facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มิ.ย. 2563 23:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 8 : นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (1)
แบบอักษร

 

8 

นี่ถือว่าเป็นการรบกวนหรือเปล่า? (1) 

  

               “สรุปก็คือ แกนั่งกินสุกี้กับคุณกวีจนถึงตีหนึ่ง?” 

               “เยส” 

               ฉันตอบคำถามชาหวานด้วยการพยักหน้าพร้อมตักเค้กมะพร้าวเข้าปาก สัมผัสของครีมนุ่มๆ กับเนื้อมะพร้าวหวานๆ ทำให้ต้องหลับตาพริ้มเพื่อดื่มด่ำกับความอร่อย 

               “แค่กินสุกี้ใช่มั้ย ไม่มีอะไรมากกว่านั้นนะ” 

               เจตน์ที่นั่งอยู่ข้างกันเงยหน้าขึ้นมาจากแก้วชามะนาวที่ฉันแอบสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวใช้หลอดพลาสติกคนน้ำแข็งในแก้วให้เกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊งราวกับกำลังสั่นกระดิ่งได้สักพักแล้ว 

               “ไม่มีๆ แค่นั่งกินสุกี้กับคุยเล่นเฉยๆ” 

               “ระวังตัวไว้เถอะ คนดีๆ ที่ไหนจะบุกห้องคนอื่นมาขอกินสุกี้ด้วยตอนดึกๆ ดื่นๆ” 

               ยัยขิมเริ่มตั้งแง่ใส่คุณกวีอีกครั้ง เธอยกมือขึ้นเท้าคางคอยพิจารณาทุกความคิดของฉันที่มีต่อคุณกวีอย่างตั้งอกตั้งใจ 

               “ไม่ใช่ห้องคนอื่นซะหน่อย ห้องคุณกวีต่างหาก เจ้าของห้องจะกลับห้องตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่” 

               “แต่ตอนนี้พวกแกมีข้อตกลงร่วมกันไง แกกลายเป็นผู้อาศัย ส่วนคุณกวีย้ายไปอยู่ที่อื่นเป็นการชั่วคราว อย่างน้อยก็ต้องมีมารยาทไม่เข้าห้องเพศตรงข้ามในยามวิกาลนะ” 

               “ไม่เห็นเป็นไรเลย” ฉันทำตาโตพร้อมยักไหล่ 

               “ระแวงไว้ก่อนเถอะน่า จำไว้ว่าคุณกวีเป็นผู้ชาย ส่วนแกเป็นผู้หญิง ห้ามอยู่ในห้องด้วยกันสองต่อสองอีกเด็ดขาด เข้าใจมั้ย!” 

               คนที่เพิ่งระเบิดอารมณ์และเริ่มอบรมฉันตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านกาแฟยกมือขึ้นกอดอก ฉันก็เลยได้แต่น้อมรับความห่วงใยของยัยขิมด้วยน้ำเสียงเบาหวิวแบบคนรู้สึกผิด 

               “เข้าใจก็ได้...” 

               “เอาน่า ใจเย็นก่อน ยัยหอมยังปลอดภัยดีนะ” 

               ชาหวานที่นั่งอยู่ข้างขิมพยายามช่วยผ่อนคลายบรรยากาศอย่างเต็มที่ เจตน์เองก็พยายามช่วยยิ้มให้ทุกคนบนโต๊ะอารมณ์ดีขึ้นเหมือนกัน 

               แต่ทั้งสองคนอาจจะลืมไปว่านี่คือยัยขิมที่ได้ฉายาแม่คนที่สองของกลุ่มเลยนะ เธอไม่เลิกบ่นง่ายๆ หรอก... 

               “ตอนนี้อาจจะปลอดภัยก็จริง แต่ถ้าคุณกวีเขาโผล่มาอีกล่ะ จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นวันไหนก็ไม่รู้นะ ย้ายมาอยู่หอในเถอะหอม เก็บของออกมาจากที่นั่นซะ” 

               “จะบ้าเหรอ!” 

               “งั้นย้ายมาอยู่บ้านฉันก่อนก็ได้ มีห้องว่างอยู่นะ” 

               “ไม่เอาขิม เกรงใจ” 

               “จะเกรงใจทำไม!” 

               “ใจเย็นก่อนนะ ทั้งคู่เลย” เจตน์ที่เริ่มทนไม่ไหวยกสองมือขึ้นเพื่อห้ามปรามเราสองคน “ถ้าหอมบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไรสิ จะไปคาดคั้นอะไรขนาดนั้น” 

               “ก็ฉันเป็นห่วงนี่...” ขิมพูดเสียงเบา 

               “เป็นห่วงก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย” 

               เจตน์ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เขาลดมือทั้งสองข้างลงแล้วใช้หลอดคนน้ำแข็งในแก้วต่อไป ถึงท่าทีที่แสดงออกจะดูเฉยชาไปหน่อย แต่เจตน์เองก็พยายามห้ามทัพเราสองคนอย่างเต็มที่แล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องยิ้มหวานแล้วพยายามสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด 

               “เอ้า เรื่องก็จบแค่นั้นแหละ จากนั้นคุณกวีก็เรียกคนขับรถมารับ แล้วเราสองคนก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเองต่อ จบจ้า” 

               “ว้าว” 

               ชาหวานร้องว้าวได้น่าหมั่นไส้มาก คิดแล้วก็แอบมองค้อนใส่เจ้าของเสียงปรบมือเล็กน้อย 

               “เห็นมั้ย บอกแล้วว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น” 

               พอพูดจบก็เอนตัวพิงเก้าอี้นุ่มๆ ก่อนยกแก้วลาเต้ขึ้นดื่ม วันนี้อยู่ๆ ยัยหวานก็นัดพวกเรามาเม้าท์มอยกันที่คาเฟ่ชื่อดังแห่งหนึ่ง ของตกแต่งในร้านดูดีมีสไตล์มากจนอดไม่ได้ที่จะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพบรรยากาศในร้านรัวๆ 

               ปกติฉัน เจตน์และชาหวาน พวกเราสามคนนัดเจอกันบ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว บางครั้งก็มากินข้าวด้วยกันที่โรงอาหารคณะ หรือนัดกันไปนั่งดื่มกาแฟระหว่างรอเรียนคาบบ่าย 

               ส่วนขิม เพราะเรียนอยู่คนละมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ก็เลยไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากันบ่อยนัก นี่จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเราทั้งสี่คนได้มารวมตัวกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ถึงจะมีเรื่องให้ผิดใจกันบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาพูดคุยกันอย่างเฮฮาตามประสาเพื่อนสนิทสมัยมัธยมได้อย่างรวดเร็ว 

               “อ้าว น้องชาหวาน?” 

               “...อุ๊ย พี่ลูกแก้ว!” 

               บรรยากาศแห่งความสบายใจที่ถูกเคล้าคลอไปด้วยเสียงหัวเราะหยุดชะงักไปทันที เมื่อเสียงหวานๆ ของเพื่อนในกลุ่มเอ่ยทักรุ่นพี่สาวสวยคนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านโต๊ะของพวกเราเข้าพอดี 

               “ไม่ได้เจอกันนานเลย กลายเป็นเด็กมหา’ลัยซะแล้ว เป็นไงบ้าง” 

               “สบายดีค่ะ พี่ลูกแก้วสวยขึ้นหรือเปล่าเนี่ย” ชาหวานแทบจะร้องกรี๊ด เธอพูดคุยกับคนรู้จักของตัวเองด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ ฉันเห็นเจตน์ที่นั่งอยู่ข้างกันแอบอมยิ้มให้กับภาพนั้น สายตาเขาโฟกัสอยู่กับชาหวานที่ยังพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อยด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “โห สวยกว่ารูปที่ลงในไอจีอีก อยากทำผมสีนี้บ้างจัง” 

               “ขอบใจจ้ะ น้องชาหวานก็สวยขึ้นเหมือนกัน” รุ่นพี่สาวสวยยกมือขึ้นป้องปากแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “คิดดีๆ นะ ถ้าจะทำให้สีอ่อนขนาดนี้ต้องกัดสีผม เตรียมบำรุงยาวๆ เลย” 

               “พี่ลูกแก้วจะจบปีสี่แล้วนี่นา เรียนเป็นไงบ้างครับ เหนื่อยหรือเปล่า” 

               “เหนื่อยสิ มีเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะไปหมด พี่เพิ่งทะเลาะกับแม่เรื่องไม่อยากรับปริญญาด้วย” 

               พี่ลูกแก้วคนนั้นตอบคำถามของเจตน์ด้วยรอยยิ้มที่ปิดความเศร้าในใจไว้ไม่มิด 

               “ผมก็ไม่อยากรับปริญญาเหมือนกัน” 

               “เนอะ ต้องมาแต่งหน้าแต่งตัวซ้อมเข้าพิธีนู่นนี่นั่นอีก พวกรุ่นพี่ปีที่แล้วยังไม่ได้รับเลย พี่เองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รับตอนไหน” พูดแล้วพี่ลูกแก้วก็ถอนหายใจ “ดีนะที่ชาหวานกับเจตน์เรียนเอกชน อย่างน้อยก็ได้รับกับอธิการบดี ไม่ต้องมากพิธีการจนน่าหงุดหงิดเหมือนมอพี่” 

               เมื่อทักทายกันจนพอใจแล้วชาหวานก็ชักชวนให้พี่ลูกแก้วคนสวยมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราทั้งสี่คน เธอดูอยากคุยกับรุ่นพี่คนนี้มากจนถึงขั้นไปขอยืมเก้าอี้เสริมมาเพื่อพี่ลูกแก้วโดยเฉพาะ 

               กลุ่มเรารู้จักพี่ลูกแก้วเพราะสมัยเรียนชาหวานติดเธอแจเลย ขนาดเรียนจบไปแล้วก็ยังมาเยี่ยมโรงเรียนในวันสำคัญบ่อยๆ ด้วยความสวยและเฟรนด์ลี่ แถมยังเป็นมิตรกับรุ่นน้องและอาจารย์ทุกคน พี่ลูกแก้วเลยได้รับความรักและความเคารพจากชาหวานไปเต็มๆ 

               พูดง่ายๆ ก็คือพี่ลูกแก้วคนนี้เป็นรุ่นพี่ที่ชาหวานและเจตน์ให้ความเคารพและสนิทกันมากถึงมากที่สุด ส่วนฉันกับขิมก็แค่เป็นรุ่นน้องที่คอยยกมือไหว้ทักทายตามมารยาทเฉยๆ ไม่เคยชวนพี่ลูกแก้วหาเรื่องคุยอย่างจริงจังหรอก ก็เราไม่สนิทกันนี่นา 

               “หนูได้ข่าวว่าอาจารย์ที่มอพี่ลูกแก้วหล่อมากก จริงหรือเปล่าคะ?” 

               “ก็หล่อหลายคนอยู่นะ” 

               “บอกบุญหน่อยสิคะ” 

               “อาจารย์ธีไง คนที่สอนภาษาอังกฤษ หล่อมาก” 

               ระหว่างที่พูดพี่ลูกแก้วก็แอบทำหน้าเคลิ้มฝันนิดๆ ยัยขิมที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเบ้หน้าตอนได้ยินพี่ลูกแก้วบรรยายถึงความหล่อเหลาของอาจารย์คนนั้น 

               “เพื่อนหนูที่เรียนที่นั่นก็บอกว่าอาจารย์ธีหล่อมาก” 

               พอได้ยินชื่อแล้วก็ร้องอ๋อจนต้องขอร่วมวงสนทนา ฉันเองก็เคยเห็นหน้ากับชื่อของอาจารย์คนนี้ผ่านหูผ่านตาในเฟซบุ๊กบ้างเหมือนกัน เคยมีคนถ่ายรูปเขาไปลงเพจอาจารย์หล่อบอกต่อด้วยอะไรสักอย่างนี่แหละ เป็นแค่รูปถ่ายมุมเผลอตอนยืนสอนอยู่หน้าห้องแต่กลับได้รับยอดไลค์และยอดแชร์ไปเยอะมากจนน่าตกใจ 

               “หล่อจริงๆ พี่เห็นเขาโสดสนิทมาตั้งนาน แต่ตอนนี้เหมือนจะมีแฟนแล้วนะ” 

               “โธ่ น่าเสียดาย คบกับอาจารย์ด้วยกันเหรอคะ” ชาหวานทำหน้าบึ้ง 

               “คบกับอาจารย์อะไรล่ะ เห็นว่าแอบคบกับลูกศิษย์ข้างบ้านนะ” 

               “เอ๊ะ จริงเหรอคะ!” 

               หัวข้อนี้น่าสนใจมาก ขนาดขิมที่แกล้งทำเป็นไถโทรศัพท์เล่นมาตลอดก็ยังแอบเหล่ตามองไปตามทิศทางของเสียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉันเองก็นั่งหลังตรงเตรียมฟังหัวข้อนี้ต่อทันที 

               “รู้แล้วเหยียบไว้ล่ะ” พี่ลูกแก้วกระซิบเสียงเบาพร้อมกวักมือเรียกคนทั้งโต๊ะให้ขยับเข้ามาฟังใกล้ๆ “ผู้หญิงคนนั้นเรียนเอกเดียวกับพี่ สองคนนี้ดูสนิทกันมาก ได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนบ้านอาจารย์ธีด้วย จะแอบคบกันก็ไม่แปลก” 

               “หูย แซ่บ” 

               ชาหวานสูดปากพร้อมทำสีหน้าเคลิ้มฝัน 

               “แซ่บอะไรล่ะ เรื่องฉาวชัดๆ” 

               “แต่เขาดูเป็นคนดีนะครับ พี่ลูกแก้วเคยบอกว่าสอนดีด้วยนี่?” 

               “ไอ้เรื่องสอนก็สอนดีอยู่หรอก แต่อาจารย์ดีๆ ที่ไหนเขาจะมาแอบคบกับลูกศิษย์ตัวเองล่ะจริงมั้ย” 

               พี่ลูกแก้วพูดพลางถอนหายใจ 

               “ก็จริงค่ะ...” อันนี้ฉันแอบเห็นด้วยแฮะ 

               “เอาน่า เรื่องความรักมันห้ามกันไม่ได้นี่นา” 

               “ห้ามกันไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ให้มันมีลิมิตหน่อย เรียนจบแล้วค่อยคบกันก็ได้นี่ ความสัมพันธ์แบบครูกับลูกศิษย์มันเสี่ยงต่อการที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกควบคุมนะ มีทั้งปัจจัยเรื่องอายุกับสถานะทางสังคมอีก มันไม่เหมาะสม” 

               ยัยขิมหันไปพูดดึงสติชาหวานที่กำลังหลับตาพริ้มเตรียมเข้าสู่โลกสีชมพูสดใสของเธอ 

               “ใช่ๆ พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ถึงจะดูโรแมนติกแต่มันก็ไม่ถูกต้องเนอะ” 

               “เชอะ ทำมาเป็นพูดดี หนูรู้นะว่าพี่ลูกแก้วเคยไปแกล้งจีบอาจารย์ธีอยู่ครั้งนึงน่ะ” 

               คนกำลังฝันหวานทำหน้าบูด ก่อนเอ่ยแซวคนอายุมากกว่าอย่างไม่จริงจังนัก 

               “ลืมๆ ไปเถอะน่า! เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นพี่ยังเด็ก คบกับผู้ชายรุ่นเดียวกันดีกว่า สบายใจกว่ากันเยอะ” 

               ชวนคุยได้สักพักพี่ลูกแก้วก็เป็นฝ่ายขอตัวโดยให้เหตุผลว่าต้องรีบกลับไปทำงานต่อ เราก็เลยพูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนแยกย้ายพากันกลับบ้านทางใครทางมัน 

               เมื่อกลับถึงคอนโดฉันก็ถอดคอนแทคเลนส์ออกมาแช่น้ำยาทิ้งไว้แล้วกลับมาใส่แว่นหนาเตอะเหมือนเดิม กะว่าจะใช้เวลาว่างทบทวนบทเรียนและอ่านหนังสือที่คุณกวีแนะนำสักหน่อย 

               เมื่ออาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนอนเสร็จถึงได้เห็นว่าคุณกวีเพิ่งส่งข้อความมาหาฉันเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง 

           ‘หอม พรุ่งนี้ฝากเอาหนังสือเรื่อง VV กับนาฬิกาที่อยู่ในลิ้นชักมาให้ผมหน่อยสิ’ 

               เรื่องแค่นี้เอง ได้อยู่แล้ว ฉันอ่านทวนข้อความนั้นอีกครั้งก่อนจะตอบตกลงและถามกลับไปว่าให้เอาของพวกนี้ไปให้ที่ไหน 

           ‘ที่มหา’ลัยเธอก็ได้ เลิกเรียนกี่โมงล่ะ’ 

               มหา’ลัยฉันเหรอ? ทำไมต้องไปรับของที่นั่นด้วยล่ะ ฉันตัดสินใจเก็บความสงสัยพวกนั้นไว้ในใจแล้วบอกเวลาเลิกเรียนไปโดยไม่คิดจะตั้งคำถามแม้แต่คำเดียว 

           ‘พรุ่งนี้หนูเลิกเรียนตอนสี่โมงค่ะ’ 

           ‘งั้นเดี๋ยวผมจอดรถรอที่หน้าธนาคารกรุงเก่าก็แล้วกัน’ 

           ‘ได้ค่ะ ไว้เจอกันนะคะ’ 

           ‘เจอกันครับ’ 

               แล้วบทสนทนาของเราสองคนก็จบลงแค่นั้น ฉันส่งภาพเคลื่อนไหวน่ารักๆ ที่มีคำว่าโอเคอยู่ในนั้นให้เขาไปหนึ่งภาพ ก่อนจะลุกจากเตียงมาเป่าผมที่ยังไม่แห้งของตัวเองต่อ 

               ฉันไว้ผมยาวมาหลายปีแล้ว ไม่เคยตัดผมสั้นจริงๆ จังๆ สักที มากสุดก็ทำได้แค่ตัดถึงกลางหลังแล้วคร่ำครวญใส่ตัวเองทุกครั้งที่หน้ากระจกในวันเปิดเทอมใหม่ว่าทำไมร้านนี้ตัดสั้นจัง รวบผมแล้วดูเด๋อสุดๆ พอเข้ามหา’ลัยก็ได้ลองปล่อยผม ม้วนผม ทำทุกทรงที่ตัวฉันสมัยมัธยมไม่สามารถทำได้เพราะมีเรื่องกฎระเบียบมาค้ำคอไว้ 

               การไว้ผมยาวมีข้อเสียหลายอย่าง ทั้งผมร่วงบ้างล่ะ ต้องบำรุงดีๆ บ้างล่ะ แถมเวลาเป่าผมก็ยังแห้งช้าอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่ผมหนาและยาวมากอย่างฉัน แค่เป่าผมก็กินเวลาไปเกือบสิบนาทีแล้ว 

               ถึงจะเคยบ่นกับเพื่อนในกลุ่มเป็นร้อยรอบว่าอยากลองตัดผมสั้นดูสักครั้งจัง แต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายเลยได้แต่ก้มหน้าก้มตายอมซื้อผลิตภัณฑ์มาบำรุงผมและใช้ไดร์เป่าผมต่อไป 

               อีกใจหนึ่งฉันกลัวว่าผมสั้นจะไม่เหมาะกับตัวเองด้วยแหละ เห็นตัวเองผมยาวมาตั้งนาน อยู่ๆ จะให้เดินดุ่มๆ เข้าร้านตัดผมไปตัดให้สั้นเลยก็กระไรอยู่ 

               ความเคยชินนี่น่ากลัวเนอะ ถึงไม่ได้ผูกพันแต่กลับกลัวว่าสักวันจะอยู่ไม่ได้ถ้าขาดมันไป... 

  

               “หอม ไปร้านถ่ายเอกสารเป็นเพื่อนหน่อยสิ” 

               “ได้ๆ รีบหน่อยนะ” 

               “ทำไมรีบอะ มีนัดเหรอ?” 

               “อื้ม” 

               ถึงจะเป็นการนัดส่งของที่ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็เถอะ แต่ถ้าตอบไปแบบนั้นเดี๋ยวได้โดนเพื่อนคนนี้ลากไปเที่ยวที่อื่นต่อแน่ๆ ไม่บอกเหตุผลดีกว่า 

               วันนี้ฉันเรียนหนักมามากพอแล้ว ไม่คิดเลยว่าการนั่งฟังเลคเชอร์ยาวๆ เป็นเวลาสามชั่วโมงจะเป็นอะไรที่ทรมานขนาดนี้ ถึงจะมีช่วงพักเบรกให้ผ่อนคลายก็เถอะ แต่ยังไงก็ทรมานอยู่ดี เฮ้อ... 

               เมื่อจัดการธุระที่ร้านถ่ายเอกสารเสร็จเราสองคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ออมโบกมือลาฉันแล้วขึ้นรถฟรีแถวนั้นเพื่อกลับหอใน ส่วนฉันต้องเดินมารอรถอีกคันไปที่ธนาคารกรุงเก่า สถานที่ที่นัดคุณกวีไว้ว่าจะเอาของมาส่งให้ 

               พอลงจากรถปุ๊บก็เห็นคุณกวียืนรออยู่แถวนั้นพอดี ฉันก็เลยโบกมือให้เขาเล็กน้อยเพื่อเป็นสัญญาณว่ามาแล้วนะ อยู่ทางนี้ๆ 

               “คุณกวีสวัสดีค่ะ” ได้ยินดังนั้นคนอายุมากกว่าก็ยกมือรับไหว้ฉันตามมารยาท “นี่ค่ะ หนังสือกับนาฬิกา” 

               “ขอบคุณครับ” 

               “อันที่จริงคุณกวีเข้าไปเอาของพวกนี้ที่คอนโดเลยก็ได้นะคะ ไม่เห็นต้องลำบากเลย” 

               ดูยังไงการขับรถเข้าไปเอาของด้วยตัวเองก็ดูสะดวกกว่าการฝ่ารถติดเข้ามาในมหาวิทยาลัยและหาที่จอดรถหน้าธนาคารเล็กๆ แห่งนี้ตั้งเยอะ 

               “ไม่เป็นไร ผมมีธุระที่นี่พอดีเลยแวะมาเอาของจากเธอทีเดียวเลย” 

               “มีธุระที่นี่เหรอคะ?” 

               คนแบบเขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับแวดวงทางการศึกษาตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดแล้วก็ขมวดคิ้วพร้อมทวนคำตอบของคุณกวีในหัวอีกครั้งด้วยความสงสัย 

               “ผมนัดเพื่อนไว้น่ะ เพื่อนผมเป็นอาจารย์สอนภาคพิเศษที่นี่” 

               “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ฉันพยักหน้ารับรู้ “งั้นหนูไม่รบกวนคุณกวีแล้วดีกว่า คุยกับเพื่อนให้สนุกนะคะ” 

               “รบกวนอะไรล่ะ ผมคุยกับเพื่อนเสร็จแล้ว ยืนรอเธอตั้งนานไม่เห็นมาสักที” 

               “ขะ ขอโทษค่ะ!” 

               พอได้เห็นคิ้วเข้มของคุณกวีที่เริ่มขมวดเข้าหากันเป็นปมแล้ว ฉันก็รีบออกปากขอโทษขอโพยเขาไปทันที นี่อุตส่าห์รีบสุดๆ แล้วนะ! ไม่คิดเลยว่าจะรบกวนเวลาเขาได้ขนาดนี้ 

               “ช่างเถอะ เลตแค่ไม่กี่นาที คราวหน้าถ้านัดใครไว้ก็อย่ามาสายแบบนี้อีกล่ะ ถ้าคิดว่ามาไม่ทันแน่ๆ ก็เผื่อเวลานัดไว้ด้วย” 

               “ขอโทษค่ะ...” 

               “รู้สึกผิดก็ดีแล้ว อย่าทำอีกละกัน เอ้า ขึ้นรถเร็ว” 

               “...คะ?” 

               ขึ้นรถ...ไปไหนคะ? 

               ฉันทำตาโตมองหน้าคุณกวีด้วยความงุนงง มามุกนี้อีกแล้วนะ วันนั้นก็ชวนให้ติดรถไปที่ห้าง วันนี้ยังมาชวนให้ติดรถกลับคอนโดอีก ทำไมถึงเป็นคนใจกว้างได้ขนาดนี้นะ 

               เอ หรือเขาคิดจะเก็บค่าน้ำมันรถมารวมกับค่าเทอมฉันโดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นดอกเบี้ย! ต้องใช่แน่ๆ นี่สินะสาเหตุที่ยัยขิมไม่อยากให้ฉันไว้ใจคุณกวีง่ายเกินไป เป็นแบบนี้นี่เอง! 

               “...ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไงน่ะ ผมเลิกงาน เธอเลิกเรียน ตอนนี้เราว่างทั้งคู่ เดี๋ยวผมไปส่ง” 

               “อุ๊ย ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับบ้านเองได้ รอรถแค่ไม่กี่นาทีเอง” 

               “แต่วันนี้วันศุกร์นะ” 

               “อื้อ ก็วันศุกร์ไงคะ” 

               ได้ยินแบบนั้นคุณกวีก็ถอนหายใจพร้อมยกมือขึ้นกุมขมับ 

               “...แถวนี้รถมันติด โดยเฉพาะเย็นวันศุกร์ยิ่งติดเป็นพิเศษเลย” คุณกวีพูดพลางเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง “เธอได้รอรถเมล์ตั้งแต่สี่โมงเย็นยันสองทุ่มแน่” 

               “เว่อร์ไปแล้วค่ะ หนูไม่เคยรอนานขนาดนั้นนะ...” 

               ถึงจะไม่เคยรอนานขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ารอนานพอสมควร... 

               “อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ ติดรถมาด้วยกันเถอะ” 

               “แต่...” 

               ฟังกันบ้างสิ ผู้ชายคนนี้นี่! ฉันอ้าปากเตรียมหาข้ออ้างมาบอกปัดความหวังดีของเขาอีกครั้ง แต่รอบนี้คุณกวีกลับไม่ใช้แววตาดุๆ หรือน้ำเสียงเข้มๆ เพื่อกดดันฉันอีกแล้ว 

               เขาแค่ยิ้ม แค่ขยับมุมปากให้โค้งขึ้นนิดๆ แล้วพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงว่า 

               “จะได้รีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือไง ถ้าเทอมนี้เกรดไม่ถึงสามเดี๋ยวไม่ได้เรียนต่อนะ” 

               น้ำเสียงที่คุณกวีใช้ฟังดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวังดี แต่เมื่อได้ฟังแล้วฉันกลับรู้สึกขนลุกขึ้นมาซะงั้น... 

               “นี่...คิดจะขู่กันเหรอคะ?” 

               “ไม่ได้ขู่ ผมแค่อยากให้เธอมีเวลาอ่านหนังสือเยอะๆ” 

               “ขู่ชัดๆ” 

               “ผมหวังดีต่างหาก” 

               “...ก็ได้ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ” 

               อยากร้องไห้ชะมัด ฉันได้แต่เม้มปากตัวเองไว้แน่นแล้วยอมก้าวขาขึ้นรถตามมานั่งข้างเขาแต่โดยดี จากนั้นก็ยกมือไหว้ลุงภพที่เอี้ยวตัวมาทักทายด้วยรอยยิ้ม เราสองคนคุยกันเรื่องเส้นทางไปเรื่อยๆ และพากันลดเสียงพูดให้เบาลงอย่างพร้อมเพรียงเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของคุณกวี 

               “ฮัลโหลครับแม่...ครับ ผมกำลังกลับบ้าน” คุณกวีตอบรับเจ้าของเสียงปลายสายด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้จะไม่เห็นหน้ากันแต่เขากลับดูมีความสุขที่ได้ยินเสียงนั้น “อยู่บนรถครับ ยังไม่ถึงบ้านเลย...ครับ? ตอนนี้เลยเหรอ ผมไม่ค่อยสะดวกนะ” 

               หลังจบประโยคนั้นฉันแอบเห็นสีหน้าของคุณกวีดูเป็นกังวลขึ้นมาเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วรับฟังเสียงจากปลายสายเงียบๆ พร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ ตามไปด้วย 

               “...เข้าใจแล้วครับ ผมไปก็ได้ อย่าไปบังคับพี่เขาเลย เดี๋ยวก็ได้ทะเลาะกันอีกหรอก” 

               พูดอีกไม่กี่คำคุณกวีก็วางโทรศัพท์เครื่องหรูไว้ข้างตัวก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ฉันลอบมองท่าทีของเขาเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรออกไปเพราะคิดเองเออเองไปเรียบร้อยว่าเขาน่าจะอยากพักสายตาและใช้เวลาขบคิดเรื่องปัญหาของตัวเองอยู่เงียบๆ 

               “หอม” 

               “ว่าไงคะ” 

               ฉันแอบสะดุ้งเล็กน้อยตอนได้ยินเสียงทุ้มเรียกชื่อตัวเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวนะ ไม่งั้นคงไม่ขยับตัวไปมาและกระแอมไอเพื่อปรับเสียงตัวเองให้กลับมาเป็นปกติหรอก 

               “ผมมีธุระนิดหน่อย ต้องแวะโรงพยาบาล เธอรีบหรือเปล่า?” 

               คุณกวีหันหน้ามาทางฉัน น้ำเสียงฟังดูถ่อมตัวและเกรงอกเกรงใจ 

               “ไม่รีบนะคะ ตามสบายเลย คุณกวีส่งหนูที่ป้ายรถเมล์แถวนั้นก็ได้” 

               “แต่วันนี้รถติดนะ ติดรถกลับด้วยกันนี่แหละ รอผมแป๊บเดียว” 

               “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ หนูกลับเองได้” 

               เถียงกันได้สักพักในที่สุดคุณกวีก็พยักหน้ายอมรับการตัดสินใจของฉันแต่โดยดี ฉันจึงถือโอกาสใช้เวลาที่เหลือบนรถนั่งคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่านะ ถ้าให้เดา คนที่โทรมาคุยกับคุณกวีเมื่อหลายนาทีก่อนต้องเป็นคุณแม่ของเขาแน่ๆ เลย สีหน้าที่ดูเป็นกังวลและท่าทีที่ดูร้อนรนของเขาทำให้ฉันเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทีละเล็กทีละน้อย 

               อ๊ะ นี่อย่าบอกนะว่าแม่เขาป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะ... 

               รู้ตัวอีกทีฉันก็เอาแต่สวดภาวนาขอให้คุณแม่ของคุณกวีปลอดภัยไปตลอดทาง สำหรับฉันการเข้าโรงพยาบาลถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถึงจะไม่สนิทกันแต่ฉันก็อยากให้คุณแม่ของเขาปลอดภัย 

               ฉันคิดแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนลุงภพหาที่จอดรถในโรงพยาบาลเจอ เราขึ้นลิฟต์จากลานจอดรถเข้าไปในโรงพยาบาลแล้วพากันแยกย้ายไปทางใครทางมัน คุณกวีไปเยี่ยมแม่ ส่วนฉันต้องออกไปโบกรถเมล์กลับบ้าน 

               “อ้าว ลุงภพไม่ไปกับคุณกวีเหรอคะ?” 

               ฉันร้องทักด้วยความสงสัย ทำไมถึงเดินมาทางเดียวกับฉันล่ะ แปลกจัง 

               “คุณนายฝากซื้อผลไม้ที่ตลาดข้างโรงพยาบาลน่ะครับ คุณหอมไปด้วยกันมั้ย?” 

               แถวนี้มีตลาดด้วยเหรอ แวะหน่อยดีมั้ยนะ จะได้ซื้ออะไรอร่อยๆ กลับไปกินที่บ้านหรือไม่ก็ซื้อลูกชิ้นปิ้งสักไม้สองไม้มายืนเคี้ยวเล่นระหว่างรอรถเมล์ไปด้วยก็ดีเหมือนกัน 

               “ไปค่ะ เดี๋ยวหนูช่วยถือของนะคะ” 

               แล้วฉันก็เผลอตอบรับคำขอของลุงภพไปอย่างง่ายดาย แถมอาสาพาตัวเองเข้าไปช่วยงานเขาด้วย อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์คุณลุงใจดีที่เห็นแล้วก็อยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่ตลอดเวลาของเขาด้วยล่ะมั้ง ลุงภพเขาดูเป็นคนดีนะ คอยบอกเส้นทางและเคล็ดลับการเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ให้มือใหม่อย่างฉันด้วย 

               กลับบ้านช้านิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง? ฉันหันไปส่งยิ้มให้ลุงภพแล้วสับขาเปลี่ยนเส้นทางจากป้ายรถเมล์เป็นตลาดข้างโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว 

                

  

               มีต่อตอนหน้านะคะ มีเรื่องจะแจ้งให้ทราบด้วย อีกสองสามวันเจอกันนะ! 

               อ้อ เราเคยคิดอยากตั้งแท็กนิยายเรื่องนี้เหมือนคนอื่นบ้าง คิดอยู่นานเลย ตอนแรกกะจะตั้งว่า #คุณกวีชอบหอม แต่พอลองอ่านซ้ำอีกครั้งดันผวนได้คำที่ดู 18+ มาซะงั้น เลยลองตัดเป็น #คุณวีชอบหอม เอ๊า ดันผวนง่ายกว่าเดิมอีก! 

               อย่าติดแท็กเลย... (ฮา) 

ความคิดเห็น