facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2563 21:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 7 : ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (1)
แบบอักษร

 

7 

ชอบกินข้าวคนเดียวเหรอ? (1) 

  

               รู้ตัวอีกทีชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยของฉันก็เริ่มต้นได้สองเดือนกว่าๆ แล้ว 

               ก็สนุกดีอยู่หรอก เพื่อนใหม่ก็น่ารัก อาจารย์ก็ดูเป็นกันเองและสอนสนุก มีหลายเรื่องที่ยังไม่ชินอย่างการจัดตารางเรียน ลงทะเบียนเรียน เซคใหญ่เซครวม เพื่อนบางคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ก็ไม่ใช่คนที่เรียนเอกเดียวกัน มีคละกันไปบ้างหลายคณะหลายสาขาหลายภาคเรียน รุ่นพี่ก็น่ารัก สังคมรับน้องของที่นี่ก็ไม่ได้ป่าเถื่อนและรุนแรง แถมยังให้เข้าร่วมตามความสมัครใจโดยไม่มีการบังคับด้วย ฉันชอบมากเลย 

               “หอม ช่วยเราซื้อของหน่อยดิ” 

               “เอาอะไรมาขายอีกล่ะ” 

               “รอบนี้เราสั่งที่คาดผมกับโบมา นี่ๆ ลองดูในไอจีได้ เพิ่งลงเซตใหม่ไปเมื่อคืน สวยๆ ทั้งนั้นเลย” 

               ออมคือเพื่อนที่ช่วงนี้สนิทกับฉันเป็นพิเศษ เรากินข้าวด้วยกัน คุยกัน และชอบไปเดินเที่ยวหาอะไรอร่อยๆ กินด้วยกัน เธอทำอาชีพเสริมขายของจุกจิกน่ารักๆ อย่างพวกพวงกุญแจ สมุดโน้ตน่ารักๆ กับพวกกิ๊บติดผม โบผูกผม และที่คาดผมน่ะ  

               “ไม่ซื้อได้มั้ย” 

               ฉันแกล้งทำเสียงดุเพื่อหยอกเล่น แต่ออมกลับทำสีหน้าจริงจังซะงั้น 

               “ถ้าไม่ซื้อ อย่างน้อยก็อัพรูปลงไอจีแล้วแท็กร้านฉันหน่อย ช่วยกันทำมาหากินเถอะนะ คนติดตามแกเยอะจะตาย” 

               “แค่ติดตามเอง มีคนตามเป็นพันแต่คนดูสตอรี่ไอจีฉันมีแค่ร้อยกว่าคนเองนะ ยอดไลค์ก็ใช่ว่าจะเยอะ” 

               “ตั้งร้อยกว่าคนแน่ะ! มันต้องมีคนหน้ามืดตามัวเห็นแกติดโบสวยแล้วอยากได้ตามบ้างแหละ” 

               “...” 

               เอาง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ? ฉันทำหน้าเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็ยอมหยิบโบผ้าสีชมพูประดับลายลูกปัดที่ออมดูภูมิใจนำเสนอมากมาติดไว้แทนโบผ้าสีขาวอันเก่าที่ซื้อมาจากร้านของออมนี่แหละ บางครั้งฉันก็ช่วยเจียดเงินมาอุดหนุนสินค้าของเพื่อนคนนี้บ้างเล็กน้อย 

               เมื่อถ่ายรูปเตรียมอัพลงโซเชียลเสร็จออมก็ยกโบผ้าสีชมพูอันสวยให้ฉันด้วยเหตุผลว่าเมื่อฉันใช้มันก็กลายเป็นของมือสองแล้ว ขายใครไม่ได้หรอก เอาไปใช้เองเถอะ 

               ได้ยินแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้จนอยากขว้างโบใส่หน้าเธอคนนี้สักทีสองที ถ้าติดว่าเป็นเพื่อนใหม่นะ... 

                

               ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดก็เลิกเรียน ฉันบอกลาเพื่อนๆ แล้วใช้เวลาช่วงเย็นไปกับการเดินซื้อกับข้าวในตลาดเล็กๆ เพื่อซื้อผักและเนื้อสดไปตุนไว้ในตู้เย็น 

               การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวโดยทำกับข้าวเป็นแค่ไข่เจียว ไข่ต้มและไข่ดาวเป็นเรื่องยากลำบากพอสมควร มีครั้งหนึ่งที่ฉันต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดทั้งอาทิตย์เพราะเอาเงินไปใช้กับเรื่องไร้สาระเกือบหมด 

               การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัว ควบคุมรายจ่ายแทบไม่ได้เลย... 

               นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าถ้ายังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับการกินข้าวนอกบ้านและซื้ออาหารแช่แข็งมากินเองทุกมื้ออีกต่อไปล่ะก็ สักวันต้องไม่มีเงินเก็บไปซื้อเครื่องสำอาง หนังสือเรียนหรือเสื้อผ้าสวยๆ แน่ 

               อืม...ทำอาหารกินเองน่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้นะ 

               ก็คงจะประหยัดจริงๆ นั่นแหละ ฉันทำเป็นแค่เมนูไข่และข้าวผัด ตอนนี้เริ่มมีพัฒนาการขึ้นจนทำแกงจืดและผัดกะเพราได้แล้ว รสชาติพอใช้ได้ ถึงจะไม่อร่อยเหมือนร้านอาหารแถวนี้ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็พอกินประทังชีวิตได้ 

               สรุปก็คือ เดือนนี้ฉันเริ่มบริหารเงินเก็บได้ดีกว่าเดือนแรกที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่แล้ว! 

               เรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือฉันบังเอิญไปเจอแอคหลุมไอจีของคุณพิ้งค์เข้าล่ะ ตอนมีกิจกรรมรับน้องฉันต้องไปฟอลไอจีของเพื่อนใหม่และรุ่นพี่ ตอนนั้นเพื่อนๆ และรุ่นพี่ต่างก็ฟอลไอจีฉันกลับเหมือนกัน แจ้งเตือนเด้งรัวๆ จนน่ารำคาญเลย พอยอดฟอลคงที่แล้วฉันถึงได้มาไล่เช็กดูว่าแต่ละคนเป็นใคร 

               หนึ่งในนั้นคือแอคเคาท์ของคุณพิ้งค์และแอคเคาท์แปลกๆ ที่ไลฟ์สไตล์ดูคล้ายคุณพิ้งค์มากจนน่าสงสัย 

               ฉันก็เลยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแอคหลุม เพราะแอคเคาท์จริงของคุณพิ้งค์ไม่ค่อยลงรายละเอียดอะไรมาก แค่อัพรูปแก้วกาแฟ ห้องทำงาน เช็คอินที่ต่างจังหวัดหรือร้านอาหาร ส่วนแอคหลุมมีรายละเอียดที่มากกว่านั้น สตอรี่ไอจีในหนึ่งวันมีเยอะพอสมควรทั้งที่ในแอคเคาท์หลักแทบไม่อัพสตอรี่อะไรเลย 

               สาเหตุที่มั่นใจมากว่าเป็นแอคหลุมเพราะฉันจำร้านอาหาร มุมในห้องทำงาน และนาฬิกาบนข้อมือของคุณพิ้งค์ได้น่ะ พอลองฟอลกลับก็โดนคุณพิ้งค์ทักมาถามทันทีว่าช่วงนี้ได้ไปฟอลแอคเคาท์แปลกๆ หรือเปล่า 

               ดูสิว่าร้อนตัวขนาดไหน... 

               คุยไปคุยมาความจริงก็เปิดเผย เราก็เลยได้ผลัดกันฟอลแอคหลุมของกันและกันเป็นการแลกเปลี่ยน ก็ดูเท่าเทียมและแฟร์ดีนะ ฉันหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นคุณพิ้งค์อัพสตอรี่ว่าถูกจับได้ซะแล้ว 

               ช่วยไม่ได้ ก็มันไม่เนียนนี่นา... 

               แต่ฉันเข้าใจนะว่าทำไมคุณพิ้งค์ถึงดูร้อนรนและไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองมีแอคหลุมขนาดนั้น เพราะคุณพิ้งค์บ่นเรื่องงานเยอะมาก คงกลัวกระทบกับภาพลักษณ์ของตัวเองล่ะมั้ง คิดได้ดังนั้นฉันก็ตัดสินใจเพิ่มแอคเคาท์ทั้งสองของคุณพิ้งค์เข้ามาในรายชื่อเพื่อนสนิท ซึ่งคุณพิ้งค์เองก็ทำเหมือนกัน 

               ฉันเคยบอกคุณพิ้งค์ไปว่าอัพสตอรี่ให้เห็นแค่เพื่อนสนิทได้นะ จะได้ไม่ต้องสมัครแอคเคาท์ใหม่ด้วย แต่คุณพิ้งค์บอกว่าเธอชอบอัพรูปให้มันอยู่บนเน็ตไปนานๆ แบบไม่ต้องหายไปภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงมากกว่า ฟังก์ชันสตอรี่เลยไม่ถูกจริตเธอน่ะ 

               “น้องหอมว่าท่านรองฯ เขาจะมีแอคหลุมมั้ย” 

               “คุณกวีมีแอคหลุมเนี่ยนะ?” 

               แค่คิดก็ขำตั้งแต่อยู่ในใจแล้ว คุณพิ้งค์เองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ช่วงนี้เราคุยกันบ่อยขึ้นเพราะฉันชอบไปปรึกษาเรื่องการจดสรุปและทบทวนบทเรียนจากคุณเลขาฯ ผู้มากความสามารถบ่อยๆ คุณพิ้งค์เองก็ใจดีคอยแบ่งเวลามาช่วยตอบปัญหาหรือช่วยชี้แนะแนวทางให้ฉันตลอด ก็เลยได้โทรคุยกันบ่อยๆ น่ะ 

               ตอนนี้ฉันก็เลยเปลี่ยนชื่อเรียกจากคุณพิ้งค์เป็นพี่พิ้งค์ไปเรียบร้อย 

               “อาจจะมีก็ได้นะ เอาไว้ติดตามสาวสวยหรือก็ตามด่ารัฐบาลไง” 

               “เป็นไปได้ค่ะ” นั่นสินะ เขาอาจจะมีแอคคลุมจริงๆ ก็ได้ ถึงฉันจะนึกภาพคุณกวีตอนชี้หน้าด่ารัฐบาลไม่ออกก็ตาม แต่คิดแล้วก็ตลกดี “พี่พิ้งค์กินข้าวหรือยังคะ?” 

               “ยังไม่กินเลย พี่ไดเดตอยู่ กินได้แค่น้ำเปล่ากับผลไม้” 

               “งั้นเดี๋ยวหนูกินข้าวเผื่อนะคะ” 

               “อุ๊ย กินกับอะไรน่ะ ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใช่มั้ย? มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ” น้ำเสียงของพี่พิ้งค์ฟังดูเป็นกังวล 

               “ไม่ใช่แน่นอนค่ะ วันนี้หนูว่าจะทำสุกี้ ซื้อผักซื้อเนื้อมาเยอะแยะเลย” 

               “อยากกินบ้างจัง วันนี้พี่เหนื่อยมากเลย อยากกินอะไรอร่อยๆ แล้วตื่นเช้าไปทำงานอย่างสดชื่น” 

               “สู้ๆ ค่ะ อย่าหักโหมนะ” เสียงถอนหายใจที่ดังแว่วเข้ามาตามสายทำให้ฉันรู้สึกอยากพูดอะไรให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นมาบ้าง “ไว้วันหลังค่อยมากินด้วยกันก็ได้ พี่พิ้งค์ต้องช่วยหนูล้างจานด้วยนะคะ!” 

               “ถ้าได้กินเนื้อฟรี ให้ทำอะไรพี่ก็ทำหมดแหละ” น้ำเสียงจากปลายสายฟังดูผ่อนคลายขึ้น ได้ยินอย่างนี้แล้วค่อยโล่งอกหน่อย “อุ๊ย ดึกแล้ว น้องหอมรีบไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวพี่ก็จะรีบนอนแล้วเหมือนกัน อย่านอนดึกล่ะ รีบนอนนะ” 

               “รับทราบค่ะ ฝันดีนะคะพี่พิ้งค์” 

               “ฝันดีจ้า ฝากกินสุกี้เผื่อพี่ด้วยนะ” 

               เมื่อคุยเสร็จพี่พิ้งค์ก็เป็นฝ่ายกดวางสายไปก่อน ทิ้งให้ฉันนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ค่อยๆ ดับลงอย่างหงอยเหงา 

               ยอมรับว่าการออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวทำให้ฉันเหงานิดหน่อย ปกติถ้าตื่นมาจะได้เจอพี่เซนท์ที่โวยวายว่าลืมรีดเสื้อนักศึกษา เจอคุณแม่ที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว ถ้าเปิดประตูบ้านออกไปจะเจอกับคุณพ่อที่ชอบตื่นเช้ามารดน้ำต้นไม้ก่อนไปทำงาน 

               แต่ตอนนี้ ฉันตื่นมาคนเดียวโดยไม่เจอหน้าใครเลยแม้แต่คนเดียวนอกจากตัวเอง... 

               มันไม่ใช่ความรู้สึกเหงาหรือคิดถึงครอบครัวขนาดนั้นหรอก ลึกๆ แล้วฉันรู้สึกดีด้วยซ้ำที่ไม่ต้องมานั่งตัวเกร็งคอยลุ้นว่าแม่จะขุดเรื่องเกรดหรือเรื่องญาติๆ หัวกะทิของตัวเองขึ้นมาเปรียบเทียบกับฉันในวันไหน ไม่ต้องมานั่งฟังพ่อบรรยายถึงคุณงามความดีของลูกเพื่อนตัวเองหรือคนใหญ่คนโตในที่ทำงานที่จบมอดังมาแล้วมีอนาคตอันสดใส 

               การกินข้าวคนเดียวโดยไม่มีใครมาพูดเรื่องเครียดที่พบเจอบ่อยเป็นพิเศษในช่วงมัธยมปลายทำให้ฉันมีความสุขมากจนเผลอคิดว่าอยากแยกตัวออกมาอยู่แบบนี้ตลอดไปจัง... 

               แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก คุณกวีให้ฉันใช้ห้องนี้แค่หนึ่งปีเท่านั้น อีกเดี๋ยวก็ต้องย้ายของกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิมเพราะมอ Z ไม่ได้ไกลจากบ้านฉันนัก ขับรถแค่หนึ่งชั่วโมงหรือต่อรถเมล์แถวนั้นสักสายสองสายก็มาถึงแล้ว 

               “ช่างมันๆ!” 

               จะรีบคิดให้ปวดหัวไปทำไมกัน ฉันส่ายหน้ารัวๆ พร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตบแก้มตัวเองเบาๆ ไปอีกสองสามที เรื่องเครียดๆ น่ะเอาไว้คิดทีหลังเถอะ เรื่องกินต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่งสิ! 

               ฉันส่ายหน้ารัวๆ ก่อนเริ่มศึกษาวิธีทำน้ำซุปสุกี้ในอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง ดีนะที่หอบหม้อสุกี้มาจากที่บ้านด้วย ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้ 

               ระหว่างที่รอให้วัตถุดิบเดือด ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหม้อสุกี้ที่กำลังเดือดปุดๆ ลงไอจีเพื่อยั่วให้เพื่อนๆ และผู้ติดตามที่ผ่านมาเห็นรู้สึกหิวเล่น 

               เขียนว่าอะไรดีนะ ‘ดึกๆ แบบนี้ต้องสุกี้ร้อนๆ’ ก็แล้วกัน 

               ใส่ฟิลเตอร์และตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์รูปดาววิบวับเสร็จฉันก็กดเผยแพร่ให้ทุกคนสามารถเข้ามาดูสตอรี่นี้ได้ หลังจากที่ลงไปสักพัก ทั้งผู้ติดตาม รุ่นน้องที่โรงเรียนเก่า และเหล่าเพื่อนสนิทต่างก็พากันเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม 

               ฉันตอบข้อความไปด้วยพลางนั่งคีบหมูนุ่มๆ จากหม้อที่กำลังเดือดมากินกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่พอเอาเข้าปากแล้วรู้สึกฟินมากจนต้องคีบหมูและผักมากินอีกเยอะๆ ของอร่อยนี่มันอร่อยจริงๆ 

               โอเค ตอบข้อความของขิมเรียบร้อย ต่อไปเป็นของเจตน์แล้วก็ของยัยหวาน ครบ! 

               ทีนี้ก็จะได้กินสุกี้และดูรายการเกมโชว์ได้อย่างสบายใจสักที ฉันอมยิ้มกับตัวเองก่อนเตรียมโยนโทรศัพท์ไปบนโซฟายาวที่กำลังนั่งพิงอยู่ แต่ทว่า... 

               ดันมีข้อความใหม่เด้งเข้ามาก่อนซะงั้น 

               ใครอีกเนี่ย ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทก็ดองแชทไว้ตอบพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ฉันอยากทิ้งโลกโซเชียลกลับไปหาโลกสุกี้ของตัวเองจะแย่แล้ว 

               เอ ทำไมคนนี้ชื่อคุ้นๆ จัง ไหนลองส่องโปรไฟล์หน่อยซิ ดูเหมือนจะชื่อว่า... 

               กวี บรรณวิชญ์ 

               ตะเกียบในมือฉันร่วงลงไปนอนแอ้งแม้งบนจานข้าวเรียบร้อย... 

               ‘อร่อยมั้ย’ 

               และนั่นคือข้อความที่เขาส่งมา ส่งมาแบบสั้นๆ ในเวลายี่สิบสามนาฬิกายี่สิบแปดนาทีเวลาท้องถิ่นไทย มีเวลาให้คิดคำตอบหนึ่งนาทีโดยนับถอยหลังไปเรื่อยๆ เพราะฉันเผลอกดเข้ามาอ่านข้อความของเขาเรียบร้อยแล้วจ้า 

               เอ คงถามตามมารยาทล่ะมั้ง? ช่วงดึกๆ แบบนี้ไม่ค่อยมีใครอัพเดตชีวิตตัวเองกันนักหรอก สตอรี่ของฉันอาจจะเด้งเข้าไปอยู่อันแรกในไทม์ไลน์ของเขาพอดีก็ได้ เรื่องบังเอิญแหละ 

               ‘อร่อยค่ะ อร่อยมากกก! หมูนุ่มสุดๆ’ 

               ข้อความดูห้วนสั้นไปหรือเปล่านะ เขาจะหาว่าฉันเป็นเด็กไม่มีมารยาทหรือไร้สัมมาคารวะมั้ย? 

               คิดแล้วก็งอตัวกอดเข่าตัวเองพร้อมอ่านทวนข้อความที่ยังไม่ส่งซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามรอบ พออ่านทวนจนมั่นใจแล้วว่าใช้ได้ก็เพิ่มอิโมจิหน้ายิ้มและหัวใจสีแดงน่ารักๆ ไปอีกตัวสองตัว มโนเสียงตัวเองตอนพูดประโยคนี้อีกหนึ่งครั้งเสร็จก็กดส่ง 

               ฟู่ว! เรียบร้อย หวังว่าเขาจะไม่ชวนคุยต่อนะ แค่กดหัวใจให้ข้อความของฉันแล้วแยกย้ายไปทำธุระปะปังของตัวเองต่อเถอะ 

               ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนพี่พิ้งค์จะเล่าให้ฟังว่าวันนี้ต้องตามคุณกวีไปดูงานที่ต่างจังหวัด โชคดีที่พี่พิ้งค์ได้กลับบ้านก่อนเพราะคุณกวีต้องไปกินเลี้ยงกับลูกค้าต่อ ตอนนี้น่าจะกำลังอยู่ในระหว่างทางกลับบ้าน 

               อย่าเสียเวลามาคุยกับฉันเลย ใช้เวลาช่วงดึกอันแสนล้ำค่าไปกับการพักผ่อนดีกว่านะคะท่านรองฯ! 

               ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าตัวเองจนหมด ข้อความที่สองของคุณกวีก็ถูกส่งตามมาอย่างรวดเร็ว 

               ‘หมูนุ่มจริงเหรอ?’ 

               นี่ยังคิดจะต่อบทสนทนาอีกเรอะ! 

               คราวนี้ฉันเริ่มเป็นฝ่ายปั้นหน้าไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าคุณกวีจะชวนคุยต่อ ปกติฉันเห็นโปรไฟล์เขาผ่านตาในประวัติการเข้าชมสตอรี่ของตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่เคยเห็นเจ้าตัวมาแสดงความรู้สึกหรือออกความคิดเห็นอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

               เพราะงั้น ฉันก็เลยไม่รู้ว่าควรคุยกับคุณกวีที่อยู่ในหน้าจอคนนี้ยังไงดี... 

           ‘จริงค่ะ นุ่มสุดๆ กินคู่กับน้ำจิ้มพันหน้าแล้วยิ่งอร่อย’ 

               เอ ประโยคดูห้วนไปแฮะ เติมอิโมจิหน้ายิ้มไปอีกตัวดีกว่า 

               ‘เหรอ’ 

               ข้อความสั้นๆ ถูกส่งมาพร้อมเครื่องหมายจุดสามตัวด้านล่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพิมพ์ต่ออีกหนึ่งข้อความ ฉันจึงหยุดรอให้เขาพิมพ์เสร็จก่อนแล้วค่อยตอบกลับทีเดียว 

           ‘กินหมดหรือยัง’ 

               ยังค่ะ ยังเหลือหมูอีกเยอะเลย ฉันตอบข้อความนั้นในใจเมื่อเห็นว่าเครื่องหมายกำลังพิมพ์ของอีกฝ่ายยังไม่หายไป ระหว่างรอเจ้าตัวพิมพ์เสร็จก็ขอดื่มน้ำหน่อยละกัน 

               และข้อความต่อมาของคุณกวีก็ทำให้ฉันอึ้งจนเผลอรินน้ำออกมาล้นแก้ว 

           ‘ถ้ายังไม่หมดผมขอไปกินด้วยได้มั้ย’ 

               ...ตาฝาดหรือเปล่าน้า ฉันลองยกมือขึ้นมาขยี้ตาใต้กรอบแว่นแล้วเพ่งมองข้อความนั้นอีกครั้ง 

               ‘ใกล้ถึงคอนโดเธอแล้ว รีบตอบหน่อย จะได้เข้าไปหาที่จอดรถ’ 

               ขะ...ของจริงนี่นา! นี่เขาคิดจะแวะมากินข้าวกับฉันจริงๆ เหรอ ดึกดื่นป่านนี้เนี่ยนะ! 

               ควรตอบว่าไงดี ปล่อยให้เข้ามาดีมั้ย? เขาแค่อยากมากินสุกี้เอง อาจจะหิวก็ได้ ดึกดื่นป่านนี้ห้างร้านก็พากันปิดตัวหมดแล้ว ถึงร้านสะดวกซื้อจะยังเปิดก็เถอะ แต่ฉันไม่มีสิทธิ์ไล่เขาไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อนี่นา! 

               ไหนๆ เขาก็เป็นเจ้าของห้องนี้อยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก ถือซะว่าต้อนรับ ‘เจ้าบ้าน’ ตัวจริงเสียงจริงในรอบหลายเดือนก็แล้วกัน 

               ใจเย็นนะหอมนะ แค่มากินข้าวด้วยกันเอง แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ พรุ่งนี้คุณกวีต้องไปทำงานต่อด้วย เขาคงไม่อยู่ดึกหรอกเนอะ 

               โอเค ตัดสินใจได้แล้ว! 

               ‘ยังไม่หมดค่ะ คุณกวีเข้ามากินด้วยกันได้เลย’ 

               พอส่งข้อความเสร็จเจ้าตัวก็ไม่ตอบอะไรกลับมาอีกเลย เขาอ่านแต่ไม่ตอบ ไม่คิดจะกดหัวใจให้ข้อความฉันด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ช่วยส่งอะไรสักอย่างมาให้คนทางนี้รับทราบหน่อยสิ! 

               ฉันตั้งท่าว่าจะลุกไปถอดแว่นสายตาของตัวเองออกและทาแป้งฝุ่นบางๆ เล็กน้อยเพราะไม่อยากให้เจ้าของห้องตัวจริงต้องมาเห็นหน้าสดที่อาจจะดูสดเกินไปหน่อยของฉัน ไม่ต้องรีบหรอก เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ... 

               แต่แล้วเสียงเคาะประตูเบาๆ จากหน้าห้องก็ทำรอยยิ้มบนใบหน้าฉันจางหายไปแทบจะในทันที 

               ใครจะไปคิดว่าคุณกวีจะมาถึงไวขนาดนี้เล่า! 

 

 

ตอนหน้ามีคุณกวีค่ะ (ฮา) 

ความคิดเห็น