facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2563 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (2)
แบบอักษร

7 

ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (2) 

 

               “...คุณกวีสวัสดีค่ะ” 

               “สวัสดีครับ” 

               ฉันแทบจะเปิดประตูต้อนรับเขาทั้งน้ำตา แต่ก็ยังมีมารยาทพอที่จะยกมือขึ้นไหว้ทักทายคนหน้าดุที่รีบเดินตรงดิ่งเข้ามาในห้องทันทีที่ประตูถูกเปิด 

               “รบกวนหน่อยสิหอม หยิบไม้แขวนเสื้อในตู้ให้ผมหน่อย” 

               พอปิดประตูเสร็จปุ๊บ คุณเจ้าของห้องตัวจริงก็เรียกใช้งานผู้อยู่อาศัยชั่วคราวอย่างฉันทันทีเหมือนกลัวปากว่าง 

               “แบบไหนคะ อันนี้เหรอ?” 

               ไม้แขวนเสื้อแบบไหนหว่า ฉันทำหน้างงแต่ก็ยอมเดินไปเปิดตู้แล้วหยิบไม้แขวนเสื้อสีพาสเทลที่ซื้อมาเป็นแพ็คแบบสิบสองอันราคาถูกจากตลาดแถวนี้ให้เขาดู แน่นอนว่าคุณกวีส่ายหน้าทันทีที่เห็นรูปร่างของมัน 

               “ไม่ใช่ อันสีดำที่มีที่เสริมไหล่น่ะ” 

               อ๋อ แบบมีที่เสริมไหล่เหรอ ฉันพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่พอหันหลังกลับมาที่ตู้เสื้อผ้าก็รีบหุบยิ้มแล้วบ่นอุบกับตัวเองทันที 

               ที่เสริมไหล่คืออะไรวะ นึกยังไงก็นึกไม่ออก แต่เขาบอกว่าสีดำก็น่าจะเป็นอันนี้ล่ะมั้ง รูปร่างดูแปลกตาไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาดี 

               “...อันนี้ใช่มั้ยคะ?” 

               “อืม อันนี้แหละ ขอบคุณครับ” คนตัวสูงกว่ารับไม้แขวนเสื้อไปจากมือฉันพร้อมคำขอบคุณ ที่แท้ก็เอาไปแขวนสูทนี่เอง ยืนมองอยู่สักพักคุณกวีก็ชวนฉันคุยต่ออีกนิดหน่อย “เป็นไงบ้าง อยู่คนเดียวได้หรือเปล่า” 

               “อยู่ได้ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย” ถ้าจะมีปัญหาก็มีแค่เรื่องที่อยู่ๆ เจ้าของห้องตัวจริงดันอยากมากินสุกี้ด้วยกันตอนห้าทุ่มนี่แหละ พอพูดจบปุ๊บคุณกวีก็แขวนเสื้อเสร็จพอดี รีบไปเตรียมของให้เขาดีกว่า “เดี๋ยวหนูไปหยิบจานกับตะเกียบมาให้ คุณกวีชอบดื่มน้ำอะไรคะ?” 

               “มีอะไรให้ดื่มบ้างล่ะ” 

               หูย เยอะแยะ 

               “มีน้ำเปล่า น้ำส้ม แล้วก็น้ำอัดลม อ้อ มีนมจืดด้วยค่ะ” 

               ได้ยินดังนั้นคุณกวีก็พยักหน้ารับเบาๆ 

               “...ขอน้ำเปล่าละกัน” 

               ผิดคาดแฮะ นึกว่าจะดื่มน้ำอัดลมซะอีก ฉันตอบรับแล้วหันหน้ากลับมาหยิบน้ำแข็งใส่แก้วและหยิบจานชามพร้อมตะเกียบอีกหนึ่งชุดมาวางที่โต๊ะตัวเล็กๆ หน้าทีวี 

               จากมุมนี้ก็เลยเห็นคุณกวีคลายเนกไทของตัวเองออกเล็กน้อยก่อนค่อยๆ นั่งลงแล้วสังเกตสิ่งที่อยู่ในหม้อสุกี้ที่ปิดฝาครอบไว้บนโต๊ะอย่างจริงจัง 

               สงสัยจะหิวจริงๆ แฮะ ถ้าจะจ้องขนาดนั้นเปิดกินเลยก็ได้นะคะ ไม่ว่า 

               “นี่ค่ะ ตามสบายเลย” 

               หลังจากรินน้ำเปล่าให้เต็มแก้วเสร็จฉันก็เดินเข้าไปนั่งพิงโซฟาข้างๆ คุณกวี โดยพยายามเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อยแบบไม่ให้แขนหรือมือของเราสองคนต้องมีเหตุบังเอิญมาโดนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนแรกฉันกะว่าจะนั่งฝั่งตรงข้าม แต่ถ้านั่งมุมนี้เมื่อไหร่ สองสิ่งที่ฉันจะมองเห็นต่อไปนี้ก็เหลือแค่หม้อสุกี้กับใบหน้าของคุณกวีเท่านั้น 

               ไม่ไหวแฮะ ฉันนั่งจ้องหน้าเขานานๆ ไม่ได้จริงๆ นั่งข้างกันเพื่อความปลอดภัยดีกว่า เวลาไม่รู้จะเอาสายตาไปวางที่ไหนก็จะได้เอาไปมองทีวีได้ด้วย 

               “เรียนเป็นไงบ้าง” 

               “ก็เรื่อยๆ ค่ะ ต้องปรับตัวอีกเยอะ แต่ตอนนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว” 

               “อย่าหักโหมเกินไปล่ะ” 

               “ไม่ต้องห่วง หนูไม่ได้หักโหมขนาดนั้นหรอกค่ะ” 

               คุณกวีพยักหน้าอีกครั้ง น้ำเสียงฟังดูนิ่งเรียบเหมือนเขาแค่ถามไปงั้นๆ ไม่ได้ตั้งใจชวนคุยจริงจังแต่อย่างใด 

               “เหรอ แต่ผมเห็นเธอเช็กอินที่ห้องสมุดแทบทุกวันเลยนะ” 

               เห็นด้วยเหรอ? ฉันทำตาโตก่อนจะเผลอหันไปมองคนข้างๆ ที่หันหน้ามาหากันพอดี จริงอยู่ที่ช่วงนี้ฉันไปสิงสถิตอยู่ที่ห้องสมุดบ่อยๆ และอัพลงไอจีแทบทุกครั้งว่าวันนี้อยู่ที่นี่นะ นั่งโต๊ะนี้นะ ทำงานกับกลุ่มนี้นะ ไม่คิดเลยว่าคนอย่างคุณกวีจะผ่านมาเห็นสตอรี่ของฉันด้วย 

               “อ๋อ หนูเข้าไปตากแอร์กับทำงานกลุ่มเฉยๆ ค่ะ” 

               “อ้าว ไม่ได้เข้าไปอ่านหนังสือเหรอ ตั้งใจเรียนจริงหรือเปล่าเนี่ย?” 

               “ตะ ตั้งใจสิคะ! ห้องสมุดคนเยอะจะตาย เวลาเห็นคนเดินไปเดินมาแล้วมันเสียสมาธิน่ะค่ะ หนูชอบกลับมาอ่านหนังสือที่ห้องมากกว่า” 

               “เหรอ...” 

               การแสดงออกทางสีหน้าของคุณกวีในตอนนี้กำลังบ่งบอกว่าเขาไม่ไว้ใจคำพูดของฉันแบบสุดๆ แต่ในแววตากลับมีประกายขบขันจางๆ ซ่อนอยู่ในนั้น ราวกับว่าการได้เฝ้ามองฉันที่กำลังตื่นตูมและอ้างนู่นอ้างนี่ไปเรื่อยเป็นอะไรที่ดู ‘บันเทิง’ สุดๆ ในสายตาเขา 

               “ค่ะ” 

               แปลกคน แปลกคนจริงๆ ฉันจ้องตาคุณกวีอยู่อย่างนั้นจนเขาหลุดหัวเราะออกมาเป็นสัญญาณว่าขอยอมแพ้ เพิ่งสังเกตว่าเขาพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นด้วย จะได้หยิบจับอะไรได้สะดวกสินะ 

               เอาจริงๆ การได้เห็นหน้าคุณกวีอีกครั้งในรอบหลายเดือนก็ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าเราสองคนไม่ได้ติดต่อกันมานานพอสมควรเลยนะ ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกันก็ตอนมาดูห้องนี้เป็นครั้งแรกกับพี่เซนท์นั่นแหละ หลังจากนั้นฉันก็ติดตามข่าวสารของเขาผ่านอินเทอร์เน็ตและพี่พิ้งค์ซะเป็นส่วนใหญ่ 

               “หมูอร่อยดีนะ” 

               “อร่อยจริงเหรอ? ดีใจที่ชอบนะคะ” 

               “ก็พอกินได้ หมูนุ่มแถมน้ำจิ้มก็อร่อย” 

               เขาออกปากชม ไม่รู้ว่าพูดจริงหรืออำเล่น แต่ดูจากการตักนู่นตักนี่เข้าปากเรื่อยๆ แถมยังช่วยคีบหมูลงหม้อขนาดนี้ มันก็น่าจะอร่อยถูกปากเขาจริงๆ นั่นแหละ เห็นแล้วค่อยดีใจได้หน่อย 

               กินต่อได้สักพักคุณกวีก็ชวนฉันคุยอีก 

               “ไม่เคยเห็นเธอใส่แว่นเลย เพิ่งตัดแว่นมาเหรอ?” 

               “อ๋อ ตัดนานแล้วค่ะ หนูสายตาสั้น ปกติชอบใส่คอนแทคเลนส์มากกว่า” 

               คุณกวีจะไม่เคยเห็นก็ไม่แปลก ฉันใส่แว่นแค่ตอนอยู่บ้านเท่านั้นแหละ คอนแทคเลนส์มันสะดวกกว่าน่ะ 

               “เหรอ” 

               เขาตอบรับแค่นั้นแล้วก้มหน้าก้มตาคีบผักเข้าปากต่อไป ซึ่งฉันเองก็ทำแบบเดียวกัน แต่ในเมื่อเขาอุตส่าห์ชวนคุยให้บรรยากาศระหว่างเราไม่อึดอัดขนาดนี้แล้ว ฉันเองก็ช่วยสานต่อหน่อยดีกว่า 

               “ขอถามหน่อยสิคะ ทำไมคุณกวีถึงอยากมากินข้าวกับหนูล่ะ” 

               “ทำไมถึงถามล่ะ มากินด้วยไม่ได้เหรอ?” 

               “กินได้ค่ะ! กินได้อยู่แล้ว! หนูแค่อยากรู้เฉยๆ...” ไม่เห็นต้องทำหน้าดุขนาดนั้นเลย ตกใจหมด จงใจแกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย ฉันแอบชักสีหน้าใส่เขาไปนิดหน่อย แต่แล้วก็ต้องรีบปั้นหน้ายิ้มหวานเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องอยากจะถามพอดี “เอ พรุ่งนี้คุณกวีต้องไปทำงานแต่เช้าใช่มั้ยคะ?” 

               “รู้ได้ไงน่ะ?” 

               “คุณพิ้งค์บอกค่ะ” 

               “...นี่เธอไปสนิทกับเลขาฯ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่” 

               เขาตั้งคำถามพลางขมวดคิ้วแล้วใช้จังหวะที่ฉันกำลังคิดหาคำอธิบายคีบหมูมาเคี้ยวไปด้วยระหว่างรอคำตอบ 

               “ไม่ได้สนิทมากหรอกค่ะ ช่วงนี้แค่คุยกันบ่อยเฉยๆ” พอเห็นคุณกวีพยักหน้ารับรู้โดยไม่ติดใจอะไรแล้ว ฉันก็รีบยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มแล้วถามต่อทันที “มากินข้าวที่นี่จะดีเหรอคะ ทำไมถึงไม่กลับไปกินที่บ้านล่ะ” 

               “นี่เธอกำลังไล่ผมกลับบ้านเหรอ?” 

               “ยังไม่ได้ไล่สักคำเลยค่ะ!” 

               ฉันแอบโกรธนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าเขาตีความผิด แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของคนข้างตัวแล้วก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง สุดท้ายก็ได้แต่ทำแก้มป่องมองคุณกวีที่ยังหัวเราะอยู่แบบงอนๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง 

               “...หนูแค่สงสัยเฉยๆ ปกติถ้าเหนื่อยก็ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านสิ พอกินอิ่มปุ๊บจะได้ล้มตัวนอนบนเตียงได้เลย” 

               “ผมไม่อยากกลับไปกินที่บ้านเพราะมันรบกวนคนอื่น ไม่อยากปลุกให้ใครต้องตื่นมาทำกับข้าวดึกๆ ดื่นๆ พอดีเห็นรูปสุกี้ที่เธออัพลงไอจีน่ากินดีก็เลยอยากมากินด้วย แค่นั้นแหละ” 

               “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง...” 

               สรุปก็คือแค่อยากแวะมากินข้าวด้วยเพราะไม่อยากรบกวนคนที่บ้านว่างั้นเถอะ? ฉันพยักหน้าเออออตามพลางยกแก้วใส่น้ำอัดลมสีเข้มขึ้นดื่มอีกอึกสองอึก เขาดูเป็นคนขี้เกรงใจเหมือนกันนะ 

               ถึงจะแก้ปัญหาการไม่อยากรบกวนคนที่บ้านด้วยการเปลี่ยนมารบกวนฉันแทนก็เถอะ... 

               “รบกวนเธอหรือเปล่า” 

               “ไม่รบกวนหรอกค่ะ นานๆ ทีมีคนมากินข้าวด้วยก็ดีเหมือนกัน” 

               “แสดงว่ากินข้าวคนเดียวบ่อยล่ะสิ เหงาหรือเปล่า?” 

               “ไม่เหงานะคะ หนูชอบกินข้าวคนเดียว” 

               “จริงเหรอ ผมก็เหมือนกัน” 

               “เหรอคะ? บังเอิญจัง” คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันต้องหันไปสบตาคนข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ “หนูว่าเวลากินข้าวกับคนอื่นก็สนุกดี แต่เวลากินคนเดียวก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกัน” 

               “ใช่มั้ยล่ะ? แต่ผมไม่ชอบตรงที่มันเงียบเกินไปนี่แหละ ต้องเปิดข่าวไม่ก็เปิดหนังดูไปด้วยให้บ้านไม่เงียบ” 

               “เหมือนกันค่ะ! หนูก็ชอบเปิดการ์ตูนดูตอนกินข้าวเหมือนกัน” 

               จากนั้นเราก็ชวนคุยกันไปแบบเรื่อยเปื่อย คิดอะไรออกก็ถาม นึกอะไรไม่ออกก็คีบหมูจากหม้อมาจิ้มน้ำจิ้ม ระหว่างที่เคี้ยวก็คิดหาหัวข้อชวนคุยเรื่องใหม่ต่อ ถ้าไม่อยากคุยก็แค่เลื่อนสายตาขึ้นไปดูหนังรอบดึกที่กำลังฉายอยู่ในช่องฟรีทีวีพอดี 

               คืนนี้เขาฉายเรื่องรักโรแมนติกของหนุ่มสาวที่ได้พบกันบนเรือสำราญสุดหรู เป็นความรักที่เกิดขึ้นแบบผิดที่ผิดเวลาไม่พอ ทั้งสองคนยังต้องพากันเอาตัวรอดจากเรือที่บังเอิญพุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งและกำลังจะจมอยู่ตลอดเวลาให้ได้ 

               “คุณกวีว่าพระเอกจะตายมั้ยคะ” 

               ตอนถามคำถามนี้ ดวงตาเขาเบิกกว้างเล็กน้อย 

               “เธอไม่เคยดูเรื่องนี้เหรอ?” 

               “เคยค่ะ ดูจบไปหลายรอบแล้ว” 

               “แล้วจะถามผมทำไมเนี่ย ผมก็ดูจบมาหลายรอบแล้วเหมือนกัน” 

               “เผื่อเขาเปลี่ยนตอนจบไงคะ พระเอกอาจจะรอดตายก็ได้ แบบ...ว่ายน้ำอยู่ดีๆ ก็บังเกิดปาฏิหาริย์ แสงสีทองสว่างวาบไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก ดลบันดาลให้สองคู่รักได้อยู่ด้วยกันตลอดไป โอ้ โรแมนติกเหลือเกิน” 

               ฉันแกล้งดัดเสียงให้ดูเพ้อๆ นิดหน่อย คุณกวีถึงกับหลุดขำพรืด แต่ก็ยังเก๊กขรึมทำเป็นกระแอมไอแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างเป็นธรรมชาติ 

               “...เพ้อเจ้อนะเธอน่ะ สิบปีที่แล้วเคยจบแบบไหน อีกสิบปีต่อมามันก็จบเหมือนเดิมนั่นแหละ” 

               “อ๋อ เขาเลยเปรียบเทียบว่าการคบแฟนเก่าก็เหมือนเปิดหนังเรื่องเก่าใช่มั้ยคะ” 

               “เหมือนเปิดหนังสือเล่มเก่าหรือเปล่า?” 

               เขาท้วง แต่ใครสนล่ะ ฉันแกล้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่เขาอย่างไม่จริงจังนัก 

               “ก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเอาแต่อ่านเรื่องเดิมหรือเปิดแผ่นวนดูแต่เรื่องเก่าๆ มันก็จบเหมือนเดิมอยู่ดี จริงมั้ยคะ?” 

               “เธอดูเพ้อๆ นะ เพิ่งอกหักมาหรือไง” 

               “เปล่าค่ะ หนังสือในห้องคุณกวีทำหนูเพ้อต่างหาก” 

               “หนังสือ?” 

               เจ้าของชื่อทวนคำถามด้วยความสงสัย ฉันก็เลยพยักหน้ารัวๆ ตอบกลับไปอย่างกระตือรือร้น 

               “อื้อ คุณกวีลืมหนังสือไว้น่ะค่ะ อยู่ตรงชั้นวางบนหัวเตียง หนูลองหยิบมาอ่านเล่นแก้เบื่อแต่มันเศร้ามากเลย” 

               “เหรอ ใช่เรื่องที่พระเอกตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าแล้วพยายามทำทุกอย่างให้แตกต่างจากเดิม แต่สุดท้ายก็เลิกกันอยู่ดีหรือเปล่า?” 

               “ใช่ค่ะ เรื่องนั้นแหละ! เศร้ามากเลย ไม่มีวิธีคืนดีกับแฟนเก่าแล้วจริงๆ เหรอ” 

               “ไม่รู้สิ อาจจะมีก็ได้ ผมก็ไม่เคยกลับไปคบกับแฟนเก่าเหมือนกัน เธอล่ะ?” 

               ระหว่างที่กำลังคิดคำตอบก็แอบเห็นผ่านหางตาว่าคุณกวีเริ่มยืดแขนยืดขาบิดขี้เกียจบ้างแล้ว 

               “หนูก็ไม่เคยค่ะ เลิกปุ๊บลบเบอร์ปั๊บ” 

               “ไม่คบกันต่อในฐานะเพื่อนหน่อยเหรอ” 

               “คนเคยเป็นแฟนกันแล้วจะกลับมาเป็นเพื่อนได้ยังไงล่ะคะ คุณกวีคิดว่าจะเป็นเพื่อนกับคนที่เคยบอกรักเราทุกวันได้จริงๆ เหรอ?” 

               “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” 

               เขายักไหล่ราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร เป็นแฟนไม่ได้ก็ลดระดับความสัมพันธ์ลงมาเป็นเพื่อนซะสิ แค่นั้นก็จบ แต่ฉันว่าของแบบนี้เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากนะ 

               “ถึงกลับมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิม แต่ค่าความสนิทก็ลดลงอยู่ดี ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอกค่ะ” 

               “ก็จริง เราอาจจะคิดไปเองก็ได้ว่าเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริงมันไม่เหมือนเดิม” 

               “เนอะ” 

               หันไปยิ้มให้คุณกวีที่นั่งพิงโซฟาอยู่ข้างๆ เสร็จฉันก็หันหน้ากลับมากินผักและวุ้นเส้นคู่กับน้ำจิ้มต่อ 

               “ว่าแต่...เธออ่านหนังสือในห้องผมด้วยเหรอ” 

               “อ้อ ใช่ค่ะ เห็นคุณกวีมีเยอะเลยลองหยิบมาอ่านดูเฉยๆ หนูอ่านได้หรือเปล่าคะ?” 

               ถึงเขาจะเคยบอกว่าเก็บของบางส่วนออกไปจากห้องนี้แล้วก็เถอะ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เก็บพวกหนังสือ รองเท้า หรือเครื่องประดับบางชิ้นไปด้วยนะ มีครั้งหนึ่งฉันเคยเปิดเก๊ะแล้วเจอนาฬิกาหรูราคาหกหลักนอนแอ้งแม้งอยู่ในนั้นด้วยล่ะ ตกใจหมดเลย... 

               “จะอ่านก็อ่านไปเถอะ ผมไม่หวง อย่าทำเปื้อนหรือพับหน้าหนังสือก็พอ” 

               “ไว้ใจได้เลยค่ะ หนูชอบหนังสือ จะดูแลเป็นอย่างดีเลย!” 

               “ดี...อ่านเรื่องอะไรจบไปแล้วบ้างล่ะ?” 

               “ยังอ่านได้ไม่กี่เรื่องเองค่ะ ตอนนี้กำลังหาเวลาอ่านยอดนักสืบคินดิอิจะอยู่” 

               “เลือกได้ดี หนังสือชุดนั้นสนุกมากเลยนะ อ่านคดีฆาตกรรมในหมู่บ้านหกตาหรือยัง?” 

               “ยังเลยค่ะ...อ๊ะ! คุณกวีห้ามสปอยล์นะ!” 

               ฉันยกมือขึ้นมาทำท่าปางห้ามญาติทันที 

               “...ไม่ได้สปอยล์ ผมแค่จะแนะนำเฉยๆ” 

               “งั้นเดี๋ยวหนูจะลองอ่านดูค่ะ” 

               “ต้องอ่านให้ได้นะ” เขากำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมรอยยิ้ม 

               “ถ้าคุณกวีแนะนำขนาดนั้น เดี๋ยวหนูลัดคิวอ่านให้เลยก็ได้” 

               จากนั้นก็ได้กินไอศกรีมรสมิ้นท์ที่ฉันอุตส่าห์ซื้อตุนมาเก็บไว้ในตู้เย็นด้วยกันเป็นการล้างปาก คุณกวีช่วยฉันเก็บจานไปวางที่ซิงก์ เขาอาสาจะช่วยล้างจานด้วยแต่ใครจะไปยอมให้ทำแบบนั้นล่ะ แค่ยกห้องให้อยู่ฟรีโดยไม่คิดค่าน้ำค่าไฟตั้งหนึ่งปีก็ดีแค่ไหนแล้ว! 

               “ขับรถกลับบ้านดีๆ นะคะ” 

               พอโบกมือลาเขาด้วยรอยยิ้มเสร็จฉันก็เพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ 

               ...นี่ฉันกับคุณกวีสนิทกันถึงขั้นมานั่งกินข้าวด้วยกันดึกๆ ดื่นๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? 

                

              

             

  

               ได้มากินข้าวด้วยกันแบบงงๆ ซะงั้น! 

               บอกแล้วว่าเรื่องนี้แนว Slice of Life พระนางก็ชวนคุยกันไปเรื่อยๆ แหละ ยังไม่มีอะไรหรือหวาหรอกค่ะ กว่าจะรักจะใจเต้นให้กันก็น่าจะอีกยาว555555 ตอนนี้ต้นฉบับใน Word หนึ่งร้อยหน้าแบบเป๊ะๆ เลยค่ะ 

               ขอเปลี่ยนคำว่า ‘ไอจู’ กลับมาเป็น ‘ไอจี’ เหมือนเดิมนะคะ ขี้เกียจเลี่ยงบาลีละ เว้าตรงๆ เลยดีกว่า ♪(´▽`) 

               ช่วงนี้อาจไม่ได้อัพบ่อย ขออัพตามใจตัวเองหน่อยนะคะ ยังไงทุกวันนี้ก็เหมือนแต่งเองอ่านเองอยู่แล้ว (┬┬﹏┬┬) (ฮา) เราชอบฟังก์ชันการอัพแบบตั้งเวลาได้ของเว็บเด็กดีและเว็บรีดอะไรท์มากเลยค่ะ สุดยอด! 

               ดูเหมือนของเว็บรีดอะไรท์เวลาอัพจะดีเลย์นิดหน่อย แต่ของเด็กดีดูอัพตรงเวลาดี เราชอบมาแอบส่องๆ ก่อนถึงเวลาที่ตั้งไว้เพื่อเปรียบเทียบว่าเว็บไหนจะอัพก่อนกันน้า สนุกมากเลยค่ะ เรียกของแบบนี้ว่างานอดิเรกได้หรือเปล่านะ? (ฮา) 

               จะว่าไป...เมื่อไหร่เว็บธัญวลัยจะเพิ่มฟังก์ชันอัพนิยายแบบตั้งเวลาล่วงหน้าได้น้า //พูดลอยๆ บางทีก็อยากตั้งอัพไว้ล่วงหน้าแล้วไปนอนเหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเว็บธัญวลัยดันอัพล่วงหน้าไม่ได้เนี่ยสิ เฮ้อ... 

               วันนี้ไม่มีของกินมารีวิว แต่อยากบอกว่าช่วงนี้เราดื่มน้ำบ่อยมากค่ะ อาจเพราะที่บ้านไม่มีอะไรกินด้วย ก็เลยชอบเอาน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องมาใส่น้ำแข็งแล้วจิบบ่อยๆ เวลาแต่งนิยาย ก็ช่วงนี้อากาศมันร้อนเนอะ 

               แต่ดูเหมือนหลายๆ คนจะชอบแนะนำให้ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องมากกว่า ทำไงดี เราติดน้ำเย็นไปแล้ว ก็ประเทศนี้มันร้อนอ้ะ!! (ฮา) 

ความคิดเห็น