facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 แผดเผาในกองไฟ เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 แผดเผาในกองไฟ เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.8k

ความคิดเห็น : 84

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2563 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 แผดเผาในกองไฟ เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน 100%
แบบอักษร

15  

แผดเผาในกองไฟ เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน  

 

หลังกลับจากเดอะคลับเพื่อตัดความสัมพันธ์ทุกสาย เวลาก็ผ่านมาร่วมอาทิตย์แล้ว แต่ต้นน้ำและแม่ทิพย์ยังคงหาที่ดินผืนดีๆ ไม่ได้เลยสักที่ แม้จะขับรถออกไปวนดูในละแวกใกล้เคียงด้วยตัวเองแล้วก็ตาม หากไม่ติดที่ความไกลก็ติดที่สภาพแวดล้อมรอบข้าง พอเจอที่เหมาะเข้าก็สู้ราคาไม่ไหว เพราะอย่าลืมว่าใช่เพียงค่าที่ดินที่ต้องใช้เงิน ไหนจะยังสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อีก อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด ต้นน้ำไม่ได้หาเงินได้ครั้งละมากๆ เหมือนเดิมแล้ว 

"เราลองหาจังหวัดใกล้เคียงดูดีไหมครับ บ่ายนี้ลองวนรถไปดูสักรอบก่อน ในเมื่อแถวนี้มันไม่มี ไกลออกหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก" 

"แต่เรื่องโรงเรียนของเด็กๆ จะลำบากน่ะสิ" 

จริงด้วย ต้นน้ำลืมนึกเรื่องนี้ไป อีกอย่างจำนวนเด็กไม่ใช่น้อยๆ ให้หาที่เรียนใหม่พร้อมกับทั้งหมดคงไม่มีโรงเรียนไหนรับไหว เด็กโตบางคนก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ย้ายโรงเรียนกลางคันคงลำบาก 

"ยากจัง" 

มือข้างหนึ่งเท้าคางอีกข้างกดเลื่อนโทรศัพท์หาประกาศขายที่ดินไปเรื่อยๆ โทรศัพท์เครื่องนี้ต้นน้ำเปลี่ยนเบอร์โทรใหม่เรียบร้อย ลบโปรแกรมแชตใดๆ ที่ไม่จำเป็นไปจนหมดสิ้น เพราะผู้คนในโลกของต้นน้ำตอนนี้อยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครอื่น 

ในขณะที่เลื่อนดูเว็บขายที่ดินไปเรื่อยๆ กดรีเฟรชซ้ำแล้วซ้ำอีกเผื่อมีข้อมูลใหม่ๆ อัปเดตขึ้นมา เสียงเคาะกระจกห้องสำนักงานก็ดังขึ้น เป็นผู้ช่วยคนหนึ่งเดินเข้ามา 

"ว่าไงหมิว มีอะไรหรือเปล่า" ต้นน้ำเอ่ยปากถาม 

"มีคนมาหาพี่ต้นน้ำค่ะ หมิวไม่รู้ว่าเขาเป็นใครก็เลยให้รอข้างนอก" 

คนฟังพลันใบหน้าเรียบตึง ความระแวดระวังตีคู่ขึ้นมากับความสงสัย 

ใคร? 

ต้นน้ำไม่เคยสานสัมพันธ์กับใครในละแวกนี้ มั่นใจว่าไม่มีใครมีธุระกับเขาจนถึงขนาดต้องมาหาถึงที่นี่แน่ 

"หรือว่าจะเป็นคนของปรีชา" หันไปถามแม่ทิพย์ด้วยความร้อนใจ เมื่อเร็วๆ นี้ยังพูดกันอยู่เลยว่าพอมีโชคดีอยู่บ้างที่คนของปรีชายังไม่เข้ามาเร่งรัดเอาความอะไร โชคร้ายจะตามมาเร็วขนาดนี้เชียวหรือ การเคลื่อนย้ายเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ปุบปับหรอกนะ 

"ไปดูเถอะ แม่ไปด้วย" 

ทั้งสองคนเดินออกมาด้านนอกด้วยความหนักอกหนักใจ 

ต้นน้ำเห็นรถคันหรูจอดอยู่แต่ไกล ใจอดเผลอเต้นตึกตักด้วยความตระหนกขึ้นมาไม่ได้ แต่ไม่ใช่.... ไม่ใช่รถยี่ห้อของใครคนนั้น ตาหงส์ตวัดเลื่อนมองไปทางด้านข้างตัวรถ ก็พบเข้ากับคนคุ้นเคย 

"คุณกรณ์! " 

เจ้าของชื่อหันตามเสียงเรียกทันที ดวงตาสีน้ำตาลอบอุ่นคู่นั้นเพ่งมองมาทางต้นน้ำครู่หนึ่งราวกับตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีคำทักทายตอบกลับมา 

"มาได้ยังไงครับ" คุณกรณ์ไม่ควรรู้จักที่นี่สิ นอกจากเขาจะสอบถามเรื่องนี้กับมาม่า แต่นั่นหมายความว่าเขาละเมิดสัญญาที่เคยให้ไว้ ซึ่งต้นน้ำคิดว่าคุณกรณ์จะไม่ทำ 

"ต้นน้ำย้อมผม น่ารักขึ้นมากเลย" คนได้สติยิ้มกว้างให้กับภาพลักษณ์ใหม่ของต้นน้ำ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนทำให้คนตัวเล็กดูสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ทำเอาคนตกหลุมรักตาพร่าไปชั่วขณะ นั่นคือเหตุผลที่เขาตะลึงค้างไป 

แต่ให้ตายสิ! นี่ใช่คำตอบที่ต้นน้ำอยากรู้หรือไง! "ทำไมคุณกรณ์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้? " 

"ขับรถมาครับ ไกลเชียว หลงทางตั้งสองรอบแหนะ" 

"คุณกรณ์! " 

เจ้าของชื่อยิ้มกว้าง ได้เห็นต้นน้ำกระฉับกระเฉงเอ็ดเขาได้เสียงดังขนาดนี้ก็เบาใจ เพราะเท่าที่รู้มาสิ่งที่อีกฝ่ายต้องเจอไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ทำใจได้ เผลอๆ สำหรับบางคนอาจต้องใช้เวลานับเดือนนับปี เขามาไม่ทันดูแลหัวใจบอบช้ำของต้นน้ำ แต่ก็ดีใจที่มีคนทำหน้าที่แทนให้คนตัวเล็กกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง 

"เข้าไปคุยข้างในได้ไหมครับ ตรงนี้แดดร้อนมากเลย" ยกหลังมือขึ้นปาดหยดเหงื่อบนใบหน้าให้ดูสมจริง 

ต้นน้ำทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความจนใจ ไหนๆ เขาก็ขับรถมาจนถึงที่นี่ได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว ไล่กลับไปก็กระไรอยู่ 

"เข้ามาเถอะครับ" 

ท่อนแขนเล็กโอบหลังแม่ทิพย์เดินเข้าข้างใน อธิบายให้ได้ยินกันแค่สองคน 

"ลูกค้าคนเก่าของผม แต่คนนี้ไม่ใช่คนไม่ดี" 

แม่ทิพย์อดเหลียวมองไปทางชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างนึกเป็นห่วงไม่ได้ แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มจริงใจของเขาก็เบาใจ หญิงมีอายุยิ้มรับก่อนจะหันกลับมา 

"ถ้าอย่างนั้นต้นน้ำคุยกับเขาเถอะ แม่จะไปดูน้องๆ " 

"ครับ" 

แม่ทิพย์เดินแยกออกไป ส่วนต้นน้ำเดินนำกรณ์เข้ามาในส่วนสำนักงานเพื่อความเป็นส่วนตัว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันยุ่งเมื่อหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน 

"นั่งก่อนครับ" 

"ขอบคุณครับ" 

"คุณกรณ์มาได้ยังไง ไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ขับรถมานะ ผมถามอะไรคุณกรณ์รู้ดี" 

ต้นน้ำเวอร์ชันนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคุณครูกำลังสอบสวนเด็กนักเรียนเกเรไม่มีผิดเลย ทำเอาคนมีชนักติดหลังอ้ำๆ อึ้งๆ เกาต้นคอเก้อเขินไปมา คุณครูถึงต้องส่งเสียงเฉียบขาดกระตุ้น 

"ว่าไงครับ" 

"ก็.... สืบได้เรื่องอะไรมานิดๆ หน่อยๆ " 

"สืบ? " 

"คือ.... จะว่ายังไงดีล่ะ บอกแล้วต้นน้ำไม่โกรธได้ไหม" 

"โกรธแน่ๆ ครับ ถ้าไม่ใช่เรื่องสมควร" คุณครูต้นน้ำดุจริงๆ เสียด้วย แต่น่ารักชะมัด อยากมาให้ดุทุกวันเลย 

"สำหรับต้นน้ำผมไม่รู้ว่าสมควรหรือเปล่า แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องสมควรนะ เพราะผมเป็นห่วง" 

ถึงแม้จะยอมถอยแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลย ขอเพียงได้เห็นคนที่รักมีความสุขสมหวังเขาถึงจะยอมเลิกราได้อย่างสบายใจจริงๆ แล้วดูสิ ทั้งที่เขาอยากได้แทบตายต้นน้ำไม่เคยให้ แต่คนที่ได้รับไปง่ายๆ กลับไม่เห็นคุณค่า เจ้าตัวเล็กของเขาถึงได้เตลิดมาไกลขนาดนี้ 

"คุณกรณ์ให้คนคอยตามสืบเรื่องของผม? " 

"อืม.... ครับ" กว่าจะยอมรับก็เล่นตัวอยู่พอสมควร 

"คุณกรณ์" เสียงเรียกชื่อครั้งนี้เต็มไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ 

ตอนแรกเขารู้เพียงต้นน้ำไม่กลับห้อง และไม่ได้ไปทำงานที่เดอะคลับ จึงส่งคนไปหาข่าว ใช้เวลาหลายวันทีเดียวกว่าจะกรองข่าวสารจนได้เรื่องจริง เพราะข่าวลือสารพัดแพร่กันปากต่อปาก มีทั้งแต่งเติมและดัดแปลง จริงอยู่ว่าแค่ต่อสายหามาม่าก็สิ้นเรื่อง แต่การที่ต้นน้ำตัดขาดกับเดอะคลับย่อมต้องมีเหตุผล และมาม่าต้องเป็นหนึ่งในนั้น 

แล้วก็ใช่เสียจริงๆ 

ฟันคมบดเข้าหากันแน่น เมื่อนึกถึงว่าต้นน้ำเจอกับอะไรมาบ้าง คนที่แข็งนอกแต่ข้างในเปราะบางจะน่าสงสารแค่ไหนในวันที่หัวใจแหลกสลาย วันนั้นเขาไม่ควรปล่อยมือเล็กๆ สองข้างนี้เลย 

"ผมอาจมาช้าไปหน่อย แต่วันนี้ผมมาแล้วนะ" 

ก้อนสะอึกจุกแน่นอยู่ในอกของคนฟัง นี่คือคำพูดของคนที่ต้นน้ำเลือกทำลายหัวใจในวันนั้นหรือ? เขาควรหัวเราะสมน้ำหน้าสิถึงจะถูก ....อาจเพราะนี่คือคุณกรณ์ 

มันคงเป็นเวรเป็นกรรมสินะ 

"คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย" 

"ผมไม่ได้ผิดสัญญานะ ต้นน้ำบอกว่าไม่ให้ผมไปที่เดอะคลับผมก็ไม่ไป เลยมาหาที่นี่แทนไง" กรณ์เฉไฉ ละความจริงที่เขาส่งคนอื่นไปแทน และเลือกลืมประโยคที่ว่า 'เราอย่าเจอกันอีกเลย' ของต้นน้ำไปเสียสนิท 

"เอาเถอะ แล้วแต่คุณก็แล้วกัน" เหนื่อยใจจะห้าม ในเมื่ออีกฝ่ายก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้กับเขา เห็นแก่ความดีที่คุณกรณ์มีให้ ต้นน้ำจะละเขาเอาไว้สักคน วางคุณกรณ์ไว้ใกล้โลกใบเล็กๆ ของเขาหน่อยแล้วกัน แต่ไม่ให้เข้ามาหรอกนะ 

"อิจฉาไอ้พีทชะมัด ต้นน้ำยอมเรียกมันว่าพี่" ชายหนุ่มบ่นอุบอิบ แต่แน่นอนว่าต้นน้ำได้ยิน ในเมื่อนั่งห่างกันแค่นี้ เชื่อเถอะว่าอีกฝ่ายจงใจพึมพำเสียงดัง 

"เป็นคุณกรณ์อย่างเดิมดีแล้วครับ คุณพีทเองเจอกันครั้งหน้าผมก็คงไม่เรียกเขาว่าพี่แล้วเหมือนกัน" เพราะโลกของต้นน้ำไม่ต้องการเปิดรับใครอีก แม้คนคนนั้นจะเป็นคุณกรณ์ บทเรียนครั้งสำคัญสอนให้รู้จักรักและพึ่งพาตัวเอง 

รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้าชายหนุ่ม ต้นน้ำเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ รวมทั้งปราการสูงลิบลิ่วหนาแน่นรอบกายร่างเล็กที่ซุกซ่อนตัวตนไว้ภายใน ในเมื่อโลกใบนี้มันโหดร้าย เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะปกป้องตัวเอง แต่น่าเสียดายที่แม้กระทั่งตัวเขาเองยังถูกกันไว้ด้านนอก 

"เรื่องที่ดินผืนนี้ผมช่วยต้นน้ำได้นะ ขาดอีกเท่าไหร่เอาของผมไปเสริม หรือจะทำสัญญากู้ยืมก็ได้ แบบที่ต้นน้ำสบายใจ" 

"ไม่เป็นไรครับ เงินตั้งมากขนาดนั้นผมคงไม่มีปัญญาหามาคืน แล้วจะให้รับมาฟรีๆ แบบไม่ต้องใช้คืนผมก็ไม่เอา อีกอย่างเรากำลังหาที่ดินผืนใหม่ ไม่ต้องใหญ่มาก แต่พออยู่พอใช้" 

"ถ้าอย่างนั้นผมช่วยหา" 

สรุปว่าอย่างไรก็จะช่วยให้ได้งั้นสิ 

ต้นน้ำถอนหายใจรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ 

"ผมมีโรงแรมในเครืออยู่ในตัวเมืองของที่นี่ น่าจะให้คนช่วยหาที่ให้ได้ครับ" 

ตาหงส์เหล่มองเมื่อได้ยินเรื่องบังเอิญเหลือเชื่อ แต่เห็นดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วบ่งบอกว่าไม่ได้โกหกใดๆ ก็วางใจ 

"ผมอยากได้ที่ที่ไม่ไกลจากตรงนี้มากเท่าไหร่ เด็กๆ ยังต้องเรียนหนังสือ" 

"ได้ ผมจัดการให้เอง" 

"แค่ช่วยมองหาที่ดินนะครับ เรื่องเงินผมจัดการเอง" 

"ได้สิ ได้อยู่แล้ว" 

ตอนนั้นเองที่เสียงเคาะกระจกเบาๆ ดังขึ้นขออนุญาต เป็นแม่ทิพย์ที่เดินเข้ามา 

"ต้นน้ำ ขอโทษลูกที่เข้ามารบกวน" เอ่ยด้วยทั้งใบหน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียด "แต่รีบมาดูนี่กับแม่หน่อย" 

เห็นแม่ทิพย์ท่าทางไม่ดีต้นน้ำจึงรีบลุกขึ้นไปประคอง "เกิดอะไรขึ้นครับ" 

"ไปดูเองเถอะลูก" 

ต้นน้ำรีบเดินตามแม่ทิพย์ออกไปด้านนอก โดยมีกรณ์ติดสอยห้อยตามมาด้วยอีกคน ตาหงส์มองไปยังรถสิบล้อหลายคันขับเข้ามาในพื้นที่ว่างเปล่าที่ทางสถานรับเลี้ยงไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทันทีที่รถจอดบรรดาคนงานต่างกระโดดลงมา ขนข้าวของคนละไม้ละมือ บางคนที่แต่งตัวดูดีหน่อยออกเดินสำรวจพื้นที่ 

"พวกเขาทำอะไร" 

"มาเตรียมพื้นที่สำหรับการก่อสร้าง" กรณ์ตอบคำถามต้นน้ำ เพราะเขาเข้าใจขั้นตอนการทำงานนั้นดีกว่าใคร ยิ่งเห็นคนงานเตรียมตั้งแค้มป์ สันนิษฐานของเขายิ่งชัดเจน 

"ก่อสร้างอะไร?! " 

"คงต้องถามเจ้าของที่แล้วล่ะครับว่าพวกเขากำลังทำอะไร" 

มือเล็กสองข้างกำแน่น หันมองแม่ทิพย์ด้วยใจกระวนกระวาย มาแล้วสินะข่าวร้ายของพวกเขา มาเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าใดๆ 

แต่ยังดีที่คนพวกนั้นไม่ได้เข้ามาวุ่นวายใกล้บริเวณสถานรับเลี้ยง 

กรณ์เอ่ยเสียงเรียบขณะตาเพ่งมองความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น 

"ต้นน้ำคงต้องให้ผมช่วยจริงๆ แล้ว" 

 

คุณกรณ์กลับไปแล้วเพื่อช่วยเร่งดำเนินการเรื่องหาที่ดินผืนใหม่ให้ ส่วนแม่ทิพย์พยายามติดต่อไปทางปรีชาเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้เสียที 

รู้ว่าเป็นที่ของเขา จะขายมันก็สิทธิ์ของเขา แต่อย่างน้อยควรบอกกันบ้างสิ ให้เวลาล่วงหน้าพวกเขาได้เตรียมตัวบ้าง ไม่ใช่ปุบปับไปหมดแบบนี้ ใช่ว่าพวกเขานิ่งนอนใจอยากจะยืดที่ดินเอาไว้เสียเมื่อไหร่ กำลังเร่งหาทางกันอยู่เหมือนกัน 

แม่ทิพย์ยิ่งโทรยิ่งร้อนรน กดผิดกดถูกไปหมดแล้ว 

มือเล็กเอื้อมไปเกาะกุมให้หยุดพัก 

"เราใจเย็นๆ กันก่อน ตราบใดที่เขายังไม่มีทีท่าจะขับไล่เราไป วันสองวันนี้คุณกรณ์น่าจะหาที่ดินให้เราได้ เขาเป็นนักธุรกิจน่าจะมีหนทางมากกว่าพวกเรา แม่ทิพย์ไม่ต้องโทรแล้วครับ ช่วงนี้อย่าเพิ่งให้เด็กๆ ออกไปเล่นข้างนอก ผมไม่ไว้ใจ" 

"เราจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมลูก" 

"ไม่เป็นอะไรครับ เราจะไม่เป็นอะไร" 

ต้นน้ำบอกแม่ทิพย์ และบอกกับตัวเองด้วยเช่นกัน 

วันต่อมาแม่ทิพย์ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของที่ พวกเขาอยากเจรจา 

"ไม่ใช่คุณภมรที่โทรมา คนนี้แม่ไม่คุ้น" 

"เขาพูดเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าครับนอกจากเรื่องเวลาและสถานที่" 

"ไม่เลยจ้ะ" 

กลีบปากสวยเม้มแน่นให้กับความไม่ชอบมาพากล ปรีชาจะเล่นลิ้นอะไรอีก ไม่ใช่ยังไม่ปล่อยวางเรื่องชั่วๆ ที่ว่าจะซื้อตัวเขาหรอกนะ ถึงได้ลงทุนพาผู้คนมาบีบบังคับข่มขู่ให้พวกเขากลัว 

หากเจอแบบคราวที่แล้วอีก ครั้งนี้ต้นน้ำไม่รู้ว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อย่างไร ไม่ใช่กลัวว่าจะเสียใจ แต่กลัวจะมีการวางมวยเกิดขึ้นให้เรื่องยิ่งแย่ไปกว่าเดิม 

"แต่ถ้าไม่ไปพวกเราก็จะไม่รู้สถานการณ์" 

"แม่ไปเองคนเดียว ต้นน้ำไม่ต้องไป" 

"ได้ยังไงล่ะครับ ผมจะปล่อยให้แม่ทิพย์เผชิญหน้ากับคนพวกนั้นคนเดียวได้อย่างไร" 

"จะไปไหนกับครับ" เสียงแทรกขึ้นมาของบุคคลที่สามทำเอาแม่ลูกหยุดบทสนทนาความตกใจ หันมองผู้มาใหม่ที่ยืนยิ้มเผล่อยู่หน้าประตู "สวัสดีครับแม่ทิพย์" เมื่อวานนี้ทำความรู้จักกันไปแล้ว ถึงได้ถือวิสาสะเรียกเลียนแบบต้นน้ำเสียเลย 

"สวัสดีค่ะคุณกรณ์" 

"มาทำไมแต่เช้า" ต้นน้ำถามตัดบทการทักทายอันแสนมีมารยาท 

"เอาข่าวดีมาบอกครับ" คนพูดยิ้มแป้นอารมณ์ดี เรียกความฉงนให้คนฟังที่กำลังเคร่งเครียดทั้งสองคน 

"ข่าวดีอะไร" 

"ผมหาที่ได้แล้ว" 

"จริงหรือ?! " ต้นน้ำลุกพรวด ก้าวทีเดียวไปหยุดอยู่ตรงหน้ากรณ์ด้วยอารามตกใจระคนยินดี 

"ครับ เป็นของคนรู้จักผู้จัดการโรงแรม พอดีเขามีที่ดินเปล่าๆ อยู่สองไร่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรนานแล้ว ที่สำคัญคืออยู่ไม่ไกลจากเขตชุมชน อำเภอข้างๆ นี่เองครับ" 

"ดีจริง! ราคาเท่าไหร่ครับ เขาพร้อมขายเลยหรือเปล่า" 

"ราคาหนึ่งล้านห้าแสน พร้อมโอนตามวันที่ต้นน้ำสะดวกเลย" 

"ถูกมาก! คุณกรณ์ไม่ได้แอบจ่ายส่วนต่างให้ผมใช่ไหม" คนถามหรี่ตาคาดคั้น แม้จะดีใจแต่ก็แอบสงสัยไม่ได้อยู่ดี บทเรียนราคาแพงสอนเขาว่าของหวานมักมีโทษ เรื่องบางอย่างที่ได้มาง่ายๆ ก็เช่นเดียวกัน 

กรณ์ยกมือสองข้างปฏิเสธพัลวัน "เปล่าครับ เขาขายราคานี้จริงๆ วันไปดูที่ต้นน้ำคุยกับเขาเองได้เลย" 

"ดีเหลือเกินลูก จังหวะเหมาะพอดีเชียว" แม่ทิพย์ก้าวเข้ามาสำทับด้วยอีกคน เธอเองดีใจอย่างยิ่งเช่นกันที่ปัญหาคาราคาซังเจอหนทางแก้เสียที 

"แล้วว่าแต่เมื่อครู่ สองคนพูดเรื่องจะไปไหนกันครับ" กรณ์วกกลับมาที่เรื่องนี้ เพราะเห็นท่าทางเคร่งเครียดกันมาก คงจะเป็นเรื่องสำคัญ 

"เจ้าของที่นัดพวกเราออกไปเจรจา ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร" ต้นน้ำเอ่ยตอบ 

"คงเป็นเรื่องที่พวกเขากำลังทำการก่อสร้าง" 

"อย่างนั้นก็ดี จะได้ถือโอกาสบอกไปเลยว่าเราจะไปแล้ว แต่คงต้องขอเวลาให้จัดการเรื่องที่ดินผืนใหม่เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วก็ก็สร้างที่พักชั่วคราวให้เด็กๆ ด้วย" 

"เรื่องนั้นเข้าพักที่โรงแรมผมก่อนก็ได้นะ" 

"เด็กตั้งเยอะจะรบกวนคุณได้ยังไง" 

ร่วมร้อยชีวิตไม่ได้พักกันแค่ห้องสองห้องเสียหน่อย ต่อให้อีกฝ่ายเต็มใจต้นน้ำก็เกรงใจ 

"เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยกลับมาตกลงกันเถอะลูก เขานัดเราสิบเอ็ดโมงที่ร้านอาหารในตัวเมือง ต้นน้ำไปเตรียมตัวก่อน เดี๋ยวแม่จะไปบอกพวกหมิวว่าเราจะออกไปข้างนอกกัน" แม่ทิพย์ห้ามทัพก่อนที่การถกเถียงจะยาวนานมากกว่านี้ เรื่องที่พักของเด็กๆ ค่อยคิดหาทางหลังจากรู้เจตนาของทางปรีชาแล้วก็ยังไม่สาย ขอแค่ทางนั้นยอมผ่อนปรน 

"ผมไปกับต้นน้ำเองครับ เรื่องต่อรองเจรจาเป็นงานถนัดของนักธุรกิจอยู่แล้ว มีผมอยู่ด้วยน่าจะอุ่นใจมากกว่า แม่ทิพย์จะได้ไม่ต้องเดินทางไปมาให้เหนื่อยด้วย" กรณ์เสนอตัว 

"จะดีหรือคะคุณ รบกวนหรือเปล่าคะ" 

"รบกวนที่ไหนกันล่ะครับ ผมเต็มใจ" 

ตกลงได้ดังนั้นทั้งกรณ์และต้นน้ำจึงออกเดินทางจากสถานรับเลี้ยงตอนสิบโมงกว่าๆ มาถึงห้องอาหารจีนหรูหราในตัวเมืองก่อนเวลาเกือบสิบนาที 

"เขาจองโต๊ะไว้ บอกว่าถ้ามาถึงให้แจ้งชื่อผมได้เลย" 

แปลกตรงที่ไม่ใช้ชื่อคนจอง แต่ใช้ชื่อต้นน้ำแทน 

คนตัวเล็กเดินนำเข้าไปก่อน พนักงานหน้าประตูตรงเข้ามาต้อนรับตามมารยาท 

"ต้นน้ำครับ จองโต๊ะไว้แล้ว" 

"เชิญด้านนี้เลยค่ะ" 

พนักงานสาวพาต้นน้ำเดินเข้าสู่โซนด้านหลังที่เป็นห้องอาหารส่วนตัว ทำไมครั้งนี้พิธีรีตองมากจริง ยิ่งไม่น่าไว้วางใจเข้าไปใหญ่ คิ้วเรียวย่นเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่พนักงานจะหยุดลงที่หน้าประตูสลักเสลาลวดลายหรูหราด้านในสุด 

"ห้องนี้ค่ะ" เธอเคาะประตูสามครั้ง และเปิดบานประตูหลบให้ต้นน้ำเดินเข้าด้านใน 

เพียงแค่เห็นว่ามีใครนั่งรออยู่ในนั้นกล้ามเนื้อหัวใจก็พลันกระตุกอย่างแรง ภาพความทรงจำเลวร้ายไหลย้อนราวกับน้ำหลาก เหมือนเข็มพันเล่มกำลังรุมทิ่มแทงหัวใจจนเป็นรูพรุน แต่นั่นเป็นเพียงปฏิกิริยาภายในเท่านั้น ทว่าใบหน้ายังคงฉาบไว้ด้วยกำแพงหนา มีเพียงคิ้วเรียวสวยข้างหนึ่งเลิกขึ้นแสดงความประหลาดใจ 

"คุณภูผา? " 

.... 

เขามาทำบ้าอะไรที่นี่? 

 

 

 

TBC. 

>>>> 

มาก็มาสิป๋า เห็นหรือเปล่าว่าลูกฉันพาใครมาด้วย 

อยากมาให้ตัวเล็กขยี้หัวใจเล่นก็มาเลยยย ว่าแต่อิป๋ามีแผนอะไร? 

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจมากมายของทุกคนค่า 

นิลหายเหนื่อยเลย 

รัก. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว