ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2563 22:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

4 

 

 

 

หลายคืนแล้วที่ชายหนุ่มมักจะหาข้ออ้างต่าง ๆ มาให้เด็กหนุ่ม เพื่อที่จะให้ฟานซินมานอนด้วยทุกคืน แม้เด็กหนุ่มจะรู้ว่าโดนหลอกแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขากลับชอบเสียอีก เขาชอบอ้อมกอดอุ่น ๆ ของชายหนุ่ม ชอบสัมผัสแผ่วเบานั้น มันช่วยกล่อมให้เด็กหนุ่มหลับฝันดีแทบทุกคืน

ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ล่วงเกินฟานซินไปมากกว่านั้น เขาขอแค่ได้นอนกอดร่างเล็กเช่นนี้ทุกคืน ได้สูดดมกลิ่นหอมของเจ้าตัวทุกวัน แค่นั้นเขาก็พอใจแล้ว แม้เด็กหนุ่มจะทำตัวขัดขืนบ้างเล็กน้อยแต่ยอมที่จะอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มทุกคืนเช่นกัน

ฟานซินอาบน้ำเสร็จแล้ว เขารู้ตัวเองดีกว่าอย่างไรชายหนุ่มก็ต้องมากวนเขาให้ไปนอนด้วยเช่นทุกคืนแน่ ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงรู้หน้าที่ดีว่าต้องเดินไปนอนที่ห้องใด ฟานซินผลักประตูออกอย่างแผ่วเบา ยามนี้ก็ดึกมากแล้วกลัวว่าชายหนุ่มจะหลับไปก่อน เพราะวันนี้ทั้งวันช่างเหนื่อยเหลือเกิน

สายตาของคนที่กำลังนั่งรอร่างเล็กอยู่ที่เตียงมองไปยังประตู เด็กหนุ่มที่สวมชุดนอนเดินเข้ามาหาเขาอย่างรู้หน้าที่

“วันนี้เจ้าเหนื่อยหรือไม่”

“ข้าไม่เหนื่อย ท่านเล่าเหนื่อยหรือไม่”

ฟานซินเดินเข้าไปนั่งที่ด้านข้างชายหนุ่ม เขาหันมาอุ้มฟานซินขึ้นมานั่งบนตักของเขาอย่างเช่นที่เคยทำทุกคืน สองแขนแกร่งกอดเอววางไว้หลวม ๆ ใบหน้าหล่อเหลาวางทับอยู่บนบ่าของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า” ฟานซินไม่ได้ขัดขืนท่าทีของชายหนุ่ม เขากลับรู้สึกว่าวันนี้ชายหนุ่มที่เขานั่งอยู่บนตักนี้ เหตุใดช่างดูแปลกไปนัก

“ท่านมีอะไรจะบอกข้าหรือ” ชายหนุ่มเงียบไปสักพัก ฟานซินอดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นชายหนุ่มเงียบไปแต่ก็ไม่ได้เร่งเร้าอันใด เพียงแต่รอให้ชายหนุ่มเอ่ยมาเท่านั้น

“ซินเอ๋อ....ข้ารักเจ้า”

เสียงของชายหนุ่มยังคงดังอยู่ในหูของฟานซิน เขาได้ยินไม่ผิดไปใช่หรือไม่

บัดนี้ฟานซินที่นั่งอยู่บนตักแกร่งนั้นนิ่งเฉย ราวกับคนไร้สติ

“ข้ารักเจ้า ฟานซิน”

เสียงชายหนุ่มกระซิบแผ่วเบาอีกครั้ง เพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาพูดให้กับเด็กหนุ่ม แต่เมื่อเห็นท่าทีที่นิ่งเฉยของฟานซินทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวูบโหวงในใจอย่างประหลาด เขากลัวเหลือเกินที่เด็กหนุ่มจะปฏิเสธเขา

“แล้วเจ้าเล่า คิดเช่นไรกับข้า”

ฟานซินไม่ตอบ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ในหัวก็นึกคิดกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบชายหนุ่มเช่นไรดี เขาเองก็รู้สึกดีเช่นกัน แต่เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนี้ใช่รักแน่หรือเปล่า

หวางมู่ไม่ได้คาดคั้นเอาคำตอบ เขาเองก็เงียบเช่นกัน บางทีฟานซินอาจจะยังสับสน เขาก้มลงมองใบหน้าที่เล็กเรียวนั้นอีกครั้งอย่างพิจารณา เป็นเขาเองที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของฟานซิน ไม่แปลกหรอกที่เด็กหนุ่มจะมีท่าทีอย่างที่เห็น ถึงแม้ว่าเขาอยากมีช่วงเวลาเช่นนี้ตลอดไปกับฟานซิน หากแต่เพียงเจ้าตัวไม่ต้องการเขาเองก็ไม่อาจบังคับ

“ฟานซิน....เจ้าคงไม่ว่าข้าหรอกนะที่รีบบอกเจ้าจนเกินไป” หวางมู่ว่าเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน เพราะเขาเองก็คิดที่จะถอดใจเสียแล้ว แต่ทว่า…

“ข้า ข้าก็ รักท่าน หวางมู่”

หลังจากฟานซินคิดจนถี่ถ้วนแล้ว เขาเองแม้จะเป็นบุรุษเช่นกัน แต่ความรู้สึกทั้งหมดก็ไม่อาจจะปิดบังไว้ได้ หากวันใดวันหนึ่งไม่มีโอกาสได้พูด เช่นนั้นก็มิยอมบอกไปไม่ดีกว่าหรือ

ฟานซินหันไปสบตากับชายหนุ่ม ทั้งสองจ้องมองนัยน์ตาของกันและกัน หวางมู่อยากจะได้ยินคำที่เด็กหนุ่มนั้นเอ่ยอีกครั้ง หากแต่ตอนนี้ไม่ต้องการแล้ว เขารับรู้ทุกอย่างผ่านจากนัยน์ตาของคนตรงหน้านี้แล้ว โดยทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน ในความเงียบนั้นได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของคนทั้งคู่เต้นระรัวประสานเสียงกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใคร

มือหนาค่อย ๆ ช้อนใบหน้าเรียวให้เงยขึ้น ก่อนจะประทับจูบแผ่วเบาที่ริมฝีปากเล็ก เรียวลิ้นร้อนตวัดเบา ๆ บนริมฝีปากบาง ลิ้นร้อนแทรกเข้าไปในโพรงปากนุ่มอย่างแผ่วเบา คล้ายกำลังควานหาสิ่งหอมหวานจากปากนั้น ในขณะที่ฟานซินเผยปากเล็กน้อยปล่อยให้ลิ้นร้อนของชายหนุ่มล่วงล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย ความรู้สึกวูบวาบแล่นไปทั่วร่างกาย เจ้าตัวไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ฟานซินปล่อยให้ชายหนุ่มชักนำอย่างพอใจ ร่างบางอ่อนระทวยในอ้อมกอดราวกับคนหมดแรง

ชายหนุ่มจูบอย่างอ่อนหวาน ฟานซินตอบโต้ด้วยการดุนลิ้นอันลื่นไหลอุ่น ๆ ของเขาเอาไว้ด้วยการหยอกล้อ ทำให้อีกฝ่ายต้องเผลอยิ้มและใช้มือลูบไล้ไปตามร่างกายบอบบางนั้นอย่างถนอม ร่างบางนั้นบิดตัวไปมาพลางโต้ตอบการจูบครั้งนี้อย่างเอาใจ หวางมู่ถอนริมฝีปากจากปากฟานซินแล้วเริ่มไล่ที่ซอกคอของหนุ่มน้อยพร้อมลิ้นชื้น ๆ ลากไล่ไปตามต้นคอขาว ฟานซินเขาเงยหน้าสูดเอาอากาศเข้าไปเพื่อให้เต็มปอด แผ่นอกเปลือยออกให้หวางมู่ได้เชยชมอย่างเต็มที่ แล้วก็วกกลับขึ้นมากดจูบที่ปากบางอย่างดูดดื่ม จนไม่อยากปล่อยให้ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านพ้นไปสักนิด ชายหนุ่มกดจูบจากแผ่วเบาจนเริ่มรุนแรงขึ้นตามอารมณ์ ลิ้นร้อนเกี่ยวรัดลิ้นของฟานซินจนแทบหายใจไม่ทัน ก่อนจะผละออกจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากเด็กหนุ่มอีกครั้ง

“นอนเถิด ดึกมากแล้ว”

ชายหนุ่มผละจากฟานซินอย่างเสียดาย แต่เขาก็มิอาจล่วงเกินเด็กหนุ่มไปได้มากกว่านี้จึงได้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้ ในขณะที่ฟานซินเองก็หอบหายใจจากจูบรุนแรงเมื่อครู่ ยิ้มกับตนเองเขามีความสุขเหลือเกินในวันนี้

เด็กหนุ่มรู้หน้าที่ของตนเองดี เมื่อชายหนุ่มจัดที่นอนเสร็จฟานซินก็ล้มตัวลงนอนทางฝั่งของตนเอง ชายหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนด้านข้างเช่นกัน ทั้งสองกอดก่ายกันและกัน โดยที่ไม่มีใครพูดอันใดขึ้นมาอีก ไม่นานเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของฟานซินทำให้หวางมู่รับรู้ได้ว่า ร่างบางนั้นหลับสนิทแล้ว ยามนี้เขาไม่อาจข่มตาหลับได้ ถึงแม้ว่าช่วงเวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่คงจะเข้านอนกันหมดแล้ว คงมีแต่เขาเท่านั้นที่ยังคงจ้องมองเด็กหนุ่มที่นอนหลับตาอยู่ข้าง ๆ ด้วยความอาวรณ์

‘เขาต้องไปแล้ว’ เขาไม่อยากจากไปหากเลือกได้เขาอยากจะอยู่กับเด็กหนุ่มที่นี่

ชายหนุ่มกระชับคนในอ้อมกอดให้แน่นขึ้น หากหยุดเวลาได้เขาก็จะทำ ริมฝีปากร้อนชื้นระบมจูบไปทั่วไปหน้าของฟานซินอย่างหวงแหน

“เจ้ารอข้ากลับมาได้หรือไม่ ข้าจะรีบกลับมา ข้าสัญญา”

เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากปากชายหนุ่ม เขารู้ดีว่าฟานซินคงไม่ได้ยินหากแต่เขาก็ยังอยากจะให้สัญญากับเจ้าตัวไว้ แล้วหากเด็กหนุ่มรู้ว่าเขาทิ้งเจ้าตัวไป ตื่นมาเมื่อไม่เห็นเขาคงเสียใจและโกรธเขามาเป็นแน่ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก

ชายหนุ่มจูบริมฝีปากของฟานซินเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะจากไปกับความมืด

ส่วนฟานซินรับรู้ทุกอย่าง เขารู้สึกตัวตั้งแต่ที่ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดแล้ว และก็ได้ยินทุกคำพูดที่ชายหนุ่มพูดกับเขาเมื่อครู่นี้ด้วย เขาเองก็ไม่เข้าใจเหตุใดจึงไม่บอกล่า เขาไม่ใช่คนใจร้ายถ้าหากชายหนุ่มต้องการจะไป แต่ทำเช่นนี้เขาเองก็เจ็บปวดไม่น้อยเลย แต่เขาไม่มีสิทธิ์คัดค้านอะไรก็คงได้แต่รอ

“ข้าจะรอท่านหวางมู่”

ฟานซิน เอ่ยรับด้วยหัวใจที่สั่นไหว แม้เสียงที่เอ่ยออกมานั้นชายหนุ่มจะไม่ได้อยู่รอฟังแล้ว แต่เขาก็ยังยากให้สัญญาเช่นกัน

เสียงร้องไห้สะอื้นของเด็กหนุ่มฟังแล้วชวนให้จะขาดใจ หากใครได้ยินคงอดไม่ได้ที่จะเวทนา ทำนบน้ำตาไหลอาบแก้มขาวไม่ขาดสาย แม้แทบใจสลายก็มิอาจหยุด ดวงตาสดใสแดงก่ำ เด็กหนุ่มร้องไห้จนเหนื่อยล้า มิอาจมีสติที่จะได้ยินเสียงอาชาสองตัว ทะยานวิ่งไปในความมืด ร่างบุรุษสองคนกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง เป้าหมายของทั้งสองคือตำหนักฮ่องเต้แคว้นต้าชิง

 

ยามดึกที่เงียบสงัดภายในห้องทรงงานของฮ่องเต้ หวงจื่อเซียน จักรพรรดิหนุ่มกำลังนั่งรอบุคคลที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ เครื่องหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียน แม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่มุมปากมักจะยิ้มตลอดเวลา

“ลิ่วกงกง เตรียมต้อนรับแขกของเราผู้นี้ให้ดีอย่าให้ขาดตกสิ่งใด”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ไม่นานบุคคลที่ฮ่องเต้จื่อเซียนรอคอยก็มาเสียที บุรุษผู้หนึ่งที่มานี้มิใช่ใครที่ไหน นั้นคือแม่ทัพหวังเทียนหลิว สหายสนิทของเขา ตั้งแต่ที่ได้ข่าวว่าสหายของเขาถูกลอบทำร้ายระหว่างไปสืบข่าวและหายตัวไป เขาก็ให้องครักษ์ออกตามหาทันที แต่ไม่คิดว่าสหายของเขาจะหลบซ่อนอยู่บนเขาทำให้ต้องใช้เวลาในการตามหานานกว่าปกติ

ไม่นานนักผู้ที่ฮ่องเต้รอคอยก็เดินเข้ามาพร้อมทหารองครักษ์

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

“เหตุใดเจอหน้าเรา เจ้าถึงดูไม่ยินดีนัก” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเรียบกับบุคคลที่มาใหม่ เขามองใบหน้าของแม่ทัพหวังเทียนหลิวก่อนจะยิ้ม ไม่เปลี่ยนไปจริง ๆ สหายของเขายังใจร้อนเช่นเดิมไม่ผิด

“พระองค์มีเหตุอันใดถึงได้ตามกระหม่อมกลับมา พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้านี่ยังไม่เปลี่ยนเลยนะ...” ฮ่องเต้ยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “ก่อนอื่นข้าดีใจที่เจ้ารอดมาได้อย่างปลอดภัย”

“พระองค์ทรงตามกระหม่อมมาเพื่อบอกเพียงเท่านี้?”

“นั่นย่อมมิใช่ กว่าเราจะตามหาสหายเราเจอ ยากเย็นมิใช่น้อย” ฮ่องเต้ตัดบททันทีก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดจบด้วยซ้ำ “เรามีเรื่องที่จะขอความช่วยเหลือจากเจ้า อู๋ซื่อคง...คงจะบอกกับเจ้าแล้วว่าเหตุใดเราถึงให้เจ้ากลับมา ตอนนี้ที่ชายแดนต้าซ่ง แม่ทัพซ่งจินร่วมมือกับคนในราชสำนักก่อกบฏ เราเองก็กำลังสืบอยู่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง”

“พระองค์คิดว่าเป็นคนเดียวกับที่ลอบทำร้ายกระหม่อมหรือไม่”

“เราคิดว่าใช่ แต่ตอนนี้เรายังไม่แน่ใจนัก...” ผู้พูดถอนหายใจหนัก ๆ

“ส่วนคนที่ลอบทำร้ายเจ้า เราให้อู๋ซื่อจับตัวมาได้หมดแล้ว หากแต่พวกนั้นถูกว่าจ้างวานมาอีกที”

“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

ฮ่องเต้ส่ายหน้า อย่างเอือมระอา “คนพวกนั้นเป็นนักฆ่า ถูกฝึกปรือมาอย่างดี หากถูกจับแล้วพวกมันก็กัดพิษฆ่าตัวตายทันทีไม่ทันได้สอบสวน”

ฮ่องเต้เป็นคนไต่สวนคนร้ายพวกนั้นเองกับมือ แต่อย่างว่าพวกนี้ถูกฝึกไว้จึงไม่ได้ความอันใด

“หากเช่นนั้นแล้ว พระองค์ทรงให้คนไปตามกระหม่อมด้วยเหตุใด” เหตุผลที่แท้จริงของฮ่องเต้นั้น อู๋ซื่อไม่ได้แจ้งกับเขา หากไม่มีเรื่องเร่งด่วนฮ่องเต้ไม่เรียกเขากลับมา

“เราจะให้เจ้า ยกทัพไปทำศึกกับแคว้นต้าซ่ง...” ฮ่องเต้หยุดไปนิดหนึ่ง “เราไม่ไว้ใจใครเท่ากับเจ้าแล้ว ศึกครั้งนี้อาจจะใช้เวลานาน”

ฮ่องเต้จื่อเซียน เอ่ยเจตนาที่แท้จริงออกมา

หวังเทียนหลิว ทำสีหน้าเคร่งเครียด มิใช่ว่าเขาไม่เคยทำศึกหากแต่ตอนนี้เขากำลังนึกถึงใครบางคน เขากลัวว่าจะไม่มีโอกาสกลับไปหาตามสัญญาไว้

“เจ้ายังกังวลอันใดหรือ บอกเราได้หรือไม่”

“หึ มิใช่ว่าพระองค์ทรงรู้อยู่แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ เรื่องเล็กน้อยนั่นคงมิพ้นหูพ้นตาของฮ่องเต้แห่งต้าชิง”

หวังเทียนหลิวรู้ว่าฮ่องเต้นั้นทราบอยู่แล้วว่าเขากังวลเรื่องอะไร ขนาดเขาบาดเจ็บแอบซ่อนตัวอยู่บนเขาคนผู้นี้ยังตามหาจนเจอแล้วมีหรือที่เรื่องอื่น ๆ ต่อจากนี้ฮ่องเต้จะปล่อยให้ผ่านหูผ่านตาไปได้ง่าย ๆ

“อ๋อ เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นให้เราช่วย ...”

“มิใช่ว่าพระองค์ควรจะจัดการเรื่องของตนเองมากกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ”

หวังเทียนหลิวตอบกลับทันที เขาไม่ต้องการให้ใครก็ตามมายุ่งกับฟานซินทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้ ทำให้อีกฝ่ายหงายหน้าหัวร่อเสียงดังลั่นอย่างถูกอกถูกใจเข้าใจในสิ่งที่กำลังสื่อสารกันอยู่อย่างรู้ใจ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราไม่ยุ่ง เราไม่ยุ่ง” ฮ่องเต้รีบตอบพร้อมด้วยเสียงหัวเราะที่ยังดังไม่ขาดสาย “เจ้ากลับไปพักผ่อนเตรียมตัวเถิด อีก 3 วันเจ้าค่อยออกเดินทาง”

หวังเทียนหลิวไม่ได้กล่าวอันใดกับฮ่องเต้ เพียงแต่ส่งสายตาดุดันส่งไปให้เท่านั้น

“ถึงเจ้าจะบอกไม่ให้ยุ่งก็เถอะ แต่เราก็อยากจะแบ่งเบาแรงสหายเราบ้าง”

ฮ่องเต้หนุ่มพูดไล่หลังคนที่พึ่งเดินออกไป ก่อนจะทรงหัวเราะผู้เดียวอย่างอารมณ์ดี

“อู๋ซื่อ เจ้าส่งคนไปคอยดูแลเด็กผู้นั้นให้ดี”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

อู๋ซื่อรับคำฮ่องเต้ก่อนจะทะยานหายไปกับความมืด

 

ณ จวนหวังชินอ๋อง

หวังเทียนหลิวเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นต้าชิง เขาได้รับตำแหน่งชินอ๋องสืบต่อจากบิดาของเขา อีกทั้งเขายังเป็นสหายรักกับฮ่องเต้หวงจื่อเซียน ทั้งคู่ร่ำเรียนวิชา และออกรบด้วยกันบ่อยครั้ง ครั้นก่อนที่ฮ่องเต้หวงจื่อเซียนจะขึ้นครองบัลลังก์ หวังเทียนหลิวคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนฮ่องเต้มาโดยตลอด จึงไม่แปลกใจที่เขาเองจะโดนลอบทำร้าย หากแต่กำจัดเขาได้การชิงบัลลังก์จากฮ่องเต้หวงจื่อเซียนก็ง่ายขึ้น มิใช่ว่าฮ่องเต้หวงจื่อเซียนไม่เก่งกาจ หากผู้คนในราชสำนักนั้นรู้ดีกว่าฮ่องเต้ผู้นี้มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมนัก เขาเองก็เป็นแค่กำลังส่วนหนึ่งเท่านั้น

เขาไม่ได้กลับจวนมานานแล้ว หากแต่ภายในจวนของเขาไม่เปลี่ยนแปลงไปนัก ภายรอบจวนยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้เช่นเคย ด้านหลังจวนตกแต่งจำลองด้วยสระบัวตรงกลางสระมีศาลาขนาดเล็กไว้ให้นั่งจิบชาพักผ่อน บรรยากาศในจวนเขาช่างแสนคิดถึง หากคงไม่มากไปว่าการคิดถึงใครบางคน

“คารวะท่านอ๋อง”

พ่อบ้านถัง ตะโกนวิ่งหน้าตาดีใจออกมาต้อนรับคุณชายของตนเอง ตั้งแต่ทราบว่าคุณชายของตนโดนลอบทำร้ายคนในจวนก็เป็นห่วงอย่างมากไม่รู้ว่า ยังเหลือชีวิตอยู่ไหมและเป็นเช่นไร ครั้นเมื่อได้เห็นหน้าก็เก็บอารมณ์ดีใจเอาไว้ไม่อยู่ จนเผลอทำสิ่งที่เสียมารยาทไป เขาใช้มือลูบไปตามเนื้อตามตัวของคุณชายของเขา ยังกับว่ากลัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจะหายไป ตรวจดูเพื่อความมั่นใจเสียก่อน

“โอ้เป็นท่านอ๋องของข้าจริง ๆ .....” พ่อบ้านถังเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ

“พ่อบ้านถัง ชิงเอ๋อเล่า”

หวังเทียนหลิวถามหา หวังเย่วชิง น้องชายของเขา

“เรียนท่านอ๋อง คุณชายน้อยอยู่ที่ห้องพ่ะย่ะค่ะ”

ข้ารับใช้ส่วนตัวของหวังเย่วชิง รีบเดินออกมาต้อนรับตั้งแต่ได้ยินพ่อบ้านถังตะโกน

หวังเทียนหลิวรีบเดินไปยังห้องนอนของผู้เป็นน้องชายทันที เขาเหลือแค่น้องชายเพียงคนเดียวหลังจากที่บิดาและมารดาเสียไป หากฟานซินเป็นดั่งดวงใจของเขา หวังเย่วชิง ก็คือดวงใจของเขาอีกดวงเช่นกัน น้องชายของเขาผู้นี้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็กทำให้เจริญเติบโตช้ากว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน รูปร่างบอบบางไม่ต่างจากใครอีกคนที่เขาคิดถึง ดวงหน้าก็สดใสไม่แพ้กัน

“คุณชายเย่วชิง ท่านอ๋องกลับมาแล้วขอรับ”

บ่าวใช้คนสนิทเย่วชิง เอ่ยบอกนายน้อยของตน

เย่วชิงได้ยินเสียงบ่าวของเขารีบวิ่งมารายงาน ว่าท่านพี่ของเขากลับมาแล้วก็ดีใจ

“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว ท่านเป็นเช่นไรบ้างข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน”

“เจ้าอย่าวิ่ง....” เขารีบยกมือห้ามสีหน้าเป็นห่วง “พี่ไม่เป็นไรแล้ว เข้าไปข้างในกันเถิด”

เย่วชิงเดินนำพี่ชายของเขาเข้าไปข้างใน ภายในห้องไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักนิดในความคิดของหวังเทียนหลิว น้องชายของเขาชอบที่จะอ่านหนังสือต่าง ๆ มากมาย ภายในห้องจึงมีชั้นหนังสือเรียงรายเต็มไปหมด

“ท่านพี่ เชิญท่านนั่งก่อน ข้าจะให้อาจูไปเอาน้ำชาให้ท่าน” เย่วชิงหันไปสั่งบ่าวของตนไป

“มิเป็นไร เจ้าเป็นเช่นไรบ้างชิงเอ๋อ”

“ข้าสบายดี ท่านพี่เล่าเป็นเช่นไรบ้าง ฮ่องเต้บอกว่าข้าว่าท่านได้รับบาดเจ็บ”

เย่วชิงเอ่ยอย่างเป็นห่วงและพยายามสอดส่ายสายตากวาดมองไปที่ผู้เป็นพี่ชาย และนึกย้อนไปถึงฮ่องเต้จื่อเซียนมักจะเสด็จมาหาเย่วชิงเป็นประจำ เวลาเสด็จมาก็มักจะมีขนมติดมือมาให้ตลอด ฮ่องเต้เองก็จะคอยบอก อยู่เสมอว่าพี่ชายของเขาเป็นเช่นไรบ้าง แม้ฮ่องเต้จะไม่บอกว่าพี่ชายอยู่ที่ใด แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ข้าหายดีแล้ว เจ้าอย่าได้กังวล ข้าแค่จะมาบอกเจ้า อีก 3 วัน ข้าต้องไปอยู่ที่ชายแดนสักพัก เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่”

“เหตุใดท่านเพิ่งกลับมาจึงต้องไปอีกเล่า” เย่วชิงทำหน้าเศร้า

“ข้าไปไม่นาน เจ้าต้องดูแลและระวังตัวเองให้ดี รับปากข้าได้หรือไม่”

“ข้าไม่อยากให้ท่านไปไหนแล้ว ท่านไม่ไปไม่ได้หรือ” เย่วชิงบอกเสียงสั่นเครือ

“มันเป็นหน้าที่ เจ้าอย่าได้กังวล เจ้าอยู่ที่นี่ แล้วข้าจะรีบกลับ”

หวังเทียนหลิวยกมือใหญ่ลูบหัวปลอบโยนน้องชายตัวเอง

“เจ้าพักผ่อนเถิดดึกมากแล้ว”

หวังเทียนหลิวบอกกับน้องชายของตนเองแค่นั้นแล้วกลับห้องนอนของตน เขามองไปยังเตียงนอนของเขา หากมีใครสักคนมานอนกับเขาดั่งเช่นทุกคืนที่ผ่านมาก็คงดีไม่น้อย

ภายในห้องของเขาพ่อบ้านถังคงให้บ่าวมาทำความสะอาดห้องของเขาไว้เป็นประจำอยู่แล้ว หวังเทียนหลิวจัดแจงธุระของตนเองเสร็จ ก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง หากแต่ตายังลืมอยู่ ในมือถือปิ่นไม้ปักผมอันหนึ่งไว้ เพราะของสิ่งนี้คือของที่ฟานซินใช้เป็นประจำ เจ้าตัวไม่ได้ให้เขามาแต่เขาถือวิสาสะหยิบมาเอง แม้จะพาเจ้าตัวกลับมาไม่ได้ขอแค่ได้พาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาไว้เป็นตัวแทนก็ยังดี

อันที่จริงความจำของเขากลับคืนมาตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่อยากบอกให้เด็กหนุ่มรับรู้ว่าเขาเป็นใคร แม้ในใจจะรู้สึกผิดที่โกหก แต่เพื่อเด็กหนุ่มแล้วเขาจึงต้องจำใจที่จะปิดบังไว้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เด็กหนุ่มจะเป็นเช่นไรบ้าง จะเสียใจหรือไม่ที่เขาจากมา เขาสัญญากับเด็กหนุ่มไว้แล้วว่าจะกลับไป หวังแต่ว่าเด็กหนุ่มนั้นยังจะรอเขาอยู่

 

เสียงร้องไห้สะอื้นของเด็กหนุ่มฟังแล้วชวนให้สะท้านในอก เจ้าตัวร้องไห้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ดวงหน้าเนียนใสบัดนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นัยน์ตาที่เคยสดใสยามนี้แดงก่ำเนื่องจากเขาร้องไห้ไม่หยุดแทบทั้งคืน ไม่มีวี่แววว่าน้ำตาของเจ้าตัวจะหยุดไหลสักนิด

เช้านี้ฟานซินไม่มีจิตใจที่จะทำอันใด เจ้าตัวเหม่อลอย หัวใจดวงของเขาแม้จะไม่มีบาดแผลแต่ก็เจ็บปวดยิ่งนัก วันนี้เขาจะต้องออกไปเก็บสมุนไพรเช่นเคย เพราะเขาเอาไปแลกที่ตลาดเมื่อวานจนเสียหมดแล้ว เจ้าตัวนั่งปรับอารมณ์สักพัก ถึงจะทำใจไม่ได้แต่เขาก็ไม่อาจจะทำอันใดได้เช่นกัน

ก่อนที่ฟานซินจะเดินออกไป เจ้าตัวไม่ทันสังเกตมาก่อนว่ามีอะไรบางอย่างวางอยู่บนโต๊ะไม้ภายในห้อง สายตาสะดุดเห็นของสิ่งหนึ่งวางอยู่ เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่ถูกทับด้วยจี้หยก มือเรียวหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ภายในกระดาษเขียนไว้

“เจ้ารอข้าได้หรือไม่ ข้าจะรีบกลับมาหาเจ้า ข้าสัญญา” 

ได้เห็นดังนั้น ดวงตาสดใสก็เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง ทำนบน้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย ทั่วใบหน้าขาวเนียนเต็มไปด้วยหยาดน้ำสีใส ในมือข้างหนึ่งถือจดหมายที่ชายหนุ่มทิ้งไว้ อีกข้างหนึ่งยกจี้หยกขึ้นมาแนบอก ร่างกายทั้งตัวสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาไร้เรี่ยวแรงจะยืนแล้ว ขาเล็กสองข้างทรุดลงร้องไห้จนแทบขาดใจ ภาพเวทนาของหลานชายทั้งหมดนั้นไม่ได้รอดพ้นจากสายตาอันชราของผู้เป็นปู่ได้ แต่ปู่ชราก็ฉลาดพอที่จะเงียบไม่ไปและยืนดูอยู่ห่าง ๆ อีกทั้งยังไม่ถามอะไรทั้งสิ้น ได้แต่ช่วยภาวนาให้เวลาเป็นเครื่องช่วยปลอบประโลมทุกอย่างเอง

ความคิดเห็น