ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 20:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

3 

 

ณ ที่ตำหนักฮ่องเต้ เมืองต้าชิง

ด้านนอกดูสงบปราศจากเรื่องราวความวุ่นวายใด ๆ คล้ายกับว่า ณ สถานที่แห่งนี้ช่างเป็นที่สงบเงียบน่าพักผ่อนยิ่งนัก และไม่มีผู้ที่จะผ่านเข้าไปได้ง่าย บริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่กำลังแข่งกันเบ่งบานรับแสงยามเช้าของดวงอาทิตย์ หากแต่ตามทางเดินเงียบสงบระเรื่อยเข้าไปจนถึง ณ ที่ตำหนักภายในของฮ่องเต้ ผู้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดมิได้ดูเบิดบานดั่งเช่นดอกไม้ในสวนเสียนิด

ฮ่องเต้ทรงนั่งบนบัลลังก์ข้อศอกข้างขวาวางบนเข่าขวากวาดสายตามองทหารและผู้ใกล้ชิดที่อยู่ ณ ที่นั่นในตอนนั้นอย่างทั่วถึง โดยเบื้องหน้ามีองครักษ์นั่งคุกเข่าค้อมศีรษะรอรับบัญชาจากเบื้องบนตรงหน้า สำหรับผู้ที่ยืนด้านข้างก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะไม่รู้ว่าอารมณ์ของฮ่องเต้จะออกมารูปแบบใด

“พวกเจ้าทำงานไม่ได้เรื่อง” เสียงปานฟ้าผ่าดังแทรกความเงียบขึ้น

“แค่คนคนเดียว...ก็ไม่สามารถที่จะพากลับมาได้”

ฮ่องเต้เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นจนเกือบเป็นเส้นตรง กรามทั้งสองขึ้นสันนูน

“ถ้าขืนปล่อยไว้นานเขาอาจจะไม่รอดก็ได้....พวกเจ้าย่อมรู้ดีใช่หรือไม่?”

“พ่ะย่ะค่ะ” เสียงร้องรับเกือบจะเป็นเสียงเดียวกัน

“แล้วจนป่านนี้พวกเจ้าก็ยังไม่ได้พาตัวเขากลับมา”

ฮ่องเต้ใช้ฝ่ามือตบฉาดลงที่หัวเข่าข้างหนึ่งของตน เล่นเอาคนที่อยู่ตรงนั้นอยู่แบบไม่เป็นสุข

“คนแค่คนเดียว...พวกเจ้าเป็นฝูงยังพลาดได้”

“บังเอิญเขาลูกนั้นพวกเรายังไม่ค่อยชินสถานที่พ่ะย่ะค่ะ”

“พวกเจ้าต้องรอให้ชินสถานที่เสียก่อนหรือไรถึงจะหาใครสักคนได้...”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ....” ท่านแม่ทัพรีบออกตัวรับทันที

“ทูล ฝ่าบาท กระหม่อมได้สอบสวนคนพวกนั้นแล้ว....” องครักษ์รีบทูลรายงานทันที “ทราบแล้วว่าตอนนี้ท่านแม่ทัพเทียนหลิวอยู่ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ”

“ดี! งั้นเจ้ารีบไปจัดการเสียเถิดก่อนจะล่าช้าไปมากกว่านี้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“อ่อ” .....ฮ่องเต้หนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินลงมาจากบัลลังก์พลางกล่าว

“อย่าทำให้ข้าผิดหวังอีก”

“น้อมรับ พ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หนุ่มยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะโบกมือให้องครักษ์เงาออกไป

“เจ้าพักผ่อน นานเกินไปแล้ว”

 

แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างส่องกระทบกับร่างของชายหนุ่มทั้งสองที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ชายผู้หนึ่งมีใบหน้าหล่อเหลา ยามนี้กำลังจ้องมองอีกผู้หนึ่งที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขา ใบหน้าเรียวหลับตาพริ้ม ชายหนุ่มค่อย ๆ ไล่ปลายนิ้วลูบริมฝีปากนั้นอย่างแผ่วเบา ปากกระจับเล็ก ๆ สีแดงนี้ช่างดูเชิญชวนให้สัมผัสเสียจริง

“ฟานซิน หากเจ้าไม่รีบตื่นข้าจะกินเจ้าแล้วนะ”

เสียงพูดนาบเนิบกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของฟานซิน ริมฝีปากอุ่นชื้นจูบไล่เลี่ยอยู่ตรงลำคอขาว มือหนาก็ลูบวนอยู่แถวสะโพกของเด็กหนุ่ม

“อื้อ...”

คนที่ถูกรบกวนส่งเสียงร้องครางอย่างแผ่วเบา พร้อมกับบิดตัวไปมาอย่างรำคาญ

“มู่มู่ อย่ากวนข้า”

“มู่มู่ คือใครกัน หากเจ้าไม่ลืมตาข้าจะกินเจ้า”

ชายหนุ่มมองฟานซินไม่ยอมตื่นลืมตาเสียที จึงพลิกตัวค่อมร่างของเด็กหนุ่มไว้ พร้อมกดจูบเบา ๆ อีกครั้งที่ลำคอขาว ขณะที่ฟานซินบิดตัวหลบหลีกแต่ก็ยังมิยอมลืมตา เจ้าตัวยกมือขึ้นปัดไปมา เสียงร้องครางยังคงดังออกมาเป็นระยะ สัมผัสอุ่นชื้นที่คอทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้ม

ก่อนที่ฟานซินจะนึกขึ้นได้ว่ามู่มู่ แมวป่าของตนเองนั้นหนีหายไปนานแล้ว เขาก็รีบลืมตาทันที ดวงตาดำเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สัมผัสอุ่น ๆ ที่ยังคงอยู่บนต้นคอนั้นทำให้เขา รู้ได้ทันทีว่ามาจากชายตรงหน้านี้อย่างแน่นอน

ฟานซินรีบผลักชายหนุ่มด้วยแรงทั้งหมดของเขาทันที ทำให้ร่างหนานั้นหล่นลงจากเตียงเพราะไม่ทันระวังตัว

ตุบ!!

เสียงหล่นกระแทกพื้นพร้อมกับเสียงร้องของชายหนุ่มดังขึ้นทันที

“โอ๊ย...”

ฟานซินชะโงกหน้าไปมองข้าง ๆ เตียง เห็นชายหนุ่มกำลังเอามือบีบที่ก้นของตัวเองอยู่ เด็กหนุ่มทำหน้ารู้สึกผิดนิด ๆ ใครใช้ให้ล่วงเกินเขาก่อนเล่า เช่นนั้นก็สมควรแล้วมิใช่หรือ

“ทะ...ท่านเป็นอันใดหรือไม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ใครใช้ให้ท่านปลุกข้าเช่นนี้กัน”

“งั้นหรือ”

“ชะ..ใช่ เป็นท่านเองที่ผิด”

ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นจากพื้น มือหนาคว้าร่างของฟานซินก่อนจะยกตัวเด็กหนุ่มมานั่งบนตักของตนเอง มือทั้งสองข้างของเขากอดที่เอวบางล็อกเอาไว้ไม่ให้หนี เจ้าตัวขยับตัวยุกยิกในอ้อมแขน มือเล็กค่อย ๆ พยายามแกะแขนหนา ๆ ให้ออกจากตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย นั่งอยู่บนตักนั้นด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก

เหตุใดจึงชอบกอดเขานัก หึ 

“มู่มู่ นั้นคือใคร” เขาถามเสียงนุ่มทั้งที่จมูกก็ยังวนเวียนอยู่แถวซอกคอขาว

“มู่มู่ คือแมวของข้า” เขาตอบพลางผิดตัวเล็กน้อย

“เจ้าเอาชื่อแมวมาตั้งให้ข้าเช่นนั้นหรือ” ชายหนุ่มยกคิ้วสูงอย่างสงสัย

“ก็ท่านบอกให้ข้าเรียกตามใจข้า” ฟานซินท่าทางเลิกลัก

“เช่นนั้นหรือ”

“ชะ ใช่ ท่านจะปล่อยข้าได้หรือไม่...” เขาเริ่มที่จะแกะมือของอีกฝ่ายเพื่อให้ตัวเองได้รับอิสระ

“ขะ ข้าจะเตรียมตัวไปตลาดแล้ว”

ฟานซินรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เขาไม่อยากนั่งบนตักนี่นานสักเท่าไหร่ เขารู้สึกเหมือนตัวเองมักจะโดนเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา

“ก็ไปสิ ข้าไม่ได้รั้งเจ้าไว้เสียหน่อย เจ้าต่างหากที่ไม่ยอมลุกไปเอง”

ชายหนุ่มปล่อยมือจากเอวของร่างเล็กนานแล้ว แต่เจ้าตัวต่างหากที่ไม่ทันสังเกต ทำให้ฟานซินหน้าแดงทันทีเมื่อได้ยินที่ชายหนุ่มกล่าว ร่างเล็กรีบวิ่งออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งยิ้มอยู่ผู้เดียว

 

ณ ตลาด

ฟานซินและหวางมู่จัดเตรียมของที่จะใช้นำไปแลกกับพ่อค้าที่ตลาด ทั้งสองหอบหิ้วของพะรุงพะรังเต็มไปหมดแต่คนที่เยอะสุดคงจะเป็นร่างหนาของใครบางคน ก็เขาอาสาจะถือของแทนเด็กหนุ่ม เห็นดังนั้นฟานซินก็ไม่ได้ขัด ถือว่าเป็นการเอาคืนชายหนุ่มเรื่องเมื่อเช้า ดีเสียอีกเขาจะได้ไม่ต้องเมื่อย ถึงแม้ว่าระยะทางจากบ้านบนเขาไปยังจุดหมายไม่ไกลนักใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามก็ถึง ไปกลับได้โดยไม่ต้องค้างอ้างแรมในป่า ฟานซินเดินทางเช่นนี้จนชินเสียแล้ว เด็กหนุ่มจึงกะระยะเวลาในการเดินทางได้แม่นยำ

เมื่อมาถึงสถานที่ผู้คนที่ตลาดค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะตลาดแห่งนี้เป็นพื้นที่ติดกับเมืองหลวงมากที่สุด และง่ายต่อการเดินทาง บางคนก็เข้าไปค้าขายเปิดร้านเองที่เมืองหลวงโดยไม่ผ่านพ่อค้าที่มารับซื้อ

ฟานซินพาชายหนุ่มเดินมาถึงหน้าร้านของเถ้าแก่เจียง ร้านนี้เป็นร้านที่เด็กหนุ่มมาแลกเปลี่ยนเป็นประจำ แถมเถ้าแก่เจียงยังเป็นคนใจดีไม่น้อย เวลามาแลกของเขามักจะแถมข้าวของติดไม้ติดมือฟานซินกลับทุกครั้ง วันนี้เขาตั้งใจไว้ว่าจะเอาสมุนไพรส่วนหนึ่งแลกเป็นอาหาร และอีกส่วนหนึ่งแลกเป็นเงิน ปกติแล้วฟานซินจะไม่ค่อยแลกเป็นเงินเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวอยู่แต่บนเขาถ้าไม่มีเหตุจำเป็นต้องใช้เจ้าตัวจะไม่แลก

แต่วันนี้เขาคิดว่าจะแลกเงินเพราะอยากซื้อชุดใหม่ให้คนที่กำลังหอบของเดินตามหลังเขามา ฟานซินหันไปมองชายหนุ่มเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มใส่ล้วนเป็นของท่านปู่ของเขา ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเหมาะกับร่างหนา ๆ นั้น หากชายหนุ่มแต่งตัวด้วยชุดที่ดูดีกว่านี้คงต้องสง่างามขึ้นหลายเท่าตัวเป็นแน่

“เจ้าเหนื่อยหรือ ให้ข้าอุ้มดีไหม”

ชายหนุ่มเดินมาหยุดข้าง ๆ ฟานซิน ก่อนจะเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้าตัวหยุดเดินแล้วมองมาที่เขา

“ข้ามิได้เหนื่อย...” เขาหันมายิ้มน้อย ๆ ให้ชายหนุ่ม

“....และข้าก็ไม่ใช่เด็กแล้วไยจึงชอบอุ้มข้านัก ที่ข้าหยุดเพราะถึงร้านแล้วต่างหาก”

ฟานซินเอ่ย พร้อมกับหันหน้าไปทางร้านเถ้าแก่เจียง ยกมือชี้ให้ชายหนุ่มดู

ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินตามฟานซินเข้าไปในร้าน

ฟานซินจัดแจงช่วยขนข้าวของเข้าไปในร้าน ภายในร้านของเถ้าแก่เจียงผู้คนค่อนข้างเยอะพอสมควร เด็กหนุ่มบอกให้ชายหนุ่มนำของทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะรับของ

“ท่านรอข้าข้างนอกก็ได้ ในนี้คนเยอะนัก หากท่านอยู่อาจจะเกะกะได้”

ฟานซินบอกกับชายหนุ่มซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยดั่งที่ฟานซินว่า จึงเดินออกไปยืนรอด้านนอกตามที่เจ้าตัวสั่ง ส่วนตัวของฟานซินเดินเข้าไปหาเถ้าแก่เจียงด้านหลังร้าน ร้านนี้เขามาจนคุ้นชินแล้ว

“เถ้าแก่ วันนี้ข้านำของมาแลกเปลี่ยนเยอะเลย”

“มา ๆ วันนี้เจ้าเอาอะไรมาบ้าง”

เถ้าแก่เจียงได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของเด็กหนุ่ม ก็หันมายิ้มให้กับฟานซิน พร้อมกับเดินออกมาดูของที่เจ้าตัวพามาด้วยว่ามีอะไรบ้าง โดยมีฟานซินหยิบห่อสมุนไพรต่าง ๆ ออกมาก แต่ละห่อเขาตากแห้งและแยกสมุนไพรแต่ละชนิดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยอัตราแลกเปลี่ยนของที่นี่นั้น สมุนไพร 1 ห่อ สามารถแลกของได้ 1 อย่าง แต่วันนี้ฟานซินจะนำมาแลกอาหารแห้ง 5 ห่อ และที่เหลือจะแลกเป็นเงิน ฟานซินตั้งใจแล้วว่าจะซื้อชุดใหม่ให้ชายหนุ่ม

ระหว่างที่ฟานซินกำลังแลกของอยู่นั้น ชายหนุ่มที่ยืนชะเง้อคอมองฟานซินเป็นระยะอยู่ข้างนอกร้าน จู่ ๆ ก็ถูกชายผู้หนึ่งเดินมาชนเขา

“ขอโทษขอรับคุณชาย บาดเจ็บหรือไม่”

“ข้าไม่เป็นไร”

หวางมู่มองดูชายตรงหน้า ทั้งตัวเขาสวมชุดสีดำปกปิดใบหน้า

“เช่นนั้นข้าขอตัว”

ชายชุดดำกล่าว ก่อนจะยัดกระดาษใบเล็ก ๆ ใส่ในมือของหวางมู่ก่อนจะจากไปโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัว ชายชุดดำคนนั้นก็เดินหนีหายเข้าไปปะปนกับผู้คนเสียแล้ว เขามองดูกระดาษในมือด้วยความงุนงง แต่งกายปกปิดใบหน้าเช่นนี้ เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เด็กหนุ่มเล่าให้เขาฟังหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่คนร้ายหรอกใช่ไหม เขาได้แต่คิดตั้งคำถามเอาไว้ในใจ ก่อนที่จะมองดูกระดาษแผ่นนั้นสักพักแล้วตัดสินใจเปิดดู ภายในกระดาษนั้นเขียนไว้ว่า

หากท่านอยากรู้ว่าข้าคือใคร มาพบข้าที่โรงเตี้ยม 

ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่นานว่าจะไปตามที่ในกระดาษใบนี้เขียนไว้ดีหรือไม่ เขาชะเง้อมองดูเด็กหนุ่มภายในร้านอีกครั้ง เห็นว่าฟานซินยังไม่มีวี่แววจะทำธุระเสร็จในเร็ว ๆ นี้ แต่เขาไม่อยากปล่อยเด็กหนุ่มไว้คนเดียว หากชายผู้นั้นเป็นคนร้ายแล้วหลอกให้เขาออกไป เจ้าตัวอาจจะเป็นอันตราย แต่อีกใจเขาเองก็อยากรู้ เขาตัดสินใจไปตามข้อความในกระดาษทันที

 

ภายในห้องรับรองของโรงเตี้ยม

ชายหนุ่มกำลังยืนลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ ทุกอย่างเหมือนถูกจัดวางไว้เสียดิบดี ขนาดเสี่ยวเอ้อ ยังนำเขามายังหน้าห้องนี้โดยที่ไม่ถามเขาสักนิด แต่ในเมื่อเขามาถึงที่นี่แล้วก็คงต้องเข้าไปเท่านั้น

มือหนาผลักประตู ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบห้อง ของข้างในถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี ห้องรับรองนี้คงจะแพงน่าดู

“คารวะ ท่านอ๋อง”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของหวางมู่ เขาหันกลับไปมองทางต้นเสียง เห็นชายชุดดำคนที่พึ่งเดินชนเขาเมื่อสักครู่ยืนอยู่ บัดนี้คนตรงหน้าเขาไม่ได้ปกปิดใบหน้าแล้ว กลับเปิดเผยออกมาให้ได้รับรู้ว่าภายใต้ผ้าคลุมนั้นบุคคลนี้หน้าตาเป็นเช่นไร

ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือใคร เขายิ้มให้กับชายชุดดำตรงหน้า

“เป็นเจ้านี่เอง....” ชายหนุ่มถอนหายใจหนัก ๆ อย่างโล่งอก

“คนผู้นั้นส่งให้เจ้ามาตามข้าหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ” เขาโค้งรับอย่างนอบน้อม

“ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปเถิด”

“ขอให้ท่านรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ขอบใจมาก...ข้ารอดมาได้ก็ถือว่าโชคชะตาช่วยค้ำ เจ้าไปเถอะอย่าห่วงข้าเลย”

ชายชุดดำรับคำเพียงเท่านั้นก็ทะยานกายออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ชายหนุ่มได้แต่ถอดถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาอีกครั้งก่อนจะพึมพำว่า

“หึ เจ้าจะไม่ให้ข้าพักผ่อนจริง ๆ หรือ?”

เขาเดินออกจากโรงเตี้ยมกลับไปยังทางที่เขาพึ่งเดินเข้ามาเมื่อสักครู่ เร่งรีบฝีเท้าเพื่อกลับปร้านเถ้าแก่เจียง ด้วยความเป็นห่วงว่าเด็กหนุ่มทำธุระเสร็จแล้วจะไม่เจอเขาจึงรีบเดินกลับไปยังร้านเถ้าแก่เจียงทันที โดยไม่ลืมที่จะแวะซื้อหมั่นโถวติดมือกลับไปด้วย ขณะเดียวกันทางด้านฟานซินเองก็ทำธุระของตนเองเสร็จแล้ว แต่ออกมากลับไม่พบชายหนุ่ม ในใจก็นึกเป็นห่วงไม่ใช่ว่าไปก่อเรื่องที่ไหนอีกแล้วหรือ เด็กหนุ่มชั่งคิดอยู่สักครู่ ไม่แน่ใจว่าจะออกไปเดินหาชายหนุ่ม หรือยืนรอยู่ที่นี่ดี หากเกิดหวางมู่เดินกลับมาแล้วไม่เจอเขาที่นี่จะทำเช่นไร

ฟานซินเดินกระวนกระวายไปมา ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าร้าน ภายในใจของเด็กหนุ่มมีแต่ความกังวล สายตาก็เอาแต่สอดส่องหาชายหนุ่มตลอดเวลา ในหัวก็เอาแต่คิดคำต่อว่าชายหนุ่มไม่หยุด หากกลับมาเขาจะต้องบ่นเสียหน่อยแล้ว โทษฐานที่ทำให้เขาเป็นห่วง

ชายหนุ่มเห็นฟานซินเดินไปเดินมาอยู่หน้าร้าน แถมใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นก็ดูจะโกธรไม่ใช่น้อย เห็นดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ เดินอ้อมไปด้านหลัง ใช้มือสะกิดที่หลังเด็กหนุ่มเบา ๆ

เจ้าตัวหงุดหงิดใครก็นะช่างกล้ามาแกล้งเขาตอนอารมณ์ไม่ดีกัน เด็กหนุ่มหันกลับไปปรากฏว่าคนด้านหลังคือคนที่เจ้าตัวกำลังรออยู่พอดี ฟานซินกำลังจะอ้าปากต่อว่าชายหนุ่ม แต่สายตากลับมองไปเห็นที่มือชายหนุ่มยื่นหมั่นโถวลูกลม ๆ สีขาวมาให้เขา เจ้าตัวจึงใจอ่อนลงทันที

“ท่านไปไหนมา ข้าเป็นห่วงรู้หรือไม่”

ฟานซินอยากจะต่อว่าชายตรงหน้านัก แต่เมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มแล้วก็ต่อว่าไม่ลงจริง ๆ ได้แต่ยอมรับหมั่นโถวมาถือไว้

“ข้ากลัวว่าเจ้าจะหิวเลยไปซื้อของกินมาให้เจ้า”

“ทีหลังท่านอย่าทำเช่นนี้อีก”

ฟานซินถอนหายใจ มองดูชายหนุ่มยืนกัดหมั่นโถวอย่างไม่รู้สำนึกอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะกัดหมั่นโถวของตัวเองเช่นกัน

ทั้งสองกินหมั้นโถวจนหมด ก่อนจะชวนกันไปเดินซื้อของในตลาด ฟานซินพาชายหนุ่มเข้าร้านนั่น ออกร้านนี้อย่างไม่รู้เหนื่อย ชายหนุ่มเองก็ทำหน้าที่เป็นผู้ตามที่ดีเช่นกัน กว่าที่ทั้งสองคนจะจัดการธุระเสร็จก็ปาไปเกือบค่อนวัน ฟานซินและหวางมู่กลับมาถึงบ้านบนเขาก็มืดค่ำเสียแล้ว ดีที่ทั้งสองแวะทานข้าวที่โรงเตี้ยมเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงบ้านเด็กหนุ่มก็ไล่ให้ชายหนุ่มไปอาบน้ำก่อนเช่นเคย ส่วนเจ้าตัวก็เอาของที่แลกมาไปเก็บให้เรียบร้อย ก่อนจะไปอาบน้ำเช่นกัน แต่ก่อนจะไปทำธุระส่วนตัวฟานซินเองก็ไม่ลืมเอาของที่ตนซื้อมาฝากให้กับท่านปู่

“ท่านปู่วันนี้ข้าซื้ออาหารจากในเมืองมาฝากท่านปู่ด้วยล่ะ”

“เจ้าไม่น่าลำบากเลย...” ชายชรานั่งลงอย่างยากลำบากตามอายุ

“ไม่ลำบากเลยท่านปู่ ข้าว่าท่านปู่ต้องชอบ” เขาพูดพลางแกะห่ออาหารออก

“มาท่านปู่มาทานเถอะ ยังอุ่น ๆ อยู่เลย”

ชายชรายิ้มอย่างอบอุ่นและมีความสุขทานอาหารห่องนั้นอย่างตั้งใจ

“พวกเจ้ามากันเหนื่อย ๆ” ท่านปู่เอ่ยขึ้น “ไปอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนกันเถอะ”

“เดี๋ยวข้าเก็บบ้านตรงนี้แล้วจะไป ส่วนท่าน...” ตอนท้ายเขาหันมาทางหวางมู่

“ไปอาบน้ำก่อนข้าเถอะ เอาไว้ข้าเก็บของพวกนี้เสร็จจะตามไป”

“ขอบใจ ขอบใจ เจ้าทั้งสองมาก ๆ” ปู่ชรายิ้มอิ่มเอมใจอย่างมีความสุข

ความคิดเห็น