ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทาสสาว:ตอนที่ 12 อุบาย

ชื่อตอน : ทาสสาว:ตอนที่ 12 อุบาย

คำค้น : ทาสสาวจ้าวดวงใจ สาวน้อย โคแก่ หญ้าอ่อน เสียว อ่อย NC ย้อนยุค โบราณ ผัวแก่ เมียเด็ก หื่น ท่านเจ้าพระยา ท่านเจ้าคุณ โจร

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2563 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทาสสาว:ตอนที่ 12 อุบาย
แบบอักษร

ทาสสาวจ้าวดวงใจ ตอนที่ 12 

อุบาย 

 

บนเรือนใหญ่ของเจ้าพระยาปุรงค์เดช หลังจากที่รับประทานอาหารเย็นและส่งแขกกลับไปเรียบร้อยแล้ว เจ้านายบนเรือนต่างคนต่างแยกย้ายไปพักผ่อนที่หอนอนของตนด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน 

เวลาล่วงผ่านไปกว่าค่อนคืน เจ้าพระยาปุรงค์เดชพยายามข่มตานอนแต่อย่างไรก็นอนไม่หลับ เขาทุรนทุรายด้วยไฟปรารถนาแผดเผา ทั้งกายใจเอาแต่ถวิลหาเด็กสาวนามว่าแก้ว ฝันใฝ่อยากเกี่ยวกระหวัดร่างบางให้ครางกระเส่าแล้วค่อยกอดก่ายกันหลับใหลในทุกราตรี ชายวัยกลางคนถอนหายใจก่อนจะลุกจากเตียงนอนไปเปิดหน้าต่าง รับลมเย็นๆ ที่โชยเข้ามา มองดูเหล่าต้นแก้วที่พึ่งลงปลูก รอคอยวันที่มันออกดอกและผลิบาน คอยดูเถอะ เมื่อนั้นเขาจะเด็ดมาดอมดมให้สาสมใจ

ข้างฝ่ายคุณหญิงดาวเรืองก็ยังไม่หลับเช่นกัน แต่สิ่งที่แผดเผาใจหล่อนให้ร้อนรุ่มจนหลับตาไม่ลงนั้นไม่ใช่ไฟปรารถนา หากแต่เป็นไฟแค้นที่มีต่อสารภี น้องสาวของท่านพระยาวิไชยประสิทธิ์ดำรงคนนั้น ที่นับวันมันก็ยิ่งเหิมเกริมหนักข้อขึ้น และที่สำคัญคือหล่อนเคยเห็นว่าสามีคล้ายมีท่าทีสนใจมันด้วย ดาวเรืองกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ บอกกับตัวเองในใจ หล่อนจะไม่ทนอีกต่อไป แม้เบื้องหลังของนังหม้ายจะยิ่งใหญ่สักเพียงใด มันก็ต้องได้รับการสั่งสอน!

 

อากาศขมุกขมัว ท้องฟ้ายามเช้ามืดครึ้มมองไม่เห็นแสงแรกแห่งตะวัน ไม่นานก็มีสายฝนโปรยลงมา แก้วนั่งเท้าคางมองหยาดฝนที่ตกลงมาจากฟ้าอย่างเบื่อๆ หลังจากเหตุการณ์ในสวนวันนั้น เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่แก้วไม่ได้เจอหน้าท่านเจ้าพระยา แว่วว่าท่านไปตรวจสินค้าที่ส่งมาจากเมืองจีน พระนครหลวงไม่มีท่าเรือใหญ่ สำเภาจึงเข้ามาจอดเทียบไม่ได้ จำต้องเทียบยังท่าเรือเมืองปาละวินที่อยู่ข้างเคียง แล้วค่อยขนถ่ายสินค้ามาขายยังพระนครหลวง และเมืองต่างๆ ไปจนสุดเขตเมืองทางเหนือ ส่วนทางใต้นั้นมีหลายเมืองที่ติดทะเล จึงมีท่าเทียบเรือสำหรับขนส่งสินค้าอยู่มากมาย 

“ป่านนี้ท่านเจ้าพระยาจะทำอะไรอยู่นะ” สาวน้อยอดคิดไม่ได้ ก็ใครใช้ให้ชายวัยคราวพ่อชอบมาป้วนเปี้ยนรอบกายเธอเล่า ยามหลับตาก็ฝันถึง พอยามตื่นก็ถูกกอดจูบลูบคลำ สัมผัสของเขาก่อความรู้สึกแปลกประหลาดให้เธออย่างหนึ่ง คือคล้ายไม่ต้องการแต่ก็แอบรอคอย คล้ายอยากหลบหลีกแต่พอไม่เห็นหน้าก็พาลให้นึกถึงทุกทีไป

“ฮั่นแน่! เอ็งคิดถึงท่านเจ้าคุณเขาล่ะสิ!” จันทร์ที่หูดีมาได้ยินเข้าชะโงกหน้าเข้าไปยิ้มกรุ่มกริ่มล้อเลียน

“ว้าย!”แก้วสะดุ้งทั้งตกใจทั้งอาย สาวน้อยหน้าแดงตวัดตาค้อนใส่เพื่อน ทั้งที่แอบมานั่งหลบมุมอยู่คนเดียวแล้วเชียว ไม่รู้เจ้าตัวดีย่องมาหาตอนไหนจึงมาได้ยินเข้า

“ฮ่าๆ ใช่จริงๆ เสียด้วย” จันทร์หัวเราะชอบใจที่แกล้งเพื่อนได้

“บ้า! เป็นเช่นนั้นเสียที่ใด เอ็งอย่าพูดเพ้อเจ้อ” แก้วพูดเสียงดังกลบเกลื่อน แต่สีแดงๆ บนหน้ากลับฟ้องความจริงให้เห็นชัดแจ้ง

“เพ้อเจ้ออันใดกัน ข้ายังจำวันนั้นในสวนได้ดี เอ็งกับท่านเจ้าพระยา…” จันทร์ลากเสียงยาวล้อเลียน “เสียงครางของเอ็งแทบสะเทือนท้องทุ่ง”

“จันทร์! เอ็งน่ะชอบล้อข้า” สาวน้อยอายม้วนต้วนเมื่อถูกย้ำให้คิดถึงเหตุการณ์วาบหวิว

สองสาวพูดจากระเซ้าเหย้าแหย่กันเจ้าทีข้าที แต่ส่วนใหญ่เป็นแก้วเสียมากกว่าที่โดนจันทร์พูดเหย้าให้เขินอาย พออายมากๆ เข้าสาวเจ้าก็ลุกขึ้นไล่จะทุบหลังเพื่อนที่วิ่งหนีไปพลางแหย่ไปพลาง สองสาวคิดว่าสถานที่ลับตาผู้คนคงไม่มีใครมาเห็นมาได้ยิน ไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนผู้หนึ่งบังเอิญผ่านมาและแอบฟังจนรู้เรื่องราวแล้ว

 

 

พลบค่ำ เสียงจิ้งหรีดและแมลงร้องหริ่งๆ ฝนที่ตกมาตลอดทั้งวันทำให้พื้นถนนที่เป็นหลุมบ่อมีน้ำขัง เนื้อดินอ่อนตัวและเฉอะแฉะ เกวียนเทียมม้าเล่มหนึ่งแล่นผ่านแนวป่าอย่างระมัดระวัง แต่แล้วก็เกิดติดหล่มเข้าจนได้  

“มีอะไรรึไอ้ศักดิ์ มึงหยุดเกวียนทำไม” คนข้างในสงสัยว่าทำไมเกวียนหยุดกะทันหัน จึงตะโกนถามคนบังคับเกวียน

“เกวียนติดหล่มนะสิ อีแย้ม” ไอ้ศักดิ์ตะโกนตอบ

สารภีขมวดคิ้ว เปิดหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก “พวกเอ็งลงไปช่วยมันเข็นเกวียนหน่อยสิ”

อีแย้มพาทาสหญิงอีกสองคนลงไปช่วยไอ้ศักดิ์ สามหญิงหนึ่งชายช่วยกันออกแรงเข็นล้อเกวียนขึ้นจากหล่มอย่างทุลักทุเล

“ว๊าย!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมกับสายฝนที่เทลงมาอีกละรอก

“เกิดอะไรขึ้น ไอ้ศักดิ์ อีแย้ม” เสียงกรีดร้องจากข้างนอกทำให้สารภีตกใจ ตะโกนถามออกไปแต่ไม่มีใครตอบกลับมาสักคน หล่อนใจคอไม่ดี อยากจะออกไปดู แต่ประตูเกวียนถูกกระแทกให้เปิดออกจากด้านนอกเสียก่อน หม้ายสาวตระหนกวูบ มองผู้มาใหม่ที่ลักษณะบอกชัดว่าเป็นโจรป่าอย่างตื่นกลัว

ในเวลาเดียวกัน ณ เรือนใหญ่ บ้านเจ้าพระยาปุรงค์เดช สองนายบ่าวอยู่กันตามลำพัง

“คุณพี่จะกลับเมื่อไรรึนังสา” คุณหญิงดาวเรืองมองเม็ดฝนที่โปรยปรายผ่านทางหน้าต่างขณะเอ่ยถาม

“น่าจะวันมะรืนเจ้าค่ะ”

“งั้นรึ แล้วเอ็งไปจัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้วรึยัง” เดิมทีหล่อนอัดอั้นนัก เพราะยังไม่มีโอกาสงามให้ได้ลงมือตามแผน แต่แล้วก็เหมือนฟ้าเป็นใจที่เจ้าพระยาปุรงค์ต้องไปต่างเมือง หล่อนจึงฉวยจังหวะที่สามีไม่อยู่ในเมืองหลวงกระทำการได้โดยสะดวก

“เรียบร้อยตามที่คุณหญิงสั่งทุกอย่างเจ้าค่ะ” อีสาที่นั่งอยู่กับพื้นตอบเจ้านายของมัน

“ดี” คุณหญิงดาวเรืองพูดสั้นๆ แค่นั้น ท่าทีภายนอกดูสงบ แต่ภายในใจหล่อนแอบมีความกังวลอยู่ลึกๆ ศัตรูคราวนี้เป็นถึงน้องสาวของขุนนางยศพระยา หาใช่คนที่หล่อนจะจัดการโดยง่ายอย่างครั้งก่อนๆ

“คุณหญิงกังวลใจหรือเจ้าคะ” อีสาถาม ด้วยอยู่กันมานาน อากัปกริยาเพียงเล็กน้อยก็ทำให้มันนึกรู้ความคิดของเจ้านาย

“ไม่รู้สิ ข้าใจไม่ดีเลย”

“อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ ทุกอย่างจะเรียบร้อยอย่างที่ผ่านมา…”

 

สองวันต่อมา มรสุมผ่านพ้น ท้องฟ้าเปิด แสงแดดส่องกระทบหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามยอดไม้ใบหญ้า เกิดเป็นประกายอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เหล่าสกุณาขับร้องผสานกันเจี๊ยวจ๊าว บ่าวไพร่ลุกขึ้นมาทำงานกันแต่เช้า บ้างหาบน้ำผ่าฝืน บ้างปัดกวาดเช็ดถู ส่วนโรงครัวยิ่งขะมักเขม้น เพราะท่านเจ้าคุณจะกลับถึงเรือนในวันนี้ จึงต้องตระเตรียมอาหารคาวหวานไว้รอท่า 

ยายอิ่มพาหลานสาวมาคอยรับใช้บนเรือนใหญ่ตั้งแต่ฟ้าสาง ยามเจ้านายจะใช้งานใดจะได้สะดวก ไม่ต้องเรียกหาให้ลำบาก

“คุณหญิงคงหิวแล้ว ให้พวกนังแม้นยกสำรับมาให้ก่อนดีไหมเจ้าคะ บ่าวว่าอีกเป็นนานกว่าท่านเจ้าคุณจะถึงเรือน” อีสาถามขึ้น คุณหญิงของมันต้องการรอรับสำรับเช้าพร้อมท่านเจ้าพระยา แต่รอจนสายแล้วท่านเจ้าพระยาก็ยังมาไม่ถึง

“เอาตามนั้นก็แล้วกัน” คุณหญิงดาวเรืองถอดใจเพราะรู้สึกว่าตนเองหิวไส้แทบขาดแล้ว

“นังแก้ว เอ็งไปบอกพวกนังแม้นให้ยกสำรับมาให้คุณหญิงท่าน” อีสาหันมาสั่งความกับแก้ว สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวบนเรือนจึงลงจากเรือนไป

ที่โรงครัว

“งั้นรึ เออ เดี๋ยวพวกข้าจะยกสำรับไป” ป้าแม้นพูดขึ้นหลังจากฟังที่แก้วพูดจบ แต่สายตาเจ้าตัวเอาแต่จดๆ จ้องๆ อยู่ที่ร่างสาวน้อยไม่วางตา

“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะจ๊ะ” แก้วรีบขอตัวเมื่อเสร็จธุระ เพราะอึดอัดกับสายตาสำรวจตรวจตราของป้าแม้น

“มีอะไรรึนังแม้น เห็นเอ็งเอาแต่จ้องนังแก้วมันไม่หยุด” ป้าพิศถามขึ้น เพราะเห็นว่าแก้วเดินออกไปไกลแล้ว แต่ป้าแม้นก็ยังไม่วายมองตามหลังอีกฝ่ายไม่เลิก

“เปล่าหรอก ข้าแค่รู้สึกว่านังแก้วมันก็สวยดีนะ พอโตกว่านี้คงสวยขึ้นอีกอักโข” ป้าแม้นละสายตาแล้วหันมาตอบ

“คงจะสวยมากอยู่หรอก ไอ้พวกทาสผู้ชายถึงได้มองน้ำลายยืดน้ำลายย้อยเหมือนหมา” นังนิ่มที่อยู่แถวนั้นด้วยฟังแล้วก็รู้สึกริษยา จึงพูดขึ้นด้วยความหมั่นไส้

“เอ็งคงอิจฉามันล่ะสิ” ป้าพิศพูดแทงใจดำนังนิ่ม ทำให้มันไม่พอใจมาก อ้าปากทำท่าจะเถียงต่อ แต่โดนป้าแม้นตัดบทเสียก่อน

“เอ็งอย่ามัวพิรี้พิไร เห็นปกติชอบเสนอหน้าขึ้นไปบนเรือนใหญ่นัก ก็มาช่วยข้ายกสำรับไปให้คุณหญิง”

“วุ้ย! วันนี้ข้าไม่ไปหรอกป้า โรงครัวมีคนตั้งเยอะแยะ ป้าไปใช้คนอื่นเถอะ” นังนิ่มบอกปัดทันควัน ท่านเจ้าคุณไม่อยู่บนเรือนจะให้มันขึ้นไปทำไม ขึ้นไปก็เจอแต่นังคุณหญิง พูดจบนังนิ่มก็เดินหนีออกจากโรงครัวไป

“ชะ ช่า อีนี่ วันหลังมึงก็อย่ามาขอกูไปก็แล้วกัน ถึงมึงจะยอมเสียอัฐให้กูอีก กูก็ไม่ให้มึงไป” ป้าแม้นตะโกนตามหลัง คนในโรงครัวต่างพากันส่ายหน้าให้กับนางทาสที่ใฝ่สูงเกินตัว

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว