ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2563 14:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

7 

 

ฟานซินถูกเสี่ยวมิ่งปลุกแต่เช้า เขาโดนพาตัวมาให้พวกบ่าวใช้ของนายหญิงอาบน้ำขัดตัว เด็กหนุ่มไม่เข้าใจเหตุใดต้องทำเช่นนี้ แต่เมื่อถามไปกลับไม่มีใครบอกเขาสักคน เขาก็เลยได้แต่ปล่อยให้คนพวกนี้จัดการกับตัวเองโดยไม่มีคำตอบให้

หลังจากนั้นเด็กหนุ่มถูกสั่งให้ทำนู่นทำนี่มาตั้งแต่เช้า ไหนเลยจะต้องเรียนมารยาท วิธีการจิบชาและรินชา เด็กหนุ่มไม่เคยทำอะไรเช่นนี้จึงรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็มิได้ขัดขืนอันใด หากแต่เขากลับคิดว่าคงเป็นส่วนหนึ่งของงานที่จะต้องทำ เด็กหนุ่มจึงตั้งใจและไม่ปริปากบ่น แม้งานที่ฟานซินได้ทำนั่นจะดูคล้ายกับงานของสตรี แต่เขาก็คิดว่ายังดีเสียกว่าต้องเดินตากแดดบนเขาเพื่อเก็บสมุนไพรอีกเป็นไหน ๆ ทั้งเหนื่อยและอันตราย แต่ถึงแม้สิ่งที่กำลังทำอยู่ในยามนี้จะเหนื่อยเช่นกันแต่ฟานซินก็ยังอดทน เขาลองถามเสี่ยวมิ่งดูแล้วว่าตนต้องทำอันใดบ้าง เมื่อไหร่ตนจะได้ทำงาน แต่ก็ได้คำตอบว่า ให้เขานั้นอยู่เฉย ๆ ยามแขกมาก็แค่รินน้ำชาและพูดคุยกับแขกเท่านั้น อีกทั้งเสี่ยวมิ่งยังบอกอีกว่าเขาต้องยิ้มเยอะๆ เอาใจแขกที่เข้ามาใช้บริการที่นี่ เช่นวันนี้เขาไม่ต้องทำอะไรมากพอถึงเวลาเสี่ยวมิ่งจะเป็นคนขึ้นมาตามเอง

บัดนี้เด็กหนุ่มถูกจับแต่งตัวใหม่ อาภรณ์สีฟ้าบนร่างกายขับให้ผิวขาวเนียนเปล่งประกาย ดวงหน้าสวยงามราวกับสตรี ปากเรียวบางถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงเล็กน้อยมองดูแล้วช่างน่าหลงใหล เส้นผมยาวถูกปล่อยสยาย

ฟานซินถูกเรียกตัวลงมาด้านล่างเด็กหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เขาไม่เคยพบเจอคนเยอะแยะมากมายเช่นนี้มาก่อน ยิ่งสวมอาภรณ์งดงามแล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกไม่คุ้นชิน เขาก้าวลงบันไดมาทีละขั้น สายตาของผู้คนภายในหอคณิกาแห่งนี้ต่างจดจ้องมองมาที่ร่างบางที่กำลังก้าวลงบันไดมาทีละขั้น ๆ อย่างช้า ๆ ด้วยท่วงท่าสง่างามนั้น ย่อมตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนก็ว่าได้ บางคนส่งสายตาแทะโลมอย่างเด่นชัด บางคนก็ส่งสายตาชื่นชม บางคนก็ส่งสายตาหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง ฟานซินเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกประหม่าไม่น้อย

“นายหญิง ไม่ทราบว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นคือใครกันข้าอยากได้ยิ่งนัก”

บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินกล่าวขึ้น

“นายท่านได้โปรดใจเย็นก่อนเถิด เด็กหนุ่มผู้นี้ข้าเพียงแค่ให้มาเรียกแขกเท่านั้น”

“เช่นนั้น เราต้องทำเช่นไรถึงจะได้เด็กหนุ่มผู้นั้นมาอยู่กับเราคืนนี้”

บุรุษสวมอาภรณ์สีแดงเอ่ยถาม

“นายท่าน หากนายท่านต้องการข้าเองก็ยินดี เพียงแต่ว่า ....”

แม่เล้าซูเหมย เอ่ยให้บุรุษทั้งหลายสงสัย

“เช่นใด พวกข้าต้องทำเช่นใด นายหญิงโปรดบอกพวกเรามาเถิด”

บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเอ่ยถามอีกครั้ง

“เด็กหนุ่มผู้นี้ยังมิเคยผ่านคืนแรกมา หากพวกท่านต้องการแล้วละก็....”

“บอกพวกเรามาเถิด พวกเรายินดีจ่าย”

บุรุษทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน

“เช่นนั้น เราจะเปิดประมูลคืนแรกของเด็กหนุ่มผู้นี้ดีหรือไม่”

“ดี ดี ดี....” เกือบจะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาเป็นเสียงเดียวกันเลยทีเดียว

“เช่นนั้น เชิญนายหญิงไปจัดการเถิดเราจะรอร่วมประมูล”

บุรุษทั้งหลายเห็นพ้องกันว่า วันนี้ไม่พวกเขาคนใดคนหนึ่งต้องได้เชยชมร่างบางนั้นเป็นแน่

ฟานซิน ถูกเรียกให้ขึ้นไปรอยังห้องรับรองที่อยู่ชั้นสามของหอคณิกา เจ้าตัวยังไม่รู้จะต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง หรือต้องทำอันใดอีกบ้าง จึงได้แต่นั่งรอเฉย ๆ เด็กหนุ่มทอดมองออกไปยังนอกหน้าต่าง คืนนี้ดวงจันทร์ช่างสวยหนักแต่แปลกจริงทำไมยิ่งมองกลับยิ่งเศร้านัก

นายหญิงแห่งหอคณิกา ตบมืออยู่บนเวที เรียกให้แขกทุกคนหันมามองยังตนเองก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงและแสดงกิริยาให้ชวนฟังและชวนมอง

“นายท่านทั้งหลาย ขออภัยที่ข้ามาขัดความสำราญของพวกท่าน วันนี้ข้ามีข่าวมาแจ้ง”

“มีอันใดเจ้ารีบ ว่ามาเร็ว ๆ ข้าไม่อยากเสียเวลานัก”

ชายร่างท้วมขึ้นหนึ่งเอ่ยขึ้น ข้างกายของเขาล้อมรอบไปด้วยหญิงสาว

“นายท่านได้โปรดใจเย็นๆ เช่นนั้นข้ามิเกรงใจ วันนี้ท่านคงได้ยลโฉมเด็กหนุ่มที่ข้าพามาต้อนรับพวกท่านแล้วหรือไม่”

“ข้าเห็นแล้ว ช่างงดงามนัก” บุรุษสวมอาภรณ์สีน้ำเงินคนเดิมกล่าวขึ้น

“เช่นนั้น ข้าจะเปิดประมูลคือแรกของเด็กหนุ่มผู้นี้ มีท่านใดสนใจหรือไม่ เริ่มต้นที่ 10 ตำลึง”

นายหญิงแห่งหอคณิกายิ้มอย่างมีเลศนัย หากไม่รวยวันนี้แล้วคงไม่มีโอกาสอีกเป็นแน่ เช่นนั้นตนต้องรีบกอบโกยเอาไว้

“ทำไมแพงเช่นนี้เล่า” ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“นั่นสิ เจ้าคิดจะหลอกลวงพวกข้าหรือ” ตามด้วยคนอื่น ราคาเช่นนี้ขูดเลือดยิ่งนัก

“ช้าก่อนนายท่าน เด็กชายผู้นี้ยังมิผ่านมือผู้ใดมาแต่น้อย หากนายท่านได้คือแรกไปต้องขึ้นสวรรค์เป็นแน่”

“เช่นนั้นข้าเอาด้วย 12 ตำลึง”

“20ตำลึง”

เสียงอื้ออึงเต็มไปทั่วหอคณิกา การต่อรองราคาก็ขยับขึ้นไปเองด้วยการสู้กันเอง สูงขึ้นไปทุกขณะโดยผู้เป็นแม่เล้าไม่ต้องเอ่ยเอื้อนอะไรให้เปลืองน้ำลายเลย นอกจากลูกค้าจะโต้ราคากันเองแล้วยังปั่นราคากันสูงขึ้น ๆ จนกระทั่ง

“ข้าให้ 50 ตำลึง”

ทุกคนต่างตกใจมองไปยังชายปริศนา ชายผู้นี้แต่งตัวธรรมดา แต่มองแล้วช่างสง่างามและน่ายำเกรงในเวลาเดียว แต่ไม่มีผู้ใดเคยพบหน้าชายผู้นี้มาก่อน

“100ตำลึง หากท่านหญิงยอมขายขาดให้กับข้า”

เสียงบุรุษทั้งหลายต่างไม่เห็นด้วย เช่นนี้แล้วพวกเขาทั้งหมดก็อดเชยชมดอกไม้งามดอกนี้นะสิ ต่างคนต่างไม่พอใจ หากมีเพียงนายหญิงแห่งหอคณิกานี้เท่านั้นที่ทำตาโต ไม่มีท่าทีลนลานอย่างใด ถึงแม้ในใจจะตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่แล้วก็ตาม

“คุณชายท่านนี้ช่างตาถึงนัก เช่นนั้นเชิญคุณชายด้านบน”

นายหญิงแห่งหอคณิกา เดินนำคุณชายขึ้นไปด้านบน ก่อนจะหยุดที่หน้าห้องที่จัดเตรียมไว้

“เชิญคุณชายรอประเดี๋ยว ข้าจะให้คนไปตามซินเอ๋อหากคุณชายขาดเหลือสิ่งใดอย่าได้เกรงใจ”

นายหญิงแห่งหอคณิกา เอ่ยก่อนจะหันไปบอกกับเสี่ยวมิ่งให้ไปตามฟานซินมาพบคุณชายท่านนี้ ชายหนุ่มปริศนาเดินเข้ามาในห้องรับรองตรงไปยังโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ สายตาเหลือบมองไปทั่วห้องอย่างพิจารณา ภายในห้องตกแต่งไว้สวยงาม เทียนหอมถูกจุดไว้ทั่วมุมห้องเพื่อสร้างบรรยากาศ

“ขออภัยคุณชาย ให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่”

ฟานซินเดินมาถึงหน้าห้องพร้อมเอ่ยถามตามมารยาท

“เข้ามาเถิด”

ฟานซินเดินเข้ามาภายในห้องอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตนไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเสี่ยวมิ่งไม่ได้บอกไว้ บอกเพียงแค่ให้ตนมาดูแลคุณชายท่านนี้ให้ดีเท่านั้น

“เจ้าคือ ฟานซิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่แห่งนี้คือที่ใด”

ชายหนุ่มสงสายตาจ้องมองดวงหน้าและเรือนร่างฟานซินอย่างพิจารณา ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

หึ สหายเราช่างสายตาแหลมคมยิ่งนัก 

ฟานซินมองชายหนุ่มตรงหน้า ชายผู้นี้สามอาภรณ์สีเหลืองปักลวดลายด้วยไหมทอง ยามอยู่บนร่างของชายผู้นี้ช่างดูสง่างามยิ่งนัก

“ข้าไม่ทราบ” เด็กหนุ่มตอบไปตามความจริง

“เช่นนั้น เราจะบอกเจ้า ที่นี่คือหอณิกา มีไว้สำหรับให้บุรุษมาทำเรื่องอย่างว่า เช่นคืนนี้เราซื้อเจ้าจากหอคณิกาแห่งนี้แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็มาปรนนิบัติเราเสีย”

ชายหนุ่ม พูดด้วยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ส่วนฟานซินได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ เขาคิดไม่ถึงว่าจะเข้ามาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้ เขาเคยได้ยินคนในตลาดพูดมาบ้างแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่เสียเอง เขานึกว่าเป็นสถานที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ใบหน้าของฟานซิลซีดเผือดไม่รู้ว่าตนเองต้องทำเช่นไรต่อไปดี ยามนี้หากให้ถอยกลับก็เกรงว่าคงไม่ทันเสียแล้ว ดวงหน้าสดใสเปลี่ยนเป็นหม่นหมองในทันที ดวงตากลมเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา

“คุณชาย ข้าไม่ทราบจริง ๆ ว่าที่นี่คือสถานที่แบบนั้น ได้โปรดคุณชายช่วยข้าด้วย”

ฟานซินรีบคุกเข่าขอร้องชายหนุ่มตรงหน้า เขาไม่รู้เลยว่าจะทำเช่นไรดี

“เอาเถิด เราไม่ได้จะมาล่วงเกินเจ้า เจ้ามาเพื่อช่วยเจ้าต่างหาก”

“ขอบคุณคุณชาย หากมีอะไรที่ตอบแทนท่านได้ข้ายินดี

ฟานซิน คุกเข่าขอบคุณชายหนุ่มอีกครั้ง ใบหน้าเนียนมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างเผื่อว่าคุณชายท่านนี้ใจดีจะได้ช่วยเขาออกไปจากที่นี่

“คุณชายขอรับ ทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”

ชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาภายในห้อง ฟานซินมองคนที่มาใหม่ด้วยความหวาดระแวง ตอนนี้เขาไม่อาจจะเชื่อใจใครได้อย่างเมื่อก่อนแล้ว เพราะในหัวใจของเขาล้วนแต่เกิดความกลัวไปหมด แต่อย่างน้อยตอนนี้ขอให้เขาได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้ก่อนเท่านั้นเอง

“เช่นนั้นเราไปกันเถิด”

ชายหนุ่มหันไปบอกกลับฟานซิน ก่อนจะเดินนำออกไป โดยมีฟานซินตามมาอย่างว่าง่าย หากแค่ช่วยเขาออกไปจากที่นี่ก็พอ จะขอให้เขาตอบแทนเช่นไรเขาก็ยินดี

ชายหนุ่มทั้งสองเดินนำฟานซินออกมาจากหอคณิกาทางด้านหลัง ก่อนจะเดินเข้าไปในซอยที่อยู่ข้าง ๆ เดินมาไม่ไกลก็พบรถม้าสองคัน จอดรออยู่

“อู๋ซื่อ เจ้าไปจัดการต่อให้เรียบร้อย” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

“ขอรับคุณชาย คุณชายจะกลับเลยหรือไม่ขอรับ”

“อื้ม เราจะไปที่แห่งหนึ่งก่อน”

ชายหนุ่มกล่าวเท่านั้นแล้วเดินไปนั่งรถม้าอีกคันหนึ่งทันที มีสายตาของฟานซินยืนมองบุรุษสองคนคุยกันอย่างไม่เข้าใจ แม้จะรู้ว่าเสียมารยาทแต่แอบฟังแต่เขาก็อยากรู้ว่าสองท่านนี้เป็นใครเหตุใดจึงมาช่วยเขากัน เด็กหนุ่มไม่มีโอกาสได้ขอบคุณชายหนุ่มผู้นั้นสักนิด ชายหนุ่มก็เดินจากไปเสียแล้ว

“คุณชายขึ้นรถม้าเถิดขอรับ”

“ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ” ฟานซิน ถามด้วยความสงสัย

ชายหนุ่มไม่ตอบเพียงเดินนำเด็กหนุ่มไปยังรถม้าเท่านั้น ฟานซินถูกสั่งให้ขึ้นรถ เขาไม่รู้ว่ารถม้านี้จะพาไปที่ใด แต่ก็ยอมขึ้นมาโดยดี ก็ยังดีว่าที่ต้องอยู่ที่หอคณิกาแห่งนั้นเป็นไหน ๆ

รถม้าเคลื่อนตัวออกมาสักพัก ก็หยุดลงที่หน้าจวนแห่งหนึ่ง ฟานซินชะโงกหน้าออกมามองทางหน้าต่าง ก่อนจะลงจากรถมาด้วยความงุนงง เขามองสำรวจไปรอบ ๆ จวนแห่งนี้คือของผู้ใดกัน ไม่เข้าใจเหตุใดรถม้าจึงมาหยุดที่นี่

“ที่นี่คือจวนของใต้เท้าเฉิน คุณชายโปรดตามข้ามาทางนี้”

อู๋ซื่อ กล่าวขึ้นก่อนจะเดินนำฟานซินเข้าไปภายในจวน

ด้านหน้าไม่มีผู้ใดอยู่เลย แม้กระทั่งบ่าวรับใช้ ทั้งสองคนเดินมาถึงภายในห้องโถง ผู้คนมากมายต่างจับจ้องมาที่แขกผู้มาใหม่ ชายผู้หนึ่งทุกคนทราบดีว่าเป็นผู้ใด แต่ชายผู้หนึ่งที่มีใบหน้างดงามนั้นมิเคยมีผู้ใดเคยพบมาก่อน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มอย่างสงสัย

เสียงของลิ่วกงกงดังขึ้นเรียกให้ทุกคนหันมาสนใจ

“ใต้เท้าเฉินรับราชโองการ”

ใต้เท้าเฉินได้ยินเช่นนั้นจึงรีบคุกเข่ารับราชโองการ

“เสนาบดีกรมพระคลังเฉินรับราชโองการ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เสนาบดีเฉินและฟูเหรินรับบุตรบุญธรรม นามว่าฟานซิน โดนให้ใช้แซ่สกุลเฉิน จบราชโองการ”

“น้อมรับราชโองการ ทรงพระเจริญหมื่น ๆ ปี”

ได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาของฟานซินก็เบิกกว้างทันที เหตุการณ์ทุกอย่างช่างรวดเร็วนักเขาไม่ทันได้ตั้งตัวสักนิด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เขามึนงงไปหมดแล้ว

และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้คือความเป็นจริงเช่นนั้นใช่หรือไม่ นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นในหัวของฟานซิน เพราะตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูกและยังคิดว่ามันอยู่ในความฝัน มันเร็วเกินไป มันเป็นไปได้อย่างไร ทำไมเรื่องของเขาถึงรับรู้มาถึงในวังได้เล่า

“ใต้เท้าเฉิน ฟูเหริน บุรุษผู้นี้คือคุณชายฟานซิน” อู๋ซื่อแนะนำฟานซินแก่ทุกคน

ฟานซินย่อกายคำนับใต้เท้าเฉินและฟูเหริน แม้จะยังงุนงงอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็รู้จักมารยาทเป็นอย่างดี

ความคิดเห็น