ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 พบญาติผู้ใหญ่ของสามี

ชื่อตอน : บทที่ 7 พบญาติผู้ใหญ่ของสามี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 441

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2563 10:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 พบญาติผู้ใหญ่ของสามี
แบบอักษร

ในเช้าวันรุ่งขึ้นเสี่ยวไป๋จื่อก็ได้เดินเข้ามาปลุกแงค์ชายดังเช่นทุกครั้งแต่กลับได้ยินเสียงแปลกดังออกมาจากห้องขององค์ชาย "อ๊ะ ท่านพี่ อ่ะ..ตรงนั้นมัน" หื้ม องคค์ชายพูดว่าอเนใดนะ เสี่ยวไป๋จื่อแนบหูไปหับประตูไม้จันทร์หอมของเรือนนอนองค์รัชทายาท ก็พลันได้ยินเสียงที่สงสัยชัดขึ้นมาทันใด พาลเขินจนหน้าแดงเดินออกมาจากหน้าประตูเงียบ ลืมหมดสิ้นว่าตนเองต้องมาเตือนองค์ชายในการเข้าวังเช้าวันนี้ องค์ชายเมื่อคืนท่านมิอิ่มรึ เหตุใดตอนเช้าเยี่ยงนี้ท่านยัง... มิรู้แล้ว! ข้ามิรู้! มิรู้อันใดทั้งสิ้น!

 

ทางด้านมู่เสวี่ยไป๋ที่ยังมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นภายนอกห้อง ก็ยังคงร้องต่อไป "อะ...โอ้ย ข้าเจ็บนะ" มู่เสวี่ยไป๋ค้อนวงใหญ่ใส่สามีหมาดๆของตน ท่านทายาอันใดของท่านกัน เหตุใดจึงเจ็บเช่นนี้ "ข้าขอโทษ ข้ามิเคยทายารักษาแผลให้ผู้ใด จึงมิรู้ว่าต้องกะน้ำหนักมืออย่างไร เจ้าจึงจะไม่เจ็บ" มู่เสวี่ยไป๋ที่เห็นว่าสามีมือหนักไม่น้อยจึงขอทายาเอง

 

"ข้าทาเอง" มู่เสวี่ยไป๋คว้ากระปุกยามาจากมือสามี ก่อนจะจรดนิ้วเรียวยาวของตนลงบนแขน แขนของมู่เสวี่ยไป๋มีรอยแผลเป็นทางยาว เกรงว่าหากดูแลมิดีจะเกิดแผลเป็นเอา ส่วนแผลนี่น่ะหรือ มันเกิดจาก

 

ในเวลาย่ำรุ่งของวันนี้ มู่เสวี่ยไป๋นึกคึกลุกขึ้นไปรำกระบี่ ทั้งที่เมื่อตืนแทบจะมิได้นอนแท้ แต่มู่เสวี่ยไป๋เป็นผู้ฝึกตน วรยุทธสูงส่ง จึงทำให้พื้นตัวเร็วกว่าคนธรรมดา เมื่อตื่นขึ้นมามู่เสวี่ยไป๋เกิดอาการณ์เมื่อยขบไปทั้งตัว จึงลุกขึ้นมารำกระบี่ยืดเส้นยืดสาย ฝ่ายหลงลู่หยางเมื่อเห็นภรรยาคนงามมิได้นอนอยู่ข้างกายตนจึงออกมาตามหา เจอมู่เสวี่ยไป๋รำกระบี่จึงตกใจมากคิดว่านักฆ่า เพราะช่วงนั้นเป็นเวลารุ่งสาง ทำให้มิเห็นหน้าค่าตาชัดเจน จึงตวัดกระบี่หมายเอาชีวิต มู่เสวี่ยไป๋หลบได้ แต่ก็ยังมิวายได้แผลที่แขนเป็นของฝาก

 

"ข้าขอโทษ ก็เจ้านึกอันใดออกไปรำกระบี่เอาเวลานั้นเล่า" หลงลู่หยางรู้สึกผิดที่ตนทำให้ภรรยาตัวน้อยได้แผลตั้งแต่วันแรกๆของการแต่งงาน แต่ข้าก็มิรู้นี่ ใรจะคิดว่าเจ้า จะออกไปรำกระบี่คนเดียวค่ำๆมืดเยี่ยงนั้นเล่า

 

"ก็ข้าเมื่อย ท่านพี่จะให้ข้านอนให้ตระคริวกินหรืออย่างไร" มู่เสี่ยวไป๋พูดไปพลาง ทายาบริเวณบาดแผลไปพลาง ข้ารู้ว่าท่านพี่มองมิเห็นแต่หากแขนข้าเป็นแผลเป็นขึ้นมานะ ข้าจะเอาด้ามกระบี่ฟาดท่านให้หลังหักไปเลย

 

"ข้าขอโทษ แต่วันนี้เรารีบเข้าวังเจ้ารีบอาบน้ำเถิด" หลงลู่หยางพูดบอกมู่เสวี่ยไป๋เพราะวันนี้ต้องเข้าวังไปพบเสด็จพ่อเสด็จแม่ของเขา ไปสายภรรยาตัวน้อยของเขาอาจจะโดนติได้ว่า 'มิทำหน้าที่ภรรยาที่ดีควรทำ เจ้าต้องตื่นก่อนนอนหลังสามี มาสายเยี่ยงนี้เจ้าตื่นสายสินะ' ฮองเฮาต้องพูดเยี่ยงนี้แน่ๆ หลงลู่หยางคิดถึงเสียงแสบแก้วหูของผู้เป็นมารดาแห่งแผ่นดินก็ขนลุกซู่ขึ้นมา ช่างน่ากลัว ช่างน่ากลัวจริงๆ

 

เมื่อได้ยินดังนั้นมู่เสวี่ยไป๋จึงลุกไปอาบน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จจึงมาแต่งตัวด้วยชุดสีน้ำเงินเข็มคู่กัยหลงลู่หยางเมื่อทั้งคู่แต่งตัวเสร็จจึงนั่งรถม้าเพื่อเข้าวัง

 

มู่เสวี่ยไป๋แทบจะมิมีความกังวลใดๆกับการเข้าวังเลยสักนิด เนื่องจากตนเองถูกเลี้ยงดูและโตในวัง อีกทั้งยังเคยเจอฮ่องเต้แคว้นต้าหลงแล้วอีกด้วย แต่ก็กังวลเล็กน้อยว่าเสด็จแม่ของท่านพี่จะชอบสะใภ้ที่มาจากการแต่งงานทางการเมืองรึไม่ หลงลู่หยางค่อนข้างมั่นใจว่าเสด็จแม่ต้องชมชอบในตัวลูกสะใภ้คนนี้อย่างแน่นอน เสด็จแม่มิชอบคนอ่อนแอ มู่เสวี่ยไป๋มิใช่คนอ่อนแอ เสด็จแม่มิชอบคนเสแสร้ง มู่เสวี่ยไป๋มิใช่คนเสแสร้ง อีกทั้งเสด็จแม่ยังอยากมีลูกสาวที่น่ารักสักคน มู่เสวี่ยไป๋ใบหน้างดงามถึงแม้มิใช่ผู้หญิงแต่ก็ทดแทนกันได้...กระมั้ง

 

รถม้าเคลื่อนที่อย่างช้าๆจนหยุดที่หน้าประตูวัง หลงลู่หยางเปิดหน้าต่างออกทำให้เห็นว่าผู้ใดนั่งอยู่ข้างใน ทหารองครักษ์ทั้งสองรีบละล่ำละลัก กล่าวคารวะมู่เสวี่ยไป๋และหลงลู่หย่ง

 

"คารวะไท่จื่อและไท่จื่อเฟยพะยะค่ะ" ทหารทั้งหมดคุกเข่าลงเคารพอย่างเต็มพิธีการ หลงลู่หยางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยห้าม มิเช่นนั้นจะช้ากันไปใหญ่ "มิต้องมากพิธี" หลงลู่หยางมอบป้ายหยกประจำตัวให้ทหารนายหนึ่งตรวจ แต่เหล่าทหารทั้งหลายนั้นราวกับหลุดลอยไป เมื่อเห็นหน้าของไท่จื่อเฟย ช่างงดงาม! งดงามยิ่งนัก! ชุดที่สวมใส่ยิ่งทำให้ไท่จื่อเฟยงดงามยิ่งขึ้นไปอีก ผิวกายขาวราวหิมะ ข่าวลือที่ว่าไท่จื่อเฟยงดงามหามีใครเทียบเทียมในแผ่นดินนั้น มิเกอนจริง มิเกินจริงแม้แต่น้อย!

 

ทหารคนนั้นเมื่อทำท่าทางเหมือนตรวจดูเสร็จก็ยื่นป้ายหยกคืนให้รัชทายาท หลงลู่หยางรู้ว่าเพราะเหตุใดทหารยามเหล่านี้จึงสติหลุดเช่นนั้น ก็อดหงุดหงิดมิได้นั่นมันภรรยาข้า! พวกเจ้ากล้าใช้สายตาเยี่ยงนั้นมองสมาชิกราชวงศ์ อยากตายรึ หลงลู่หยางเก็บอาการณ์หงุดหงิดได้อย่างมิดชิด มิมีใครรู้ว่าหลงลู่หยางหงุดหงิดแม้แต่มู่เสวี่ยไป๋เองก็ตาม

 

เวลาผ่านไปไม่นาน รถม้าขององค์รัชทายาทแคว้นต้าหลงก็หยุดนิ่งบริเวณหน้าตำหนักจักรพรรดิของฮ่องเต้แคว้นต้าหลง ไท่จื่อและไท่จื่อเฟยแห่งแคว้นก้าวลงจากรถม้าอย่างช้า ก่อนจะเดินเคียงคู่กันเข้าไปในตำหนัก ย่างก้าวเบาบาง มิรีบร้อน ทำให้ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นดั่งภาพเทพเซียนคู่ร่วมบำเพ็ญลงมาบนโลกมนุษย์ ช่างสง่างามเสียจริง

 

เมื่อเข้าไปภายในห้องที่มีบุคคลสูงสูงศักดิ์ถึง 3 คนอยู่ภายใน สองคนแรกคือฮ่องเต้แคว้นต้าหลงและฮองเฮา ส่วนคนสุดท้ายคือหย่งกุ้ยเฟย กุ้ยเฟยคนงามแห่งต้าหลง ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง แต่ก็ดูสง่างามมีภูมิฐาน สมแล้วที่เป็นเสด็จแม่ของสามี! นี่สินะคือเหตุผลที่ทำให้สามีของเขามีใบหน้าหล่อเหลาถึงเพียงนี้

 

"ขออภัยที่ลูกมาช้า" หลงลู่หยางกล่าวขึ้น เรียกสายตาจากทุกคนที่อยู่ในห้องมองมาที่จุดเดียว

 

"มิต้องมากพิธี" ฮ่องเต้แคว้นต้าหลงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหลงลู่หยางที่กำลังจะคุกเข้าโขกหัวลงบนพื้น

 

"ขอพระทัย เสด็จพ่อ" หลงลู่หยางกล่าว มู่เสวี่ยไป๋ที่เห็นแม่สามีกำลังจ้องมองมาที่ตนจึงยิ้มให้แม่สามีคนงามไปหนึ่งครา ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวกับทุกคนในห้องว่า

 

"กระหม่อม มีนามว่ามู่เสวี่ยไป๋ อดีตองค์ชายรองแคว้นมู่พะยะค่ะ" มู่เสวี่ยไป๋คุกเข่าทำความเคารพแบบเต็มพิธีให้คนทั้งสามในห้อง

 

เหตุการณ์ในวันนี้มิมีอันใดมากฝ่าบาทก็ถามสารทุกข์สุขดิบทั่วไป จนเวลาล่วงเลยไปซักระยะฮองเฮาขอตัวกลับตำหนักเพราะมิมีหน้าที่อันใดแล้ว เมื่แฮองเฮากลับตำหนักไปหย่งกุ้ยเฟยจึงชวนมู่เสวี่ยไป๋ออกไปเดินเล่นบริเวณอุทยาน เนื่องจากฮ่องเต้กลับองค์รัชทายาทกำลังปรึกษาเรื่องราวราชกิจต่างๆในห้องทรงพระอักษร

 

"เจ้าช่างงดงามดั่งคำล่ำลือ" หย่งกุ้ยเฟยเป็นคนเปิดบทสนทนา เมื่อเดินมาถึงอุทยานหลวงซึ่งมิไกลจากพระตำหนักของฮ่องเต้มากนัก

 

"พระสนมก็เช่นเดียวกัน"มู่เสวี่ยไป๋ตอบ มิตอบรับหรือปฏิเสธ หากตอบรับจะดูมิถ่อมตน อวดเบ่งใส่พระสนม แต่หากตอบปฏิเสธจะดูเป็นคนเสแสร้ง มิจริงใจ พูดเอาใจแม่สามี

 

"พระสนมอันใดกัน เรียกเสด็จแม่สิ" หย่งกุ้ยเฟยที่เห็นมู่เสวี่ยไป๋มิตอบรับหรือปฏิเสธ จึงรู้ว่าลูกสะใภ้คนนี้ฉลาดทันคน อีกทั้งยังตอบคำถามอย่างชานฉลาด นางชั่งเลือกคนมิผิดจริงๆ  หย่ฃกุ้ยเฟยจึงให้มู่เสวี่ยไป๋เรียกตนว่าเสด็จแม่

 

"ถ้าเป็นเช่นนั้นเสด็จแม่โปรดเรียกลูกว่า ไป๋เอ๋อร์เถิดพะยะค่ะ" ถึงแม้พระสนมจะให้เรียกว่าเสด็จแม่แต่มู่เสวี่ยไป๋วังมิวางใจ ใช้คำเป็นทางการเพื่อให้ดูมิหมิ่นเกียรติของพระสนม

 

"ข้าชักจะชอบเจ้าแล้วสิ" หย่งกุ้ยเฟยพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะยกชาขึ้นจิบ พร้อมดันจานขนมไปยังด้านของมู่เสวี่ยไป๋

 

"ขนมนี่ข้าทำเอง อยากให้เจ้าลองชิม" มู่เสวี่ยไป๋หยิบขนมในจานขึ้นกินอย่างมิอิดออด เพราะรู้ว่าพระสนมจะมิทำอะไรโง่ๆ อย่างการวางยาในขนมนี่หรอก อีกทั้งพระสนมยังกินขนมจากจานเดียวกัน ชนิดเดียวกันจึงทำให้มู่เสวี่ยไป๋มั่นใจในการทานขนมชิ้นนี้ รสชาติที่มู่เสวี่ยไป๋ได้รับเป็นรสชาติที่หวานเป็นอย่างมาก แต่รสสัมผัสของขนมกลับดีเยี่ยม

 

"เป็นเยี่ยงไรบ้าง ขนมที่ข้าทำ" หย่งกุ้ยเฟยเอ่ยถาม มู่เสวี่นไป๋จึงตอบอย่างตรงมาว่า

 

"อ่า กระหม่อมมิอาจทราบรสชาติที่แท้จริงของขนมชิ้นนี้ แต่รสสัมผัสของขนมนั้นดีเยี่ยมยิ่งนัก" 'มิอาจทราบรสชาติที่แท้จริง' คำพูดนี้ของมู่เสวี่ยไป๋มีความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า มิรู้รสชาติขนม แต่กลับมีความหมายแฝงอ้อมๆว่า เพราะเป็นองค์ชายจึงต้องทานพิษเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อพิษ เพราะในวังหลังช่างอันตราย แม้เป็นลูกของฮองเฮาใช่ว่าจะสบาย การทานยาพิษทีละเล็กละน้อยจะเป็นเกราะป่องกันตนหากเกิดการโดนยาพิษ แต่ยาพิษที่กินเข้าไปก็มีข้อเสียมิน้อย อาจทำให้ลิ้นมิรับรู้รสหรือ อาจจะรับรู้รสได้มิตรงกับความจริงทำให้อาหารที่ทำนั้นแม้จะหรูหราหรืออร่อยเพียงใดแต่สำหรับองค์ชายอย่างเขานั้นอาหารพวกนั้นก็ยังกินเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ดี

 

มู่เสวี่ยไป๋นั่งพูดคุยจิบน้ำชากับหย่งกุ้ยเฟย ได้มินานนักหลงลู่หยางก็เดินมารับถึงอุทยานหลวง หลงลู่หยางและมู่เสวี่ยไป๋กล่าวลาหย่งกุ้ยเฟยแล้วเดินกลับตำหนักจักรพรรดิเพื่อไปกล่าวลาองค์ฮ่องเต้อีกครั้งก่อนจะกลับตำหนัก

_________

ไรท์ขอโทษที่มาช้านะคะ

ตอหน้าจะมาเร็วกว่านี้ค่ะ

ขอฝากติดตามเรื่องนี้ด้วยนะคะ

 

 

ความคิดเห็น