email-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคนที่แวะมาติดตามผลงานของเรานะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 868

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2563 15:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 [100%]
แบบอักษร

09/06/2020 

 

 

 

 

 

ตอนที่ ๑๔ [๑๐๐%] 

 

 

 

 

 

ทำไมทุกอย่างจึงเป็นแบบนี้ไปได้ แล้วเช่นนี้หนทางก้าวสู่ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาจะไม่สั่นคลอนลงไปหมดเลยหรืออย่างไร ทั้งตำแหน่งของท่านตาที่ถูกลดทอนลงไป ไหนจะผู้ร่วมสนับสนุนคนอื่นๆ ที่อาจจะถือโอกาสนี้ถอยห่างของจากตนไปอีก เหตุใดเรื่องราวทั้งหมดนี้ถึงได้เกิดขึ้นมาในเวลานี้กัน 

หญิงแพศยาผู้นั้นช่างน่าตายยิ่งนัก บังอาจมาทำให้แผนการของเข้าต้องล้มลงเช่นนี้ 

เว่ยกงซุนพยายามสะกดความโกรธในร่างกายของตนเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนอื่นรับรู้ได้ว่าตอนนี้เขากำลังเป็นกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะกับศัตรูสองคนข้างกายเข้าในเวลานี้อย่างองค์รัชทายาทและองค์ชายรอง 

“ฝ่าบาท ได้โปรดอย่าได้เนรเทศบิดามารดาของหม่อมฉันเลยนะเพคะ หม่อมฉันยินดีรับโทษทุกอย่าง ขอเพียงแค่อย่าได้เนรเทศบิดามารดาของหม่อมฉันเลย” หวังหยวนซินตะโกนขอร้องฝ่าบาทด้วยน้ำเสียงที่แทบจะขาดใจ เหตุใดทุกอย่างจึงกลับกลายมาเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่นางคาดหวังว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีนางอยู่ที่นี่ หากแต่บิดามารดาก็จะยังคงอยู่อย่างสุขสบายดีเป็นแน่ ไม่คิดเลยว่าความหวังของนางจะหายไป หลังจากที่ฝ่าบาทตรัสออกมาเช่นนั้น 

“เจ้าจงยอมรับแต่โดยดี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะตัวของเจ้าเอง หาใช่เพราะเจิ้นใจร้ายกับเจ้าไม่” ฮ่องเต้เหยียนซีเอ่ยอีกครั้ง ก่อนที่จะโบกมือให้อวิ๋นเทียนหยางพาตัวหญิงสาวผู้นั้นออกไปลงโทษและจัดการเนรเทศตามราชโองการที่ตนตรัสเอาไว้ 

“หวังว่าวันนี้ทุกท่านคงจะได้เห็นแล้ว หากต่อไปยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คนทั้งตระกูลของพวกเจ้าจะต้องมารับรู้ถึงการกระทำที่ผิดพลาดนี้เช่นกัน ส่วนท่านหวังเฉาเหว่ย ใช้เวลานี้ดูแลคนของเจ้าให้ดี อย่าได้ปล่อยปละละเลยอีกฝ่าย จนสามารถออกมากระทำการดูหมิ่นเชื้อพระวงศ์เช่นนี้ได้อีก มิเช่นนั้นต่อไปจะเป็นเจ้าที่จะถูกเจิ้นเนรเทศให้ออกจากแคว้นเว่ย” ฮ่องเต้เหยียนซีเอ่ยย้ำอีกครั้ง แล้วจึงลุกเดินออกจากท้องพระโรงไปอย่างรวดเร็ว 

เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ชายจากไปเช่นนั้น เว่ยฮุ่ยหมิงก็เหลือบมองอดีตเสนาบดีกรมพิธีการอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะออกจากท้องพระโรงเป็นคนถัดไป โดยที่ชายหนุ่มไม่ลืมหันมานัดแนะเวลากับท่านจางเทียนเล่อด้วย เพราะถ้าหากพวกเขาด้วยทางเร็วเท่านั้น ก็ยิ่งจะมีเวลาจัดการกับสำนักจินซานแห่งนั้นได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น และเขาก็ไม่อยากจากหนี่ว์เอ๋อร์ของเขาไปนานเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเขาคงจะคิดถึงอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน 

  

หลังจากที่ออกจากท้องพระโรงแล้วนั่น จางเทียนเล่อก็รีบกลับมายังจวนสกุลจางของตนเองในทัน ก่อนที่เขาจะให้คนไปเรียกฮูหยินของตนมาพบที่ห้องทำงานของเขา วันนี้เป็นวันที่ตนจะต้องจากครอบครัวไปไกลอีกครั้ง โดยส่วนตัวแล้วตนก็แอบรู้สึกผิดกับอีกฝ่ายเช่นกัน ทั้งๆ ที่เขาควรจะมีเวลาอยู่ด้วยกันเหมือนเช่นครอบครัวอื่น หากแต่เพราะหน้าที่ที่ต้องไปจัดการแทนฝ่าบาท ทำให้บางครั้งเขาละเลยคนในครอบครัวของตนไปมากพอสมควร 

“ท่านพี่ ท่านให้พ่อบ้านตู้ไปตามน้องมามีสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ” จางฟู่หลินเอ่ยถามผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่สบายใจ อีกทั้งนางยังเห็นท่าทีเคร่งเครียดของอีกฝ่ายอีกต่างหาก 

หรือว่าการประชุมในวันนี้ จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นกันแน่ 

“นั่งก่อนเถอะหลินเอ๋อร์” จางเทียนเล่อลุกขึ้นเดินไปจูงมือฮูหยินของตนให้มาบนเก้าอี้ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเดินกลับไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง “ถ้าหากข้าไม่ได้อยู่ที่จวน เจ้าจะช่วยข้าดูแลจวนสกุลจางของเราให้ดีได้หรือไม่” 

เขาไม่รู้ว่าครั้งนี้ไปจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า เพราะจากที่ชินอ๋องกล่าวออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ก็บ่งบอกได้ว่าศัตรูของพวกเขาในครั้งนี้มีฝีมือที่ร้ายกาจพอสมควร ไม่เช่นนั้นชินอ๋องคงจะไม่เสียท่าให้กับอีกฝ่ายเป็นแน่ 

จางฟู่หลินส่งสายตาให้กับผู้เป็นสามีด้วยความกังวลใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เจ้าคะ หรือว่ามีสงครามที่ชายแดนอีกแล้ว” 

จางเทียนเล่อถอนหายใจออกมาด้วยความเป็นกังวลเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ที่เสนาบดีซ้ายเป็นผู้เสนอแนะให้เขาเป็นผู้ไปจัดการเรื่องนี้ ทำให้เขาอดเป็นห่วงครอบครัวของตนขึ้นมาไม่ได้ ว่าอีกฝ่ายกำลังจะมีแผนการอะไรขึ้นมาหรือเปล่า และยิ่งเขาไม่สามารถดูแลครอบครัวของเขาได้ด้วยตนเองเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลมากยิ่งขึ้นไปอีก 

“ฝ่าบาทได้มอบหมายให้ข้าเป็นคนไปจัดการสำนักจินซานที่ออกมาอาละวาดอยู่บริเวณชายแดนแคว้นฉิน และข้าคงจะไม่มานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจเช่นนี้เลย ถ้าหากว่าเสนาบดีซ้ายถังฮุ่ยเฟิงผู้นั้น จะไม่เป็นผู้ออกหน้าให้ข้าต้องออกเดินทางไปชายแดนแคว้นฉินเช่นนี้” 

“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ น้องจะคอยดูแลหนี่ว์เอ๋อร์และเซียนเอ๋อร์ให้เป็นอย่างดี หากนางจะไปที่ใด น้องจะให้นางพาผู้ติดตามไปมากกว่าแต่ก่อนอีกสักหน่อย น้องเชื่อว่าทั้งหนี่ว์เอ๋อร์และเซียนเอ๋อร์จะต้องเข้าใจอย่างแน่นอน” จางฟู่หลินเอ่ยบอกกับผู้เป็นสามี เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นกังวลในตัวนางและบุตรีทั้งสองมากจนเกินไป อีกทั้งพวกนางก็ยังอยู่ภายในเมืองหลวงและส่วนมากก็มักจะอยู่ติดอยู่ภายในจวนเท่านั้น ถังฮุ่ยเฟิงผู้นั้นคงจะไม่คิดที่จะจัดการพวกนางสามคนแม่ลูกน้อง หากแต่สิ่งที่นางเป็นห่วงมากที่สุดก็คือการเดินทางของผู้เป็นสามีนั้นเอง 

เพราะนางเชื่อว่าเสนาบดีซ้ายผู้นั้นคงจะต้องว่าจ้างคนมาสังหารสามีของนางอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายถูกสามีของนางหักหน้าเรื่องของถังอี้เฟยแล้วนั้น อีกฝ่ายก็ดูจะเห็นตระกูลจางของพวกนางเป็นศัตรูในทันที 

“สิ่งที่น้องเป็นกังวลก็เห็นทีจะเป็นท่านพี่เสียมากกว่า น้องคิดว่าครั้งนี้ถังฮุ่ยเฟิงผู้นั้นคงจะไม่ยอมท่านพี่เดินทางอย่างสะดวกสบายเช่นทุกครั้งเป็นแน่” 

จางเทียนเล่อพยักหน้าให้กับฮูหยินของตนด้วยความยินดี ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน หญิงสาวผู้นั้นก็ยังคงทำให้เขารู้สึกทึ่งได้อยู่เสมอ เพราะหากเป็นสตรีอื่นแล้วละก็ มีหวังเขาคงต้องมานั่งปลอบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายร้องไห้เป็นแน่ หากแต่ฮูหยินของเขาคนนี้แม้จะมีท่าทีที่อ่อนโยน หากแต่เวลาที่เราต้องการคนคอยปรึกษา นางก็มักจะมีคำแนะนำดีๆ และมักจะเป็นห่วงเขาอยู่เสมอไม่เคยจางหาย และด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ ทำให้ในสายตาของเขาไม่สามารถมองไปยังที่สตรีได้เลยสักครั้ง เพราะทั้งชีวิตของเขาได้มอบมันให้กับฮูหยินของเขาเพียงคนเดียว 

ถึงแม้ว่าจะมีเหล่าขุนนางบางคนมาคอยพูดจาให้ตนฟังอยู่เสมอ ว่าการมีสตรีอยู่ข้างกายเป็นเรื่องธรรมดาของขุนนางใหญ่เช่นพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาที่เป็นถึงแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน สำหรับสตรีที่ไม่สามารถคลอดบุตรชายมาให้นั้น ถือได้ว่าเป็นสตรีที่มีข้อบกพร่องอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงได้สรรหาบุตรีของตนเองมาให้กับเขา เพื่อหวังที่จะได้เกี่ยวดองกับตระกูลจางของเขานั้นเอง 

แต่สำหรับเขาแล้วนั้น ในเมื่อฮูหยินมีเขาเพียงคนเดียวในชีวิต เขาก็ควรจะตอบแทนที่อีกฝ่ายมอบกาย มอบใจและมอบชีวิตให้เขาดูแล ด้วยการมีอีกฝ่ายเพียงคนเดียวเช่นกัน ถึงแม้ว่าฮูหยินของเขาจะไม่สามารถมอบบุตรชายเพื่อสืบทอดตระกูลจางของเขาก็ตามที เขาก็ไม่เคยคิดที่จะกล่าวโทษอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเพียงแค่อีกฝ่ายยินยอมตั้งครรภ์ให้เขา และได้คลอดและเลี้ยงดูบุตรสาวทั้งสองนางที่แสนจะน่าเอ็นดูเช่นนี้ เขาก็ไม่รู้จะต้องขอบคุณอีกฝ่ายไปอีกกี่ปีถึงจะเพียงพอต่อความเสียสละในครั้งนี้ 

มีคู่ชีวิตที่ดีเพียงหนึ่ง ย่อมมีความสุขไปชั่วชีวิต 

“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะระมัดระวังตัวเองให้ดี อีกทั้งยังมีชินอ๋องร่วมเดินทางไปด้วยอีกต่างหาก ดังนั้นเรื่องการคุ้มกันจะต้องแน่นหนาเป็นแน่” 

“เช่นนั้นน้องก็เบาใจลงไปได้หน่อย แต่ท่านพี่จะไม่เรียกหนี่ว์เอ๋อร์กับเซียนเอ๋อร์มาพูดคุยกันสักหน่อยหรือเจ้าคะ” จางฟู่หลินเอ่ยถามผู้เป็นสามีของตน เพราะทุกครั้งก่อนที่จะออกเดินทางสามีของนางมักจะไปนั่งสนทนากับบุตรสาวทั้งสองคน ในบางครั้งก็สนทนากันยาวนานจนถึงเวลารับประทานอาหารเลยก็ว่าได้ 

“พี่บอกให้พ่อบ้านตู้ไปบอกกล่าวกับพวกนางแล้วล่ะ ครั้งนี้เป็นการเดินทางเร่งด่วนเลยอาจจะไม่มีเวลาบอกลากันสักเท่าไหร่ คงต้องฝากให้เจ้าช่วยดูแลทั้งสองคนแทนข้าในระหว่างนี้แล้ว” 

“ท่านพี่จะออกเดินทางเลยเหรอเจ้าคะ” จางฟู่หลินเอ่ยถามสามีของตนด้วยความตกใจ ตนนึกว่าจะได้รับประทานอาหารอีกสักครั้งก่อนจะจากกันเสียอีก แต่นี่อีกฝ่ายกลับต้องเร่งออกเดินทางในทันที ทั้งๆ ที่พึ่งจะกลับมาถึงจวนได้ไม่นาน 

จางเทียนเล่อพยักหน้าให้กับผู้เป็นฮูหยินอีกครั้ง “เจ้าช่วยไปจัดเตรียมชุดให้ข้าได้หรือไม่ เอาไปสักสี่ห้าชุดก็คงพอแล้ว” 

“ได้เจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นน้องจะให้บ่าวจัดเตรียมอาหารแห้งและขนมต่างๆ เอาไว้ให้กับท่านพี่ด้วยนะเจ้าคะ เวลาเดินทางท่านจะได้ไม่ท้องว่างจนเกินไป” นางไม่รู้ว่าการเดินทางในครั้งนี้จะยากลำบากกว่าทุกครั้งหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่นางพอจะช่วยเหลือสามีของนางได้ นางก็ยินดีที่กระทำมันเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าบางครั้งสิ่งที่นางทำนั้นจะเล็กน้อยก็ตามที 

“ขอบใจเจ้ามาก” 

หลังจากที่ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเสด็จสิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น จางเทียนเล่อและจางฟู่หลินก็พากันเดินตรงไปยังด้านหน้าของจวนสกุลจาง ซึ่งบัดนี้นี้บ่าวรับใช้จะจัดเตรียมม้าเอาไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

“ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงได้ออกเดินทางกะทันหันเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ” จางเยว่หนี่ว์เอ่ยถามผู้เป็นบิดาด้วยความงุนงง แถมนางพึ่งจะมาทราบเรื่องไม่กี่เค่อเท่านั้นเอง ยังดีที่นางยังคงมีโอสถในมิติอยู่พอสมควร จึงสามารถมอบมันให้กับบิดาของนางได้ 

“ใช่เจ้าคะ เซียนเอ๋อร์กับพี่ใหญ่พึ่งจะทราบเรื่องเมื่อสักครู่นี้เอง เหตุใดท่านพ่อจะต้องรีบออกเดินทางเช่นนี้ด้วยเจ้าคะ” จางลี่เซียนเห็นด้วยกับผู้เป็นพี่สาว นางทั้งตกใจและเป็นกังวลกับการเดินทางของบิดาเช่นกัน 

จางฟู่หลินส่ายศีรษะให้กับท่าทีของบุตรสาวทั้งสองของตน ถึงแม้ว่าสามีของนางมักจะออกเดินทางไปทำการศึกอยู่หลายครั้ง หากแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะเร่งด่วนมากเท่าครั้งนี้ และนั้นคงจะทำให้บุตรสาวทั้งสองของนางรู้สึกผิดสังเกตเช่นกัน 

“หนี่ว์เอ๋อร์ เซียนเอ๋อร์ พวกเจ้าสองคนก็อย่าได้ทำให้ท่านพ่อของเจ้ารู้สึกลำบากใจเลย” 

จางลี่เซียนหันกลับไปมองมารดาของตน ก่อนที่หญิงสาวจะถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดใจ ที่นางจะต้องไม่ได้พบเจอกับบิดาของนางไปอีกหลายวันเลยทีเดียว หากแต่หญิงสาวก็เข้าใจดีเรื่องหน้าที่การงานของผู้เป็นบิดา 

“ท่านพ่อ ท่านต้องรีบกลับมาหาเซียนเอ๋อร์นะเจ้าคะ” 

จางลี่เซียนเอ่ยบอกกับบิดาของตนด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน ซึ่งนั่นก็เรียกความเอ็นดูให้กับผู้คนที่ได้ยินเป็นอย่างดี โดยเฉพาะท่านจางเทียนเล่อ ที่เขาอยากจะทิ้งงานทิ้งการเพื่ออยู่จวนกับบุตรสาวของตนเลยทีเดียว 

ท่านจางเทียนเล่อยกมือหนาของตนลูบไล้ศีรษะของบุตรสาวคนรองด้วยความอ่อนโยน ก่อนที่เขาจะดึงร่างบางของบุตรสาวเข้ามากอดเอาไว้ด้วยความห่วงหา ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าอีกนานเพียงใดตนถึงจะได้พบอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง เวลานี้จึงทำได้เพียงโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้เท่านั้นเอง 

“เจ้าอย่าได้ซนกับมารดาของเจ้าเด็ดขาดนะ หากว่างก็แวะมาสนทนาหรือช่วยงานมารดาของเจ้าบ้าง” จางเทียนเล่อเอ่ยกำชับกับอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าตนจะรู้ดีว่ายามที่เขาไม่อยู่ที่จวนนั้น อีกฝ่ายไม่เคยนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาให้เขาเคยสักครั้ง 

“เจ้าค่ะท่านพ่อ เซียนเอ๋อร์จะดูแลท่านแม่แทนท่านพ่อเองเจ้าค่ะ” จางลี่เซียนผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นบิดา ก่อนที่ตนจะเดินเข้าไปกอดแขนเรียวบางของผู้เป็นมารดาเอาไว้ 

เมื่อเห็นว่าน้องสาวสนทนากับบิดาเสร็จสิ้นแล้วนั้น จางเยว่หนี่ว์ก็เดินเข้าไปหาผู้เป็นบิดาเป็นลำดับถัดไป หญิงสาวส่งยิ้มให้กับบิดาของตนเบาๆ ก่อนที่จะยื่นห่อผ้าที่นางถือเอาไว้ให้กับอีกฝ่าย ซึ่งภายในนั้นได้มีโอสถหลากหลายชนิดที่หน้าปรุงมันขึ้นมาด้วยตนเอง ทั้งโอสถรักษาบาดแผล โอสถบำรุงร่างกาย และยาถอนพิษชนิดต่างๆ ที่นางปรุงมันขึ้นมาจากตำราของท่านตาเทียนอี้ 

“โอสถเหล่านี้ลูกขอมอบมันให้กับท่านพ่อเจ้าคะ บางขวดลูกก็ได้เขียนวิธีการใช้เอาไว้ให้ท่านพ่อแล้ว รับรองท่านพ่อใช้ไม่ผิดแน่นอนเจ้าค่ะ” 

จางเทียนเล่อหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง เมื่อได้ยินคำกล่าวของบุตรีคนโต “ขอบใจเจ้ามาก พ่อจะรักษาห่อผ้านี้เอาไว้เป็นอย่างดีเลยล่ะ” 

“ท่านพ่อต้องรีบกลับมานะเจ้าคะ ทั้งท่านแม่ ข้าและน้องรองจะรอท่านอยู่ที่จวนแห่งนี้เจ้าค่ะ” จางเยว่หนี่ว์เอ่ยบอกกับผู้เป็นบิดา พร้อมกับก้าวเอาไปกอดร่างกำยำของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างอดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ถึงแม้ว่านางจะรู้จักอีกฝ่ายได้ไม่นานสักเท่าไร หากแต่นางก็ดีว่าอีกฝ่ายรักนางและครอบครัวมากเพียงพอ และอาจจะมากกว่าชีวิตของตนเองก็เป็นได้ 

“ได้สิ พ่อจะรีบกลับมาพวกเจ้าและมารดาของเจ้า” 

“นายท่าน ท่านอ๋องเดินทางมาทางด้านนี้ขอรับ” เสียงของพ่อบ้านตู้เอ่ยขึ้น ทั้งๆ ที่ตนก็ยังไม่อยากขัดจังหวะการสนทนาของนายท่านและคุณหนูใหญ่แม้แต่นิดเดียว หากแต่บัดนี้ท่านอ๋องได้เดินทางมารับนายท่านของเขาด้วยตนเองเสียแล้ว 

จางเยว่หนี่ว์ผละกายออกจากผู้เป็นบิดา ก่อนที่หญิงสาวจะหันกลับไปมองขบวนทหารที่กำลังเดินตรงมายังบริเวณหน้าจวนของตน ในตอนแรกตนนึกว่าอีกฝ่ายจะใส่ชุดเกาะเสียอีก หากแต่ยามนี้ชายหนุ่มกลับใส่เพียงใส่ชุดธรรมดาเหมือนเช่นทุกครั้ง 

“ถวายบังคมชินอ๋อง” 

ทั้งคนของตระกูลจางและบรรดาชาวบ้านที่ยืนอยู่บริเวณรอบๆ ต่างก็ทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพชายหนุ่มผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ตามธรรมเนียม หากแต่เพียงไม่นานทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาวะเดิมอีกครั้ง 

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่ท่านจางเทียนเล่อ” เว่ยฮุ่ยหมิงเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงเป็นใย หากแต่สายตาของชายหนุ่มนั้นกลับมองตรงไปยังร่างบางที่อยู่ในห้วงคำนึงของเขา เขาคงจะไม่ได้พบเจออีกฝ่ายไปนานหลายวันเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้ตนจึงได้รีบจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะต้องการมาเยือนที่ตระกูลจางแห่งนี้อีกครั้งก่อนที่จะออกเดินทางนั่นเอง 

“หากขาดเหลือสิ่งใดสามารถบอกข้าได้ทันที” 

เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าชินอ๋องผู้นี้มาที่จวนของเขาด้วยเหตุอันใด เห็นทีครั้งนี้ตนจะต้องพูดคุยกับอีกฝ่ายให้ชัดเจนเสียแล้ว จะมาทำท่าทีหยอกล้อกับบุตรสาวของเขาเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถึงจะเป็นชินอ๋องก็เถอะ เขาก็มีวิธีที่จะจัดการอีกฝ่ายเช่นกัน 

จางเทียนเล่อเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม ก่อนที่จะกระซิบกับอีกฝ่ายอย่างที่ต้องการให้ได้ยินเพียงสองคนเท่านั้น “ท่านอ๋อง เห็นทีเราสองคนต้องมีเรื่องสนทนากันอีกมากเลยทีเดียวนะพ่ะย่ะค่ะ” 

“ขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตา หากแต่ตอนนี้ทุกอย่างถูกตระเตรียมเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

เว่ยฮุ่ยหมิงถอนหายใจเพียงเล็กน้อย ในเมื่อตนคิดที่จะเข้าถ้ำเสือเพื่อล่อลูกเสือแสนสวยออกไป ตนก็คงต้องสนทนากับอีกฝ่ายอย่างที่คนตรงหน้าต้องการ และเขาคงต้องเริ่มแสดงความจริงใจให้บิดาของอีกฝ่ายรับรู้ในตอนนี้เสียแล้ว 

“ท่านคงจะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของคนในตระกูลจาง” เว่ยฮุ่ยหมิงเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าจะให้องครักษ์เงาส่วนหนึ่งมาประจำการอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว เพื่อคอยตรวจตราและคอยดูแลผู้คนในจวนแห่งนี้ ในระหว่างที่ท่านเดินทางไปที่ชายแดนแคว้นฉินกับข้า” 

จางเทียนเล่อมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความตกใจ ถึงแม้ว่าเขาไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับอีกฝ่ายก็ตามที หากแต่ในเวลานี้มีเพียงแค่ชินอ๋องผู้นี้เท่านั้นที่เขาพอจะไว้ใจได้ และข้อเสนอที่อีกฝ่ายกล่าวออกมานั้นก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะในเวลานี้เขารู้สึกเป็นห่วงฮูหยินและบุตรีทั้งสองของตนเป็นอย่างมาก ด้วยกลัวว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้น ถังฮุ่ยเฟิงผู้นั้นจะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับตระกูลจางของเขา ถึงแม้ว่าภายในจวนจะมีทหารของเขาอยู่ก็ตามที 

“เพราะเหตุใดท่านอ๋องจึงต้องช่วยเหลือตระกูลจางของข้ามากมายเช่นนี้ล่ะพ่ะย่ะค่ะ” 

เว่ยฮุ่ยหมิงส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าของชายหนุ่มจะกลับมาราบเรียบเช่นเดิม “ประการแรกเป็นเพราะท่านกำลังเดินทางไปทำหน้าที่เพื่อแคว้นเว่ย ดังนั้นท่านไม่ควรที่จะห่วงหน้าพะวงหลัง หากมีองครักษ์เงาข้าอยู่ด้วยนั้น ก็สามารถรับรองกับท่านได้ว่าทั้งฮูหยินและบุตรสาวทั้งสองของท่านจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน” 

เมื่อได้ยินชินอ๋องเอ่ยออกมาเช่นนั้น จางเทียนเล่อก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ 

“ในเมื่อมีประการแรก เช่นนั้นก็คงมีประการที่สองใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” 

เว่ยฮุ่ยหมิงสบตามองอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา “ประกาศที่สอง ท่านจางเทียนเล่อน่าจะเข้าใจดี ในเมื่อท่านได้ขอเวลาสนทนากับข้าไม่ใช่เหรอ” 

จางเทียนเล่อชะงักเล็กน้อย เพราะเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาเช่นนั้น หรือว่าจะใกล้ได้เวลาที่เขาจะต้องเสียบุตรีคนโตไปให้กับผู้อื่นเสียแล้ว 

“ถ้าเช่นนั้น กระหม่อมคงต้องรบกวนท่านอ๋องเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

เว่ยฮุ่ยหมิงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมาหาองครักษ์คนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขามากนัก “ชงหยวน ไปจัดการให้องครักษ์เงาของข้าส่วนหนึ่งมาคุ้มครองตระกูลจางแห่งนี้ และอย่าให้เกิดขอผิดพลาดใดขึ้นมาเป็นอันขาด” 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

จางเทียนเล่อค่อมกายให้ชายหนุ่มเบื้องหน้า หากไม่ได้อีกฝ่ายเห็นทีตลอดกายเดินทางเขาคงจะเป็นห่วงคนตระกูลตลอดเวลาเป็นแน่ แต่ในยามนี้ตนก็รู้สึกสบายขึ้นมาพอสมควรว่าถังฮุ่ยเฟิงผู้นั้นคงจะไม่สามารถกระทำการสิ่งใดกับตระกูลของเขาได้อย่างแน่นอน 

“กระหม่อมขอบพระทัยท่านอ๋องอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” 

หลังจากที่สนทนากับชินอ๋องเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น จางเทียนเล่อก็หันกลับมาหาฮูหยินของตนและบุตรสาวทั้งสองอีกครั้ง 

“ฮูหยินข้าคงต้องออกเดินทางเสียแล้ว ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ทุกอย่างในจวนสกุลจางคงต้องฝากไว้ที่ฮูหยินเสียแล้ว” 

จางฟู่หลินส่งยิ้มให้ผู้เป็นสามี “ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านพี่ผิดหวังอย่างแน่นอน” 

ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างพอใจเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ฮูหยินของเขาไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนที่เขาจะหันมามองบุตรีทั้งสองคนด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง โดยเฉพาะกับบุตรีคนโตที่ดูเหมือนว่าบัดนี้จะมีผู้มาจับของบุตรสาวคนนี้ของเขาเสียแล้ว 

“หนี่ว์เอ๋อร์ เซียนเอ๋อร์ พวกเจ้าสองคนดูแลมารดาของเจ้าให้ดีๆ ล่ะ แล้วก็อย่าดื้อกับนางให้มากนัก” 

จางเยว่หนี่ว์หันไปสบสายตากับน้องสาวของตน ก่อนที่หญิงสาวทั้งคู่จะหันกลับไปส่งยิ้มให้กับผู้เป็นบิดา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร บิดาของนางก็มักจะเอ่ยเตือนทั้งนางและน้องสาวเช่นนี้อยู่เสมอ “ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ ลูกกับเซียนเอ๋อร์จะดูแลท่านแม่ให้ดีไม่แพ้ท่านพ่อเลยล่ะเจ้าค่ะ” 

จางลี่เซียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับผู้เป็นพี่สาว ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยย้ำขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้บิดาของตนคลายกังวลใจลงเสียที “ใช่เจ้าค่ะ เรื่องดูแลท่านแม่รับรองได้เลยว่าเซียนเอ๋อร์กับพี่ใหญ่ ดูแลดีไม่แพ้ท่านพ่อเด็ดขาด” 

ท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินหัวเราะขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความสุข เมื่อได้ยินคำกล่าวของบุตรีทั้งสองของตน เห็นทีตนคงจะต้องรีบออกเดินทางเสียที เพราะไม่เช่นนั้นตนคงไม่อยากจากไปอย่างแน่นอน 

“ท่านอ๋อง เช่นนั้นพวกเราออกเดินทางกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ” 

เว่ยฮุ่ยหมิงพยักหน้าให้กับอีกฝ่าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมามองร่างบางของจางเยว่หนี่ว์อีกครั้ง แล้วจึงหมุนตัวเดินตรงไปยังม้าของตนเอง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางสู่ชายแดนแคว้นฉิน 

“เตรียมตัวออกเดินทาง” 

หลังจากที่เหล่าทหารได้ยินเสียงผู้เป็นนาย แต่ละคนก็ต่างเข้าเตรียมตัวให้พร้อมอีกครั้ง หลังจากที่ตนผ่อนคลายตัวเองลง ในระหว่างที่ชินอ๋องสนทนาอยู่กับท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน หากแต่ในตอนนี้คงจะต้องเรียกอีกฝ่ายแม่ทัพใหญ่เสียแล้ว ในเมื่อการไปเยือนชายแดนแคว้นฉินครั้งนี้ ท่านอ๋องของพวกเขาไปในนามของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยนั้นเอง 

เว่ยฮุ่ยหมิงสบสายตาเข้ากับร่างบางของหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มส่งปรานของตนไปหาหญิงสาว เพื่อบอกกล่าวกับอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยก่อนที่เขากับนางจะจากกันไปอีกนาน 

‘รอข้า’ 

 

 

 

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------- 

ขอบคุณทุกคนที่แวะมาติดตามผลงานกันนะคะ 

และขอบคุณทุกกำลังใจ ทั้งกดติดตาม กดแชร์ หรือแม้กระทั่งคอมเมนต์ต่างๆ 

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกำลังใจที่ดีของเราเลยทีเดียวค่ะ 

 

ตอนนี้ขอกลับไปปั่นต้นฉบับก่อนนะคะ 

แล้วพบกันตอนต่อไปค่ะ 

 

(จูบ) 

---------------------------------------------------------------------------------------- 

ความคิดเห็น