอง น่าจะรอเขากลับมาก่อนสิ

"เอ่อ.... คือ...." อ้ำๆ อึ้งๆ อย่างนี้เห็นทีจะไม่ใช่ลุงเสริมแล้ว คิ้วเรียวขมวดมุ่นกับความไม่ชอบมาพากล เพราะมีใครกี่คนหรอกที่เข้ามาป้วนเปี้ยนที่นี่บ่อยๆ

"ว่าไง แม่ทิพย์ไปกับใคร" เมื่อถูกกดดันเข้า คนไม่อยากตอบก็ต้องตอบแล้ว

"คือ เมื่อช่วงบ่ายคุณภูผาเข้ามาคุยกับแม่ทิพย์ แต่คุยเรื่องอะไรหนูก็ไม่รู้หรอกนะคะ เพราะเข้าไปคุยกันในห้องอยู่ตั้งนานสองนาน แถมพอออกมาแม่ทิพย์ยังชวนคุณภูผาอยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันอีก ได้ยินแม่ทิพย์เปรยๆ ว่าอยากไปตลาดซื้อของมาทำอาหารเย็นวันนี้ เห็นพี่ต้นน้ำยังไม่กลับคุณภูผาก็เลยอาสาพาไปส่งเป็นการตอบแทนเรื่องมื้อกลางวันค่ะ"

คุณภูผา?

นี่อย่าบอกนะว่าเข้าทางเด็กๆ แล้วจะหันมาเข้าทางแม่ทิพย์ด้วยอีกคน คิดจะใช้แผนล้อมกรอบค่อยๆ ตะล่อมแทรกซึมเข้ามาสินะ

คิดแล้วก็น่าหงุดหงิดจริงๆ เลย!

ว่าแต่สองคนคุยเรื่องอะไรกัน แม่ทิพย์ไม่ใช่คนเห็นแก่ผลประโยชน์และเมินเฉยต่อความรู้สึกของต้นน้ำแน่ เหตุผลอะไรที่คุณภูผาโน้มน้าวให้แม่ทิพย์ยอมเปิดใจ คนเห็นแก่ตัวพรรค์นั้นยิ่งใช้คำพูดเก่ง แม่ทิพย์คงไม่หลงกลหรอกนะ

คนตัวเล็กพกพาอารมณ์หงุดหงิดเดินออกมาหาเสือน้อยที่ลานด้านหน้า เจ้าหมูสับไม่มีทางเดินมาถึงนี่ได้เองหากไม่มีคนพามา ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร ต้นน้ำหย่อนตัวลงด้านข้างเด็กๆ รอแม่ทิพย์กลับ

"ทำไมมานั่งตรงนี้ล่ะ" เด็กตัวกลมหันมาถามพี่ชายใจดี เห็นทุกทีเขาอยู่กับหมูสับทีไรเป็นต้องไล่หมาน้อยกลับบ้าน วันนี้มาแปลกไม่ไล่ แถมยังนั่งลงข้างๆ อีกด้วย ถึงแม้ว่าจะหน้าบูดไปหน่อยก็เถอะ

"ไม่ต้องมาถาม เจ้าเด็กแปรพักตร์"

"แปรพักตร์แปลว่าอะไรฮะ" คำศัพท์ของพี่ชายใจดียากเกินไปจึงไม่เข้าใจ คำนี้ครูยังไม่สอนนะ

"แปลว่าไม่รักพี่แล้ว"

"รักซี่! " คนบอกว่ารักโผเข้ามากอดหมับ มือที่ลูบหัวหมูสับอยู่เมื่อครู่ยกขึ้นมาลูบหัวต้นน้ำด้วยท่าทางแบบเดียวกัน เด็กเล็กคนอื่นๆ ก็พากันลุกขึ้นมากอดพี่ต้นน้ำกันหมด ทำเอาคนเรียกร้องความรักไม่รู้จะดีใจหรือร้องไห้

พอดีกับที่รถหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าลาน

ตาหงส์ตวัดมองวาววับ เด็กๆ พากันวิ่งเข้าไปหาแม่ทิพย์ที่เพิ่งก้าวลงจากรถมา

"แม่ทิพย์ก็แปรพักตร์ด้วยอีกคน" คนตัวเล็กบ่นพึมพำด้วยความเง้างอน ก่อนจะเข้าไปหาหน้ามุ่ย

"ทำไมไม่รอผมล่ะครับ ไปกับเขาทำไม"

"คุณภูผาจะไปซื้อของพอดี ก็เลยให้แม่ติดรถไปด้วยจ้ะ ต้นน้ำออกไปตั้งแต่เช้าแล้วพักผ่อนบ้างเถอะลูก"

ปากกระจับบิดคว่ำไม่พอใจ มองตามร่างสูงใหญ่เดินมาเปิดประตูหลังเพื่อหยิบของลงมา มือเล็กยื่นไปคว้าเพื่อจะถือเอง

"มันหนัก" ภูผาปรามเบาๆ เมื่อคนดื้อแพ่งจะดึงไปท่าเดียว เหมือนเด็กหวงของอย่างไรอย่างนั้น ทั้งน่าเอ็นดูทั้งปวดใจ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ากระต่ายน้อยจะดื้อดึงถึงเพียงนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเขาเองที่ถูกเอาใจจนเคยตัว

"ผมบอกอะไรคุณไปคราวที่แล้วจำไม่ได้หรือไง" กล่าวด้วยสีหน้าเอาเรื่องแต่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้

ถึงอย่างนั้นฝ่ามือใหญ่ก็ยังไม่ยอมปล่อยข้าวของมาให้เขาอยู่ดี

อยากถือก็ถือไป!

"ให้คุณเขาช่วยยกเข้าไปในครัวเถอะลูก ของมันเยอะ ต้นน้ำมาช่วยแม่ถือของเบาๆ นี่มา"

เพราะในรถยังมีถุงเล็กถุงน้อยอีกหลายถุง ต้นน้ำจึงจำต้องปล่อยภูผาเดินเข้าไปด้านใน

คนตัวเล็กหันไปพูดกับแม่ทิพย์เสียงเครียด

"ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะครับ เขามาพูดอะไรกับแม่ทิพย์กันแน่ ผู้ชายคนนั้นกีดกันไม่ให้เราซื้อที่ดินแม่ทิพย์จำได้ไหม"

แม่ทิพย์เพียงหยิบข้าวของส่งให้ต้นน้ำด้วยรอยยิ้มบางเบา บทสนทนาเมื่อช่วงบ่ายระหว่างเธอกับคุณภูผายังจำได้ขึ้นใจ

"คุณเขามาขอโอกาส" แม่ทิพย์ตอบต้นน้ำโดยไม่ปิดบัง แต่ไม่ได้เล่าบทสนทนาให้ฟังทั้งหมด "ที่เขากำลังก่อสร้างเขาก็ทำให้เรานะลูก วันนี้คุณภูผาเอาแบบแปลนมาให้แม่ดู ถามว่าขาดเหลืออะไรหรือว่าอยากให้ปรับตรงไหนบ้าง"

ว่าไงนะ?

"ทำให้เรา? "

"ใช่จ้ะ เขาเห็นว่าที่นี่คับแคบอยู่กันไม่สะดวก อีกอย่างตัวอาคารสร้างมาหลายสิบปีแล้วมันก็ต้องทรุดโทรมเป็นธรรมดา สร้างใหม่ให้กว้างขวางมากขึ้น พื้นที่ใช้สอยอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น มีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ ด้วยนะ แม่เห็นแบบแล้ว เขาคิดเผื่อเราหลายอย่างทีเดียวลูก"

ความสับสนก่อเกิดขึ้นในใจ เขาจะลงทุนลงแรงขนาดนั้นไปเพื่ออะไรกัน การที่เขาเริ่มก่อสร้างทั้งที่ต้นน้ำกำลังมองหาที่ดินผืนใหม่ นั่นหมายความว่าเขาต้องมั่นใจมากทีเดียวว่าต้นน้ำไม่มีทางไปไหนพ้น เหมือนลูกไก่ดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือเขา

คนมีบาดแผลไม่อยากยอมรับความเป็นจริง

"เขาจะทำแบบนั้นเพื่ออะไร"

"ไม่รู้จริงๆ หรือลูกว่าเขาทำเพื่ออะไร" แม่ทิพย์ถามอย่างมีเมตตา เธอเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้ใจต้นน้ำ แม้กระทั่งบางครั้งที่เจ้าตัวยังไม่รู้หัวใจตัวเอง

"เขาคิดว่าผมอยู่กับเขาเพราะเงิน! เขาไม่ได้รักผมด้วยซ้ำ"

"บางทีคนที่ฉลาดมากๆ ก็อาจมีมุมโง่งมที่เราคาดไม่ถึง ต้นน้ำว่าไหม"

แม่ทิพย์ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมให้ต้นน้ำเข้าใจ ออกเดินนำหน้าไปยังห้องครัว ในเมื่อเป็นเรื่องระหว่างคนสองคนก็ควรเป็นพวกเขาผสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง เธอเป็นเพียงยากระตุ้นช่วยให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น

ในท้ายที่สุดจะตัดสินอย่างไรก็เป็นเรื่องของต้นน้ำ เธอยินดียอมรับทุกความเป็นไป ขอเพียงเด็กน้อยผู้หลงทางไม่เลือกทางผิดให้ตัวเองเสียใจทีหลังก็พอ เพราะถึงตอนนั้นหากอยากแก้ไขก็คงไม่ทันการแล้ว

สองคนเดินเข้าไปในครัวที่มีภูผายืนรออยู่ ต้นน้ำไม่ชายตาแลไปทางนั้นเพียงนิด ก้มลงสำรวจข้าวของที่แม่ทิพย์ซื้อมา

"ราดหน้าทะเลหรือครับ" อาหารทะเลสดๆ มีอยู่เต็มถุงทีเดียว เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นกุ้งกับปลาหมึกตัวเบ้อเริ่ม

"จ้ะ คุณภูผาเป็นเจ้ามือเลี้ยงเด็กๆ มื้อนี้"

คนตัวเล็กพ่นลมหายใจดังฮึ วางของลงให้แม่ทิพย์และผู้ดูแลคนอื่นๆ จัดการเตรียมสำหรับทำอาหาร ไม่รู้ว่าเล่นบทโศกอีท่าไหนถึงได้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยขนาดนี้ ตาหงส์หรี่มองแม่ทิพย์ไม่วางตา

"ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ แล้วจะมาใหม่"

คนไม่ยินดีต้อนรับหันขวับ

"มาทำไมอีก"

ภูผานึกเอ็นดูคนคอแข็งไม่เหลือบแลมาทางเขาสักนิด แต่เวลานี้หันมองเขาเต็มๆ ตา แม้จะมองด้วยความไม่เป็นมิตรก็เถอะ อย่างน้อยก็ยอมมองกันแล้วนี่นะ

"มากินข้าวเย็นด้วย"

"ใครชวน"

"แม่เองจ้ะ"

ต้นน้ำนึกอยากกระทืบเท้าแรงๆ อย่างเด็กไม่ได้ดั่งใจ ใครๆ ก็แปรพักตร์ไปจากเขาทั้งนั้น แต่ที่สำคัญคือเป็นใครก็ไม่ปวดใจเท่าแม่ทิพย์!

"คุณเขาหมดเงินไปหลายพัน ให้ทานกับเราสักจานสองจานจะเป็นอะไรไปลูก ของที่ซื้อมาน่าจะทำได้หม้อใหญ่เลย คุณภูผาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ จะได้มาทานด้วยกัน"

โมโห!

มองตาขวางไล่หลังคนเดินออกไป แม้จะแอบเคืองแม่ทิพย์แค่ไหนคนตัวเล็กก็ยอมช่วยเป็นลูกไม้ให้อยู่ดี กลิ่นราดหน้าหอมกรุ่นลอยฟุ้งในครัวให้น้ำลายสอ ทั้งฝนยังตกลงมาพรำๆ ให้อากาศเย็นสบาย เด็กๆ เข้าเยี่ยมๆ มองๆ ตามกลิ่นหอมเป็นระยะ ต้นน้ำทอดเส้นหมี่กรอบเสร็จเป็นอย่างสุดท้าย เหลืองกรอบไม่อมน้ำมันน่าทานจริงๆ

ราดหน้าทะเลมีให้เลือกทั้งเส้นหมี่ เส้นใหญ่ และหมี่กรอบน่ารับประทาน

เด็กๆ ต่อแถวเรียงคิวเลือกเส้นกับเป็นระเบียบเรียบร้อย

"เสือน้อยเอากรอบๆ อันนี้ น่ากินมาก! "

"เอาแค่ไหน" ต้นน้ำแกล้งถามขณะตักให้ในปริมาณเยอะพิเศษ

"เอาเยอะๆ "

พี่ชายใจดีตักกุ้งเบิ้นให้อีกสองตัว

"หูยยย ใหญ่เบ้อเริ่มเลยย"

พี่เลี้ยงจำเป็นส่ายใบหน้าน้อยๆ ให้กับความไร้เดียงสา จนกระทั่งถึงเด็กโข่งคนสุดท้าย

"เส้นหมี่กรอบยังพอเหลือไหม" เสียงทุ้มเอ่ยถามทั้งมุมปากยกกระดกเป็นรอยยิ้มจาง เพราะทราบมาว่าคนตัวเล็กของเขาเป็นคนทอดด้วยตัวเอง แต่น่าเสียดาย ในถาดหมี่กรอบเหลือเพียงก้อนสุดท้ายและต้นน้ำจองไว้แล้ว

"หมด"

"อันนั้นล่ะ" นิ้วชี้ไปยังหมี่กรอบก้อนที่เหลือ ต้นน้ำจึงรีบตักใส่จานตัวเอง

"ของผม"

"เสียดายจัง คิดถึงฝีมือทำอาหารของเธอจะแย่ วันนี้ก็อดกินหรือเนี่ย" เห็นสีหน้าละห้อยนอกจากต้นน้ำไม่สงสารกลับยิ่งมองยิ่งโมโห แสดงละครเก่งได้น่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

"ต้นน้ำเป็นคนปอกกับหั่นคะน้าค่ะคุณภูผา ทานเยอะๆ นะคะ" หากอยากทานคะน้านุ่มๆ อ่อนๆ ต้องปอกเปลือกข้างนอกออกก่อน ต้นน้ำรับหน้าที่นั้น

ภูผาจึงมีความหวังครั้งใหม่ทันใด

"งั้นฉันขอคะน้าเยอะๆ " ตาคมมองคนหั่นคะน้าตาเป็นประกาย เรียกรอยยิ้มร้ายจากคนตัวเล็กที่มีแผนการในหัวอยู่พอดี

"เชิญคุณกินเยอะๆ เลย" ราดหน้าทะเลกลายเป็นราดหน้าคะน้าล้วนไปทันใด คนคัดเลือกเพียงผักยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "ดีจริงๆ เด็กๆ ไม่ชอบกินผัก หมดแล้วมาเติมอีกนะครับ ยังเหลืออีกเยอะ"

ใครจะรู้ว่าคุณภูผายินดีทานเพียงคะน้าอีกทั้งหม้อเพียงเพื่อรอยยิ้มเมื่อครู่ของคนที่แสนคิดถึงครั้งเดียว

คิดถึงฝีมือทำอาหารก็ยังไม่เท่าคิดถึงกระต่ายน้อยตัวเดิมของเขา คนที่คอยมอบรอยยิ้มสดใสเรียกเขาว่าป๋าทุกคำ ไม่ใช่คุณภูผาด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งอย่างทุกวันนี้

แม่ทิพย์ได้แต่ส่ายหน้า ส่งความสงสารให้กับเจ้ามือที่ทานได้เพียงเส้นหมี่กับคะน้าผ่านทางสายตาอ่อนโยน

มื้อเย็นจบไปอย่างอิ่มหมีพีมัน เด็กๆ เติมกันหลายรอบจนเกลี้ยงหมดหม้อ ต่อด้วยขนมขบเคี้ยวปิดท้าย

ต้นน้ำยืนช่วยเด็กโตล้างจาน ปล่อยให้บรรดาเด็กๆ เล่นย่อยอาหารก่อนแปรงฟันนอน ผู้ใหญ่ตัวโตอยากทำคะแนนจึงอยู่เล่นกับเด็กๆ ด้วย ต้นน้ำก็ขี้คร้านจะไล่กลับ

กระทั่งจานกองเป็นพะเนินหมดแล้ว ถอดถุงมือยางออกผึ่งไว้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เสียงร้อนรนของหมิวก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

"พี่ต้นน้ำ เห็นเสือน้อยหรือเปล่าคะ"

"หืม? ไม่เห็นนะ เขาเล่นกับหมูสับอยู่ที่ลานด้านหน้าไม่ใช่หรือ"

"ไม่มีค่ะ! หนูไปหาที่โรงนอนก็ไม่เจอ"

"ไปแปรงฟังหรือเปล่า"

"ในห้องน้ำก็ไม่มี"

ความร้อนใจแล่นริ้ว เพราะปกติเสือน้อยวิ่งเล่นซนตามนิสัยของเด็กวัยนี้ แต่ไม่เคยหายไปจนไม่มีใครเห็น รีบเดินออกไปที่ลานด้านหน้า เด็กๆ บางตาลงมาเพราะถูกเกณฑ์ไปล้างหน้าแปรงฟัน เหลือเพียงเด็กโตกำลังกวาดลานเก็บของเล่นอยู่สองคน และร่างสูงใหญ่ยืนคุยโทรศัพท์เบาๆ อยู่ไม่ไกล

"มีใครเห็นเสือน้อยบ้างไหม"

"เมื่อกี้ยังเล่นกับหมูสับอยู่ตรงนี้เลยนะคะ ไปไหนแล้วล่ะ" เด็กหญิงคนหนึ่งตอบ เพราะเธอมัวแต่เก็บของจึงไม่ทันได้มองน้องให้ดี

ต้นน้ำเลื่อนสายตาไปมองผู้ใหญ่คนเดียวที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ เพ่งมองเสียจนคนหันหลังรู้สึกตัวและหันกลับมา เอ่ยตัดบทปลายสายและวางโทรศัพท์ลงด้วยความประหลาดใจ

"เสือน้อยล่ะ"

"เล่นกับหมูสับอยู่...." ก้มลงมองตามตำแหน่งที่กำลังจะบอก กลับไม่เห็นตัวกลมๆ ของเด็กน้อยและเจ้าลูกหมาแล้ว

....

แย่ล่ะสิ

 

 

 

TBC.

>>>>

เสือน้อยหายไปไหนนน

ฝนกำลังตกอยู่ด้วยนะลูกกก

พี่ต้นน้ำยิ่งเอ็นดูหนูอยู่ เจ็บตัวไม่ได้นะ!

ตอนนี้ป๋าก็จะเฮลตี้หน่อยๆ เนอะ เห็นแบบนี้แล้วอยากมากินผักทุกวันแหละดูออก

เริ่มใจอ่อนกันบ้างหรือยังคะ ><

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจของทุกคนค่า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว