ดับไฟอสูร ( douse fire to devil)
ตอนที่ 1 ความแค้น (100%)
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1 ความแค้น (100%)

            "ไอ้เพื่อนทรยศ แกโกงฉัน ฉันหลงไว้ใจคนผิด แกมันเลวยิ่งกว่าหมา" ชายคนหนึ่งนั่งคร่ำครวนอยู่ในห้องทำงานในบ้านตน ก่อนจะจ่อปืนไปที่ศีรษะของตนกร่นด่าคนที่โกงตนจนธุระกิจล้มละลาย

 

             "แอ๊ด! คุณพ่อฮะ ผมมีการบ้านมาให้คุณพ่อช่วยสอน ช่วยสอนการบ้านให้ผมหน่อยครับ" เด็กชายอายุหกขวบดันประตูห้องทำงานของพ่อตนเข้ามา ก่อนจะตกใจที่เห็นพ่อเอาปืนจ่อที่ศีรษะของตัวเอง

 

             "มินโฮลูก พ่อลาก่อนนะ ฝากบอกแม่ของลูกด้วยว่าพ่อลาก่อน พ่อไม่อยากอยู่บนโลกนี้ แบบคนขี้แพ้อย่างนี้แล้ว พ่อขอโทษนะลูก ปังๆ" ชายคนดังกล่าวคร่ำครวนบอกลูกชายของตนที่เปิดประตูเข้ามาหาตน ก่อนที่จะลั่นไกเข้าที่ขมับของตน ล้มตัวลงฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงาน ก่อนเลือดแดงฉานจะไหลออกมาจนเต็มโต๊ะไปหมด

 

              "ไม่นะ! คุณพ่อ คุณพ่อคร๊าบ ฮือๆๆๆๆๆๆ" มินโฮวิ่งเข้าไปเขย่าแขนของพ่อตนร้องไห้จ้า

 

               "เสียงปืนของใคร เกิดอะไรขึ้นมินโฮ กรี๊ดดดด คุณคะ คุณทำอย่างนี้ทำไม ฮือๆๆๆๆ มินโฮลูก ฮือๆๆๆๆ พ่อเขา พ่อเขายิงตัวตายแล้ว ทำไมคุณทำแบบนี้ แล้วฉันกับลูกจะอยู่กันได้ยังไง ฮือๆๆๆๆๆๆ" แม่ของมินโฮเข้ามาสวมกอดลูกของตน ก่อนจะร้องไห้จ้า ตกใจที่รู้ว่าสามีฆ่าตัวตาย นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้า

 

                                                                    &&&&&&&

 

              "คุณผู้หญิงคะ ธนาคารเอาหมายศาลมายึดบ้านหลังนี้แล้ว ข้าวของในบ้านที่คุณผู้หญิงให้เอาไปขายแจกจ่ายเป็นเงินเดือนของคนรับใช้ทั้งหมด ก็เหลือเท่านี้แหละค่ะ ดิฉันลาแหละนะคะ" คนรับใช้เก่าแก่ที่เหลืออยู่คนสุดท้ายในบ้าน เดินมาหาคุณผู้หญิงที่นั่งเหม่อลอยไม่พูดไม่จามาตั้งแต่วันที่สามีตาย ก่อนยื่นเงินยัดใส่มือคุณผู้หญิงของตน อย่างรู้สึกสงสาร ก่อนจะสะพายกระเป๋าของตน ออกไปจากบ้านที่เคยเป็นที่ซุกหัวนอน และที่ทำงานของตน

 

               "คุณแม่ครับ ทานอะไรหน่อยนะครับ คุณแม่ไม่ค่อยทานอะไรมาตั้งหลายวันแล้ว ทานสักหน่อยนะครับ เดี๋ยวคุณแม่จะไม่สบายไปอีกคน มาเดี๋ยวผมป้อน" เด็กชายหยิบจานข้าว ก่อนตักข้าวจ่อไปที่ปากของแม่ของตน

 

               "มินโฮเหรอ ไปเรียกพ่อของลูกมาทานข้าวด้วยกันสิ พ่อของลูกยังไม่ตื่นลงมาสักที ไปปลุกพ่อของลูกไป" แม่ของมินโฮลูบศีรษะเล็กของลูกชายพูดขึ้น

 

               "ฮึกๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ คุณแม่ครับ คุณพ่อตายไปแล้วครับ คุณพ่อไม่ได้อยู่กับเราแล้ว คุณแม่ทานข้าวเถอะนะครับ" มินโฮเริ่มร้องไห้ออกมา เมื่อแม่ของตนมีอาการแปลกๆ 

 

              "ฮือๆๆๆ ไม่จริง พ่อของลูกยังไม่ตาย พ่อของลูกแค่นอนหลับอยู่ที่ห้อง ไปตามมาสิ ไปตามพ่อของลูกมา ฮือๆๆๆๆๆ" แม่ของมินโฮร้องไห้จ้า ก่อนจะไล่มินโฮให้ไปตามพ่อของตนที่ห้องนอน

 

             "คุณแม่ครับ อย่าเป็นอย่างนี้ อย่าทำอย่างนี้เลยครับ คุณพ่อตายไปแล้ว คุณพ่อตายไปแล้วจริงๆ ฮือๆๆๆ" มินโฮร้องไห้ กอดแม่ของตน

 

            "กรี๊ดดดดดดด ไม่จริง แกโกหก ไปตามพ่อของแกลงมากินข้าว แกโกหกฉัน พ่อของแก นอนหลับอยู่ที่ห้อง บอกให้ไปตามายังไงหล่ะ ไปตามพ่อลงมาทานข้าว ไปซิ ไปเดี๋ยวนี้นะ เพี๊ยะๆๆๆๆ" แม่ของมินโฮ กรี๊ดลั่น ก่อนจะใช้มือตีมินโฮ เพื่อไล่ให้มินโฮไปตามพ่อของตนให้ลงมาทานข้าว

 

 

                                                                       &&&&&&&&&&

 

              "มินโฮ! ตอนนี้หลานก็ไม่มีใครที่จะดูแลหลานได้สักคน ไปอยู่กับลุงเถอะนะ ลุงจะดูแลหลานเองต่อจากนี้ เรื่องแม่ของหลาน ลุงให้คนของลุงติดต่อโรงพยาบาลที่รับดูแลคนป่วยที่มีอาการทางประสาทไว้ให้รับแม่ของหลานไปดูแลแล้ว หลานอยากจะไปหาไปเยี่ยมแม่เมื่อไร ลุงจะพาไป แต่ตอนนี้อาการของแม่ของหลานต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด เราคงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอไปสักระยะ ตอนนี้ทรัพย์สินของพ่อของหลาน ทั้งบริษัทแล้วก็บ้านหลังนี้ถูกธนาคารยึดไปหมดแล้ว เพราะพ่อหลานล้มละลาย ไปกันเถอะมินโฮ" ลุงที่เป็นเพื่อนสนิทของพ่อ ติดต่อขอรับเลี้ยงดูมินโฮแทนพ่อที่ตาย และแม่ที่มีอาการของโรคประสาท เพราะมินโฮไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน

 

              "ครับ! คุณลุง ขอบคุณมากนะครับ ผมจะแก้แค้นมัน ไอ้คนนั้น เพื่อนรักของพ่อของผม มันไปมาหาสู่ที่บ้านของผม ตอนที่ธุระกิจที่มันร่วมลงทุนกับพ่อของผมเป็นไปด้วยดี แต่พอธุระกิจของพ่อผมแย่ มันก็รีบถอนเงินลงทุนออก จนบริษัทของพ่อของผมเจ๊ง แม่ของผมเล่าให้ผมฟังเท่านี้ ยังไงผมก็จะแก้แค้นมันให้ได้  ฮึกๆๆๆ ฮือๆๆๆ" มินโฮร้องไห้ถามคุณลุงออกไป

 

             "เฮ้อ! ตอนนี้หลานยังเด็ก เอาไว้ให้หลานโตกว่านี้ เรื่องแก้แค้นค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้หลานเก็บข้างของที่จำเป็นไปอยู่กับลุงก่อน ต่อจากนี้ลุงจะอุปการะเลี้ยงดูหลานเอง ลุงจะเปลี่ยนชื่อให้มินโฮใหม่ ลุงจะเรียกหลานว่า มาร์ค เข้าใจไหม ไปมาร์ค ไปกับลุง" คุณลุงบอกมินโฮ ก่อนจะจูงมือหลานของตน ออกจากบ้านที่โดนยึดของพ่อของมินโฮไป

 

              

 

            

                                                                &&&&&&20%&&&&&&

 

 

              ยี่สิบปีต่อมา

 

              "ซูจี ลูกอยู่บ้านพอดีเลย มาทำความรู้จักกับพี่เขาหน่อย สวัสดีพี่เขาซะสิ นี่พี่มาร์ค นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เรียนจบจากนอกเลยนะ พี่เขาเก่งมากๆ เลย" พ่อของซูจีที่พาหุ้นส่วนทางธุรกิจคนใหม่ที่มีเงินร่วมลงทุนหนา โดยมาร์คสนใจมาร่วมลงทุนกับตน ก่อนจะกล่าวชื่นชมมาร์คกับลูกสาวของตน

 

               "เอ่อ ค่ะ สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่มาร์ค/คุณพ่อคะ ซูจีมีเรียนบ่ายน่ะค่ะ ถ้ายังไง ขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ" ซูจีทักทายชายหนุ่มที่มากับพ่อของตน ก่อนจะหันไปขออนุญาตพ่อเพื่อออกไปเรียนหนังสือ

 

               "อ้าว! มีเรียนหรอกหรือลูก งั้นก็รีบไปเถอะ/ เป็นไงบ้างมาร์ค ลูกสาวผม ตอนนี้ซูจีกำลังเรียนบริหาร อยู่ปีสองแล้วหล่ะ อีกสองปีก็คงมาช่วยแบ่งเบางานของผมได้" พ่อของซูจีเอ่ยบอกมาร์คอย่างภูมิใจในลูกสาวของตน

 

                "ก็น่ารักดีนะครับ สดใสสมวัยดี" มาร์คบอกชายตรงหน้ายิ้มๆ

 

                "555+++ เห็นอย่างนี้ แสบใช่เล่นเลยนะ ถึงจะดูเชื่อฟังอยู่ในโอวาทดี แต่บทจะดื้อก็ดื้อซะจนผมต้องยอมเลยหล่ะ ถ้าเรื่องคิดหาเหตุผลมาโต้แย้งผม เธอฉลาดเป็นกรดเชียวแหละ ถึงอย่างนั้นผมก็สบายใจนะเพราะดูท่า ลูกสาวผมคงเอาตัวรอดได้" พ่อของวนามองตามหลังลูกสาวของตน บอกมาร์คออกไป

               

 

              "ผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น" มาร์คมองตามร่างบางของซูจีไป แต่เป็นคนละสายตาที่พ่อของซูจีมองลูกของตน

 

              "เอ่อ เรื่องลงทุนเพิ่มระหว่างผมกับคุณอา สรุปว่ายังไงบ้างครับ ผมอยากจะรู้ว่าคุณอาสนใจหรือเปล่า ผมจะได้บอกให้คุณลุงของผมเซ็นอนุมัติมอบอำนาจให้ผมเบิกเงินจากบริษัทมาร่วมลงทุนกับคุณอาเพิ่มเติม" มาร์คถามพ่อของซูจีออกไป

 

             "เรื่องนั้นไม่เห็นต้องรีบร้อนเลยหลานชาย ว่าแต่ลุงของนายเป็นใครกัน ถึงได้ไปลงทุนทำธุรกิจที่อเมริกาจนได้มีเงินลงทุนมากมายมหาศาลขนาดนี้ ฉันอยากรู้จัง บอกฉันหน่อยได้ไหม เผื่อฉันจะรู้จัก" พ่อของซูจีถามมาร์ค

 

              "เรื่องนั้นคุณอาไม่ต้องห่วง คุณลุงของผมก็อยากมาเจอทำความรู้จักกับคุณอาเหมือนกัน เอาไว้ผมจะพาคุณลุงมาแนะนำให้คุณอารู้จักแล้วกันนะครับ" มาร์คบอกคุณอาก่อนที่ทั้งสองคนจะคุยกันเรื่องธุรกิจที่จะลงทุนร่วมกันต่อ

 

                                                         

                                                          &&&&&&40%&&&&&&

 

 

              "ซูจี มาแล้วเหรอ วันนี้อาจารย์งดสอน แต่แจกชีทมาให้ไปค้นคว้าเอาแทนหน่ะ" คิบอมเพื่อนในกลุ่มของซูจี โบกมือเรียกหญิงสาว ก่อนที่ซูจีจะเดินมาที่กลุ่มของตน แล้วรู้เรื่องที่อาจารย์งดสอนจากปากเพื่อนที่ชื่อคิบอม

 

               "อ้าว! อะไรกัน คนอุตส่าห์รีบมา แล้วทำไมพวกเธอรู้แล้วไม่โทรบอกกันบ้างหล่ะ ฉันจะได้ให้คนรถเขาขับย้อนกลับไปที่บ้าน ไม่ต้องมาเรียนให้เสียเวลา โถ่! แล้วนี่จะทำยังไงดี ลุงคนขับรถก็ขับออกไปเสียแล้วด้วยสิ" ซูจีบ่นๆ กับเพื่อนของตน

 

              "ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นหรอกนะซูจี แต่คิบอมน่ะซิห้ามฉันไว้ ไม่รู้ว่าเพราะอยากเจอเธอหรือเปล่าน๊า ถึงได้ทำแบบนี้" เพื่อนในกลุ่มบอกซูจี ก่อนจะหันไปมองหน้าคิบอมแซวๆ

 

                "เอ่อ ก็ฉันอยากให้เธอมารับชีทที่อาจารย์สั่งงานน่ะซิ จะได้ไปห้องสมุดเพื่อค้นคว้ากันเลย ไม่ต้องดองงานไว้เดี๋ยวก็ลืมกันพอดี" คิบอมอึกอักบอกซูจี

 

              "อืม ก็ถูกอย่างที่นายว่านะ งั้นเราไปห้องสมุดเพื่อค้นคว้าข้อมูลส่งอาจารย์กันเถอะ" ซูจีเอ่ยชวนเพื่อนๆ ออกไป

 

               "เอ่อ พอดีฉันสองคนต้องอยู่เคลียร์รายงานวิชาอื่นที่นี่น่ะ นี่ไงตำราที่เรายืมมาจากห้องสมุดเป็นตั้งๆ เพื่อใช้ร่างรายงานที่ค้าง ซูจีกับคิบอม เธอสองคนไปที่ห้องสมุดก่อนฉันสองคนเลยนะ ไม่ต้องรอ" เพื่อนในกลุ่มอีกสองคนบอกซูจีและคิบอมออกไป

 

 

                "งั้นเราสองคนก็ไปกันเถอะซูจี/เอางั้นเหรอ แต่ถ้าเธอสองคนทำรายงานฉบับบนี้เสร็จรีบตามฉันกับคิบอมไปเลยนะ" คิบอมเอ่ยชวนซูจี ก่อนที่ซูจีจะหันไปบอกเพื่อนอีกสองคน เพื่อนทั้งสองพยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งซูจีและคิบอมจะเดินไปที่ห้องสมุดด้วยกัน

 

                "แกว่ายัยซูจีจะรู้ว่าเราสองคนเปิดโอกาสให้ได้อยู่กับคิบอมสองต่อสองหรือเปล่าวะ เฮ้อ! เมื่อไรยัยซูจีที่ฉลาดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องความรัก จะรู้สักทีนะว่า เพื่อนข้างกายแอบชอบ สงสารคิบอมเหมือนกันนะ เทียวไล้เทียวขื่อยัยซูจีตั้งแต่ปีหนึ่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า" เพื่อนทั้งสองมองตามหลังคิบอมกับซูจี ก่อนพูดขึ้น

 

                "ฉันว่าไม่มีทางรู้หรอก ก็อย่างที่บอกยัยซูจีผู้ฉลาดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นางไม่เก็ตจริงๆ สู้ต่อไปนะคิบอม เราสองคนเอาใจช่วย" เพื่อนอีกคนตอบเพื่อนของตน ก่อนทั้งสองจะหันมาสนใจกับตำราที่กองตรงหน้าตนแทน

 

 

                                                                     &&&&&&&&

 

            "เพี๊ยะ! คิบอม ทำไมนายไม่รีบเขียนอ้างอิงข้อมูลในตำราที่หามานี่ลงในชีทหล่ะ มัวนั่งมองหน้าฉันอยู่ทำไม" ซูจีตีแขนของคิบอมที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยมองตนไม่ทำอะไรสักที

 

            "เอ่อ โทษที ฉันจะรีบทำเดี๋ยวนี้แหละ" คิบอมตกใจตื่นจากพะวังที่มองหน้าซูจีอย่างมีความสุข ก่อนจะรีบก้มหน้าลงคัดลอกงาน

 

               "เฮ้อ! นายนี่จริงๆ เชียว" ซูจีดุคิบอมก่อนที่ตนจะนั่งทำงานค้นคว้าของตนเช่นกัน

 

 

                                                            &&&&&&&&&&&&&&&&&

 

 

               "ฮัลโหล ว่ายังไงบ้างเรื่องที่ฉันให้นายไปสืบเรื่องของมินโฮ ลูกชายของเพื่อนฉันที่ฆ่าตัวตาย แล้วมีคนรับไปอุปการะน่ะ ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างได้เรื่องหรือยัง"

 

                พ่อของซูจีโทรถามนักสืบที่ตนจ้างให้ตามหาลูกชายของเพื่อนที่ฆ่าตัวตาย แต่มีคนที่รับอุปการะไป โดยปิดบังชื่อแซ่ทุกอย่าง จนทำให้พ่อของซูจีที่อยากจะรู้สารทุกข์สุขดิบของลูกชายเพื่อนตนที่ฆ่าตัวตาย โดยไม่เคยเอาปัญหามาปรับทุกข์กับตนสักครั้ง พอเพื่อนของตนตาย พ่อของซูจีจึงอยากจะช่วยเหลือครอบครัวของเพื่อนรัก แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะมีคนมาอุปการะตัดหน้าไปซะก่อน ตนจึงจ้างนักสืบตามสืบว่าคนๆ นั้นเป็นใคร แต่ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี นักสืบก็ไม่เคยหาข้อมูลใดๆ มาบอกตนเพิ่มเติมได้เลย 

 

               "อะไรนะไม่มีอะไรคืบหน้าเหรอ เฮ้อ! ไม่ๆ ฉันจะจ้างนายสืบต่อ ยังไงฉันก็อยากจะรู้ว่าภรรยาของเพื่อนฉัน กับลูกชาย มีความสุขกันดี ฉันถึงจะเลิกจ้างนายสืบเรื่องนี้ ถ้าเกิดไม่เป็นอย่างที่ฉันคิดพวกเขาตกระกำลำบากกันอยู่ ฉันจะได้ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ยังไงหล่ะ" พ่อของซูจีพูดขึ้น ก่อนวางสายจากนักสืบที่ตนจ้างไป

 

 

 

 

                                                                &&&&&&&&&&&

 

 

               "นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมนายทำอย่างนี้หล่ะมาร์ค เราสองคนลงทุนร่วมกันจนจะครึ่งทางแล้ว อยู่ดีๆ นายจะมาถอนตัวไปเฉยๆ อย่างนี้ได้ยังไง ทำอย่างนี้อาเสียหายแย่ เราเป็นนักธุรกิจนะ ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ" พ่อของซูจี โยนเอกสารสัญญาที่มาร์คขอยกเลิกหล่นกระจายทั่วพื้น

 

                 "คุณอาก็แค่ปรับค่าเสียหายผมตามที่ระบุในสัญญาไปสิครับ ตามที่มีใครผิดสัญญา ผมยอมจ่ายเงินค่าปรับนั่น แต่ผมจะต้องถอนเงินลงทุนของผมคืนโดยเร็วที่สุด" มาร์คพูดอย่างไม่มีเยื่อใย

 

               "แค่ค่าปรับไม่กี่เปอเซ็นต์ของเงินลงทุน มันจะไปชดเชยค่าเสียหายของอาได้ยังไง นายลองทบทวนดูใหม่เถอะ ธุรกิจที่เราลงทุนร่วมกัน อีกหน่อยมันจะสร้างกำไรงอกเงยมากเลยนะ ถ้านายมาถอนตัวตอนนี้ ทุกอย่างที่เราสองคนทำไปมันก็เสียเปล่าสิ แล้วอาจะหาใครมาลงทุนแทนหลานในสถานการณ์อย่างนี้ได้หล่ะ" พ่อของซูจีพยายามเกลี้ยกล่อมมาร์คให้คล้อยตามตน

 

                "ผมไม่สนหรอกครับ ต่อให้ธุรกิจที่ผมลงทุนทำกับคุณอาจะได้กำไรอีกร้อยล้านพันล้าน ผมก็ไม่ต้องการหรอก ขอแค่ผมมั่นใจว่าถ้าผมถอนเงินลงทุนออกจากบริษัทของอาในตอนนี้ มันจะกระทบกับโปรเจคทุกอย่างในบริษัทของอา จนอาจจะทำให้บริษัทของคุณอาเจ๊งได้ ผมก็พอใจแล้วครับ" มาร์คหันมายิ้มเยือกเย็น ก่อนที่จะมองจ้องหน้าคนที่ตกตะลึงไม่เข้าใจในคำพูดของมาร์ค

 

               "แกว่าอะไรนะ ที่แกลงทุนกับฉันมาทั้งหมด แกไม่ได้หวังกำไร แต่แกต้องการให้บริษัทของฉันเจ๊งเหรอ แกทำอย่างนี้ทำไมกัน" พ่อของซูจีมองหน้ามาร์คอย่างสงสัยหนัก

 

                "ผมทำอย่างนี้ก็เพื่อต้องการให้คุณอาได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของการโดนหักหลังไงหล่ะครับ เป็นยังไงครับ ความรู้สึกเวลาโดนหักหลัง มันทั้งโกรธทั้งแค้นจนคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนพ่อของผมหรือเปล่า" มาร์คบอกคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

 

              "พ่อเหรอ พ่อของนายฆ่าตัวตาย หมายความว่ายังไงกัน" พ่อของซูจีมองหน้ามาร์คนิ่ง

 

               "อะไรกันแค่นี้ก็จำสิ่งที่คุณอาทำไว้ไม่ได้แล้วเหรอครับ จำเพื่อนรักที่ชื่อ ลี ฮีจุนไม่ได้แล้วเหรอครับ ลืมง่ายจังนะครับคุณอา ก็คนที่คุณอาถอนเงินลงทุนของตัวเองออก เพราะว่าบริษัทของพ่อของผมใกล้จะเจ๊ง จนบริษัทของพ่อของผมถูกฟ้องล้มละลาย พ่อของผมเครียดหนัก จนต้องยิงตัวตาย ข่าวออกดัง เพื่อนรักอย่างคุณอาที่ทำพ่อของผมไว้อย่างเจ็บแสบ กลับจำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ มันน่าน้อยใจจริงๆ" มาร์คเล่าทุกอย่างให้ชายที่ยืนเกร็งตัวกัดกรามอยู่กรอดๆ ฟัง

 

                "อะไรนะ นาย นายคือมินโฮเองเหรอ มินโฮลูกชายคนเดียวของฮีจุน มินโฮ จริงๆ เหรอ  ฟังอานะ นายกำลังเข้าใจผิด อา อาไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนั้น คนที่ทำก็คือ อึก เอ่อ อ้ากกกกกกกกกกกกก" พ่อของซูจีล้มตึงทันทีเพราะรู้สึกกดดันและเครียดจัดเมื่อเรื่องธุรกิจและเรื่องลูกชายเพื่อนรักเข้าใจตนผิดประดังประเดเข้ามาพร้อมกันจนกดดันหนัก

 

              "อะไรกันจะแก้ตัวได้อยู่แล้วเชียว ดันมาช็อคตาตั้งไปซะก่อน จุ๊ๆๆๆๆๆ น่าสงสารจังเลยนะครับคุณอา แต่ต่อให้คำแก้ตัวของคุณอาจะสวยหรูแค่ไหนมันก็ฟังไม่ขึ้นหรอกครับ คุณอาจะต้องสูญเสียทุกอย่างทั้งธุรกิจ ทรัพย์สิน และครอบครัว เหมือนกับที่ครอบครัวของผมเคยโดนคุณอากระทำมา/ใครอยู่ข้างนอกบ้าง ประธานบริษัทของพวกนายคงกำลังใกล้จะตายแล้ว มาดูเจ้านายของพวกนายกันหน่อยซิ" มาร์คบอกพ่อของซูจี ก่อนจะตะโกนเรียกคนที่อยู่นอกห้องทำงานของคุณอามาช่วยคนที่หมดสติไป ส่วนตนปัดเสื้อสูทให้เข้าที่ก่อนเดินข้ามคุณอาที่ล้มลงหมดสติ แล้วเดินจากไป

 

 

                                                       &&&&&&&&&&&

 

                 "คุณหมอๆๆๆ คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ" ซูจีที่รู้ข่าวพ่อของตน ก็รีบไปที่โรงพยาบาลทันที

 

                 "คนไข้เครียดจัดจนเส้นเลือดฝอยในสมองแตกน่ะครับ ตอนนี้ต้องดูอาการโดยรวมอีกครั้ง แต่ตอนนี้เท่าที่ทราบคนไข้อาจจะเป็นอัมพาตครึ่งตัวตั้งแต่ช่วงล่างลงไปครับ" หมอบอกซูจี

 

                  "อะไรนะคะ อัมพาตเหรอ โถ่! คุณพ่อ ฮือๆๆๆๆๆ ไม่จริง คุณหมอต้องช่วยคุณพ่อนะคะ ฮือๆๆๆ ช่วยคุณพ่อของหนูด้วย"  ซูจีร้องไห้บอกคุณหมอให้ช่วยพ่อของตน

 

                  "เรื่องนั้นทางเราจะพยายามสุดความสามารถครับไม่ต้องห่วง หมอขอตัวก่อนนะครับ" หมอบอกซูจีก่อนจะเดินจากไป

 

                 "คุณแม่บนสวรรค์ขา ช่วยคุ้มครองคุณพ่อด้วยนะคะ ซูจีไม่มีใครแล้วนอกจากคุณพ่อ คุณแม่ต้องช่วยคุ้มครองคุณพ่อให้ปลอดภัยนะคะ ฮึกๆๆๆ ฮือๆๆๆๆ" ซูจีมองพ่อของตนผ่านกระจกห้องไอซียู ที่คุณหมองดให้ญาติเข้าเยี่ยม ก่อนจะอ้อนวอนขอให้แม่ของตนที่เสียไปคุ้มครองพ่อของตนให้ปลอดภัย

 

 

 

 

 

 

 #################################################################################

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น