ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 20

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 20

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 605

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2563 16:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 20
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 20 

 

เมื่อผ่านกิจกรรมแสนเร่าร้อนมาตลอดทั้งคืน ยามตื่นสิ่งแรกที่อยากพบเจอย่อมเป็นผู้ที่ทำให้ตนหมดพลังกายจนแทบลุกไม่ขึ้น 

แต่เมื่อลองกวาดมือไปข้างกายสิ่งที่พบเจอกลับกลายเป็นความว่างเปล่า คิ้วของโอรสสวรรค์ก็ต้องขมวดเข้าหากันทันที 

เปลือกตาสีมุกค่อยๆ เปิดขึ้นเพื่อปรับสายตาก่อนจะพบว่าข้างกายตนนั้นมีเพียงเตียงกว้างล้อมรอบด้วยผ้าม่านโปร่งแสงปักลายดิ้นทองไร้เงาของผู้ร่วมเรียงเคียงหมอนในค่ำคืนที่ผ่านมา 

สายตาที่กำลังกวาดมองหาตัวการที่บังอาจทำโอรสสวรรค์ปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนไม่สามารถออกว่าราชการได้ต้องหยุดลง เมื่อได้ยินบทสนทนาด้านนอก 

“ฝ่าบาทยังไม่ทรงตื่นจากบรรทมหรือ” คนมาใหม่กระซิบถามนางกำนัลที่ยืนอยู่ไม่ไกล 

“ยังเจ้าค่ะ” 

ฮ่องเต้อ้ายหมิงยังคงไม่ขยับตัว เขาอยากรู้ว่าเจ้าคนบังอาจนั่นไปไหนมา ทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยเพียงนี้แล้วไยไม่อยู่เคียงข้างยามเขาตื่นจากนิทรา 

“ท่านไปกลับระหว่างห้องเครื่องกับตำหนักใหญ่ เปลี่ยนโอสถกับโจ๊กสามรอบแล้วนะเจ้าคะ ไยไม่รอให้ฝ่าบาททรงตื่นจากบรรทมเสียก่อน” 

ฝ่ายถูกถามไม่ตอบโต้ ทำเพียงแค่หันไปส่งยิ้มให้แล้วเดินนำถาดในมือมาวางไว้ไม่ไกลจากแท่นบรรทม 

คนที่นอนอยู่บนเตียงพอจะรู้แล้วว่าอีกคนหายไปไหนและกลิ่นหอมที่ลอยมาแตะจมูกของตนนั้นคือกลิ่นของสิ่งใด 

“น้ำในอ่างเริ่มเย็นแล้วรบกวนท่านให้คนนำไปเปลี่ยนด้วยนะขอรับ ด้านนอกหิมะลงหนักกว่าเดิม ข้าคิดว่าควรเติมฝืนในตำหนักด้วย ต้องขอรบกวนพวกท่านแล้ว” เสียงทุ้มที่พึมพำบอกรักเขาตลอดทั้งคืนเอ่ยบอกใครบางคนก่อนที่เจ้าของเงานั้นจะเข้ามายืนข้างเตียง 

ผ้าม่านโปร่งแสงถูกแง้มเปิดเล็กน้อยด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะตามมาด้วยตาคู่กลม 

หานตงที่หวังแค่เพียงจะแอบดูดวงหน้าของคนรักยามหลับใหลต้องสะดุ้งโหยง เมื่อประสานเข้ากับดวงตาคู่เหยี่ยวที่ไร้ซึ่งความเขินอายและกำลังจดจ้องเขาด้วยสายตาที่ไม่บอกถึงความรู้สึกใดๆ 

“กระหม่อมขอประทานอภัย” หานตงกล่าวออกไปไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก ทำไมฝ่าบาทถึงมองด้วยสายตาแบบนั้น โกรธที่เมื่อคืนเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ จนทำให้ไม่สามารถออกว่าราชการได้อย่างนั้นหรือ 

“เจ้าไปไหนมา” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมพยุงตัวเองขึ้นนั่งพิงหัวเตียง โดยมีหานตงที่รีบตรงเข้ามาช่วย ส่วนผ้าโปร่งรอบแท่นบรรทมก็ถูกเหล่านางกำนัลเข้ามาเก็บทันทีเมื่อได้ยินสุรเสียงของเจ้าเหนือหัว 

“กระหม่อมไป...” ยิ่งได้ยินน้ำเสียงแหบแห้งและสภาพของคนที่พึ่งตื่นจากนิทรา ความรู้สึกผิดในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใด ชายหนุ่มก็ต้องถอยให้เหล่าขันทีและนางกำนัลเข้ามาทำหน้าที่ของตน 

“ที่เหลือข้าจัดการเอง” หานตงเอ่ยพร้อมนำเสื้อคลุมขนสัตว์ไปสวมให้องค์ฮ่องเต้ที่ไม่รู้เลยว่าตามร่างกายของตนนั้นมีร่องรอยอะไรบ้าง 

...พระองค์ไม่เห็นหรือว่าคนเหล่านั้นใบหน้าขึ้นสีแดงอย่างกับคนจับไข้ 

 

“ฝ่าบาทเสวยโจ๊กก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยพร้อมหันไปหยิบชามโจ๊กมายื่นให้คนรัก 

“เจ้ายังมิได้ตอบคำถามข้า เจ้าไปไหนมา” สุรเสียงที่เอ่ยยังคงราบเรียบเหมือนว่ายังโกรธเคืองเขาอยู่ 

คนถูกตำหนิด้วยสายตาหลุบตาลงต่ำมองชามโจ๊กด้วยความรู้สึกผิด มองๆ ไปก็เหมือนว่าฮ่องเต้อ้ายหมิงจะเห็นเงาหูกับหางที่กำลังลู่ลง 

“ไยไม่ตอบข้า” ถึงท่าทางนั้นจะน่าสงสารหรือน่าเอ็นดูเพียงใด แต่องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงอยากกลั่นแกล้งคนตรงหน้า 

“กระหม่อมไปเปลี่ยนโจ๊กกับโอสถมาพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบตอบเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่กดต่ำลง 

“เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่” องค์ฮ่องเต้ยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบไม่เปลี่ยน 

“กระหม่อมขอประทานอภัยที่ยั้งตัวเองไม่อยู่...” หานตงตอบแบบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก เขาผิดเองที่ไม่รู้จักหักห้ามใจ ทั้งที่ฝ่าบาทบอกให้หยุดแต่เขาก็ยังเอาแต่ใจ 

“....” องค์ฮ่องเต้ต้องเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นท่าทางน่ารักของหานตงจนเกือบจะเผลอหลุดยิ้มออกไป 

“ฝ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัย หายกริ้วกระหม่อมนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงร้อนรนในทันที เมื่อเข้าใจว่าฝ่าบาทโกรธเขามากจนไม่อยากมองหน้า 

“ให้กระหม่อมป้อนนะพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อสบเข้ากับดวงตาราบเรียบที่หันกลับมา หานตงก็รีบเอาอกเอาใจเพื่อให้อีกคนหายโกรธ 

“ไม่อร่อยหรือ...” หานตงหน้าหงอยลงอีกครั้งเมื่อเห็นคิ้วขององค์ฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันทันทีที่ลิ้มรสโจ๊กคำแรก 

“ห้องเครื่องเปลี่ยนพ่อครัวหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าผู้ใดเป็นคนทำโจ๊กชามนี้ 

“เดี๋ยวกระหม่อมนำไปเปลี่ยนมาถวายใหม่” คนกล่าวคอตกใบหูลู่ลงดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ยิ่งเห็นก็ยิ่งน่าสงสารนัก 

“เปลี่ยนทำไม ข้าบอกว่าไม่อร่อยหรือ” สุดท้ายองค์ฮ่องเต้ก็ต้องรีบคว้าข้อมืออีกคนเอาไว้ก่อนจะหลุดยิ้ม 

“เจ้าอุตส่าห์ลงแรงทำมาให้ข้าจะไม่อร่อยได้อย่างไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะจับมือของคนรักตักโจ๊กขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากให้คนตรงหน้าเป่าไล่ความร้อนให้ 

“ป้อนข้าต่อสิ” ทั้งดวงตาและรอยยิ้มกลับมาอบอุ่นเหมือนทุกครั้งที่มีให้กับหานตง 

“ฝ่าบาทแกล้งกระหม่อม” ถึงจะบ่นอุบอิบแต่สีหน้ากับท่าทางก็แสดงออกชัดเจนว่าหานตงกำลังมีความสุขเพียงใด 

“เอาคืนที่ข้าตื่นมาแล้วไม่พบเจ้าอยู่ข้างกาย” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะรับโจ๊กที่อีกคนป้อนเข้าปาก 

“กระหม่อมนึกว่าพระองค์กริ้วเรื่องเมื่อคืนเสียอีก” หานตงยังคงสนทนาไปพร้อมการทำหน้าที่ป้อนโจ๊กคนรัก 

“เรื่องอันใดหรือ?” องค์ฮ่องเต้ทำท่าคิดก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า 

“เรื่องที่เจ้ารุนแรงเกินไป หรือเรื่องที่เจ้าไม่ยอมปล่อยให้ข้านอน” 

“ฝ่าบาท!” พระองค์ควรเป็นฝ่ายเขินอายสิ ทำไมถึงกลายเป็นข้าไปได้ 

“ฮ่าๆๆ ป้อนต่อสิ ประเดี๋ยวโจ๊กเย็นเจ้าก็ต้องเดินกลับไปเปลี่ยนที่ห้องเครื่องอีก” องค์ฮ่องเต้ยังคงหยอกเย้าคนรักไม่เลิก 

“ฝ่าบาทชอบแกล้งกระหม่อม” คนถูกแกล้งยังคงบ่นอุบอิบอยู่คนเดียว 

“ข้าไม่ได้ชอบแกล้งเจ้าเสียหน่อย ข้าแค่ชอบเจ้า” 

“ฝ่าบาท!” เล่นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและใบหน้าแบบนี้ แล้วข้าจะทำยังไงให้หัวใจที่กำลังเต้นรัวสงบลงล่ะทีนี้ 

“เสี่ยวตงเขินหรือ” คนชอบแกล้งเอียงคอถามพร้อมยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ 

“เสวยต่อเถอะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงต้องใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถไม่ให้ตัวเองกดคนตรงหน้าจมเตียงอีกครั้ง 

 

“โอสถพ่ะย่ะค่ะ” หานตงวางชามโจ๊กที่สะอาดจนมองไม่ออกว่าเคยบรรจุสิ่งใดลงบนถาดก่อนจะรับชามยาจากขันทีอีกคนถวาย 

“ต้องกินยาด้วยหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามพร้อมรับชามยาที่ชายหนุ่มพึ่งเป่าไล่ความร้อนเสร็จ เขาแค่ไม่ได้พักผ่อนเท่านั้นเองก็เลยไม่ได้ออกว่าราชการเช้านี้ มิเจ็บไข้อันใดเสียหน่อย 

“โอสถบำรุงพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ” ภายในดวงตาของหานตงยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้อีกคนมีสภาพเยี่ยงนี้ 

“ข้ามิได้เป็นอันใด” องค์ฮ่องเต้ที่รับรู้ถึงสายตาเป็นห่วงของคนรักเอ่ยขึ้นหลังจากดื่มยาจนหมด 

“กระหม่อมผิดเอง ทั้งที่ฝ่าบาททรงรอบคอบถึงเพียงนี้ แต่กระหม่อมก็ยังทำให้...” ดวงตาของหานตงหลุบต่ำมองตลับลายดอกไม้ในมือด้วยความรู้สึกผิด เมื่อนึกถึงตอนที่ตนทำความสะอาดร่างกายให้คนรักแล้วพบกับคราบเลือด 

ทั้งที่ฝ่าบาทคิดถึงเขาและเตรียมการเอาไว้ขนาดนี้ แต่เขาก็ยังไม่รู้จักยั้งแรงยั้งกำลังของตน 

“สิ่งนั้นน่ะหรือ...” ฮ่องเต้อ้ายหมิงพึมพำเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยใบหูขึ้นสีแดงระเรื่อ 

“จางเกอทุ่มเทเพื่อข้าขนาดนี้ ครั้งหน้าเสี่ยวตงจะพยายามให้มากกว่านี้” หานตงที่เข้าใจว่าอีกคนเขินอายรีบเข้าไปสวมกอดคนรักจากด้านหลัง ก่อนจะใช้หน้าผากถูไปมาอย่างออดอ้อน 

“อืม” ฮ่องเต้อ้ายหมิงขานรับก่อนจะลูบหัวของคนรักที่ตอนนี้เหมือนมีภาพซ้อนหูและหางกำลังส่ายไปมา 

...จะบอกได้อย่างไรว่าขี้ผึ้งนั้นเขาเตรียมมาเพื่อใช้กับดอกเบญจมาศของเสี่ยวตง เห็นอีกคนตั้งมั่นที่จะทำหน้าที่ผู้กระทำแล้ว เขาก็ไม่สามารถหักหาญน้ำใจได้จริงๆ 

...เอาเถอะๆ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน เราทั้งคู่ก็มีความสุขร่วมกันอยู่ดีมิใช่หรือ 

.......................................................................... 

 

“ฝ่าบาททรงพักผ่อนต่ออีกสักวันเถอะ” หานตงเอ่ยห้ามคนรักด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นอีกคนลุกจากเตียงมาชำระร่างกายเพื่อเตรียมแต่งตัวออกว่าราชการ 

“ข้าพักมาหนึ่งวันเต็มแล้วนะหานตง” คนถูกห้ามส่ายหน้าไปมาเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูจะเป็นห่วงเขาจนเกินไป 

“แต่พระพักตร์ยังซีดอยู่เลย” คนเป็นห่วงต่อให้ใบหน้าของโอรสสวรรค์ขึ้นสีก็ยังคิดว่าอีกคนกำลังมีไข้ 

“เจ้าเห็นข้าอ่อนแอขนาดนั้นหรือ เจ้าลืมตอนที่ข้าถูกลูกธนูยิงแล้วหรือ ข้ายังไม่เป็นอันใดเลย” องค์ฮ่องเต้มองหน้าคนรักที่เข้ามาช่วยพยุง ทั้งที่เขามิได้เป็นอันใด 

...นั่นมันถูกแทงคนละอย่างไหมเล่า หานตงได้แต่บ่นกับตัวเองในใจ 

 

“เจ้าเป็นห่วงข้าเกินไปแล้ว ดูสิทำอย่างกับข้าเป็นสตรีที่กำลังตั้งครรภ์” จะเดินเหิน ลุกนั่งไปทางไหนหานตงก็ต้องเข้ามาช่วยพยุง มาประคองเอาไว้อย่างกับว่าหากปล่อยให้เขาเดินด้วยตัวเองแข้งขาจะอ่อนแรงจนล้มไป 

ทั้งที่ในตอนนี้ร่างกายของเขาไม่มีอะไรบุบสลายถึงด้านหลังกับช่วงเอวจะขัดๆ บ้างแต่ก็มิได้เจ็บปวดอันใดเสียหน่อย 

“กระหม่อมไม่ได้คิดแบบนั้นเสียหน่อย แต่หากเป็นไปได้ก็คงจะดีไม่น้อย...” ประโยคหลังหานตงพึมพำกับตัวเองเบาๆ จะว่าไปเป็นแบบนั้นได้ก็ดีสินะ 

“หากแต่ข้าเป็นบุรุษถึงเจ้าจะใช้ค่ำคืนกับข้ามากมายเพียงใดก็ไม่มีวันเป็นไปได้หรอก” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบขัน เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคนรัก จนพอจะเดาได้ว่าอีกคนกำลังคิดสิ่งใด 

“กระหม่อมรู้...” ก็รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องที่เขาย้อนเวลากลับมาอยู่ในอดีตยังเป็นไปได้เลย ทำให้ผู้ชายท้องก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้มิใช่รึไง 

“เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว” องค์ฮ่องเต้ที่ประทับลงตรงหน้ากระจกทองเหลืองเอ่ยขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้หานตงทำหน้าที่ของตน 

“พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มขานรับก่อนจะหันไปหยิบหวีสับมาสางผมให้คงรักช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง 

“หานตง เจ้าไปหยิบกล่องไม้บนโต๊ะหนังสือมาให้ข้าก่อน” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยขึ้นขัดชายหนุ่มที่กำลังสางผมของตน 

“กล่องใบนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มกลับมาพร้อมกล่องไม้ในมือ 

“ลองเปิดดูสิ แล้วใช้สิ่งนั้นหวีผมให้ข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม 

หานตงเปิดกล่องในมือด้วยความฉงนก่อนภายในใจจะอุ่นวาบเมื่อพบว่าในกล่องไม้นั้นคือหวีสับที่ตนเป็นคนให้อีกคนก่อนจากกัน 

“เจ้าเคยถามว่าคนให้แผ่นป้ายหยกนั่นจะรู้สึกเช่นไร หากรู้ว่าเจ้าเก็บมันไว้ข้างกายตลอดใช่หรือไม่” 

หานตงพยักหน้ารับในคำถามของอีกคน 

“ในตอนนี้เจ้ารู้สึกเช่นไร ผู้ที่ให้ป้ายหยกเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้น” น้ำเสียงอบอุ่นพร้อมรอยยิ้มหวานหยดยังคงทำให้ชายหนุ่มใจเต้นรัวทุกครั้งที่ได้รับ 

“ฝ่าบาท...” หานตงแทบจะกระโจนเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงองค์ฮ่องเต้ที่ทำตัวน่ารักเช่นนี้ แต่ก็ต้องหักห้ามใจเอาไว้แล้วเริ่มหวีผมให้อีกคนต่อ 

เมื่อผมยาวสยายถูกสางทีละช่อจนทุกเส้นเรียงตัวสวย หานตงก็จัดการรวบขึ้นสูง ก่อนจะต้องชะงักเมื่อเห็นร่องรอยที่ปรากฏอยู่บนท้ายทอยของโอรสสวรรค์ 

“เหลากงกง เหลากงกง” หานตงหันไปหาตัวช่วยที่ยืนอยู่ไม่ไกล 

คนถูกขอความช่วยเหลือโผล่หน้าออกมาจากฉากกั้นแล้วเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินเข้ามาหา 

“รวบพระเกศาแค่ครึ่งเศียรได้ไหมขอรับ” หานตงกระซิบถามอีกคนพร้อมพยักพเยิดหน้าไปยังร่องรอยที่ตนฝากเอาไว้ 

“ได้ ทีหลังเจ้าก็ต้องระวังด้วย” เหลากงกงตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนจะถอยออกไป 

“มีสิ่งใดหรือ?” องค์ฮ่องเต้ที่กำลังนั่งหลับตาเอ่ยถามเมื่อรับรู้ว่าคนด้านหลังหยุดมือ 

“ไม่มีสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบก่อนจะจัดการรวบผมของคนตรงหน้าไว้เพียงแค่ครึ่งหัว ใช้หวีสับสางผมครึ่งล่างให้เรียงตัวสวยจึงนำเหมี่ยนกวานมาสวมแล้วใช้ปิ่นปักไว้อีกทีก็เป็นอันเสร็จ 

“เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ดวงตาขององค์ฮ่องเต้เปิดขึ้นเมื่อได้ยินก่อนจะคลี่ยิ้มด้วยความพอใจ 

“ไม่นึกเลยว่าเสี่ยวตงของข้าจะทำผมเป็นแล้ว” ไม่เพียงแค่ทำผมได้ยังสามารถอุ้มเขาได้อีกด้วย เสี่ยวตงผู้อ่อนแอ ขี้แยในอดีตเติบโตขึ้นมากแล้วสินะ 

“กระหม่อมมิใช่เด็กแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตนตอบกลับไปพร้อมนำเหมี่ยนฝูมาสวมให้องค์ฮ่องเต้ที่ลุกขึ้นยืนรอเขาแต่งตัวให้ 

“ข้ารู้แล้ว คืนก่อนข้าได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว” ฮ่องเต้อ้ายหมิงถือโอกาสที่หานตงเข้ามาสวมผ้าคาดเอว กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน 

“แต่ดูเหมือนฝ่าบาทจะยังทรงไม่มั่นใจ คืนนี้ให้กระหม่อมย้ำอีกที ดีหรือไม่” หานตงเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับอีกคน ก่อนจะใช้ปลายจมูกถูไปมากับปลายจมูกของคนรัก 

“ก่อนหน้านี้เจ้ายังเป็นห่วงข้าอยู่เลยมิใช่หรือ ไยคืนนี้จึงอยากข่มเหงข้าให้เสียน้ำตาอีกแล้ว” ฮ่องเต้อ้ายหมิงวางสองแขนลงบนไหล่ของคนรักก่อนจะงับที่ปลายจมูกด้วยความมันเขี้ยว 

“เพราะฝ่าบาทเป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า กระหม่อมจะอดใจได้อย่างไร” หานตงรวบเอวคนรักเข้ามาหาก่อนจะกดจูบเรียวปากที่ชอบเอื้อนเอ่ยวาจาที่ทำให้เขาใจเต้นแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ขบเม้นริมฝีปากของคนในอ้อมกอดก่อนจะชำแรกผ่านเข้าไปลิ้มชิมรสความหอมหวาน กวาดต้อนเอาเรียวลิ้นที่กำลังเต้นเร้า กวัดพันเกี่ยวแลกเปลี่ยนสายน้ำหวานด้วยความลุ่มหลง 

ฝ่ายถูกช่วงชิงลมหายใจมิได้ต่อต้านกลับโอนอ่อนไปตามรสจูบแสนหวานที่อีกคนปรนเปรอมาให้ 

สองเรียวลิ้นหยอกเย้ากันอยู่เนิ่นนานกว่าจะยอมผละออกจากกัน เมื่อเริ่มรู้สึกว่าความต้องการที่มีมันมากมายเกินกว่าจุมพิตแสนหอมหวานนี้ 

“มากกว่านี้ฝ่าบาทคงมิได้เสด็จออกว่าราชการ” หานตงจรดหน้าผากของตัวเองเข้าหาอีกคนพร้อมสะกดกั้นความต้องการของตนเอาไว้ 

“ข้ารู้...ถึงเวลาแล้วไปกันเถอะ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนแก้มนิ่มของคนรักแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

“เอาไว้ข้าจะชดเชยให้เจ้า” เอ่ยจบก็ถอยออกไปยืนส่งยิ้มอ่อนโยนให้ 

“ฝ่าบาทตรัสเองนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะจัดชุดของโอรสสวรรค์ให้เข้าที่อีกครั้ง 

“เจ้าลืมแล้วหรือกษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำ” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกไปหาเหลากงกงที่ตั้งขบวนเสด็จรออยู่ด้านนอก 

...ต่อให้พระองค์อยากคืนคำ กระหม่อมก็ไม่ยอมหรอกพ่ะย่ะค่ะ 

 

 

เมื่อองค์ฮ่องเต้เสด็จประทับยังบัลลังก์มังกรหลังจากคำนับหวังไทฮองไทเฮาซึ่งประทับอยู่ด้านหลังม่าน การประชุมเช้าก็เริ่มต้นขึ้น 

ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เริ่มถวายรายงานสภาพการณ์บ้านเมืองตามปกติ การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่มีสิ่งใดให้วิตกกังวลนัก 

จะมีก็เรื่องชนเผ่าซงหนูที่เข้ามารุกรานทางตอนเหนือที่น่าเป็นห่วง แต่ก็ยังคงต้องดูสถานการณ์ต่อไป 

แต่เมื่ออัครมหาเสนาบดีกราบทูลเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮา ทั่วท้องพระโรงก็เริ่มเซ็งแซ่ด้วยเสียงพูดคุยของเหล่าขุนนางที่มีความเห็นแตกต่างกันไป 

“ฝ่าบาท ตำแหน่งฮองเฮาคู่พระทัยมิควรว่างเว้น ขอฝ่าบาททรงรีบตัดสินพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางที่สนับสนุนหวังไทฮองไทเฮาเป็นผู้เริ่มต้น 

“สตรีที่เหมาะสมมีมากมายนัก แต่ที่ต้องพระทัยฝ่าบาทหามีไม่ ไยใต้เท้าถึงได้กดดันฝ่าบาทนักเล่า” แต่ขุนนางฝ่ายที่สนับสนุนฟู่หวงไทไทเฮาก็ไม่ได้ยอมแพ้ 

“ใต้เท้ากล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูก สตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งฮองเฮานั้นมิใช่เพียงแค่ต้องพระทัยของฝ่าบาท หากแต่ต้องทรงเพียบพร้อมทั้งศาสตร์และศิลป์” 

“ใต้เท้าอย่าได้มองข้ามเรื่องของจิตใจไป ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งฮองเฮาย่อมต้องมีจิตใจเมตตา” 

“หากเป็นเช่นนั้นก็ควรคัดเลือกจากพระมเหสีรองหรือพระอัครเทวีดีหรือไม่ พระนางทั้งสองล้วนได้ถวายการรับใช้ฝ่าบาท ฝ่าบาทย่อมตัดสินพระทัยได้ดีกว่าผู้ใด” 

ในตอนนี้ตำแหน่ง สิงเอ๋อ (พระราชเทวี) และ หรงฮว๋า (พระราชชายา) ยังว่างอยู่ สตรีสูงศักดิ์ที่เหมาะสมจึงมีเพียง หวังเจาอี๋ (พระมเหสีรองหวัง) และ ฟ่านเจี๋ยยวี๋ (พระอัครเทวีฟ่าน) 

“ฝ่าบาท ขอทรงรีบตัดสินพระทัยแต่งตั้งฮองเฮาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” บทสรุปสุดท้าย ทุกเสียงในท้องพระโรงก็หันมากดดันโอรสสวรรค์ที่ยังคงนั่งเงียบ 

หานตงมองคนบนบัลลังก์มังกรที่ดวงหน้ายังคงราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ พวกขุนนางก็ช่างเจ้ากี้เจ้าการเสียจริง ฝ่าบาทจะแต่งตั้งใครก็เรื่องของฝ่าบาทสิทำไมต้องกดดันพระองค์ด้วย 

ดูสีหน้าของพระองค์บ้างซีดเซียวขนาดนั้น รู้สึกไม่สบายรึเปล่า หรือว่าเจ็บก้น แต่เขาก็จัดการเพิ่มผ้าขนสัตว์และหมอนรองนั่งในนุ่มแล้วนะ หรือพระองค์จะรู้สึกไม่สบายตัว 

หานตงจดจ้องคนรักด้วยความเป็นห่วง จนเหลากงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างต้องสะกิดให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว 

“เจ้าจ้องพระพักตร์ฝ่าบาทแบบนั้นไม่ได้” 

“ข้ารู้ แต่ข้าก็อดเป็นห่วงมิได้” หานตงกระซิบตอบกลับไป อยากจะช่วยให้อีกคนหลุดจากสถานการณ์กดดันนี้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร 

“เราเข้าใจถึงความหวังดีของพวกเจ้า” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยก่อนจะหันไปหาหวังไทฮองไทเฮาที่ยังคงนั่งเงียบ 

“หากแต่เรื่องของฝ่ายในยังคงต้องปรึกษาเสด็จย่า” ฮ่องเต้อ้ายหมิงโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นการขออนุญาต 

“ฝ่าบาททรงต้องการตรัสสิ่งใดก็เชิญเถิด” เมื่อหวังไทฮองไทเฮาที่นั่งอยู่ด้านหลังม่านตอบกลับมา ดวงตาคู่เหยี่ยวก็หันกลับมามองเหล่าขุนนางอีกครั้ง 

“ในตอนนี้เรื่องของชนเผ่าซงหนูทางตอนเหนือสำคัญนัก เราอยากคิดเรื่องนี้ก่อนเรื่องอื่น เรื่องแต่งตั้งฮองเฮายังไม่ตัดสินใจ” ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงมองหน้ากันไปมาไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดต่อ เมื่อได้ยินในสิ่งที่เจ้าของบัลลังก์มังกรเอ่ย 

“มีใครจะรายงานเรื่องใดอีกหรือไม่?” คำถามของฮ่องเต้อ้ายหมิงเป็นการบอกว่าให้ยุติการโต้แย้งเรื่องนี้ 

“กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล” ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมาพร้อมเอ่ยขึ้น 

“มีเรื่องอันใดว่ามา” เมื่อองค์ฮ่องเต้อนุญาตให้ขุนนางผู้นั้นกราบทูล อีกคนก็เริ่มเปิดปากพูด 

“กระหม่อมเห็นว่าเรื่องแต่งตั้งฮองเฮามิควรทิ้งไว้นานพ่ะย่ะค่ะ” 

ดวงหน้าของฮ่องเต้อ้ายหมิงเรียบเฉยกว่าเดิมเมื่อขุนนางพวกนี้ไม่ยอมรามือ 

“ที่เหล่าขุนนางกราบทูลเรื่องแต่งตั้งฮองเฮานั้น ใช่ต้องการก้าวก่ายเรื่องของฝ่ายในไม่ หากแต่...” ขุนนางผู้นั้นเงียบลงเหมือนว่าสิ่งที่กำลังจะกราบทูลนั้นไม่เป็นสิ่งบังควร 

“มีสิ่งใดไยเจ้าไม่กล่าวต่อ” สุรเสียงกดต่ำจนเย็นยะเยือกไปทั่วทั้งท้องพระโรง 

“เมื่อไม่นานมานี้ด้านนอกพระราชวังมีข่าวลือว่า ที่ฝ่าบาทไม่ยอมแต่งตั้งฮองเฮาและไม่มีรัชทายาทเสียทีนั้นเป็นเพราะ...” คนพูดหยุดสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยต่อ 

“เพราะฝ่าบาททรงหลงใหลในตัวบุรุษผู้หนึ่ง จนไม่สนพระทัยสตรีนางใดพ่ะย่ะค่ะ” เสียงพูดคุยดังกระหึ่มทั่วทั้งท้องพระโรงในทันทีเมื่อขุนนางผู้นั้นกล่าวจบ 

“บังอาจ!” แต่แล้วเสียงพูดคุยนั้นก็ต้องเงียบลงเมื่อผู้ครองบัลลังก์มังกรตวาดเสียงดังลั่น 

“พระอาญามิพ้นเกล้า!” เหล่าขุนนางต่างคุกเข่าลงพร้อมกันในทันทีเมื่อทำให้โอรสสวรรค์โกรธ แต่คนเหล่านั้นก็มิได้ยอมรามือยังคงกราบทูลต่อไม่หยุด 

“ฝ่าบาท! การแต่งตั้งฮองเฮาคือการสยบข่าวลือได้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” 

“ฝ่าบาทได้โปรดทรงรีบตัดสินพระทัย” 

“ฝ่าบาทขอทรงไตร่ตรองด้วย!” 

“ฝ่าบาท! ขอทรงไตร่ตรองรีบแต่งตั้งฮองเฮาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” 

องค์ฮ่องเต้กำหมัดแน่นเมื่อถูกเหล่าขุนนางกดดันก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

“เรื่องแต่งตั้งฮองเฮา เราคือผู้ที่จะตัดสินใจ ใช่เรื่องที่พวกเจ้าต้องมาก้าวก่าย เลิกประชุม!” กล่าวจบโอรสสวรรค์ก็หันไปคำนับหวังไทฮองไทเฮาแล้วเสด็จออกจากท้องพระโรงในทันที ไม่สนใจเสียงเรียกจากเหล่าขุนนางที่ดังตามหลังออกมา 

“ฝ่าบาท...” หานตงรีบเข้าไปถวายการรับใช้องค์ฮ่องเต้ด้วยความเป็นห่วง 

“เจ้าอย่าพึ่งเอ่ยสิ่งใด ข้าอยากพัก” องค์ฮ่องเต้ยกมือห้ามก่อนจะนวดขมับคลายความตึงเครียดของตน 

“เช่นนั้นเสด็จกลับตำหนักใหญ่ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังคงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง 

“ข้าจะไปตำหนักฉางเร่อ” 

“แต่ฝ่าบาททรงเหนื่อยแล้ว...” หานตงขัดขึ้นก่อนจะต้องเงียบลงเมื่อคนตรงหน้าไม่ยอมให้เข้าเอ่ยต่อ 

“หานตง ข้ายังมีงานต้องทำ” องค์ฮ่องเต้ยืดหลังตรงก่อนจะก้าวเดินต่อไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

หานตงเหลือบมองเหลากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เมื่ออีกคนส่ายหน้าตอบกลับมาเขาก็ต้องน้อมรับแต่โดยดี... 

 

 

บรรยากาศภายในตำหนักฉางเร่อเย็นยะเยือกยิ่งกว่าหิมะของเหมันตฤดูที่กำลังโปรยปราย เมื่อผู้เป็นเจ้าเหนือหัวได้อ่านฎีกาที่ถูกนำมาถวาย 

ฎีกากองโตบนโต๊ะสามในห้าส่วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งฮองเฮาทั้งสิ้นแล้วแบบนี้ไม่ให้ผู้ที่กำลังอ่านฎีกานั้นอารมณ์เสียได้อย่างไร 

หานตงมององค์ฮ่องเต้ที่ในตอนนี้คิ้วแทบจะผูกกันเป็นปมก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปคุกเข่าซ้อนด้านหลังแล้วลงมือนวดขมับให้อีกคนอย่างใจใส่ 

โดยปกติเหล่าขันทีและนางกำนัลคนอื่นๆ จะรอรับใช้อยู่ด้านนอก ภายในห้องจึงมีเพียงแค่เขาและฝ่าบาท อยากทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวสายตาผู้ใด 

“ฝ่าบาท เพราะเรื่องของกระหม่อม...ทำให้พระองค์ต้องกลุ้มพระทัยเช่นนี้” ชายหนุ่มตัดสินใจเอ่ยออกไป เพราะข่าวลือของเขาทำให้พระองค์ต้องเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ 

“ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอก ต่อให้ไม่มีข่าวลือนั่น คนพวกนั้นก็ต้องหาข้ออ้างมากดดันข้าอยู่ดี” องค์ฮ่องเต้เอนหลังพิงคนรักก่อนจะหลับตาลง 

“แล้วฝ่าบาทจะทำเช่นไรต่อพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามไปพร้อมจัดท่านั่งเพื่อกลายร่างเป็นพนักพิงให้อีกคน 

“หานตงหากข้าแต่งตั้งฮองเฮา เจ้าจะโกรธข้าไหม” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามพร้อมจับมือของคนรักไปลูบเบาๆ 

“ฝ่าบาท...ไยต้องห่วงใยความรู้สึกกระหม่อมถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มซบใบหน้าลงบ่นไหล่ของคนรักก่อนจะพึมพำด้วยความตื้นตัน 

“เพราะความรู้สึกเจ้าสำคัญต่อข้ามากอย่างไรเล่า เสี่ยวตง” คำพูดตรงๆ พร้อมริมฝีปากที่จรดลงมาบนกลุ่มผมทำให้ชายหนุ่มอุ่นวาบไปทั่วทั้งหัวใจ 

“แต่มันคือสิ่งที่ข้าต้องทำ ขอให้เจ้าเข้าใจข้าด้วย” 

หานตงพยักหน้ารับกับไหล่ของอีกคน เขาไม่มีสิทธิ์ห้ามปรามด้วยซ้ำ แต่ฝ่าบาทก็ยังคงคิดถึงความรู้สึกของเขา เพียงเท่านี้มันก็มากเกินพอแล้ว 

“ข้าจะไม่แต่งตั้งหวังเยี่ยนขึ้นเป็นฮองเฮา” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไปพร้อมการลูบหลังมือคนรัก 

“ฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งฟ่านเจี๋ยยวี๋เป็นฮองเฮาอย่างนั้นหรือ” หานตงที่กลับไปนั่งหลังตรงเอ่ยถามคนในอ้อมกอด แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นการส่ายหน้าเบาๆ 

“หากเป็นเช่นนั้นฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ ไม่แต่งตั้งทั้งหวังเจาอี๋คนของหวังไทฮองไทเฮา และฟ่านเจี๋ยยวี๋ คนของฟู่ไทไทเฮา แล้วพระองค์จะแต่งตั้งใคร 

“ข้ากำลังคิดว่าจะแต่งตั้งหลี่หมิงขึ้นเป็นฮองเฮา” 

“หลี่หมิง...หลี่เหลียงเหริน (พระสนมชั้นโท) หรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงคิดทบทวนถึงรายชื่อนางสนมขั้นต่างๆ ก่อนจะถามออกไป 

“ใช่ ข้าเห็นว่านางเหมาะสมกับตำแหน่งนี้” องค์ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะหน้ารับ 

“ไยฝ่าบาทถึงทรงเลือกหลี่เหลียงเหริน?” หานตงก็ยังไม่เข้าใจ ไยทรงเลือกแต่งตั้งฮองเฮาจากพระสนมชั้นโท 

“เพื่อทานอำนาจของตระกูลหวังและตระกูลฟู่ ข้าจึงต้องเลือกคนจากตระกูลจ้าวขึ้นเป็นฮองเฮา” พอได้ยินถึงตรงนี้ หานตงก็พอจะเข้าใจที่แท้หลี่เหลียงเหรินเป็นคนของจ้าวฮองไทเฮานี่เอง 

“เจ้าคิดเห็นเช่นไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามพร้อมเลื่อนตัวลงไปนอนหนุนตักของหานตง 

“พระดำริของฝ่าบาทช่างรอบคอบยิ่งนัก” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะช่วยปลดปิ่นให้อีกคนได้นอนสบายมากกว่าเดิม 

คนที่กำลังนอนหนุนตักของเขานั้นทำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลง โดยมีหานตงทำหน้าที่ลูบหัวคนที่กำลังเหน็ดเหนื่อยได้รู้สึกผ่อนคลาย 

...หากข้าสามารถแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทได้มากกว่านี้ก็คงดีไม่น้อย 

 

................................................................. 

 

หน้าที่ของขันทีคือคอยปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ตื่นจากบรรทมจนเข้าบรรทมอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจวัตรประจำวันหรือแม้แต่เรื่องสตรีของพระองค์ ขันทีก็จะเป็นผู้ดูแลทั้งสิ้น 

“นั่นคือสิ่งใดหรือ” หานตงที่พึ่งจัดเตรียมยาบำรุงร่างกายเพื่อนำไปถวายต่อฟ่านเจี๋ยยวี๋ที่ได้ยินว่าล้มป่วยอีกแล้ว เอ่ยถามเหล่านางกำนัลซึ่งกำลังจะตรงไปตำหนักของหวังเจาอี๋ 

“ผู้น้อยคารวะต่งกง” พวกนางหันมาทำความเคารพเขาในทันที 

“พวกเจ้ากำลังจะไปที่ใดหรือ” หานตงเอ่ยถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ 

“ฝ่าบาทประทานใบชาต่อหวังเจาอี๋ ผู้น้อยกำลังจะนำไปให้เจ้าค่ะ” นางกำนัลผู้หนึ่งเป็นคนตอบ 

“ฝ่าบาทประทานให้อย่างนั้นหรือ” หานตงเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย 

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทรงประทานให้ตั้งแต่เหนียงเหนียงเข้ามาอยู่ในวัง มิเคยขาด” 

“อย่างนั้นหรือ พวกเจ้าไปเถอะ” หานตงพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินต่อ ถึงอย่างไรฝ่าบาทก็ยังคงต้องเอาใจคนของหวังไทฮองไทเฮาอยู่ดีสินะ 

หานตงไม่ได้รู้สึกอิจฉาหรือหึงหวงอันใด เขากลับเข้าใจเสียอีกว่าฝ่าบาทต้องฝืนทำเพื่อสิ่งใด และในตอนนี้เขาก็กำลังทำหน้าที่ของตัวเองเช่นกัน 

ฟ่านเจี๋ยยวี๋ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ หากฝ่าบาทละเลยอาจเกิดความขุ่นข้องหมองใจกับฟู่หวงไทไทเฮา ดังนั้นเขาจึงจัดหายาบำรุงไปถวายในนามของฝ่าบาท 

 

“พวกเจ้าอย่าหนีนะ” 

“เหนียงเหนียงพวกเราไม่ไหวแล้วนะเพคะ” 

“ไม่ไหวอันใดพึ่งเริ่มเล่นเอง” 

หานตงที่พึ่งก้าวเท้าเข้าไปในเขตตำหนักหย่งเหอกงต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากภายในตำหนัก 

“ต่งกงข้ามิรู้ว่าท่านจะมา” ขันทีประจำตำหนักรีบเข้ามาต้อนรับในทันที 

“ได้ยินมาว่าฟ่านเจี๋ยยวี๋พระวรกายไม่แข็งแรง ฝ่าบาทจึงประทานยาบำรุงมาให้ รบกวนกราบทูลให้ข้าด้วย” หานตงบอกขันทีประจำตำหนัก แต่ยังไม่ทันที่ขันทีตรงหน้าจะได้เดินไปไหน ก้อนหิมะก็ลอยละลิ่วเข้าใส่ใบหน้าของอีกคน 

“อุ๊ย ข้าขอโทษ” เจ้าของก้อนหิมะเอ่ยก่อนจะต้องรีบเอามือลงเมื่อเห็นหานตงที่ยืนอยู่ 

“คารวะฟ่านเจี๋ยยวี๋ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” หานตงประสานมือค้อมกายทำความเคารพคนตรงหน้า ไหนว่าไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ ทำไมถึงออกมาวิ่งเล่นหิมะได้เล่า 

“รีบเชิญต่งกงเข้าไปด้านในสิ” ฟ่านเจี๋ยยวี๋หันไปบอกนางกำนัลที่กำลังปัดหิมะออกจากตัวของนางก่อนจะรีบเดินนำเข้าไป 

 

“กระหม่อมขอทูลถาม เหนียงเหนียงมิได้ประชวรหรือ” หานตงพิจารณาดวงหน้าของอีกคนแล้วไม่เหมือนคนที่ร่างกายอ่อนแอแม้แต่น้อย แล้วทำไมพอฝ่าบาทจะเสด็จมายังตำหนักนี้ถึงได้รับข่าวว่านางเจ็บป่วยทุกที 

“คือ...ข้า” คนตรงหน้าอึกอักไม่กล้าพูดก่อนจะกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปใกล้ๆ 

“เจ้าก็รู้วังหลังเป็นเช่นไร ข้าแค่อยากอยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตของข้าไป” 

“กระหม่อมไม่เข้าใจ” หานตงก็ยังคงไม่เข้าใจความคิดของนาง 

“ข้าไม่อยากมีปัญหากับหวังเจาอี๋ ให้ฝ่าบาทเสด็จไปหานางก็พอแล้วไม่ต้องมาหาข้า” 

หานตงรู้แจ้งถึงความคิดของอีกคนแล้วว่ากำลังคิดสิ่งใดที่แท้ครั้งก่อนนางก็แกล้งปวดท้องเพื่อหลีกทางให้หวังเจาอี๋นี่เอง 

“แล้วเหนียงเหนียงมิต้องการเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทหรือ” 

“ใครบ้างมิอยากเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท แต่จะให้ไปชิงดีชิงเด่นกับคนอื่นข้ามิไหวดอก” นางถอนหายใจอย่างกับคนปลงในชะตาชีวิต 

หานตงมองคนตรงหน้าแล้วก็ได้แต่สะท้อนในใจ สตรีมากมายในหวังหลังต่างต้องการครอบครองพระทัยของฝ่าบาท แต่กลับกลายเป็นเขาที่ได้สิ่งล้ำค่านั้นไป 

“เหนียงเหนียงอย่าทรงคิดมาก ฝ่าบาททรงใส่พระทัยทุกคนในวังหลัง เมื่อพระองค์ได้ข่าวว่าเหนียงเหนียงพระวรกายอ่อนแอก็ทรงประทานยาบำรุงมาให้พ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยก่อนจะถวายกล่องในมือให้คนตรงหน้า 

“ฝ่าบาทประทานให้ข้าหรือ” นางรับไปถือไว้ ในดวงตาที่กำลังมองกล่องใบนั้นเต็มไปด้วยความปีติยินดี 

“เหนียงเหนียงโปรดรักษาพระวรกาย เพื่อจะได้มีโอรสให้ฝ่าบาทในเร็ววัน กระหม่อมขอทูลลา” หานตงเอ่ยก่อนจะคำนับคนตรงหน้าแล้วหันหลังเดินออกมาเมื่อทำหน้าที่ของตนเสร็จ 

“เดี๋ยวก่อน” สตรีสูงศักดิ์เอ่ยเรียกเขาเอาไว้ 

“มีสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงหันกลับไปถามด้วยรอยยิ้ม 

“ว่างๆ มาคุยกับข้าอีกนะ” ฟ่านเจี๋ยยวี๋ส่งยิ้มเป็นมิตรให้ จนหานตงอดที่จะนึกเอ็นดูไม่ได้ นางอายุเพียงสิบห้าสิบหกก็ต้องเข้ามาอยู่ในวังหลังเสียแล้ว คงเหงาไม่น้อย 

“กระหม่อมน้อมรับพระเสาวนีย์” หานตงน้อมรับก่อนจะก้าวเดินออกมา อย่างน้อยสตรีในวังหลังก็ยังพอมีคนที่เป็นมิตรอยู่บ้างล่ะนะ 

.................................................................. 

วันเวลาหมุนเปลี่ยนกลับมาบรรจบครบกำหนดที่องค์ฮ่องเต้ต้องทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง 

“หานตงเจ้าทนได้หรือ” ผู้ที่เดินเคียงกันอยู่เอ่ยถามพร้อมกระชับมือที่กำลังประสานกันให้แน่นขึ้น 

“กระหม่อมมิเป็นอันใด” ชายหนุ่มตอบกลับไปพร้อมกระชับมือของอีกคนให้แน่นขึ้นเช่นกัน 

“เจ้ารอข้าอยู่ที่ตำหนักใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ” องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงเป็นห่วงความรู้สึกของเขาไม่เปลี่ยน 

“ให้กระหม่อมตามไปรับใช้ฝ่าบาทดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบกลับไป 

“แต่ข้ารู้สึกไม่ดีเลย” 

“กระหม่อมเข้าใจว่าฝ่าบาททรงต้องทำตามหน้าที่” หานตงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมขยับร่มไปทางอีกคนมากขึ้น 

“ข้าดีใจที่เจ้าเข้าใจ” องค์ฮ่องเต้ส่งยิ้มให้ก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินเคียงกันไปยังตำหนักของฟ่านเจี๋ยยวี๋ผู้ที่จะถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทในค่ำคืนนี้ 

ไม่มีใครอยากนอกกายคนรักและคงไม่มีใครอยากให้คนรักนอกกายตน แต่ในฐานะของจักรพรรดิแล้ว ทั้งหานตงและฮ่องเต้อ้ายหมิงต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นเพียงแค่หน้าที่ที่ต้องกระทำไม่สามารถหลีกหนีได้ 

“เจ้าจะไม่ไปไหนใช่หรือไม่” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยถามเมื่อขบวนเสด็จไปถึงตำหนักหย่งเหอกง 

“กระหม่อมจะรอฝ่าบาทอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเก็บร่มในมือก่อนจะเข้าไปทำหน้าที่ถอดเสื้อคลุมให้โอรสสวรรค์ 

“ข้าขอโทษ” องค์ฮ่องเต้พึมพำบอกคนรักที่อยู่ตรงหน้า 

“จางเกอมิต้องคิดมาก เมื่อท่านทำหน้าที่เสร็จ เสี่ยวตงจะเป็นผู้ลบรอยเหล่านั้นให้จางเกอเอง” 

“ขอให้เจ้ามั่นใจ ไม่ว่าข้าจะไปยังตำหนักใด สุดท้ายใบหน้าที่ข้าจะเห็นในยามเช้าจะมีเพียงใบหน้าของเจ้าเท่านั้น” 

ทั้งคู่เอื้อนเอ่ยคำมั่นให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคนพร้อมรอยยิ้มแทนความเชื่อใจที่ส่งให้กันและกัน 

...เส้นทางรักที่ต้องก้าวเดินไปพร้อมอำนาจและหน้าที่ ไหนเลยจะผ่านพ้นไปได้ หากไร้ซึ่งความเข้าใจ เชื่อใจซึ่งกันและกัน 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

คู่นี้ช่างหวานกันเสียจริง >< 

เสี่ยวตงทำผมเป็นแล้วนะทุกคนนนนน 

ฝ่าบาทก็นะชอบแกล้งจัง ระวังเด็กมันเอาคืนแล้วจะลุกจากเตียงไม่ไหวนะ 

ความรักของทั้งคู่ต้องพบเจอกับอุปสรรค์อะไรบ้าง 

ฮองเฮาที่ฝ่าบาทเลือกขึ้นมานั้นจะเป็นเช่นไร 

หานตงจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง รอติดตามกันต่อไปจ้า 

อย่าลืมคอมเม้นเมาส์มอยเป็นกำลังใจให้เค้าน่าาาาาาา 

พู่จะใช้คำราชาศัพท์แค่ในประโยคพูดนะคะ รู้สึกว่าใส่เข้าไปในบทบรรยายแล้วมันลิเกยังไงไม่รู้ เหอๆ 

แท็กเรื่องนี้จะเจ้าคะ ไปเมาส์มอยที่ไหนก็อย่าลืมใส่แท็กด้วยน่า 

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น