facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 มีอยู่ไม่รักษา ไขว่คว้าวันที่เสียไป 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 มีอยู่ไม่รักษา ไขว่คว้าวันที่เสียไป 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.9k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2563 23:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 มีอยู่ไม่รักษา ไขว่คว้าวันที่เสียไป 100%
แบบอักษร

16  

มีอยู่ไม่รักษา ไขว่คว้าวันที่เสียไป 

 

แม่ทิพย์นั่งรออยู่ที่ม้าหินหน้าสถานรับเลี้ยงด้วยความกระวนกระวาย มองชะเง้อออกไปทางด้านนอกก็หลายหน ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงกว่า หากการพูดคุยไม่มีปัญหาป่านนี้ก็น่าจะกลับมากันได้แล้ว และในตอนที่กำลังลุกขึ้นชะเง้อมองอีกครั้งนั่นเอง รถยนต์คันหรูคุ้นตาก็ขับเข้ามาพอดี รอจนต้นน้ำลงจากรถเธอจึงรีบเดินเข้าหา สังเกตอาการเจ้าตัวเล็กของเธอเสียก่อนที่จะเอ่ยถามอะไร 

เธอหวั่นใจว่าต้นน้ำจะถูกคำพูดจาว่าร้ายให้เสียใจอีก แต่เจ้าตัวเล็กกลับนิ่งสงบกว่าที่คิด ไม่มีท่าทีกรุ่นโกรธ แต่ก็ไม่มีความยินดีเช่นกัน 

"ทำไมมานั่งรอตรงนี้ล่ะครับ แดดแรงเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ" ต้นน้ำเดินเข้าไปประคองร่างท้วมเดินเข้าด้านในด้วยกัน 

แม่ทิพย์หันมองทางคุณกรณ์เป็นเชิงถาม จึงได้รับรอยยิ้มบางเบาทว่าหนักใจคืนกลับมา 

....ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องดี 

ทั้งสามคนนั่งลงในห้องสำนักงาน แต่ต้นน้ำกลับยังไม่ยอมปริปากเล่า เหมือนกำลังจัดเรียงความคิดของตัวเองอยู่ในใจ โดยมีแม่ทิพย์นั่งเคียงข้างอย่างใจเย็นไม่เร่งเร้า รอคอยจนกระทั่งเจ้าตัวยอมเอ่ยปาก 

"เจ้าของที่เปลี่ยนมือไปแล้วครับ" 

หญิงอายุเยอะที่สุดยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดว่าจะได้ยิน ทำไมไวถึงเพียงนี้ แต่ก่อนที่จะตื่นตระหนกไปเกินกว่าเหตุก็ต้องสงบจิตสงบใจลง รอฟังเรื่องทั้งหมดก่อนค่อยตัดสิน 

"แล้วเขาให้เวลาเราหรือเปล่าลูก" 

"แม่ทิพย์จำคุณภูผาได้ไหม" แทนที่จะตอบ ต้นน้ำกลับถามคำถามเธอกลับมา แต่ครั้งนี้แม่ทิพย์ตกใจยิ่งกว่าเมื่อได้ยินชื่อภูผา เพราะต้นน้ำเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ทั้งหมดให้เธอฟังแล้ว สาเหตุที่เจ้าตัวเล็กร้องไห้แทบขาดใจในวันนั้น 

"อย่าบอกนะ...." 

"เขาเป็นคนซื้อที่จากปรีชา" ดวงตากลมโตที่มองเธอยังคงว่างเปล่า เพียงแต่หัวคิ้วเรียวกดมุ่นอย่างคนคิดไม่ตก 

"ตายจริง แล้วเขาทำแบบนี้ทำไม เขาอยากไล่เราออกไปหรือลูก" 

ต้นน้ำส่ายใบหน้าช้าๆ เอ่ยคำพูดเสียงเบาราวกับแม้กระทั่งตัวเขาเองยังไม่มั่นใจ "เขาไม่ได้ไล่ครับ" 

"หืม? " 

หญิงมีอายุหันมองไปทางคุณกรณ์อีกครั้งขอความช่วยเหลือเป็นอธิบายเพิ่ม ชายหนุ่มกลับส่ายใบหน้าให้เธอ เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครบอกเล่าได้ดีที่สุดเท่าเจ้าตัว 

ต้นน้ำจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างในห้องอาหารวันนี้ให้แม่ทิพย์ฟัง รวมทั้งคุณกรณ์ที่ได้รับรู้ฉบับเต็มด้วย กระทั่งฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ หญิงมีอายุทอดถอนอารมณ์ด้วยความหนักอกหนักใจ ตอนนี้เธอเข้าใจถึงสายตาว่างเปล่าของต้นน้ำแล้ว 

"แล้วต้นน้ำว่ายังไง" 

"ผมว่าเราทำเรื่องซื้อที่ดินและเตรียมก่อสร้างเร็วหน่อยก็ดีครับ" เอ่ยบอกแม่ทิพย์ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากคุณกรณ์ "รบกวนคุณกรณ์ติดต่อเจ้าของที่ดินให้หน่อยได้ไหมครับว่าผมอยากรีบซื้อรีบโอนไวหน่อย" 

"ได้ครับ" ชายหนุ่มตอบรับอย่างแข็งขันเพราะเขาเต็มใจช่วยอยู่แล้ว อะไรที่ทำให้ต้นน้ำตัดใจจากภูผาได้เขายินดี "ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมขอตัวกลับเลยดีกว่า จะได้รีบดำเนินการให้" 

"ขอบคุณมากครับ" 

ต้นน้ำไม่ขยับเขยื้อนแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการไปส่ง แม่ทิพย์จึงขันอาสา 

"เดี๋ยวแม่ทิพย์ไปส่งค่ะ จะเดินออกไปดูเด็กๆ พอดี ต้นน้ำนั่งพักอยู่ในนี้ก่อนนะลูก" 

"เดินไหวหรือเปล่าครับ" คนตัวเล็กเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงตามความเคยชิน ถึงได้รับค้อนวงใหญ่จากคุณแม่ผู้แสนโอบอ้อมอารีกลับคืนมา 

"อย่าดูถูกคนแก่นะจ๊ะ ให้เดินรอบสถานรับเลี้ยงสามรอบก็ยังไหว" 

เป็นเหตุให้คนตัวเล็กหลุดขำพรืด กล้ามเนื้อบนใบหน้าผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว 

"ครับๆ ถ้าอย่างนั้นผมรอในนี้นะครับคนแข็งแรง" พูดหยอกกันเสร็จก็นั่งจุมปุ๊กลงที่เดิม ปล่อยให้ร่างท้วมเดินออกไปส่งคุณกรณ์ด้านนอกคนเดียว 

หลังเดินออกมาไกลจากห้องสำนักงานแล้ว น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยก็เอ่ยถามขึ้น กรณ์ถึงได้เข้าใจว่าแม่ทิพย์อาสาเดินออกมาส่งเขาทำไม 

"ระหว่างทางกลับมาต้นน้ำพูดอะไรบ้างหรือเปล่าคะคุณกรณ์" 

"เงียบๆ ไปครับ แต่ไม่แสดงอาการอะไรเลย เหมือนเขาจะตกใจนิดหน่อยตอนเจอภูผา แต่หลังจากนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยครับ ต้นน้ำเข้มแข็งมาก เก็บอารมณ์ได้มิดแม้กระทั่งผมยังมองไม่ออกเลย" 

เสียงถอนหายใจแผ่วดังมาจากหญิงร่างท้วมด้านข้าง ให้กรณ์หันมองพลางเลิกคิ้ว แววหนักอกของเธอทำให้เขาไม่เข้าใจ 

"แบบนั้นสิคะน่าห่วง เพราะซ่อนไว้เสียจนมิดเราถึงไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วข้างในเป็นอย่างไร แม่ทิพย์ดีใจที่ต้นน้ำเข้มแข็งขึ้น แต่ไม่ดีใจที่เขาเลือกซ่อนความรู้สึกแม้กระทั่งกับเราด้วย ให้เขาร้องไห้ระบายออกมายังดีกว่าเก็บกดไว้ในใจคนเดียว แม่เป็นห่วงกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหวเข้าสักวัน" 

กรณ์เพิ่งตระหนักได้ว่าครั้งนี้ตัวเองคิดตื้นเขินเกินไปจริงๆ ดวงตาอบอุ่นหันมองไปทางห้องที่คนตัวเล็กนั่งอยู่ลำพัง นึกเป็นห่วงขึ้นมาแล้วสิ 

"แล้วเราทำอย่างไรกันดีครับ" 

"ตอนนี้ก็คงต้องคอยประคับประคองกันไปก่อนค่ะ ได้ย้ายบ้านเมื่อไหร่คงยุ่งจนไม่มีเวลาคิดมากไปเอง ฝากเรื่องที่ด้วยนะคะคุณกรณ์" 

"ไม่ต้องห่วงครับ ฝากแม่ทิพย์ช่วยดูต้นน้ำด้วยนะครับ" 

"จ้ะ" 

สาวตาอบอุ่นเฝ้ามองชายหนุ่มร่างสูงเดินขึ้นรถและขับออกไป ฝ่ามืออวบอูมยกขึ้นโบกอวยพรด้วยรอยยิ้มให้อีกฝ่ายเดินทางโดยสวัสดิภาพ 

....น่าเสียดาย หากสมองตัดสินแทนหัวใจได้ว่าควรเลือกมอบความรักให้ใคร ต้นน้ำคงไม่เจ็บปวดใจอย่างนี้ 

แม่ทิพย์เดินไปดูเด็กเล็กที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน เพราะบรรดาพี่ๆ ไปโรงเรียนกันหมดแล้ว เวลานี้ผู้ดูแลกำลังกล่อมนอนกลางวันกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเธอจึงถอยออกมา กลับไปหาต้นน้ำที่ห้องสำนักงาน 

เจ้าตัวเล็กของเธอยังนั่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่ซ่อนบาดแผลไว้ภายใน ตอนนี้ที่ทำได้คือรอให้แผลตกสะเก็ดและรักษาตัวเองจนหายดี 

"ต้นน้ำ ไปช่วยแม่เก็บของดีกว่าลูก เด็กๆ ไม่อยู่จะได้ไม่มีตัวป่วนวุ่นวาย เดี๋ยวพอเจ้าตัวจิ๋วหลับกันหมดจะได้เกณฑ์พวกหมิวมาช่วยด้วย" 

"ครับ" 

ได้ขยับตัวทำอะไรเหมือนทุกอย่างกำลังเริ่มต้นไปข้างหน้าก็ดีเหมือนกัน 

เรียกได้ว่าเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ได้เลยทีเดียว อะไรไม่จำเป็น อะไรไม่ใช้แล้วต่างขนมาวางกองไว้ยังลานด้านหน้าเพื่อเตรียมทิ้ง อะไรชั่งกิโลขายได้ก็แยกไว้ ส่วนใหญ่เป็นกล่องลัง และของเล่นเก่าเก็บที่พังแล้วหรือไม่ก็ตัดใจทิ้งไม่ลง คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่ใช้การไม่ได้เตรียมไว้ชั่งกิโลขาย เดินวนยกไปยกมาทำเอาหน้ามืดอยู่เหมือนกัน 

แม่ทิพย์นั่งพัดโบกลมเข้าหน้า โดยมีต้นน้ำรินน้ำเย็นใส่แก้วให้ดื่ม รวมถึงผู้ดูแลคนอื่นๆ ก็หยุดมือลงแล้วเช่นกัน 

ตอนนั้นเองที่รถเทรลเลอร์แบกตู้คอนเทนเนอร์สีขาวใบใหญ่ยักษ์เข้ามาสองตู้ ตามมาด้วยรถเครน สร้างความแปลกใจให้กับพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อรถน่าอันตรายเหล่านั้นหยุดตัวลงหน้ารั้วบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ไกล 

"พวกเขาทำอะไรกันคะ" หนึ่งในผู้ดูแลถามขึ้นแต่ไม่มีใครสามารถตอบคำถามได้ เพราะต่างคนต่างอยากรู้เช่นกัน 

เครนเริ่มต้นทำงานขนย้ายตู้หนักหลายตันนั่นลงมา ทำเอาทุกสายตาเฝ้ามองไม่เป็นอันทำอะไรด้วยใจหวาดเสียว กระทั่งพวกมันวางเรียงเป็นแถวอยู่บนพื้นดิน และมีรถบรรทุกอีกคันขนเฟอร์นิเจอร์เข้าใส่ตู้คอนเทนเนอร์สองตู้นั้นนั่นแหละ ต้นน้ำถึงได้เข้าใจ 

"น่าจะเป็นห้องทำงานและบ้านพักของพวกหัวหน้างานนะครับ" 

ต้นน้ำคาดเดาได้ถูกต้อง หนึ่งในตู้นั้นเป็นบ้านพักจริงๆ 

"แล้วทำไมมาตั้งใกล้เราจัง" 

นั่นสิ เรียกได้ว่าหากต่างฝ่ายต่างเดินออกมาในเวลาไล่เลี่ยก็คงได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งที่นี่มีทั้งเด็กเล็กเด็กโตด้วยแล้ว น่ากลัวจะเกิดเรื่องเข้าสักวัน 

ต้นน้ำพลันส่ายหัวพรืด ไม่นานพวกเขาก็จะย้ายออกไปแล้ว คนพวกนั้นอยากทำอะไรก็ทำเถอะ คิดได้ดังนั้นจึงหันมาสนใจกับเรื่องของตัวเอง พอดีกับที่ผู้ดูแลคนหนึ่งเอ่ยปากถาม 

"แล้วเราจะทำยังไงกับของพวกนี้ดี" ทำไปทำมาของที่ช่วยกันขนมากองไว้ที่ลานด้านหน้าก็เยอะพอสมควร 

"แม่ทิพย์รู้จักร้านรับซื้อของเก่าแถวนี้หรือเปล่าครับ ทยอยขนไปสักสามสี่เที่ยวน่าจะหมด" 

"จะคุ้มกันไหมเนี่ยลูก ทั้งค่าน้ำมันทั้งเหนื่อยเราด้วย" 

"ถ้าร้านไม่ไกลก็ไม่เท่าไหร่หรอกครับ" 

"ตรงหัวโค้งใกล้ๆ มีอยู่ร้านหนึ่ง แม่เคยให้เด็กเอาขวดไปขาย เดี๋ยวลองไปดูกัน" 

"ครับ" 

ยังไม่ทันได้ลงมือขนย้ายก็มีรถยนต์หรูคันใหม่ขับเข้ามาดึงความสนใจพวกเขาไปอีกครั้ง ช่วยไม่ได้นี่ในเมื่อมาอยู่เสียใกล้กันขนาดนี้ทำอะไรพวกเขาต้องเห็นเป็นธรรมดา สายตามันจึงถูกพาไปโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดสูทที่เพิ่งเจอกันเมื่อสายก้าวลงจากตัวรถ ทำเอาตาหงส์เบิกกว้าง ปากกระซิบเรียกชื่อใครคนนั้นเสียงเบา 

"คุณภูผา" 

แม่ทิพย์ที่ยืนอยู่ใกล้กันได้ยินชัดเจน 

เธอพลันเอื้อมจับมือเล็กที่กำลังสั่นเทาเอาไว้ 

"คุณภูผาคนนั้นหรือลูก" 

นาทีนี้แม่ทิพย์อยากให้ต้นน้ำรู้จักคนชื่อภูผาหลายคนเสียจริงๆ แต่เมื่อสังเกตปฏิกิริยาของคนตัวเล็กก็ทำให้รู้ว่าใช่แน่แล้ว 

คนตัวเล็กกัดฟันแน่น มองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายทุกฝีก้าว อย่าบอกนะว่าจะมาคุมการก่อสร้างด้วยตัวเอง แม้กระทั่งคนสนิทอย่างครรชิตก็ตามมาด้วย ว่างกันมากขนาดนั้นเลยหรือไง? 

"อย่าสนใจเลยครับ เรา...." 

"สวัสดีครับ" 

บัดซบ! 

หมุนตัวกลับเดินได้ไม่ถึงสองก้าว เสียงคุ้นหูด้านหลังก็ดังขึ้นมาแล้ว แม่ทิพย์ที่ยังไม่ทันได้ขยับตัวจึงเป็นฝ่ายรับหน้าไป 

"ผมภูผาครับ เป็นเจ้าของไซต์งานที่กำลังก่อสร้างตรงนู้น อ้อ... แล้วก็เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ด้วย วันนี้ก็เลยอยากจะเข้ามาแนะนำตัวให้รู้จักกันไว้หน่อย หลังจากนี้คงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ" 

คนตัวเล็กที่ยืนหันหลังกัดฟันดังกรอด ฝากเนื้อฝากตัวบ้าบออะไร! วันนี้เกิดเป็นคนช่างพูดแนะนำตัวเองเสียยืดยาวขึ้นมาเชียว ทั้งที่เมื่อสายยังข่มขู่เขาอยู่เลย 

แม่ทิพย์เป็นผู้อาวุโสที่สุดของที่นี่จึงเป็นฝ่ายออกหน้า 

"สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อทิพย์ เป็นคนดูแลที่นี่ คุณจะเรียกแม่ทิพย์เหมือนคนอื่นๆ ก็ได้ค่ะ" หญิงมีอายุรับไหว้ชายหนุ่มท่าทางสุภาพ ไม่เหมือนในภาพจินตนาการภูผาที่เธอเคยสร้างขึ้นมาเลย 

ส่วนเรื่องความหล่อเหลา คงต้องบอกว่าต้นน้ำของเธอมาตรฐานสูงลิบลิ่วจริงๆ ทั้งคุณภูผาและคุณกรณ์ กินกันไม่ลงสักคน 

แต่นั่นไม่ใช่ส่วนที่เธอต้องให้ความสำคัญ ความเจ็บปวดที่ต้นน้ำแบกรับต่างหากคือตัวตัดสิน 

"ขอบคุณคุณมากนะคะที่ให้เวลาพวกเรา หากจัดการเรื่องที่ดินผืนใหม่เสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่เราจะรีบย้ายออกไปทันทีค่ะ" 

เรื่องเป็นอย่างไรไม่รู้ล่ะ เธอขอโมเมตัดหน้าขอบคุณไว้ก่อนแล้วกัน ถึงอีกฝ่ายอยากปฏิเสธก็คงไม่ทันแล้ว 

ภูผาไม่ได้รีบตอบรับในทันที ตาคมดุเฝ้ามองแผ่นหลังเล็กที่ไม่ยอมหันกลับมาเผชิญหน้า แต่แค่เห็นว่าเขายังอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว ขอเพียงต้นน้ำไม่ได้หนีไปไหน เขายังมีเวลาทลายกำแพงน้ำแข็งนั้นอีกนาน ต่อให้มันทั้งหนาทั้งหนักแต่หากกระเทาะทุกวันเขาเชื่อว่ามันจะต้องทลายลงแน่ ก่อนตาคมคู่นั้นจะละห่างจากแผ่นหลังเล็กอย่างอาลัยอาวอนเลื่อนกลับมาหาแม่ทิพย์ 

"ใช้เวลาเท่าที่ต้องการเถอะครับ แล้วนี่...." ก้มลงจึงเห็นว่ามีข้าวของกองอยู่มากมาย ดูแล้วเดาได้ว่าคงเป็นของที่โละทิ้ง "กำลังจะเอาไปทิ้งหรือครับ" 

"บางส่วนค่ะ อะไรที่ขายได้ก็จะเอาไปขาย" 

ในเมื่อเขาถามมาด้วยความสุภาพไม่มีท่าทีคุกคามอะไร เธอก็ไม่เห็นเป็นเรื่องเลวร้ายที่จะตอบกลับเขา 

กลายเป็นต้นน้ำที่ฮึดฮัดอยู่ในใจคนเดียว ทำไมแม่ทิพย์ต้องพูดดีกับคนพรรค์นั้นด้วย เขาอยากรีบเดินไปจากตรงนี้เสียทีแล้ว 

"ใช้รถอะไรขนไปครับ" ถามทั้งที่เห็นอยู่แล้วล่ะว่ามีเจ้าขันเงินของต้นน้ำจอดอยู่เพียงคันเดียว มองประเมินแล้วอย่างไรเที่ยวสองเที่ยวก็คงขนไม่เสร็จ 

ได้เวลาทำคะแนน 

"ให้ช่วยไหมครับ มีรถบรรทุกที่ขนเฟอร์นิเจอร์เข้ามาพอดี ให้เขาช่วยขนไปขายให้ดีกว่า เที่ยวเดียวก็เสร็จแล้ว" 

"เอ่อ...." 

"ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณหรอกครับ" เสียงเรียบเอ่ยตัดบทขณะต้นน้ำหมุนตัวกลับมา แม่ทิพย์อาจจะเกรงใจเขา แต่ต้นน้ำไม่ "เก็บความกรุณาอันมีค่าของคุณไว้เถอะ เราไม่ต้องการ" 

คิ้วหนาของร่างสูงขมวดมุ่น ดื้อจริงเชียว 

"แต่มันจะลำบากเธอ" 

"ก็ให้มันเป็นความลำบากของพวกเราครับ คุณแนะนำตัวเสร็จก็กลับไปได้แล้ว ที่นี่ไม่มีใครอยากสานสัมพันธ์กับนายทุนอย่างคุณหรอก ไม่จำเป็นต้องมากความ" 

ภูผาเพียงถอนหายใจเบาๆ ให้กับความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังส่งสัญญาณให้ลูกน้องเข้ามาขนของออกไปอยู่ดี ทำเอาร่างเล็กรีบก้าวเข้าหาอย่างเอาเรื่อง แต่กลับถูกท่อนแขนอวบของแม่ทิพย์ขวางไว้ พูดเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน 

"ให้เขาช่วยเราจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ในเมื่อเขายินดีเราก็รับเอาผลประโยชน์นี้ไว้เถอะลูก หากเราวางเฉยไม่ตอบโต้ เขาก็จะเหนื่อยไปเอง" 

แม้ไม่พอใจอย่างมากต้นน้ำก็เลือกที่จะเชื่อฟังแม้คำทิพย์ ความโกรธเคืองถูกฉาบไว้ด้วยความเรียบเฉยอีกครั้ง ไม่ให้ค่าภูผาแม้กระทั่งความโกรธ หมุนตัวเดินหนีเข้าด้านในแทน โดยมีสายตาคู่คมมองตามไม่ห่าง และดวงตาคู่คมคู่นั้นก็ถูกเฝ้ามองด้วยสายตาโอบอ้อมอารีอีกที 

 

ส่วนอีกด้านหนึ่ง ภายในห้องส่วนตัวของท่านประธานโรงแรมชื่อดังในตัวเมือง 

บรรยากาศคุกรุ่นไม่ต่างกัน 

"ขายไปแล้ว?!! " เสียงถามขาดห้วนเมื่อได้ยินผู้จัดการรายงานเรื่องไม่คาดฝัน ชายวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานยิ่งตัวลีบเล็กลงกว่าเดิม นานๆ ทีท่านประธานใหญ่จะลงมาตรวจงานด้วยตัวเองแบบนี้ เขาที่อยากใช้โอกาสดีๆ เลียแข้งเลียขาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานยิ่งสลดลง 

ไอ้ลูกพี่ลูกน้องโลภมากดันหักหลังเขาได้ลงคอ! 

"คะ ครับ เขาขายให้คนอื่นไปแล้วครับ" 

"ไหนคุณบอกว่าคุยให้เรียบร้อยดีแล้วไง แล้วทำไมถึงมาผิดคำพูดเอาตอนท้าย ขายให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้เล่า" 

"ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันกับคุณกรณ์ เห็นว่าเป็นนายทุนจากกรุงเทพฯ ให้ราคาเพิ่มตั้งสามเท่า เขาก็เลย....ขายให้ไปแล้วครับ" 

"นายทุนจากกรุงเทพ? " 

คนสุภาพอ่อนโยนถึงกับสบถหยาบคายออกมาหนึ่งคำ 

ให้ตายสิ! ตามหลังหมอนั่นก้าวหนึ่งทุกที! 

แล้วแบบนี้จะบอกกับต้นน้ำอย่างไร คนตัวเล็กตั้งความหวังกับที่ดินผืนนี้ไว้มากเสียด้วย 

"ที่อื่นล่ะ ผมมอบอำนาจให้คุณอวดเบ่งในพื้นที่ตั้งหลายปี อย่านึกว่าผมไม่รู้ว่าลับหลังคุณใช้อำนาจในหน้าที่อย่างไรบ้าง" กิตติศัพท์วางอำนาจบาตรใหญ่สร้างเครือข่ายไว้มากได้ยินไปจนถึงหูเขา แต่เพราะอีกฝ่ายยังทำหน้าที่ได้ดีไม่มีบกพร่องกรณ์จึงปล่อยผ่านไม่ใส่ใจ 

"คราวนี้ก็ใช้เครือข่ายของตัวเองให้เป็นประโยชน์ซะ" 

"คะ ครับ! ได้ครับ ผมจะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้ครับ" 

ร่างผอมนั่นกระวีกระวาดรีบเดินออกไป แต่ลางสังหรณ์ลึกๆ บอกกรณ์ว่าสายไปแล้ว ในเมื่อออกตัวช้าตั้งแต่ก้าวแรก จะวิ่งทันคนที่นำหน้าอยู่ได้อย่างไร 

ในขณะที่วันแรกเขาหาต้นน้ำพบ ภูผากลับได้ที่ดินผืนนั้นไปครองเรียบร้อยแล้ว 

 

 

 

TBC. 

>>>> 

มีคนอยากทำคะแนนค่ะ อนุญาตไหมคะ 

ให้โอกาสคุณเค้าหน่อยเถอะะะ 

>< 

เรื่องนี้นิลเซ็นสัญญากับทาง Hermit ไปแล้วนะคะ 

แต่คิดว่ากว่ารูปเล่มจะออกทุกคนอาจจะลืมกระต่ายน้อยของเราไปแล้วก็ได้ T^T 

ยังไงถ้ามีความคืบหน้าใดๆ นิลจะมาแจ้งไว้ทางเพจน้า  

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจของทุกคนค่า 

รัก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว