ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย??

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย??

คำค้น : ไออุ่นของตะวัน ไออุ่น ตะวัน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2563 11:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย??
แบบอักษร

ตอนที่ 15                     

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ริมฝีปากก็ทาบเข้ามาบดจูบพร้อมกับกัดแล้วดูดเบาๆ ก่อนจะแทรกลิ้นเข้ามาสำรวจภายใน มือข้างหนึ่งรวบแขนผมตรึงไว้เหนือศีรษะ อีกข้างล้วงเข้ามาลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆ ภายใต้เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ถอด ก่อนจะไล่เลื้อยลงมาที่ขอบกางเกงแล้วปลดมันลงไปกองอยู่กับพื้น จากนั้นบอสก็ใช้มือใหญ่กอบกุมจุดศูนย์กลางของร่างกายผมที่กำลังตื่นตัว ลูบไล้ไปตามแนวยาว จนผมขนลุกไปทั้งตัว

“พะ พี่ครับ ฟังผมก่อน” ผมเรียกบอสเสียงสั่น

“เล่ามาสิ” บอสพูดขณะที่กำลังถลกชายเสื้อผมขึ้นไปด้านบน แล้วดูดเลียติ่งไตผมข้างหนึ่ง

“อะ อ่า…บอสหยุดก่อน บะ แบบนี้ผมเล่าไม่ได้ อื้ออออ” ผมพยายามห้ามแต่ร่างกายไม่ได้ทำตามเจ้าของ แต่กลับไปตอบสนองสิ่งกระตุ้นมากกว่า มือผมแหวกเข้าไปในกลุ่มผมของบอส ปากก็ส่งเสียงครางออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เล่ามาให้หมด” บอสสั่งเสียงพร่า

“วะ วันนี้พี่อัฐมาหา” ผมพูดออกไปเสียงสั่น ความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วร่างกาย

“มีคนบอกแล้ว” หลังจากพูดจบ บอสก็กัดเข้าที่ติ่งไตผมอย่างแรง เหมือนระบายความโกรธ

“อื้อออ เจ็บ ซี๊ดดดด” ผมครางออกมาเสียงสั่น

“ทำไมไม่บอกทันทีที่เขามาหา” บอสพาผมมาที่เตียง ก่อนจะถอดเสื้อออก แล้วผลักผมลงไปนอนหงายอยู่บนเตียง จากนั้นบอสก็ทาบทับลงมา

“ไม่ใช่ว่าจะไม่บอกนะครับ ผมไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังอยู่แล้ว กะว่าจะเล่าเมื่อเราอยู่ด้วยกันแค่ 2 คน” ผมเอาแขนยันแผงอกบอสเอาไว้ ส่วนฝ่ามือใช้รองคางและปิดปากบอสที่กำลังจะกดลงมาตลอดเวลา

“เขาทำอะไรบ้าง” บอสถามออกมาในขณะที่นิ้วผมกำลังทาบอยู่บนริมฝีปาก

“ก็แค่กอดแล้วจับกดเข้ากับกำแพง” ผมบอกออกไป ในขณะที่ดวงตาก็สบมองกับบอสตลอดเวลา

“เจ็บตรงไหนไหม” บอสถามออกมาพร้อมแววตาที่แสดงออกถึงความห่วงใย ผมจึงส่ายหน้า ก่อนที่บอสจะล้มตัวลงไปนอนข้างๆ แล้วตวัดร่างผมขึ้นไปอยู่ด้านบน จากนั้นก็กอดผมไว้แน่น ผมเอนหัวลงไปแนบที่อกแกร่ง แล้วกอดบอสไว้แน่นเช่นกัน

“ผมพูดทุกอย่างที่อยากพูดกับเขาไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรต้องติดค้างกันอีก ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่” ผมบอกกับบอส

“ยังรักเขาอยู่ไหม” บอสถามในขณะที่มือใหญ่นั้นกำลังลูบที่แผ่นหลังของผม

“ถ้ายังรักเขาอยู่ ผมจะยอมบอสขนาดนี้ไหมล่ะครับ” ผมตอบกลับไปแต่ไม่ได้เห็นสีหน้าของบอส ว่าแสดงออกมาอย่างไร

“จะยอมทำแบบนี้เฉพาะกับคนที่รักเท่านั้นเหรอ” บอสถามเหมือนเด็กขี้สงสัย

“ครับ” ผมตอบกลับไปสั้นๆ

“แล้ววววว???” บอสถามพร้อมกับหัวใจที่เต้นรัว แก้มของผมที่แนบไปกับแผ่นอกแกร่งนั้น สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงและเร็วของบอส ในขณะเดียวกันหัวใจของผมก็เต้นแรงไม่แพ้กัน

“ผมรักพี่ตะวันนะครับ” ผมบอกออกไปพร้อมกับความรู้สึกที่ร้อนวูบไปทั่วใบหน้าและใบหูทั้ง 2 ข้าง ผมรอคำว่ารักที่จะตอบกลับมา แต่ก็มีเพียงความเงียบและความว่างเปล่าเท่านั้น ถึงแม้จะมีแรงกอดที่กระชับแน่นขึ้น แต่ทำไมหัวใจของผมกลับเจ็บแปลบเหมือนคนอกหักยังไงยังงั้น

 

&&&&&&&&&&&&&&&&&& 

ผมอยู่กับบอสได้ 3 เดือนแล้ว ไปทำงานและกลับพร้อมบอสทุกวัน ตัวติดกันแทบจะ 24 ชม. เว้นก็แต่วันที่บอสมีนัดกับลูกค้า คนที่ออฟฟิศไม่มีใครรู้ว่าผมกับบอสอยู่ด้วยกัน เพราะส่วนใหญ่พี่ๆ นั่งรถไฟฟ้ามาทำงาน เข้าออฟฟิศกันคนละทาง ปกติผมก็จะขับรถมาทำงานทุกวันอยู่แล้ว ส่วนมากผมจะมาถึงก่อนแล้วกลับทีหลัง จึงไม่มีใครผิดสังเกต กลางวันก็ไปกินข้าวกับพี่ๆ เว้นแต่ว่ามีงานด่วนถึงจะฝากพี่ธีร์ซื้อข้าวมาให้  บอสดีกับผมทุกอย่าง ดูแลเอาใจใส่ทุกเรื่อง แต่ไม่เคยมีคำว่ารักออกมาจากปากหรือกระทั่งขอผมเป็นแฟนเลยสักครั้ง แบบนี้เรียกว่าความสัมพันธ์ที่ไม่มีสถานะใช่ไหมครับ??

ผมไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนมักน้อยไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พอใจที่ได้อยู่กับบอสแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม แล้วแต่จะนิยาม มีสถานะหรือไม่มีก็ช่างมัน ขอแค่ได้เห็นหน้าได้อยู่ด้วยกัน หลับไปพร้อมกัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็มีคนๆ นี้นอนกอดผมอยู่ข้างๆ ผมก็มีความสุขมากแล้ว บอสไม่เคยเล่าเรื่องของตัวเองให้ผมฟัง ผมเคยถามแล้วแต่บอสบอกว่าไม่น่าสนใจ ผมก็เดาเอาได้ว่าบอสไม่อยากเล่า ก็เลยไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ   

“เสร็จยัง” บอสมายืนรอที่เดิมคือข้างโต๊ะทำงานของผม เหมือนเช่นทุกวัน

“อีกนิดเดียวครับ บอสรอสัก 15 นาทีได้ไหมครับ เสร็จแล้วจะได้เรนเดอร์ทิ้งไว้” ผมบอกให้บอสรอเพราะผมยังจัดแสงไม่เสร็จ เหลือเก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย

“ได้สิ” บอสเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างผม แล้วมานั่งจ้องผมทำงาน

“แบบนี้เมื่อไหร่จะเสร็จล่ะครับ ผมทำงานไม่ถนัดเวลามีคนมาจ้อง” ผมหันไปมองคนที่กำลังจ้องมาที่ผมไม่วางตา

“ไม่ต้องสนใจพี่ สนใจงานก็พอ” บอสสั่ง แต่ตัวเองไม่ยอมเลิกจ้องสักที ผมต้องทำงานไปทั้งอย่างนี้ จนกระทั่งเสร็จ

เมื่อจัดแสงและเก็บรายละเอียดเสร็จแล้ว ผมก็เรนเดอร์ทิ้งไว้เพราะต้องใช้เวลาในการประมวลผลภาพหลายชั่วโมง จากนั้นก็เก็บของแล้วเดินออกมากับบอสที่ลานจอดรถ

“พี่ครับ” ผมเรียกบอสที่เดินอยู่ข้างๆ

“หืม” บอสตอบรับ แล้วหันมามองผม

“ผมอยากดูหนัง” ผมไม่ได้ไปดูหนังนานแล้ว ในใจก็อยากมีช่วงเวลาที่ได้ไปดูหนังกับบอสบ้าง

“ไปสิ” บอสตอบกลับมาทันที ผมก็ยิ้มตอบกลับไป บอสค่อนข้างตามใจผมเกือบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องบนเตียง ผมบอกว่าผมพอแล้วไม่ไหวแล้ว แต่บอสก็ไม่เคยหยุดตามที่ผมขอเลยสักครั้ง หลังๆ มานี้เสื้อคอเต่าเป็นเสื้อประจำตัวผมไปแล้ว

พอไปถึงโรงหนังผมซื้อป๊อปคอร์นกับน้ำอัดลมเข้าไปกินด้วย ก่อนนี้ไปกินข้าวมาแล้ว แต่การดูหนังให้ได้อรรถรสมันต้องกินป๊อปคอร์นแล้วดื่มน้ำอัดลมตามลงไปอึกใหญ่ๆ มันถึงจะทำให้การดูหนังของผมสนุกขึ้น ผมเอนหัวไปพิงไหล่บอส ตามองไปที่หน้าจอ ปากก็เคี้ยวหยุบหยับ ส่วนมือก็หยิบป็อปคอร์นใส่ปากตัวเองบ้างปากบอสบ้าง นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดอีกช่วงหนึ่งที่ผมชอบมากเวลาที่อยู่กับบอส ขณะที่กำลังดูหนังสนุกๆ อยู่นั้น โทรศัพท์ของบอสก็สั่น

“พี่ครับ โทรศัพท์ครับ” ผมสะกิดเตือนเพราะบอสเอาแต่จ้องไปที่หน้าจอภาพยนตร์ พอผมสะกิด บอสจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็ทำหน้าเครียดแล้วเดินออกไปคุยข้างนอก นานสองนานก็ยังไม่กลับมา จนกระทั่งหนังจบ บอสเดินกลับเข้ามาพอดี

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” ผมถามกลับไป เพราะเห็นสีหน้ามีความกังวล

“ไม่มีหรอก” บอสยิ้มให้ผม แต่แววตาที่กังวลไม่ได้เปลี่ยนไป

“ครับ” ผมไม่อยากถามมาก ถ้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี ถ้าอยากบอกก็คงจะบอกเอง

หลังจากดูหนังจบบอสก็ขับรถมาส่งผมที่คอนโด เสร็จแล้วก็ขับรถออกไป โดยไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหนกับใคร ผมขึ้นมาอาบน้ำแล้วนั่งรอที่โซฟา จนกระทั่งบอสกลับมาในเวลา ตี 1  

“ไปไหนมาเหรอครับ” ผมถามทันทีที่บอสเปิดประตูเข้ามา

“ไปธุระมา คราวหลังไม่ต้องรอ หลับก่อนได้เลย” บอสบอกแค่นั้น แล้วพาผมเดินมาที่เตียง ผมล้มตัวลงไปนอน ส่วนบอสก็เข้าไปอาบน้ำ

ผมรู้สึกใจสั่น เมื่อได้ยินคำว่าคราวหลัง แสดงว่าเหตุการณ์แบบนี้มันต้องมีอีก ผมพยายามข่มตาให้หลับลงไป ถ้าวันข้างหน้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผมยังจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้ไหมนะ??  

ผมตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นว่าที่นอนข้างๆ ผมว่างเปล่า แสดงว่าบอสลุกไปแล้ว สภาพจิตใจเช้าวันนี้มันไม่ปลอดโปร่งเหมือนทุกครั้ง มันรู้สึกหวิวๆ เหงาๆ และโดดเดี่ยวเหมือนคราวที่พี่อัฐไปมีคนอื่น อาการปาดท้องอยู่ๆก็กำเริบขึ้นมา ผมไม่เป็นแบบนี้มานานแล้ว คราวที่พี่อัฐทิ้งไป ของแถมที่ได้มาอีกอย่างคือโรคกระเพาะอักเสบ หมอบอกว่าเวลาเครียดมากๆ ร่างกายจะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ แล้วไปกัดกระเพาะจนเป็นแผล ทำให้มีอาการปวดเกร็งและจุกเสียดแน่นท้อง บางครั้งก็จะอาเจียนร่วมด้วย หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วผมก็เดินออกมาที่ห้องรับแขก เพื่อหาลดกรดกินบรรเทาอาการ สายตาก็เหลือบไปเห็นโน้ตกระดาษบนโต๊ะ

 

‘พี่ทำข้าวต้มไว้ให้ มีธุระต้องไปทำ วันนี้ไปทำงานเองนะครับ….’ บอสทิ้งโน้ตไว้ที่โต๊ะอาหาร ผมเดินไปตักข้าวต้มที่บอสทำมานั่งกินคนเดียว เพียงแค่คำแรกก็ทำให้ผมกลืนไม่ลง  แล้วต้องวิ่งไปอ้วกที่ห้องน้ำอยู่นาน ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยแต่มันขาดสิ่งสำคัญไปต่างหาก บอสเริ่มเบื่อผมแล้ว!!! พี่อัฐก็เป็นแบบนี้ตอนที่กำลังมีคนอื่น…

ผมนั่งรถไฟฟ้ามาทำงานถึงออฟฟิศเกือบ 9 โมง ไม่ใช่เพราะระยะทางไกลหรือรถติด แต่เป็นเพราะอาการป่วยกำเริบ ต้องรอให้ทุเลาลงก่อนผมจึงออกมาจากคอนโด

“พี่ธีร์ เบาหน่อยค่ะ บอสมีแขก”พอผมมาถึงก็ได้ยินเสียงพี่กิ๊กบ่นให้พี่ธีร์เรื่องเสียงดังตามเคย ทุกครั้งผมจะมาถึงก่อน แต่ครั้งนี้ผมมาช้ากว่าพี่ธีร์นิดหน่อย ทันได้มาเห็นเหตุการณ์ที่พี่กิ๊กบ่นให้พี่ธีร์ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเป็นประจำทุกวัน ก่อนเริ่มต้นการทำงานของทุกวัน

ผมทำงานอยู่อย่างนั้นจนเกือบเที่ยง บอสกับแขกก็ยังไม่ออกมาจากห้อง แถมยังปิดม่านบังกระจกใสอีก ทำให้มองไม่เห็นความเป็นไปข้างในห้องทำงานของบอส พอเที่ยงตรงผมกับพี่ๆ ก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารตามปกติ ผู้คนมากมายเดินไปมาขวักไขว่ เหล่าพนักงานบริษัทเข้าแถวซื้ออาหารกลางวันมานั่งกินที่โต๊ะ วันนี้ผมเลือกกินอาหารอ่อนๆ ก็เลยสั่งข้าวต้มปลา ผ่านไปสักพักบอสก็เดินมาพร้อมกับผู้หญิงสวยผมสั้น แต่งตัวน่ารัก เกาะแขนบอสไม่ยอมปล่อย แถมยังเอาหน้าไปซบไหล่ที่ๆ ผมเข้าใจว่า ที่ตรงนั้นผมทำได้คนเดียว ผมทนมองต่อไปไม่ไหว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มปลาตรงหน้า แข่งกับความร้อนในชาม

“ดาวรักพี่ตะวันมากนะคะ แล้วพี่ตะวันล่ะคะรักดาว…” เธอเกาะแขนแล้วแหงนหน้าขึ้นไปถาม คนที่กำลังรินน้ำใส่แก้วทั้ง 2 ใบ บอสทำกับผมก็แบบนี้เหมือนกัน รินน้ำให้เวลาที่อยู่บนโต๊ะอาหาร

“รักสิ ถามทำไม” บอสตอบรับกลับไปทันที ทั้งที่เธอยังถามไม่จบด้วยซ้ำ

“ก็ดาวกลัวพี่ตะวันรักดาวไม่เท่าเขานี่คะ” เธอยู่ปากใส่แล้วพูดกับบอส เหมือนคนที่กำลังงอน

“อ้าววววบอส วันนี้ทำไมมาทานนี่ได้ล่ะครับ” พี่ธีร์ทักไปจึงทำให้บอสรู้ตัวว่าพวกผมนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ บอสปราดสายตามาสบเข้ากับผมทันที ผมจ้องหน้าบอสก่อนจะหันหน้าไปมองทางอื่น เพราะทนเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ไหวอีกแล้ว

ก่อนจะกลั้นใจกัดฟันแน่นแล้วลุกเดินออกมาจากตรงนั้น โดยไม่ได้สนใจมองข้างหลังว่าจะเป็นยังไง ผมตัดสินใจแล้วที่จะไม่อยู่ที่นี่ ผมขึ้นไปเก็บของสำคัญใส่กระเป๋า แล้วเดินออกมาขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อกลับไปเก็บของที่คอนโด ไม่ได้มีอะไรมากหรอก แค่ชุดทำงานที่แม่ซื้อให้ และเป็นเพียงชุดเดียวที่ติดตัวผมมาตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับบอส และผมก็ต้องการที่จะถอดชุดนี้ที่บอสซื้อให้ผมด้วย ผมไม่ได้ต้องการที่จะเอาอะไรกลับไป นอกจากของๆ ผมเท่านั้น ทันทีที่กลับไปถึง ก็ไปรื้อหาชุดเก่าของผมจนเจอแล้วผมก็ใส่มัน แล้วเดินออกมาจากห้อง ทันทีที่เปิดประตูออกมา ผมก็ต้องมาเจอภาพบาดตา บอสพาผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาในห้องพอดี

‘ทำไมต้องเหมือนกันขนาดนี้’ ผมพร่ำบ่นกับตัวเอง มือไม้สั่นไปหมด น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ผมไม่เคยคิดว่าบอสจะทำกับผมแบบนี้

“ผะ ผม กำลังจะออกไปพอดี ตามสบายนะครับ” ผมบอกก่อนจะเดินผ่านหน้าบอส เพื่อเดินไปที่ประตูทางออก แต่บอสคว้าข้อมือผมเอาไว้ก่อน

“กำลังจะไปไหน” บอสถามเสียงเรียบ เหมือนคนที่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร

“ไปอยู่ในที่ของตัวเองครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ผมเข้มแข็งจนผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ก็เพราะบอส ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ผมสะบัดมือหลุด และกำลังจะเดินออกไป 

******************************* 

ความคิดเห็น