facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มาตราที่ 12 ความผิดว่าด้วย การซ่อนเร้นอำพราง

ชื่อตอน : มาตราที่ 12 ความผิดว่าด้วย การซ่อนเร้นอำพราง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 742

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2563 21:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มาตราที่ 12 ความผิดว่าด้วย การซ่อนเร้นอำพราง
แบบอักษร

มาตราที่ 12 ความผิดว่าด้วย การซ่อนเร้นอำพราง

 

คำพูดของแพทย์ทหารเรือที่ว่ามาเรียกความสนใจจากตำรวจหน่วยสืบได้เป็นอย่างดี

“เหตุผลอะไรที่ทำให้พี่เมฆมั่นใจว่าทั้งสองคนไม่ได้ฆ่าตัวตาย”

“ถ้าไม่นับแรงจูงใจที่ควรจะมี เห็นทีก็คงจะเป็นผลตรวจทางนิติเวชนี้แหละ” หนุ่มรุ่นพี่บอก

“ยังไงครับ” ถึงแม้จะได้อ่านผลการตรวจทางนิติแล้ว แต่เพราะไม่ใช่สายงานที่ชำนาญวิษุวัตก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ถูกเขียนมาในผลชันสูตรนักหรอก

“อาวุธปืนที่อยู่ใช้เป็นอาวุธในการสังหารเป็นของคนทั้งคู่ก็จริง บนกระบอกปืนมีลายนิ้วของผู้ตายก็จริง แต่มันมีอย่างอื่นปนมาด้วย”

“อะไรครับ”

“บนร่างกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ที่สามารถบ่งบอกตัวตนของสิ่งนั้น ในมนุษย์คือลายนิ้วมือ ในสัตว์ก็คงเป็นลักษณะผิวหนัง บนปืนของผู้ตายทั้งสองนอกจากลายนิ้วมือของเจ้าของปืนยังมีลายของผิวหนังที่บ่งบอกว่าไม่ใช่ลักษณะของมือมนุษย์”

“...” อ่า...กลับไปเรียนวิชานี้ใหม่ตอนนี้ทันมั้ยนะ

“อีกอาวุธปืนของทั้งคู่คือ ซีแซด เจ็ดห้า บี สแตนเลส กลอสซี่ กับ ซีแซด เจ็ดห้า คอมแพค สเปเชี่ยล อีดิชั่น ทั้งสองเป็นปืนในโครงการสวัสดิการสรรพาวุธของกรมตำรวจ ดังนั้นไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นปืนกระบอกนี้ที่สังหารพวกเขา”

“พี่จะบอกว่า พวกเขาถูกปืนกระบอกอื่นยิงอย่างนั้นหรอ”

“กับเทิดรักษ์น่ะใช่ แต่กับพร้อมพงษ์น่ะไม่” สีหน้าของคนเล่ามีแววยุ่งยากใจ

“ยังไงครับ”

“เรามาดูที่ละรายแล้วกัน” นายแพทย์เมฆพรรษกล่าวแล้วหันไปทางจอโปรเจ็คเตอร์ขนาดเล็กที่มีเอาไว้คุยงานก่อนจะเริ่มฉายภาพประกอบที่ได้จากทีมพิสูจน์หลักฐาน

“เริ่มจากเทิดรักษ์ ที่พบว่าเป็นศพอยู่ในห้องทำงานบ้านตัวเอง ถูกยิงเข้าที่ขมับขวาทะลุออกขมับซ้าย เจ้าหน้าที่พบปอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุหนึ่งปอก และหัวกระสุนฝังอยู่ที่ผนังด้านซ้าย ปืนที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุคือ เจ็ดห้า คอมแพค หลักฐานโดยทั่วไปไม่บ่งบอกถึงการมีผู้บุกรุก และไม่มีร่องรอยการต่อสู้ เป็นเหตุให้ปักใจเชื่อว่าผู้ตายน่าจะฆ่าตัวตายเอง แต่...” คนเล่าเว้นระยะไปนิดหนึ่งเพื่อกดเลือกเลือกภาพแบบข้ามผ่านจนมาถึงภาพในระหว่างการผ่าชันสูตรศพในห้องแล็บ

“จากการชันสูตรทิศทางของกระสุนที่พุ่งผ่านศีรษะผู้ตายอยู่ในทิศทางระนาบกันกับพื้น”

“แปลกตรงไหน” วิษุวัตเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ

“หมวดลองนั่งให้อยู่ในท่าเดียวกันกับผู้ตายซิ” เมฆพรรษบอกซึ่งเขาก็ทำตาม

“อ่ะ นี่ เจ็ดห้า คอมแพค ปืนรุ่นเดียวกับของเทิดรุ่น ไม่ต้องห่วงมันไม่มีลูก แค่ผมถ่วงน้ำหนักให้ได้เท่ากันกับปืนปกติเวลาที่มีกระสุนอยู่เต็มเหมือนของผู้ตาย” วิษุวัตรับมาถืออย่างงงๆ

“ทีนี้คุณลองถือปืนในลักษณะที่ผู้ตายจะตัวเองดู” วิษุวัตลองทำตามที่อีกฝ่ายบอก

“แล้วทีนี่ลองมองในกระจกดู” ตำรวจหนุ่มหันไปทางกระจกหน้าต่างที่เป็นแบบทึบมีเขาสะท้อนคล้ายๆกระจกเงา

“หมวดเห็นอะไรมั้ย”

“องศาของปืนต้องเฉียงขึ้น” ความเข้าใจบางอย่างฉายวาบเข้ามาในสมอง

“หมวดขยับดูว่า ถ้าลองให้องศาของปลายกระบอกปืนเป็นระนาบเดียวกับพื้นมันจะเป็นยังไง”

“เวลาเหนี่ยวไกจะไม่ถนัด” วิษุวัตว่าเมื่อลองทำตามคำบอกของหนุ่มรุ่นพี่

“ใช่ หรือต่อให้ยิงได้เป๊ะในท่านี้ก็ยังมีเรื่องรอยเขม่าดินปืนที่มือผู้ตายอีกอยู่ดี”

“รอยเขม่าไม่สมบูรณ์” วิษุวัตที่เปิดดูภาพถ่ายในแฟ้มคดีพูดขึ้นมา

“ใช่ แต่มันมีมากกว่านั้นนะ”

“รอยกระสุนปืนตรงกัน” วิษุวัตที่เปิดแฟ้มต่อไปอีกนิดก็เจอภาพถ่ายเทียบระหว่างหัวกระสุนที่เก็บได้จากที่เกิดเหตุกับหัวกระสุนทีาทดลองยิ่งออกจากปืนกระบอกต้นเรื่อง ร่องรอยบนกระสุนทั้งสองนัดตรงกันอย่างที่ควรจะเป็น

“จำเรื่องรอยผิวหนังสัตว์ที่ผมบอกได้มั้ย มันถูกเจอบางส่วนบนปืนของนายพลเทิดนักษ์ ซึ่งไม่ตรงกับถุงมือคู่ไหนๆในบ้านของเจ้าตัวเอง”

“อ๋อ” วิษุวัตพยักหน้าเข้าใจ

“ในส่วนของท่านเทิดรักษ์ ไม่รู้ว่าคนร้ายมันลืมคิดหรือจนใจทิ้งหลักฐานพวกนี้เอาไว้ แต่การจะทำให้สมจริงเลยก็ยากพอดู”

“งั้นในส่วนนี้พี่เมฆคิดว่าไงครับ”

“ท่านเทิดน่าจะถูกทำให้หลับ จับให้นั่งในท่าที่พบศพ เอาปืนใส่มือ แล้วยิง” เมฆพรรษอธิบายพร้อมจัดท่าทางของวิษุวัตประกอบไปด้วย

“สรุปคือ ท่านเทิดถูกยิ่งด้วยปืนของตัวเอง โดยมีคนร้ายควบคุมทิศทางปืน”

“ใช่”

“แล้วท่านพร้อมพงษ์”

“ลักษณะคล้ายๆกัน” เมฆพรรษว่าก่อนจะเดินไปเปิดภาพในส่วนการเก็บหลักฐานจากที่พบศพนายพลพร้อมพงษ์

“ท่านพร้อมถูกพบศพในรถยนต์ส่วนตัว อันนี้คุณดูก็หน้าจะพอเดาได้มั้ง” เมฆพรรษบอก วิษุวัตจึงก้มดูรายงานที่ได้รับมา

“ยิงจากขมับขวาไปเหมือนกัน แต่กระสุนทะลุกระจกอีกด้านออกไป ทำให้หาไม่เจอว่าหัวกระสุนตกอยู่ตรงไหน”

“คุณดูสภาพตอนที่พบศพ” เมฆพรรษชี้นำอีกครั้ง

“ศพนั่งอยู่ฝั่งคนขับ แต่จากรูปร่างแล้ว...” วิษุวัตขยับท่าทางประกอบไปด้วย

“ทิศทางกระสุนไม่ควรทะลุออกกระจกในแนวระนาบพื้น แต่ควรเฉียงขึ้นจนเกือบหลังคารถ”

“อื้อหึ” นายแพทย์ตาสวยพยักหน้ารับการวิเคราะห์ของอีกคน เพื่อพอว่าสิ่งที่วิษุวัตคิดถูกต้องแล้ว

“นอกจากเรื่องวิถีกระสุน บนปืนที่คาดว่าจะควรมีเขม่าดินปืนอยู่เต็ม ก็มีเพียงน้อยนิด”

“ถูกจับมือให้ยิงตัวเอง”

“ใช่ หรือถ้ามันไม่ชัดเจนพอ ที่กระจกรถที่ควรจะมีคราบเขม่าด้วยถ้าหากผู้ตายยิงตัวเองจริงกลับว่างเปล่า กุญแจรถที่เสียบคาอยู่ก็ไม่มีรอยนิ้วมือผู้ตายที่พอจะบอกว่าเขาเป็นคนขับมันมา”

“แล้วทำไมพี่ถึงคิดว่าท่านพร้อมตายด้วยปืนประกอบอื่น”

“รอยแผลจากกระสุนที่ตัวศพ” คำบอกกล่าวจากอีกคนเรียกความสงสัยให้คนฟังอีกครั้ง

“เจ็ดห้า บี สแตนเลส กลอสซี่เป็นปืนขนาดเก้ามม. แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นแผลที่เกิดจากปืนจุดแปดห้า ไม่ใช่เก้ามม. ถึงจะใกล้เคียงกันก็เถอะ แต่ไม่ใช่” วิษุวัตไม่ชำนาญเรื่องนี้จึงไร้ข้อโต้แย้ง ทำได้เพียงพยักหน้าเข้าใจ

“คนร้ายมีเหตุผลอะไรถึงใช้ปืนกระปอกอื่นในการลงมือ”

“ข้อนี้ผมก็อยากรู้”

“ทั้งสองคนเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ระยะหว่างที่พบศพไกลกันมาก แถมถ้าต้องลงมือกันจริงๆคงต้องใช้เวลามาก คนหลายน่าจะมีกันหลายคน” วิษุวัตเปรยออกมาขณะที่มือพลิกหน้ากระดาษเพื่อดูข้อมูลด้านอื่นๆ

“วิธีการลงมือเหมือนๆกัน เดาว่าคงฝึกมาเหมือนกัน”

“ถ้าจะทำอย่างที่พี่ว่าทั้งสองคนต้องหมดสติไปก่อนจะถูกพาตัวมาจัดฉาก แต่บนร่างกายไม่มีร่องรอยการทำร้าย ผลเลือดไม่พบสารเคมีที่พอจะบอกได้ว่าทั้งสองคนโดนวางยา แล้วพวกมันทำให้สองคนนี้หมดสติได้ด้วยวิธีไหน”

“อีกวิธีที่พอจะเป็นไปได้คือ การรมยาสลบ วิธีนี้อาจจะทำยากหน่อย แต่ก็ได้ผลดีโอกาสที่จะเจอสารเคมีตกค้างในร่างกายศพก็น้อย”

“นั้นหมายถึง ปริมาณยาที่ใช้ต้องน้อยตาม แต่ต้องมากพอที่จะให้พวกมันลงมือได้โดยที่เหยื่อไม่ฟื้นขึ้นมาต่อต้าน” ฟังแล้ววิษุวัตคิดถึงชินฤทธิ์ขึ้นมาตะหงิดๆ ถ้าเป็นหมอชินคงคุยกับคนตรงหน้าเขารู้เรื่องกว่านี้

“ใช่” เมฆพรรษพยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่แปลกไม่แปลกใจนักที่วิษุวัตจะไม่ค่อยรู้เรื่องด้านนี้ เพราะก่อนมาที่นี่แก้วกัญหาได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตำรวจหนุ่มนายนี้มามากพอควร ร้อยโทวิษุวัตเป็นหนึ่งในทีมสืบสายอาชญากรรมของผู้กองคามิน หนุ่มรุ่นน้องคนนี้ถูกฝึกมาให้อัยย์ศลาผู้ได้ชื่อว่าเป็นครูฝึกชั้นเซียนของสี่เหล่าทัพ วิษุวัตชำนาญด้านการแฝงตัวเพื่อสืบหาเบาะแสมีความเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ มีฝีมือในการใช้อาวุธในระดับที่เรียกว่าดีมาก แต่คนเราบางทีการยิงปืนแม่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้จักผลที่เกิดจากการใช้มันอย่างละเอียดถี่ถ้วนอย่างที่เขาศึกษา เพราะเมฆพรรษเคยเข้าฝึกกับกรมสรรพาวุธเพื่อศึกษาความแตกต่างของผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้อาวุธในแต่ละประเภท เพื่อแยกให้ออกว่าอาวุธปืนแต่ละชนิดจะสร้างผลงานให้ออกมาได้ในรูปแบบไหน เพื่อประโยชน์ในการหาหาอาวุธและคนร้ายอย่างเช่นในกรณีนี้เป็นตัวอย่าง

“การใช้สารเคมีช่วยในการลงมือ ผมว่าคงไม่ใช่วิธีของพวกมือปืนทั่วไปแน่นอน” เมษพรรษวิเคราะห์ต่อ

“พวกมันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเกินกว่าจะเป็นมือปืนรับจ้างพื้นๆ”

“รูปแบบการลงมือก็เหมือนจะวางแผนมาเสร็จสรรพสร้างสถานการณ์รองรับอย่างเหมาะเจาะ”

“งานหินแล้วทีนี้” วิษุวัตเปรยกับตัวเองเบาๆพลางส่ายหน้า

 

หลังจากแยกกับเมฆพรรษวิษุวัตก็ตรงไปที่สำนักงานทนายความของพีรกานต์ วันนี้เขาเหนื่อยมาก ใจอยากเห็นใบหน้าสวยๆของเมียรักเพื่อชาร์ตพลังงาน แต่ดูเหมือนพีรกานต์เองก็กำลังหัวหมุนไม่ต่างกัน

“มีอะไรให้ช่วยมั้ย” ผู้มาใหม่ถามขึ้นหลังจากยืนมองเจ้าของห้องอยู่นานแต่อีกคนไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้การมาของเขา

“อ้าว หมวดมาเมื่อไหร่”

“สักสิบนาทีได้แล้ว” พีรกานต์วุ่นจนไม่ทันสังเกต

“ไหงมาโผล่นี่ได้” ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในระยะจีบ และจำเป็นต้องสมานฉันท์นะ

“ขับรถมา” คำตอบที่ได้เป็นผลให้คนที่กำลังอ่านเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงานมองลอดแว่นมาด้วยสายตาเหมือนจะบอก อย่าเพิ่งกวนตีน

“กวนตีน” คุณทนายขยับปากด่าแบบไม่ออกเสียง ซึ่งคนมองก็ทำเพียงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะก้าวมานั่งอยู่ตรงหน้าคนงานยุ่ง

“มีอะไรใช้ช่วยป่ะ ท่าทางวุ่นๆ”

“นิดหน่อยน่ะ” พีรกานต์บอกทั้งๆที่ยังก้มหน้าอยู่กับเอกสารที่กองเต็มโต๊ะ วิษุวัตมองดูงานของคนตัวเล็กที่ดูวุ่นวายจนสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะ

“นี่มัน...” วิษุวัตหยิบรูปถ่ายของใครบางคนที่วางอยู่ในกองกระดาษขึ้นมาดูอย่างสนใจ

“คุณรู้จักหรอ” พีรกานต์ที่เห็นอีกฝ่ายให้ความสนใจรูปใบนั้นก็เงยหน้าขึ้นถาม

“อ่า...ก็ไม่เชิง คุณมีอะไรกับเขาหรอ”

“จะมีก็ได้ จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ ร้อยเอกเก้าทัพ เขาเป็นทหารนอกราชการ ก่อนหน้านี้ดันไปมีส่วนพัวพันกับคดีลักลอบตัดไม้ ตอนนี้ผมกำลังให้คนไปสืบอยู่”

“เดี๋ยวนะ...หมอนี้เป็นทหาร” วิษุวัตถามเสียงสูง แทบไม่เชื่อสิ่งที่พีรกานต์บอก ไอ้แสงฉานนี้นะที่เป็นทหาร มันเกิดบ้าอะไรขึ้น

“แล้วใครเป็นคนไปสืบเรื่องตัดไม้ให้คุณ”

“คนนี้ๆ” พีรกานต์ส่งรูปอีกใบให้ ผู้กองรชนนท์ ?

“เขาเป็นตชด.ทางภาคเหนือ ได้ยินว่าเก่งมากทางป่าไม้เลยไปขอให้มาช่วยสืบคดีนี้”

“คุณรู้จักผู้กองนนท์หรือพี”

“ไม่เชิงๆ ผมเคยเจอผู้กองแค่ตอนประชุมงานสองสามที นอกนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันเป็นการส่วนตัว” พีรกานต์ที่ยังก้มๆเงยๆดูเอกสารตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองว่าคนถามทำหน้าอย่างไร

รชนนท์อ่ะ วิษุวัตรู้จักถ้าฝ่ายนั้นจะถูกจอให้ตามสืบคดีไม้ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ในสายงานราชการสามารถขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆมาสมทบงานตัวเองได้ถ้าต้องอาศัยความชำนาญของใครสักคน แต่ที่พีรกานต์บอกว่า ไอ้แสงฉานเป็นทหารนอกราชการ ไม่สิ เมื่อกี้เมียเขาไม่เรียกชื่อคนในภาพว่าแสงฉาน แต่เรียกว่าอะไรนะ...เก้าทัพ ใช่ เก้าทัพ นี้มันเรื่องอะไรกัน เขางงไปหมดแล้วนะ

 

 

 

ไรท์ /// เอ้า วัตมันยังไม่รู้เรื่องของทางนั้นหรอ หว้าาาาา ตกข่าวนะตัวเธอ

ระยะนี้ก็จะซีเรียสๆนิดหน่อย ทนๆไปก่อนนะคะ ในเนื้อหาหากมีข้อมูลเฉพาะตัวใดที่ไม่สมจริงและผิดพลาดไป เค้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี่จริงๆ แต่เพื่ออรรถรสขออนุญาตแต่งแต้มจินตนาการลงไปในเนื้อเรื่องนิดหน่อย ท่านผู้รู้โปรดให้อภัย

 

ปล.ใครที่ลุ้นคู่นนท์เก้าอยู่ รอไปก่อนผู้กองนนท์ป่วยอยู่ไม่พร้อมมาทำงานตอนนี้

 

ถ้าคุณมองไปข้างหน้าไม่เจอใคร ลองหันกลับมาทางนี้สิ คุณจะเจอว่ามีฉันที่ยังรอคุณอยู่ตรงนี้เสมอ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว