ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 38 mahouka koukou no rettousei

ชื่อตอน : ตอนที่ 38 mahouka koukou no rettousei

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ค. 2563 20:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 38 mahouka koukou no rettousei
แบบอักษร

ตอนที่ 38

 

 

 

ณ ภายในห้องห้องหนึ่งที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ได้มีร่างของชายหนุ่มผู้มีผมสีดำเงาดุดรัตติกาลยามไร้ดาวมีดวงตาสีทองอร่ามอันสวยงามดุดอำพันยืนอยู่หน้าจอทีวีขนาดใหญ่ที่กำลังฉายอนิเมะ ก่อนที่เสียง“ฮาาา~”จะดังขึ้นมาจากการที่ชายหนุ่มนั้นถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า

 

“ขอพักก่อนไปโลกต่อไปแล้วกัน...”

 

กล่าวจบ ชายหนุ่มหรือเซนไม่รอช้าเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนทันทีพร้อมกับหนังตาที่ค่อยๆหย่อนหลับลงอย่างสงบ เสียงหายใจดังขึ้นเป็นจังหวะไม่ต่างจากแผ่นอกหนาแกร่งที่ขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ

 

 

.

 

 

..

 

 

...

 

 

หลายชั่วโมงผ่านไป เวลาล่วงเลยมาสู่เวลาเที่ยงตรงวันถัดมา เซนตื่นขึ้นมาพร้อมกับเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อยก่อนเดินเข้าครัวไปทำอะไรกินเอง และเมื่อกินเสร็จแล้วนั้นจึงได้กลับมายังหน้าทีวีที่เดิมที่ไม่ได้ปิดเลยตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในใจคิดถึงเรื่องวันวานภายในโลกแห่งแฟรี่เทลและสายตาก็พลันกวาดมองดูเหล่าแผ่นซีดีต่างๆอย่างพิจารณา เขาไม่มีความคิดที่ว่าจะไปโลกต่อไปเป็นโลกอะไรในสมองเลย

 

เพราะอย่างที่บอกว่าเซนนั้นไม่ใช่โอตาคุ เรื่องที่ชอบนั้นมีอยู่ไม่มาก และเรื่องที่เคยดูนั้นก็มีอยู่ไม่มากเช่นเดียวกัน แต่ว่าที่อยากจะไปโลกต่างๆนั้นก็เพราะต้องการความสนุกและต้องการที่จะผ่อนคลายพักผ่อนไปกับสิ่งต่างๆที่จะได้พบเจอ

 

ไม่ซิ ส่วนมากทั้งสองโลกที่ผ่านมานี้เขามักจะไปเพื่อใช้ชีวิตแบบต่างๆหาความสนุกมากกว่าพักผ่อนซะอีก ทั้งเป็นมาเฟีย ทั้งเป็นจอมเวทย์ จะเรียกว่าอะไรดีละ? ท่องเที่ยวหรอ?

 

“ช่างมันละกัน..”

 

สลัดความคิดวุ่นวายทิ้งไปพลางค่อยๆเลือกเรื่องแต่ละเรื่องอย่างช้าๆ อารมณ์คงประมาณคนธรรมดากำลังเลื่อนหาอนิเมะดูตามเว็บยังไงอย่างงั้น ใช้เวลาอยู่นานจนในที่สุดสายตาของเซนก็ได้หยุดลงที่เรื่องเรื่องนึง

 

“mahouka koukou no rettousei...?”

 

เรื่องราวกล่าวถึงพี่น้องคู่หนึ่งที่เข้าเรียนในโรงเรียนสอนเวทมนต์ โดยนิยามของเวทมนต์ในเรื่องนั้น มันคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตั้งแต่ต้น

 

เวทมนต์+โรงเรียน=ชีวิตที่น่าตื่นเต้น ถึงเซนนั้นจะให้ความสนใจไปที่การสร้างและทักษะทางกายภาพมากกว่าการใช้เวทย์ก็ตาม แต่ว่าการเข้าเรียนในโรงเรียนเวทมนต์นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่การสอนใช้เวทย์อยู่เพียงอย่างเดียว

 

เพราะงั้นเขาไม่จำเป็นต้องเน้นหนักไปทางด้านเวทมนต์ก็สามารถอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นได้แม้อาจจะไม่ราบรื่นก็ตาม

 

แต่ว่าเขาหาได้สนใจตรงส่วนนั้นตรงไหนเลย เพราะมันแตกต่างจากโลกของแฟรี่เทล โลกฝั่งนั้นมันมีแนวทางที่เข้มข้นอย่างมากทำให้เขานั้นต้องเจออะไรต่างๆมากมายอยู่บ่อยๆ แต่เท่าที่เขาพอนึกออก โลกใบนี้ที่เขากำลังจะไปนั้นมันไม่น่าจะหนักหนาเท่าแฟรี่เทล

 

คิดได้ดังนั้น เซนจึงเดินไปยังจุดเดิมที่มีเครื่องเล่นแผ่นอยู่ทันทีพร้อมกับสลับแผ่นของแฟรี่เทลออก มาเก็บไว้อย่างดีก่อนจะใส่แผ่นใหม่เข้าไป และเมื่อแผ่นเริ่มหมุน ตัวของเซนก็พลันถูกดูดเข้าไปในจอทันทีพร้อมกับจอที่เริ่มฉายเรื่องราว

 

 

 

 

 

 

 

 

และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ทัศนวิสัยของเขาเบื้องหน้าที่เห็นนั้นคือเพดานห้องอันมีรวดลายเสมือนไม้ที่เคลือบเงา เซนแปลกใจว่าทำไมรอบนี้เขานั้นจึงได้มาอยู่ในสิ่งปลูกสร้างแบบนี้ ทั้งที่ทุกๆครั้งไปมักจะเป็นตรงกลางป่าตลอด

 

และเมื่อพยายามขนับตัวลุกขึ้นยืน มันก็ถึงกับทำให้เซนแปลกใจ

 

ทำไมถึงลุกไม่ขึ้น...

 

แขนขารู้สึกไม่มีแรง ร่างกายรู้สึกอ่อนแอเสมือนเป็นเด็กทารกยังไงอย่างงั้น ไม่ซิ ไม่ใช่แค่เสมือน แต่ว่าตอนนี้เขานั้น..

 

.!!!??.

 

ได้กลายเป็นเด็กทารกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

 

เสียงที่สามารถเปล่งออกมาได้มีเพียงเสียงร้องอุแวๆเท่านั้น! นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมเขาจึงกลายเป็นทารก!??

 

ได้แต่สบถและก่นด่าในใจว่าทำไมมันจึงกลายเป็นแบบนี้แต่ว่าถึงกระนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี เขาพยายามใช้เวทมนต์เพื่อบินขึ้น แต่ว่าสัมผัสมานาในร่างกายแทบไม่ได้เลย!?

 

‘....ใจเย็นไว้ เราต้องใจเย็นๆ’

 

เซนพยายามทำใจให้สงบ เขานอนอยู่นิ่งๆก่อนจะคิดความเป็นไปได้ต่างๆที่คิดออก สถานการณ์นี้ไม่แน่มันคงจะเป็นสถานการณ์ที่เรียกว่าเกิดใหม่ แล้วถ้าเป็นแบบนั้น แสดงว่าเขาจะต้องใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กทารกไปอีกนานนับปี

 

เขาพยายามคิดในแง่บวกว่า อย่างน้อยก็มีเวลาพักเยอะขึ้นมากกว่าการที่จะไปเริ่มต้นที่ตอนเปิดเนื้อเรื่อง ถึงสองโลกก่อนหน้าจะเป็นคล้ายๆกันคือไปโผล่ก่อนเนื้อเรื่องเหมือนกันก็ตาม

 

‘เดี๋ยวนะ.. แล้วถ้ารอบนี้... ชั้นโตไม่ทันเนื้อเรื่องละ?’

 

ได้แต่คิดแล้วนึกวิตก มานาในร่างกายเด็กทารกนี่ก็มีน้อยซะจนไม่สามารถใช้เวทย์ได้ จึงจำเป็นต้องรอให้โตกว่านี้ซะก่อน พอถึงตรงนั้นเข้าจะใช้มันเร่งการเจริญเติมโตของร่างกาย

 

เขาไม่คิดจะใช้ Poin อันหายากไปกับแค่การทำให้โตไวแน่นอน แต่ถ้ามันจำเป็นเขาก็คงต้องใช้ ว่าแต่ว่าสถานการณ์ไหนกันนะที่เรียกว่าจำเป็น?

 

ช่างเถอะ มาผ่อนคลายก็จำต้องผ่อนคลาย เซนค่อยๆปริมตาหลับลงอย่างช้าๆก่อนที่จะสติดับไปด้วยร่างกายของเด็กทารกวัยแรกเกิด

 

ว่าแต่พ่อกับแม่เขาอยู่ไหนกันนะ?

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

ปี ค.ศ.2092

 

 

เวลาล่วงเลยผ่านไป เซนที่เคยเป็นเพียงแค่ทารกตอนนี้นั้นกลับโตมีร่างกายแบบเด็กอายุ 12 ปีแล้วซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นทำให้เซนรู้ว่าเขานั้นเป็นลูกคุณหนูในตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งซึ่งไม่ใช่หนึ่งในเหล่าตระกูลนัมเบอร์ของญี่ปุ่น

 

ด้วยความที่ว่าเขามาโดยไม่รู้รายละเอียดของโลกใบนี้มากนัก ทำให้เซนได้ค้นหาเหล่าข้อมูลต่างๆที่พอจะหาได้มาเพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

 

สำหรับโลกใบนี้นั้นเวทมนตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องบอกเล่าในตำนานหรือนิทานปรัมปรา แต่กลายเป็นเทคโนโลยีในความเป็นจริงมาได้กว่า 1 ศตวรรษแล้ว(100 ปี)

 

ในส่วนนี้เซนพอรู้อยู่แล้วเลยไม่มีอะไรมากนักที่ต้องสืบต่อมากนัก ทำให้เขาเปลี่ยนไปค้นเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกนี้แทน แต่ว่าได้เพียงไม่นานก็เกิดอาการปวดหัวเนื่องจากข้อมูลในสมองนั้นมีเยอะเกินที่เด็กธรรมดาอย่างเขาจะรับไหว

 

ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเซนนั้น ถึงจะเป็นคุณหนูตระกูลเก่าแก่ แต่ก็เป็นแค่ลูกของเมียน้อยผู้นำตระกูลเท่านั้น แถมเขายังเกิดมาพร้อมกับความเข้ากันได้ของเวทมนต์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอันไม่สมกับเป็นคนในตระกูลเก่าแก่เลยแม่แต่น้อย

 

หากจะถามหามานาของเขาก่อนหน้านี้นั้นเหตุใดจึงได้หายไปเหลือเพียงน้อยนิดคำตอบคงเป็นเพราะเขานั้นมาอยู่ในร่างกายใหม่ไม่ใช่ร่างกายเดิม และด้วยเหตุนี้เช่นกันทำให้สมองของเขานั้นมีขีดจำกัดไม่เหมือนกับร่างกายก่อนหน้านี้

 

แต่ด้วยความที่เคยทำสิ่งต่างๆมากมายมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้สมองของเด็กในตอนนี้นั้นมีประโยชน์ เขาว่ากันว่าเด็กนั้นมักมีความทรงจำที่ดี สามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ไวมากกว่าผู้ใหญ่

 

เพราะงั้นมันจึงไม่เป็นปัญหาหากจะพยายามนึกถึงความทรงจำเก่าๆและพยายามใช้มันให้เกิดการจำอีกครั้ง แต่ก็เพราะเหตุนี้เช่นกันที่ทำให้สมองของเซนนั้นรับเรื่องอื่นไม่ไหวแล้วเพราะมันถูกเติมเต็มไปด้วยข้อมูลเก่าๆมากมายอยู่ก่อนแล้ว ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่มีสิ่งที่จำเป็นๆทั้งนั้น

 

แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ก็ดีซะอีกสำหรับเขา เซนเคยอยากจะเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งมาก่อน การที่เขาเกิดมาแตกต่างจากคนอื่นนั้นมันทำให้เขารู้สึกเดียวดาย

 

ทุกคนต่างเข้าหาเขาเพื่อหวังบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ ไม่ได้เข้าหาเขาเพราะไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ซึ่งมันก็ไม่ผิดหรอกหากจะคิดหาผลประโยชน์จากคนอื่น แต่ว่าเขาแค่ไม่ชอบให้ใครมาเสแสร้งตีหน้าเป็นอีกคนมาคุยกับเขาก็เท่านั้น นั่นแหละจึงทำให้เซนนั้นคิดว่าการที่เกิดมาปรกติเหมือนคนอื่น ได้ใช้ชีวิตธรรมดาก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน

 

เพราะงั้นโลกใบนี้นั้นเขาจะขอเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งก็คงจะเพียงพอแล้ว ความเข้ากันได้ของเวทมนต์ของเขานั้นที่ว่าน้อยมากเพราะวัดกันในเชิงของการควบคุมไซอ้อนมิใช่มานาที่ตอนนี้มีอยู่ปริมาณที่มากพอประมาณในรับดับหนึ่งภายในร่างกายของเขา

 

ทำให้มิสามารถดูถูกได้ว่าเซนนั้นอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งมากมายเหมือนกับร่างกายที่ดีเลิสไปซะทุกอย่างอย่างก่อนหน้านี้ แต่ก็ช่างมันประไร? เป้าหมายของเขาแต่แรกคือพักผ่อนและใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในโลกใบนี้เท่านั้นมิใช่การต่อสู้

 

เซนฮัมเพลงอย่างสบายใจหลังจากปัดเรื่องต่างๆออกจากหัว ก่อนที่จะออกมาหนีเล่นที่หาดทรายที่มีผู้คนมากมายมาเที่ยว ที่อยู่ปัจจุบันของเซนนั้นคือโอกินาว่า เพราะเป็นลูกเมียน้อยจึงไม่ได้อนุญาตให้อยู่ในบ้านตระกูลใหญ่

 

ซึ่งเป็นข้อดีเลยเพราะไม่ต้องมีใครมาจับตาดูเขา และอีกอย่างถึงจะได้อยู่ในบ้านตระกูลใหญ่ก็คงไม่มีใครสนใจเขาอยู่ดี สำหรับคนที่แทบจะไม่มีความเข้ากันได้ของเวทมนต์ในโลกใบนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ค่า

 

เป็นค่านิยมที่อุบาตจนอยากจะอ้อกออกมาเป็นสายรุ้ง แต่ก็ช่างมันประไร วันนี้เป็นที่อากาศค่อนข้างดีเพราะมีลมเย็นพัดผ่านมาอยู่ตลอดถึงแดดจะค่อนข้างแรงเล็กน้อยก็ตามแต่สำหรับเขาแล้วนั้นมันไม่สามารถระคายผิวเขาได้เลยแม้แต่น้อย!

 

เหตุผลก็ค่อนข้างง่ายมาก เขาจะเก็บมานาไว้ทำแปลงผักหรือไงถ้าไม่ใช้? ใช่ ที่บอกว่าถึงแดดมันจะแรงแต่มันไม่สามารถระคายผิวเขาได้นั้นเป็นเพราะเขาได้ใช้มานาปกคลุมร่างกายตัวเองไว้แบบอ่อนๆเพื่อกันรังสีความร้อนและรังสีUVไม่ให้แสงแดดนั้นสร้างความเสียหายให้ร่างเนื้อของเด็กวัย 12 ปีของเขาได้

 

ถือว่าเป็นอะไรที่ดีอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถทำให้เขานั้นสามารถออกมาเที่ยวที่ชายหาดนี้ในเวลาปิดเทอมได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลัวตัวดำเป็นถ่านหินเลยแม้แต่น้อย

 

ถึงจะรู้สึกโดดเดี่ยวแต่เขาก็ชินแล้ว ร่างสูงสมส่วนของเด็กวัยเพียง 12 ปีผู้มีใบหน้าน่ารักน่าชังอันน่าหลงไหลผมสีดำเงาสลวยดวงตาสีทองเสมือนอำพันจ้องมองไปที่น่านน้ำด้วยความรู้สึกที่เบิกบานก่อนจะหันกลับเข้าไปที่ทางเดินตรงหน้า

 

เดินไปได้ซักพักเซนนั้นก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนที่เที่ยวเล่น เขามีสถานที่โปรดของเขาอยู่ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ที่ธรรมดาเพราะว่ามันคือบนฟ้านั่นเอง

 

เวนตัดสินใจเดินไปยังที่ที่ไม่มีคนเดินผ่านแน่นอนพร้อมพลังงานสีม่วงอ่อนถูกใช้งานขึ้นมาครอบคลุมรอบกายของเด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะลอยตัวขึ้นมา

 

ในตลอด 12 ปีมานี้พลังต่างๆของเขาค่อยๆกลับทาทีละนิด และนี่ก็คือพลังงานที่ถูกเรียกในชื่อของพลังจิต อันมีต้นกำเนิดมาจากโปเกม่อนพลังจิตระดับตำนานอย่างมิวทูที่เซนนั้นได้ดูดซัพมา

 

ด้วยความพยศของมิวทูทำให้เซนไม่ค่อยอยากจะยุ่งวุ่นวานกันเจ้านั่นมากนัก หลังจากดูซัพพลังจิตมาได้พอสมควรเขาจึงได้ผนึกมันเอาไว้กันหลุดออกมาจากโปเกบอลแล้วอาระวาดทำลายทุกสิ่งไปทั่ว เพราะงั้นจึงไม่มีโอกาสที่เขาจะได้ใช้มิวทูออกมาเลย

 

ถึงจะน่าสงสารและดูโหดร้ายแต่เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะไปเกลี้ยกล่อมใคร เพราะงั้นจึงลงเอยในรูปแบบนี้ไป

 

หลังจากลอยตัวขึ้นมาได้เลิกน้อย เซนก็ได้บินขึ้นไปบนฟ้าอย่างช้าๆก่อนที่จะเพิ่มความเร็วมากขึ้นจนพุ่งทะลุชั้นโอโซนต่อด้วยสตาร์โตสเฟียร์ตามมาติดๆ วิวบนท้องฟ้าสูงนั้นเรียกได้ว่าสวยงามไร้ที่ติ ถึงจะหายใจได้ยากลำบากแต่ถ้ากลั้นหายใจไว้ปัญหานั้นก็จะหมดไป

 

“แต่ถ้าหากว่าเราลอยอยู่บนนี้ได้นานกว่านี่ก็คงดี”

 

กล่าวจบร่างของเขาก็ได้ล่วงลงจากท้องฟ้าในระดับความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆเพราะพลังจิตที่อ่อนแรงและหมดไป ด้วยความเคยชินเซนไม่ได้มีท่าทีที่ตกใจเขาทำท่านอนบนอากาศด้วยความชิวพร้อมชมวิวอันสวยงามบนท้องฟ้าไปพลาง

 

แต่ว่าพอได้ยินเสียงของเครื่องบินจากด้านล่างความชิวเหล่านั้นก็หายไปทันทีแทนที่ด้วยเม็ดเหงื่อที่พุดออกมาเต็มหน้าผากทั้งที่ด้วยความเร็วระดับนี้มันควรพัดเหล่าเหงื่อไครปลิ่วออกไปได้

 

“ซวยแล้วไง”

 

ด้วยความเร่งรีบเพราะสถานการณ์ฉุกเฉินทุกอย่างที่สามารถใช้ได้ถูกใช้ออกมา ทั้งมานาที่ถูกใช้ออกมาเป็นเวทย์เพื่อลดน้ำหนักและมวลของตัวเองเพื่อลดความเร่ง ทั้งพลังจิตที่เข้นออกมาสุดเพื่อใช้ในการฉุดกระชากร่างกายให้หยุดตรงดิ่งพุ่งเข้าชนเครื่องบินลำที่ว่านั้น

 

แต่ว่ามันก็ไม่ได้ง่าย ความเร็วถึงจะลดลงแล้วแต่เขาก็ยังไม่ถือได้ว่ากำลังตกลงไปใส่เครื่องบินลำนั้นอยู่ ด้วยพลังจิตที่เหลือน้อยเกินไปทำให้ยากที่จะสามารถหยุดเขาอยู่กลางอากาศได้

 

เซนตัดสินใจสร้างวงเวทย์ขึ้นมาก่อนจะใช้ถีบตัวลอยขึ้นฟ้าไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้ระยะเวลาการตกโดนเครื่องบินลำนั้นช้าลงไปจนกว่ามันจะผ่านระยะตกเขาไปซะก่อน

 

และด้วยการถีบวงเวทย์ที่ไม่แข็งแรงพอทำให้มันแตกออกกลายเป็นหมอกควันขึ้นเสมือนกับก้อนควันยังไงอย่างงั้น

 

ที่จริงแล้วสิ่งที่เขาใช้ออกไปเมื่อกี้นั้นเป็นสิ่งที่เขาเตรียมเอาไว้ใช้สำหรับตอนลงพื้นแท้ๆ แต่ว่าเขากลับต้องมาใช้ในตอนนี้ มันบ่งบอกได้เลยว่าเขานั้นฉิบหายโดยแท้จริง

 

เขาอุตส่าห์ตัดสินใจไม่เปิดพวกมิติเก็บของนับ 12 ปีเพื่อให้ได้อรรถรถในการใช้ชีวิต แต่กลับต้องมาตัดสินใจเปิดมันขึ้นตอนนี้เพราะเหตุสุดวิสัยนี้

 

เฮ้อออ~~

 

ได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆก่อนที่จะค่อยๆค้นหาถุงมือคู่หนึ่งพร้อมกับยาเม็ดบางอย่างที่อยู่ภายในเรื่องของรีบอร์น เมื่อหาเจอเซนจึงได้ทำการสวมใส่ถุงมืออย่างรวดเร็วอยู่กลางอากาศก่อนที่จะปลดล็อกเวทย์ลดน้ำหนักและมวลออกไปทำให้ร่างกายของเขาพุ่งตรงดิ่งสู่พื้นอีกครั้ง

 

ท่าทีของเขายังคงใจเย็นอยู่ก่อนที่จะกลืนยาเม็ดที่นำออกมาเข้าไปในลำคอ ฤทธิ์ของเม็ดยาดับเครื่องชนได้ทำงานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

อึก!

 

และทันใดนั้น

 

 

พรึ่บบบบบ!!??!

 

ไฟของธาตุนภาก็ได้ลุกโชนขึ้นมาที่ถุงมือพร้อมกับที่ดวงตาสีอำพันของเซน ร่างที่กำลังล่วงหล่นค่อยๆลดความเร็วลงก่อนที่จะกลายเป็นร่อนลงช้าๆไม่ใช่ล่วงหล่นเหมือนก่อนหน้านี้

 

เขาไม่แน่ใจหรอกนะว่าสัญญาดาวเทียมของหน่วยกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นจะจับได้ออกมาเป็นแบบไหน เพราะเขาไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย

 

ตุบ!

 

ใช้เวลาอยู่นานในท้ายที่สุดเซนก็สามารถลงสู่พื้นทรายก่อนหน้านี้ได้อย่างนุ่มนวลพร้อมกับไฟของธาตุนภาที่ดับไปเพราะใกล้ถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว

 

“เฮ้อออ~ ถึงจะน่าใจหายเล็กน้อยแต่ก็สนุกดีแหะ”

 

เซนยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะเก็บถุงมือกลับไปที่เดิม ถ้าเป็นความฉลาดของเขาแต่ก่อนคงมีวิธีที่ดีกว่าที่เขาใช้ก่อนหน้านี้ในการไม่ให้เขาพุ่งชนเครื่องบินลำที่ว่า แต่ก็ช่างมันประไร ชีวิตที่มีแต่สิ่งที่แก้ไขได้ง่ายๆมันจะไปสนุกอะไรละ?

 

คิดได้ดังนั้นเซนจึงได้ตัดสินใจออกเดินเล่นต่อไปพร้อมกับเดินไปทั่วเกาะโอกินาว่าแห่งนี้ทันที และโดยที่ไม่รู้ตัว ได้มีเด็กสาวคนหนึ่งเห็นเขาในสภาพกำลังล่วงลงจากท้องฟ้าภายในเครื่องบินลำก่อนหน้านี้ด้วยโหมดชมวิวที่จะทำให้สามารถมองเห็นทั่ว 360 องศาได้ภายในห้องโดยสารส่วนตัว

 

เด็กสาวเกิดความตกใจและสงสัยว่าทำไมจึงได้มีเด็กผู้ชายที่เหมือนจะอายุน้อยกว่าเธอซะอีกมาอยู่บนท้องฟ้าอย่างนี้ได้ แต่ไม่นานเธอได้แต่คิดว่าตาฝาดไปเองเพราะที่ที่เด็กชายคนนั้นอยู่เมื่อกี้ได้ถูกแทนที่ด้วยหมู่เมฆสีขาวก่อนจะหันมาสนใจกับวิวรอบๆอีกครั้ง

 

ช่วงฤดูร้อนอันแสนล้ำค่าของเธอกำลังจะเริ่มขึ้น

 

หลังจากที่เครื่องบนได้จอดลง แอร์ของสายการบินก็ได้ขออนุญาตเปิดประตูห้องส่วนตัวของเครื่องที่เป็นห้องกลมๆขนาดพอดีสำหรับหนึ่งคนของเด็กสาวออก

 

เด็กสาวชิบะ มิยูกิผู้อยู่ชั้นมัธยมต้นยิ้มอย่างน่ารักพร้อมขานรับด้วยน้ำเสียงอันอ่อนนุ่มที่แสนมีเสน่ห์พร้อมกับประตูห้องของเธอที่ถูกเปิดออก เธอออกมาพร้อมลงจากเครื่องอย่างอารมณ์ดีที่ได้มาเที่ยวโอกินาว่ากับท่านแม่

 

แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจ นั่นก็คือพี่ชายของเธอนั้นได้มาที่นี่พร้อมกับเธอด้วย

 

“พวกเราจะไปกันหรือยังคะ มิยูกิซัง”

 

โยตสึบะ มิยะผู้เป็นแม่ของมิยูกิพูดขึ้นด้วยความสุภาพพร้อมกับยืนถือกระเป๋าใบเล็กๆไว้ที่บริเวณท้องน้อยของเธอ

 

“ค่ะ ท่านแม่ขอโทษที่ทำให้ค่อยนะคะ”

 

มิยูกิผู้เป็นลูกสาวได้ยินจึงขานรับอย่างน่ารักน่าชังพร้อมกับวิ่งเข้ามาใกล้ผู้เป็นแม่ที่ยืนรอเธออยู่ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่แสนอ่อนโยน

 

“นี่อย่าวิ่งซิมันอันตรายนะ”

 

ทั้งสองคนมีใบหน้าที่คล้ายกันมากสมกับที่เป็นแม่ลูกกัน จะต่างกันก็แต่ความมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป คนแม่นั้นให้ความรู้สึกถึงความงดงามในแบบของผู้ใหญ่ต่างจากคนลูกหรือมิยูกิที่ออกไปทางน่ารักน่าชังจนใครๆต้องหันมองในสไตล์ของเด็กๆ

 

“ขอโทษค่ะ จะว่าไปคนคนนั้นเขาอยู่ที่ไหนหรอคะ?”

 

“อา ถ้าเธอหมายถึงทัตสึยะละก็......”

 

คนที่มิยูกิหมายถึงคือพี่ชายสายเลือดเดียวกันกับเธอ ชิบะ ทัตสึยะ ทางด้านมิยะผู้เป็นแม่ที่ได้ยินก็ได้ตอบกับไปพร้อมกับเดินนำไปที่ทางออก

 

“เขากำลังรับสัมภาระของพวกเราอยู่”

 

“ขออภัยที่ทำให้รอครับ”

 

ทัตสึยะชายหนุ่มร่างสูงผู้มีใบหน้าอันเรียบเฉยตลอดเวลาพูดขึ้นหลังจากที่ยกสัมภาระเสร็จแล้วเป็นเรื่องที่คนในตระกูลโยตสึบะของทางฝั่งแม่ของเขารู้กันดีว่าชายคนนี้นั้นไม่มีใครมองว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเลยซักคน ยกเว้นก็แต่กับคนกลุ่มเดียวกัน ทัตสึยะมีอายุมากกว่าผู้เป็นน้องถึง 9 เดือน*

 

*ไม่มีข้อมูลที่คนทั่วไปอย่างผมสามารถหาได้ว่าอายุสองคนนี้เท่าไหร่ หรืออาจจะเคยมีบอกแต่ผมอาจจะลืม ซึ่งที่ผมแน่ใจคือเท่านี้ อ้างอิงจากอนิเมะกับมังงะ

 

“ไปกันเถอะมิยูกิซัง”

 

สายตาของมิยะที่มองลูกชายคนนี้นั้น ไม่ต่างอะไรกับมองสิ่งของ เธอแทบไม่เหลี่ยวแลชายหนุ่มผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ร่างของหญิงสาวและเด็กสาวผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันเดินผ่านร่างของทัตสึยะไปโดยไร้ความสนใจใยดี

 

ชิบะ ทัตสึยะ เขานั้นไม่สามารถรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวเองได้ ไม่มีความรู้สึกโกรธ เกลียด หรือน้อยใจ ความรู้สึกเดียวที่เขามีนั้นมีเพียงความรู้สึกที่ว่าต้องปกป้องน้องสาวสายเลือดแท้ของตนเท่านั้น

 

เพราะว่าเขานั้นคือ..

 

 

การ์เดี้ยนผู้ปกป้องคุ้มครองเธอ

 

 

.

 

 

.

 

 

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็นของวัน เซนยังคงเดินเตรดเตร่ไปทั่วทั้งโอกินาว่าอย่างไม่หยุดพัก เขาถือว่ามันเป็นการฝึกเท้าอย่างหนึ่งที่ได้มาจากการเที่ยวเล่น ดูๆไปแล้วนิสัยของเขาตอนนี้ได้กลายเป็นเด็กอย่างแท้จริงไปเสียแล้ว

 

ข้อเสียนั้นคืออาจจะทำให้เขาเผลอทำอะไรแบบเด็กๆออกมาก็เป็นได้ ไม่ซิมันต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน เพราะว่าตอนนี้สถานการณ์ล่าสุดนั้นเซนกำลังไล่จับจักจั่นโดยมีไม้จับแมลงที่ซื้อมาระหว่างทางเป็นของคู่กายพร้อมกล่องใส่แมลงข้างๆเอวอันเต็มไปด้วยจักจั่นและด้วงกวางบางส่วน

 

เขารู้สึกภูมิใจมิใช่น้อยที่ครั้งนี้สามารถจับได้เยอะขนาดนี้ รอบก่อนๆส่วนมากนั้นไม่จับไม่ทันก็ดันเป็นแค่คราบที่รอกออกมาของพวกมันซะงั้น

 

พอเห็นว่าเยอะพอสมควรแก่การนำไปไว้ทดลองแล้วนั้น เซนจึงได้เตรียมเดินกลับทันที ถึงนิสัยจะดูเหมือนเด็กธรรมดาที่ไล่จับแมลงแต่จริงๆแล้วเขามีเหตุผลของตนอยู่

 

และนั่นก็คือการนำมันไปทดลองบางอย่างที่เขาพอจะทำได้ในตอนนี้

 

เขาไม่ใช่เด็กจริงๆซะหน่อยย~ เพราะจริงๆแล้วเขาอายุขึ้น เลข 3 แล้วนะจะบอกให้~ เซนฮัมเพลงพรางเดินไปยังทางกลับบ้านซึ่งต้องข้ามสะพานหินปูนซะก่อน เขาหลับตาฟังเสียงแม่น้ำที่ไหลผ่านข้างใต้สะพานอย่างสบายใจพร้อมกระโดดดึ๋งๆไปด้านหน้า

 

แต่ว่า

 

อ้ะ??

 

ในตอนนั้นเอง

 

ตุบ

 

เซนก็รู้สึกได้ว่าเผลอไปชนกันอะไรเข้าจนทำให้ร่างกายอันบอบบางของเขาล้มลง เซนค่อยๆเปิดตาขึ้นมาพร้อมกับพยายามมองว่าเขานั้นเดินไปชนอะไรเข้า

 

“ใครปล่อยกอริลลาหลุดออกจากสวนสัตว์เนี้ย”

 

เซนพูดขึ้นหลังจากเห็นร่างใหญ่บึกบึนที่เขาพึ่งชนมา ด้วยแสงแดดที่ส่องลงมากระทบหน้าทำให้มองไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ว่าปากเขาก็ดันไวพูดออกไปซะก่อนจะได้เห็นว่าเป็นตัวอะไร

 

“เฮ้เฮ้เฮ้! อะไรกันวะเนี้ย! เด็กสมัยนี้ไม่มีตากันหรือไงห้ะ!!? แล้วเดินชนคนอื่นไม่รู้จักขอโทษบ้างเลยหรอ!!?”

 

“หัดมองทางบางซิวะไอเด็กพวกนี้นิ!”

 

“เจ้าพวกไก่อ่อนเอ้ย!!”

 

ชายร่างบึกบึนพูดออกมาอย่างหัวเสียตามด้วยเพื่อนๆอีกสองคนที่พูดเสริม เพราะก่อนหน้านี้เพียงเกือบเสี้ยววิก็พึ่งมีเด็กผู้หญิงเดินชนเขาไปเมื่อตะกี้นี้จากอีกทางด้านหนึ่ง ทำให้เขานั้นเกิดอารมณ์หัวร้อนขึ้นมาจนต้องตะคอกเสียงดัง

 

โดยเด็กผู้หญิงที่ว่าก่อนหน้านี้ก็คือมิยูกิที่ออกมาเดินเล่นโดยมีทัตสึยะตามมาคุ้มครองนั่นเอง

 

แต่ว่าเซนหาได้สนใจเรื่องนั้นไม่ตอนนี้ เขาหันซ้ายหันขวาหาของบางอย่าง ซึ่งมันก็คือกล่องที่เขาไว้ใส่พวกแมลงต่างๆนั้นเอง แต่ว่าแม้จะมองในบริเวณรอบๆตัวเขาแล้วนั้นก็ไม่สามารถหาเจอได้จนต้องมองไปไกลอีกนิดหน่อย

 

ก่อนที่จะพบว่า

 

กล่องใส่แมลงของเขานั้นไร้แมลงอยู่เพราะฝ่าที่เปิดออกเนื่องจากการตกลงพื้นและเขานั้นลืมที่จะล็อกฝ่าให้สนิท ทำให้เหล่าแมลงทั้งหลายบินออกมาได้และกระจายตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...

 

ปึด!

 

เส้นเลือดปูดพุดพองขึ้นมาพร้อมร่างเล็กที่ค่อยๆยืนขึ้นในสภาพที่ก้มหน้า ตลอดหลายปีที่ผ่านๆมากว่าเขาจะสามารถจับได้เท่านี้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังอะไรนะ?? เมื่อกี้เจ้ากอริลลามันตะคอกใส่เขางั้นหรอ??

 

ทางด้านทัตสึยะนั้นหลังจากได้บอกมิยูกิว่าอย่าออกห่างจากตนก็ได้ยืนมองสถานการณ์อย่างเยือกเย็น หน้าที่ของเขาอย่างเดียวคือปกป้องมิยูกิและทำทุกอย่างเพื่อให้เธอนั้นไม่เจอกับอันตราย

 

แต่ว่าก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีความคิดที่จะช่วยคนอื่นเลย ทัตสึยะชายหนุ่ม ม.ต้น ผู้มีความสามารถทางกายภาพและการประมวลผลที่เหนือกว่าคนทั่วไป เขาสามารถยืนท่าทายคนพวกนี้ได้แต่ก็ไม่ทำ

 

เขาต้องการให้ผลมันออกมาดีที่สุดคือไม่ต้องมีใครเจ็บตัว แต่ถ้าเจรจากันไม่ได้เขาก็ไม่ลังเลที่จะจัดการ ซึ่งสถานการณ์นี้เขาคิดว่าถ้าพวกทหารอเมริกาพวกนี้แสดงท่าทีจะทำอะไรเด็กอีกคนที่บังเอิญชนพวกเขาเมื่อกี้ละก็ เขาเองก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยถึงมันจะไม่ใช่หน้าที่

 

“นี่ กอริลลาซังคุณรู้หรือเปล่าว่าด้วงกวางมันเท่ขนาดไหน”

 

เซนตีสีหน้ายิ้มแต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถปิดความทะมึนของอารมณ์ ทางด้านทหารอเมริกันที่ถูกเรียกว่ากอริลลาซังถึงกับมีน้ำโหขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

“ชั้นชื่อโจ!! ไม่ใช่กอริลลาไอหนู!!”

 

ชายร่างใหญ่กอริลลาซังเดินเข้าหาเซนพร้อมกำหมัดแน่น ทัตสึยะที่เห็นก็เริ่มเคลื่อนไหว แต่ว่าไม่ทันที่จะได้ทำอะไรทั้งนั้นบางสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็เกิดขึ้น!

 

พรึ่บ!!?

 

ร่างเล็กของเซนปรากฏตัวขึ้นหลังชายร่างใหญ่พร้อมเท้าซ้ายที่ถูกอาบไปด้วยมานาจางๆเตะเข้าที่ท้ายทอยของชายคนนั้นเต็มแรงเท่าที่ร่างเล็กบอบบางนี้จะทำได้!?

 

อั๊ก!!?

 

ถึงจะไม่รุนแรงมากมายนักแต่ด้วยที่เป็นจุดสำคัญทำให้ร่างใหญ่กระอักน้ำลายออกมาก่อนที่จะสลบลงไปนอนหน้าแนบพื้น

 

สายตาของทัตสึยะได้ถูกมองวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบไม่ทันแต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีปฏิกิริยาของไซอ้อน แต่มีคลื่นพลังงานบางอย่างที่สามารถสัมผัสได้ ทัตสึยะมีอาการแสดงออกทางสีหน้าอันหาได้ยาก

 

เด็กผู้ชายคนนี้ เป็นใครกัน!?

 

“เฮ้!!! เป็นอะไรมั้ย!!??”

 

“โจ!!?”

 

เซนชายตามองร่างที่สลบไปอย่างเรียบเฉยก่อนจะแลมองไปยังอีกทางหนึ่งที่มีร่างของชายหนุ่มและเด็กสาวยืนอยู่ หน้าตาของทั้งสองนั้นคล้ายคลึงกับปกของแผ่นซีดี แสดงว่านั่นคงจะเป็นทั้งสองคนนั้นแน่ๆ

 

แต่เซนก็ไม่ได้สนใจนัก เขาหันกลับไปทางเดิมก่อนจะเดินกลับบ้านไปทันทีโดยไม่สนใจสายตาของใครซักคน

 

‘เด็กคนนั้นมัน เด็กที่อยู่บนท้องฟ้านิ!?’

 

มิยูกิที่ยืนเงียบด้วยความกังวลอยู่นานหลังจากมองรูปร่างของเซนชัดๆก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเจอเขามาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งมันก็คือบนท้องฟ้าที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เด็กผู้ชายคนนี้จะไปอยู่!?

 

ไม่มีคำว่าโชคชะตาสำหรับเซน เขาคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเขาต้องมาเจอทั้งสองคนนี้โดยสิ่งที่ทำให้เขาสามารถมายังโลกแห่งนี้ได้ โชคชะตานำพางั้นหรอ? ไร้สาระมีก็แต่ความบังเอิญหรือไม่ก็เจตนาของใครซักคนเท่านั้นที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

 

เขาไม่ต้องการจะสนิทกับทั้งสอง เพราะงั้นช่วงนี้คงต้องเพราๆเรื่องออกมาเที่ยวลงหน่อยแล้ว จากที่เขาคิดอีกซัก 3 ปีทั้งสองคงจะเข้าเรียนโรงเรียนสอนเวทย์ ถ้าอีก 3 ปีแสดงว่าเขาจะอายุแค่ 15 เท่านั้น

 

“คงต้องคิดแล้วซินะว่าควรทำยังไง”

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

✒️✒️✒️✒️✒️

 

สำหรับใครที่งงว่า มันเป็นไปยังไงทำไมมิยูกิกับเทพทัตถึงมาอยู่โอกินาว่าแล้วทำไมผมถึงใส่บอกไปอย่างชัดเจนว่า ค.ศ.2092 ในที่นี้คงมีคนรู้อยู่แล้วว่าเนื้อเรื่องในส่วนนี้ผมเอามาจากมังงะในเนื้อเรื่องที่มิยูกินั้นยังไม่เป็นบราค่อนนั่นเอง

 

ซึ่งผมก็ไม่ได้ชอบมิยูกิเป็นการส่วนตัวหรือจะหาทางให้มิยูกิชอบเซนตั้งแต่เนิ่นๆแต่อย่างใด ขอย้ำว่าไม่ใช่แน่นอน เพราะผมแค่เขียนในส่วนตรงนี้เพื่อแค่ให้พอเข้าใจตรงกันเท่านั้นว่าตอนนี้เซนมันเป็นยังไงโดนเนิฟหนักขนาดไหนก็เท่านั้นเองครับ

 

แต่ว่าถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ แต่เพียงแค่หนึ่งถึงสองเหตุการณ์ มันจะไม่เปลี่ยนอนาคตบราค่อนเป็นเพียงน้องสาวที่รักพี่ชายธรรมดาๆไม่ได้งั้นหรอ😘

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว