ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 การเตรียมตัวของ(ว่าที่)เจ้าสาว

ชื่อตอน : บทที่ 2 การเตรียมตัวของ(ว่าที่)เจ้าสาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 527

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2563 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 การเตรียมตัวของ(ว่าที่)เจ้าสาว
แบบอักษร

"องค์ชาย องค์ชายพะยะค่ะ" ขันทีอย่างเขาช่างหนักใจยิ่งนัก หลังจากกลับมาจากตำหนักเฟยหลงเมื่อคืน องค์ชายก็เหม่อลอยพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิดตลอดเวลา เมื่อคืนที่ตำหนักเฟยหลงเกิดเรื่องอันใดขึ้น? ข้าทนเห็นองค์ชายเหม่อลอย หาสติไม่เจอเยี่ยงนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว อย่างไรก็ต้องทูลถามให้ได้!

 

"มีอันใดรึ" มู่เสวี่ยไป๋ ถามออกไปอย่างเลื่อนลอย เพราะกำลังคิดถึงเรื่องที่ตัดสินใจไปเมื่อคืน โดยหารู้ไม่ ว่าขันทีข้างกายตนนั้น กังวลกับท่าทีเช่นนี้ของตนเหลือเกิน

 

"หม่อนฉันบังอาจทูลถาม พระองค์เป็นอันใดหรือ พะยะค่ะ" ถามออกไปแล้ว! ถึงจะโดนอาญาแต่ต้องรู้ให้ได้ว่าองค์ชายเป็นอันใดไป

 

"หื้ม..ข้ารึ ข้าก็ปกตินี่ มีอันใดรึ" มู่เสวี่ยไป๋ผินหน้ามามองขันทีข้างกายตนก่อนจะถามออกไป ขันทีแซ่ไป่ได้แต่คิดในใจว่า ปกติ ปกติของพระองค์หมายถึงการเลื่อนลอยจนหาสติไม่เจอเช่นนี้หรือ แต่ไม่สามารถพูดออกไปได้

 

"หม่อนฉันขออภัย แต่พระองค์ดูเหม่อลอยจนเห็นได้ชัด เกิดอันใดขึ้นหรือพะยะค่ะ" ยังไงข้าก็ต้องได้คำตอบจากองค์ชายให้ได้

 

"พวกเจ้าออกไปก่อน ยกเว้นเสี่ยวไป๋จื่อข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า"มู่เสวี่ยไป๋เอ่ยปากไล่นางกำนัลและขันทีซึ่งอยู่ภายในห้องออกไป จนเหลือเพียงตนเองและขันทีประจำกาย

 

"เสี่ยวไป๋จื่อ รู้รึไม่เมื่อวาน เสด็จแม่บอกอันใดกับข้า" มู่เสวี่ยไป๋ถามออกไป พร้อมจ้องมองใบหน้าของขันทีคนสนิท

 

"มิทราบ พะยะค่ะ" ขันทีหนุ่มตอบออกไปเสียงเบา

 

"เสด็จแม่บอกข้าว่า ข้าต้องไปต้าหลง" หื้ม.. ไปทำไมกัน ขันทีหนุ่มเมื่อได้ยินคำพูดจากปากองค์ชายว่าต้องไปต้าหลง ก็เกิดสงสัยขึ้นมา แต่ สงสัยได้ไม่นานนัก เสียงขององค์ชายก็ดังขึ้นอีกระรอก

 

"ข้าต้องไปแต่งงาน กับรัชทายาทแคว้นต้าหลง" ห้ะ! แต่งงานองค์ชายต้องแต่งงานกับรัชทายาทแคว้นต้าหลง ผู้มีชื่อเสียงในด้านความโหดร้ายทารุณ คนนั้นงั้นรึ โถ่ องค์ชายของกระหม่อม ขันทีหนุ่มที่คิดสงสารองค์ชายที่โดนบังคับให้แต่งงานอยู่นั้น ในวินาทีที่ประโยคต่อไปได้เอ่ยขึ้น กลับคิดว่าสงสารตัวเองเสียดีกว่า

 

"และเจ้าต้องไปต้าหลงกับข้า" ขันทีหนุ่มที่ได้ยินประโยคนั้นได้แต่อ้าปากพะงาบๆเหมือนปลาเมื่อขึ้นจากนำ้ และตาโตๆ ของขันทีหมุ่มก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า ไม่สิ มันถลนบอกมาจากเบ้าแล้วต่างหาก การตกใจจนเกินไปของขันทีหนุ่มได้สร้างความตลก ขบขันให้กับมู่เสวี่ยไป๋ จนเผลอหัวเราะออกมา

 

"คิก คิก เจ้านี่นะ แค่ตามข้าไปต้าหลงเหตุใดจึงตกใจจนทำหน้าเช่นนั้นเล่า" มู่เสวี่ยไป๋ ถามขันทีคนสนิทด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ที่ดูตกใจกับการไปต้าหลง มากกว่าเขาซึ่งต้องไปแต่งงานเสียอีก

 

"หม่อมฉัน กังวลพะยะค่ะ ตั้งแต่เกิดมาหม่อมฉันก็ไม่เคยออกจากแคว้นมู่มาก่อนเลยพะยะค่ะ" ขันทีหนุ่มตอบองค์ชายไปด้วยเสียงที่มีความกังวลอย่างปิดไม่มิด

 

"มิต้องกังวลไป ข้าแต่งเข้าไปได้เป็นไท่จื่อเฟย* มิมีใครกล้ารังแกเจ้าอย่างแน่นอน" มู่เสวี่ยไป๋ตอบออกไปด้วยท่าทีสบายๆ ต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ

 

"แล้วองค์ชาย ต้องออกเดินทางเมื่อไหร่เหรอพะยะค่ะ" ขัยทีหนุ่มถามออกไปด้วยความอยากรู้ ก่อนจะได้รับคำตอบที่ทำให้ตกใจยิ่งตามเดิมเสียอีก

 

"เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้" พรุ่งนี้! จะมิให้กระหม่อมมีเวลาเตรียมตัว เตรียมใจเลยหรือพะยะค่ะ

 

"ถ้ามิออกเดินทางพรุ่งนี้ก็จะเตรียมตัวไม่ทันงานอภิเษกที่จะจัดขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า" มู่เสวี่ยไป๋กล่าวเพิ่มเมื่อเห็นเหมือนหน้าผากของขันทีคนสนิทมีตัวอักษรแปะอยู่ว่า 'เหตุจึงรีบไปนัก '

 

"กระหม่อมจะรีบไปจัดเตรียมของให้พะยะค่ะ" ขันทีหนุ่มกล่าวเมื่อรู้ว่าต้องออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

 

"อืม...ไปเถอะ" เมื่อได้ยินขันทีคนสนิทพูดขึ้น ประจวบกับ ในเวลานี้มู่เสวี่ยไป๋ต้องการใช้ความคิด จึงเอ่ยปากไล่ขันทีคนสนิทให้ออกไปจากห้อง

 

จู่ๆมู่เสวี่ยไป๋ซึ่งตัดสินใจว่าจะแต่งงาน ก็ขบคิดขึ้นมาได้ว่า มีข่าวลือเกี่ยวกับรัชทายาทแคว้นต้าหลงว่าเป็นชายที่หน้าตาอัปลักษณ์ มีนิสัยชอบความโหดร้ายทารุณ แต่กลับมีวรยุทธเป็นเลิศ ฮ่องเต้จึงมอบตำแหน่งรัชทายาทให้องค์ชายใหญ่ผู้นี้ นี่ข้าต้องแต่งงานกับชายที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ มีนิสัยโหดร้ายเช่นนั้นจริงๆหรือนี่ ข้าออกจะรูปงามปานนี้ เหตุใดต้องแต่งงานกับชายที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ด้วยเล่า แต่ข่าวลืออาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้นี่ ข้าจะไม่ตีตนไปก่อนไข้ก็แล้วกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเล่า! ข้าจะทำเยี่ยงไรดี คงได้แต่ภาวนาให้ไม่เป็นดังข่างลือลอยลมพวกนั้น

 

เมื่อคิดได้ดังนี้องค์ชายรองก็ไม่รอช้า สวดภาวนาในทันที ทุกสิ่งที่มู่เสวี่ยไป๋ภาวนานั้นล้วนเกี่ยวกับว่าที่สามีของเขาทั้งสิ้น

 

ถ้ามีผู้คนมาได้ยินคงได้แต่ขบขันกันแน่ ในเมื่อองค์ชายรองที่พวกเขาเคารพย่ำเกรงนั้นกลับกังวลในหน้าตาของว่าทีสามีจะเป็นดั่งข่าวลือลอยลม จนถึงขั้นสวดภาวนาเช่นนี้ คงมีแต่คำพูดว่า 'องค์ชายรองช่างงมงายยิ่งนัก' เป็นแน่

 

"องค์ชายพะยะค่ะ นี่ปลายยามจื่อ*แล้ว พระองค์จะบบรรทมเลยหรือไม่พะยะค่ะ" ขันทีคนสนิทเดินเข้ามาถามเนื่องจากนี่ เลยเวลานอนปกติของเขาไปมากโขแล้ว

 

"อืม.. นอนเลย" มู่เสวี่ยไป๋เอ่ยตอบขันทีคนสนิทด้วยนำ้เสียงง่วงงุน พร้อมที่จะหลับเต็มแก่

 

"เช่นนั้น กระหม่อนดับไฟให้เลยนะพะยะค่ะ" ขันทีหนุ่มเอ่ยถามคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบอกไป ก่อนจะดับไฟในท้องบรรทมขององค์ชาย ก่อนพูดว่า "ราตรีสวัสดิ์ พะยะค่ะ" แล้วเดินออกไปพร้อมทั้งยังปิดประตูด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเสียงรบกวนองค์ชาย

 

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋หลิ่งหนิง หรือเสี่ยวไป๋จื่อก็ได้เดินเข้ามาปลุกองค์ชายดั่งเช่นที่ทำในทุกๆเช้าในต้นยามเฉิน* แต่ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องกลับพบว่าองค์ชายทรงตื่นเสียแล้ว

 

"อรุณสวัสดิ์พะยะค่ะ องค์ชาย" เอ่ยทักทายองค์ชายดั่งเช่นที่ได้กระทำในทุกๆเช้า และกล่าวต่อไปอีกว่า

 

"รถม้าพร้อมแล้วพะยะค่ะ เราจะออกเดินทางกันปลายยามซื่อ*พะยะค่ะ" กล่าวจบก็มอบรอยยิ้มไปให้คนที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง

 

"ข้าจะอาบนำ้" นำ้เสียงที่ยังคงความงัวเงียเอ่ยตอบ

 

"กระหม่อมเตรียมนำ้นมแพะ โรยกลีบดอกกุ้ยฮวา*ไว้แล้วพะยะค่ะ" ขันทีหนุ่มกล่าวตอบองค์ชายด้วยนำ้เสียงนุ่ม น่าฟัง

 

"อืม" มู่เสวี่ยไป๋ตอบก่อนจะเดินไปที่ห้องอาบนำ้ โดยมีขันทีคนสนิทเดินตามไปปรนนิบัติ เสี่ยวไป๋จื่อค่อยๆถอด ชุดนอนสีขาวตัวบาง ออกจากร่างกายขาวผ่อง

 

มู่เสวี่ยไป๋ก้าวขาคงไปในอ่างอาบน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ โดยมีเสี่ยวไป๋จื่อคอยปรนนิบัติอยู่ข้าง เสี่ยวไป๋จื่อใช้ฟองนำ้ทะเลค่อยๆขัดตัวของมู่เสวี่ยไป๋อย่างระมัดระวัง เนื่องจากผิวของมุ่เสวี่ยไป๋นั้นช่างบอบบาง เกรงว่าถ้าขัดแรงก็จะเกิดรอยถลอกขึ้นได้ หลังจากขัดตัวเสร็จ เสี่ยวไป๋จื่อก็ออกมาเตรียมชุดให้องค์ชาย ส่วนมู่เสวี่ยไป๋นั้นยังคงแช่นำ้นมแพะ ผ่านไปประมาณ 2 เค่อ* จึงลุกออกมาจากอ่าง

 

วันนี้ชุดที่เสี่ยวไป๋จื่อจัดให้องค์ชายนั้นเป็นชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลายนกกระเรียนสีขาว ซึ่งจะยิ่งขับผิวขององค์ชายนั้นดูขาวขึ้นไปอีก ทั้งยังดูสูงศักดิ์ สง่างามอีกด้วย

 

เมื่อมู่เสวี่ยไป๋แต่งกายเสร็จจึงเดินลงมาท่านอาหารเช้า ภายในครัวของตำหนัก อาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวต้มกุ้งง่ายๆ แต่รสชาติกลับติอร่อยล้ำเลิศ เมื่อทานมื้อเช้าเสร็จก็ปลายยามซื่อพอดิบพอดี จึงได้เริ่มออกเดินทางไปยังแคว้นต้าหลง การเดินทางจากเมืองหลวงแคว้นมู่ไปยังเมืองหลวงแคว้นต้าหลงใช้เวลาประมาร 1 เดือนซึ่งระยะทางถือว่าไม่ไกลมาก ถ้าใช้ม้าเร็วก็อาจจะใช้เวลาเพียง 20 วันเท่านั้น ส่วนสินเดิมของเจ้าสาวจะมาพร้อมกับองค์ฮ่องเต้และฮองเฮาซึ่งจะเดินทางตามมาในภายหลัง

 

ในขณะที่มู่เสวี่ยไป๋กำลังนั่งรถม้าก็ได้เอ่ยถามขันทีคนสนิทว่า "เจ้าคิดว่า สามีของข้าจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร" นี่เป็นคำถามที่เขาอยากถามเสี่ยวไป๋จื่อมากที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้

 

"กระหม่อมได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับรัชทายาทแคว้นต้าหลงมาไม่น้อย แต่กระหม่อมคิดว่ามิน่าจะเป็นดั่งข่าวลือพวกนั้นพะยะค่ะ" ขันทีแซ่ไป๋เอ่ยตอบองค์ชายด้วยนำ้เสียงนุ่มเช่นเคย แค่มุมปากกลับมีรอยยิ้มประดับอยู่ ก่อนจะกล่าวสมทบไปอีกประโยคว่า "องค์ชายรัชทายาทแคว้นต้าหลง เป็นแม่ทัพต้องมีรูปร่างกำยำล่ำสันเป็นแน่ พะยะค่ะ" เมื่อกล่าวจบประโยคใบหน้าขององค์ชายรองก็ปรากฏสีเลือดฝาดบริเวณแก้มลามไปจนถึงใบหู ทำให้ขันทีหนุ่มที่จ้องมองอยู่เกือบหลุดขำออกไป

 

"นี่เจ้า พูดเรื่องอันใดกัน" มู่เสวี่ยไป๋เอ่ยออกมาด้วยนำ้เสียงโกรธๆ แต่ขันทีแซ่ไป๋ก็รู้ทันทีว่าองค์ชายรองนั้นแค่โมโหกลบเกลื่อนอาการเขินอายแต่เพียงเท่านั้น

 

"เรื่องว่าที่สามีขององค์ชายไงเล่าพะยะค่ะ" กล่าวประโยคตอบคำถามขององค์ชาย  ซึ่งยิ่งทำให้ใบหน้านั้นแดงขึ้นไปอีก อ่า..ที่ขันทีหนุ่มกล้าแหย่องค์ชายโดยไม่กลัวโดนอาญาเยี่ยงนี้เพราะองค์ชายเคยบอกว่านับถือขันทีแซ่ไป๋ดั่งพี่ชายอีกคน เพราะขันทีแซ่ไป๋นั้นเป็นเพื่อนเล่นขององค์ชายตั้งแต่ยังเยาว์วัยจึงทำให้มีความสนิทสนมดั่งสหายที่อยู่ด้วยกันมานาน

 

"เจ้าเงียบไปเลยนะ ข้าโกรธเจ้า" มู่เสวี่ยไป๋กล่าวออกมาอย่างโกรธๆก่อนจะหันหน้าหนีเพื่อซ่อนแก้มแดงๆของตัวเองเอาไว้ ขันทีหนุ่มเมื่อเห็นองค์ชายหันหน้าาหนีก็ไม่เหย้าอะไรต่อ เพียงแค่ยิ้มขำแต่เพียงเท่านั้น

 

รถม้าเคลื่อนที่ต่อไปเรื่อยจนออกจากเมืองหลวงในต้นยามเว่ย* เดินทางผ่านธรรมชาติที่มิมีทางหาได้จากเมืองหลวงซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน เมื่อองค์ชายรองเห็นดังนั้นจึงเปิดหน้าต่างเพื่อสูดอากาศธรรมชาติ รับแสงแดดอ่อนๆในยามบ่าย อากาศเย็นที่ปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกดี จนลืมอาการหน้าร้อนที่เกิดเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น เมื่อสุดอากาศภายนอกจนพอใจองค์ชายรองจึงปิดหน้าต่างลง ก่อนจะเอ่ยอะไรบางอย่างกับขันทีข้างกาย

 

"ชงนำ้ชาให้ข้าหน่อย" มู่เสวี่ยไป๋เอ่ยปากบอกขันทีข้างกาย ขันทีหนุ่มนำใบชาชั้นดีใส่ในกาน้ำชาที่เตรียมไว้ ก่อนจะนำนำ้ร้อนที่ใช้พลังปราณทำให้ให้เดือดเมื่อครู่ เติมลงไปในกานำ้ชาพอท่วมใบชาจึงเทออก หลังจากนั้นจึงรินนำ้ร้อนใส่ให้เต็มกาก่อนจะทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงรินนำชาใส่จอกชาขององค์ชาย

 

มู่เสวี่ยไป๋ค่อยจิบนำ้ชาในจอกที่มีกลิ่นหอมกลุ่น รสชาติละมุนลิ้น

 

หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงปลายยามโหย่ว*ซึ่งถือมามืดคำ่แล้วจึงแวะพักที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งในเมืองหน้าด่านของเมืองหลวง

___________

 

*ไท่จื่อเฟย แปลว่า ภรรยาขององค์รัชทายาท

 

*ยามจื่อ เวลา 23.00-24.59

 

*ยามเฉิน เวลา 7.00-8.59

 

*ยามซื่อ เวลา 9.00-10.59

 

*ดอกกุ้ยฮวา แปลว่า ดอกกุกลาบ

 

*1 เค่อ ประมาณ 15 นาที

 

*ยามเว่ย เวลา 13.00-14.59

 

*ยามโหย่ว เวลา 17.00-18.59

 

ความคิดเห็น