ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ 

 

บ้านหลังเล็กกลางหุบเขา เมืองชิงหลงซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ของแคว้นต้าชิงที่อยู่ทางเหนือสุดโดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นภูเขาสูง ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่เชิงเขาประกอบอาชีพเก็บของป่าจำพวกสมุนไพร เพื่อใช้แลกเปลี่ยนกับพ่อค้าต่างเมือง เพราะสมุนไพรบนหุบเขาที่นี่ขึ้นชื่อมากเรื่องสรรพคุณที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีสมุนไพรหายากหลายชนิดอีกด้วย ใครก็ตามที่จะไปหาสมุนไพรบนเขาลูกนี้นั้นใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ เพราะต้องใช้ความชำนาญเส้นทางในการเดินบนเขาด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจเกิดอันตรายและหลงทาง เนื่องจากเขาลูกนี้มีผู้อาศัยอยู่เพียงบ้านหลังเล็ก ๆ หลังเดียว มีเพียงปู่วัยชรากับหลานชายอาศัยอยู่เท่านั้น นอกนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่แถวเชิงเขากันเสียหมด

“ท่านปู่ วันนี้ข้าจะออกไปเก็บสมุนไพรในหุบเขา”

น้ำเสียงร่าเริงดังขึ้นจากหน้าประตู พร้อมกับรอยยิ้มสดใสถูกส่งให้กับคนที่อยู่ภายในห้อง

“เจ้าอย่ากลับเอามืดค่ำนะ ฟานซิน”

ปู่วัยชราย้ำเตือนเพราะวันนี้ฟานซินต้องออกไปเก็บสมุนไพรคนเดียว ปกติแล้วจะมีท่านปู่ไปด้วยเสมอ แต่เพราะยามนี้ท่านปู่ของเขาชราขึ้นมากไม่อาจเดินเหินได้คล่องแคล่วเช่นเคย และเขาเองก็โตพอที่จะช่วยงานได้มากกว่าแต่ก่อนแล้ว เขาไม่อยากให้ท่านปู่ต้องเหนื่อยและลำบาก เรื่องแค่นี้ไม่ได้หนักหนาอะไรนักอันไหนที่พอจะช่วยหยิบช่วยจับได้ก็จะทำเพื่อผ่อนแรงท่านปู่

“ข้าทำข้าวต้มไว้ให้ท่านแล้วห้ามลืมกินเด็ดขาด แล้วข้าจะรีบกลับ”

“เจ้าเองก็ระมัดระวังตัวไปคนเดียวอันตรายนัก แล้วรีบกลับมาเสียก่อนค่ำเล่า”

เสียงแหบแห้งของชายชราเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยความอ่อนโยน ที่มองหลายชายด้วยความเป็นห่วง หากไม่ใช่เพราะความชราไร้เรี่ยวแรงเขาคงไม่อาจปล่อยหลานชายไปเพียงลำพัง แม้จะรู้ดีว่าฟานซินโตพอที่จะเอาตัวรอดเองได้ แต่ก็อดที่จะห่วงไม่ได้อยู่ดี

“ข้าจะรีบไปรีบกลับ ท่านปู่อย่าได้เป็นกังวล”

เด็กหนุ่มบอกกับท่านปู่ พร้อมกับหยิบตะกร้าที่เตรียมไว้ใช้ใส่สมุนไพรสะพายขึ้นหลังตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบห่อยาในเรือนเก็บสมุนไพรติดตัวไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฟานซินชำนาญเส้นทางบนเขาเป็นอย่างดีเพราะเขาเติบโตที่นี่ และเขาติดตามท่านปู่ไปเก็บสมุนไพรในเขานี้หลายต่อหลายครั้ง ถ้าพูดถึงความชำนาญนะเหรอ แทบจะหลับตาเดินไปมาในหุบเขานี้ได้กระมัง เมื่อเตรียมตัวและตรวจดูความเรียบร้อยแล้วว่าไม่ได้หลงลืมอะไร เด็กหนุ่มก็รีบออกเดินทางทันที วันนี้เขาจะต้องเก็บสมุนไพรมาให้ได้เยอะหน่อย เพื่อที่จะเอามาตากให้แห้งและอีกสองวันเขาจะต้องเอาไปแลกกับพ่อค้าต่างเมืองที่ด้านล่างตรงเชิงเขา

สมุนไพรบนเขาแห่งนี้มีด้วยกันหลายชนิด ท่านปู่สอนให้ฟานซินเรียนรู้ท่องจำรายชื่อและลักษณะของสมุนไพรจนขึ้นใจ แต่ละชนิดมีวิธีการเก็บและวิธีการรักษาไม่ที่เหมือนกัน สมุนไพรบางอย่างก็หายากแม้จะราคาดีแต่ก็ไม่คุ้มเสี่ยง บางชนิดก็ต้องขึ้นไปบนยอดเขา บางชนิดก็อยู่ตรงหน้าผา ซึ่งเขาคิดว่าไม่ควรเอาชีวิตของตัวเองไปทำอะไรที่อันตรายเช่นนั้น แค่บางอย่างที่พอจะเก็บและเอาไปขายได้ก็พอแล้ว อีกอย่างการที่เขาอาศัยอยู่บนหุบเขานั้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เงินอะไรมากมาย แค่นาน ๆ ที่ต้องลงไปซื้ออาหารมาตุนไว้ก็เท่านั้น

สมุนไพรที่ฟานซินกำลังจะไปเก็บนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขาเท่าไรนัก เมื่อหลายวันก่อนเด็กหนุ่มออกมาเก็บแล้วรอบหนึ่งแต่มืดเสียก่อนเลยทำให้เขาต้องรีบกลับ เพราะกลางคืนบนเขานี้ค่อนข้างอันตรายนัก อีกทั้งเขาก็ไม่อยากให้ท่านปู่ต้องเป็นห่วงด้วย

“วันนี้คงต้องเก็บเฉพาะสมุนไพรที่หาง่าย ๆ ไปเพิ่มเติมส่วนที่ขาดดีกว่า”

ฟานซินบอกกับตัวเอง สายตาก็กวาดมองหาสมุนไพรไปด้วย

ระหว่างที่ร่างบางกำลังก้มลงเก็บสมุนไพรตรงหน้าพร้อมพูดกับตัวเองงึมงำ ๆ ไปด้วยนั้น ทว่ากลับมีเสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากคล้ายกำลังวิ่งมาทางที่ฟานซินยืนอยู่ เสียงนั้นสร้างความสงสัยให้กับเด็กหนุ่มไม่น้อย แม้จะเคยเจอชาวบ้านคนอื่น ๆ ขึ้นมาเก็บสมุนไพรด้วยแล้วนั่นคงไม่ได้ผิดปกติอะไร ถ้าหากไม่ใช่ว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นยามนี้ คือชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่สวมชุดสีดำทั้งหมดแถมยังปกปิดใบหน้า ในมือของพวกเขาถือดาบเล่มใหญ่

ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจเต้นระทึกแทบไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นว่า ชายชุดดำเหล่านั้นกำลังเดินตรงมาทางที่เขากำลังยืนอยู่ ฟานซินรู้ดีว่าท่าทางเช่นนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาเป็นแน่ เด็กหนุ่มสะบัดหน้าเบา ๆ เพื่อเรียกสติ ก่อนจะมองหาที่หลบซ่อน เพราะถ้าขืนเขาเดินหนีไปตอนนี้มีสิทธิ์ที่ชายกลุ่มนั่นจะพบเขาไม่ยากเลย ดีหน่อยที่ซึ่งเขายืนอยู่ตอนนี้พอเป็นที่จะบังสายตาได้ระยะหนึ่ง แต่ถ้าคนกลุ่มนั้นเดินเข้ามาใกล้มากกว่านี้คงหนีไม่พ้นที่จะถูกเจอ

‘ ทำอย่างดี หากเป็นเช่นนี้ข้าคงหลบไม่พ้น’

ทว่าไม่ทันจะหาที่หลบซ่อนได้ ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นกำลังเดินมาทางที่ฟานซินยืนอยู่ เด็กหนุ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ดีหน่อยที่ยังมีสติไม่ทำอะไรจนเป็นที่สังเกต จังหวะที่คิดว่ากำลังจะทำอย่างไรดี ทว่าสายตาก็เหลือบไปเห็นพุ่มไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็สามารถพอที่จะให้ร่างเล็ก ๆ ของเขาเข้าไปหลบได้ เด็กหนุ่มไม่รอช้าค่อย ๆ เดินก้าวเท้าอย่างแผ่วเบา ยังดีที่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ด้านหน้ายังพอบดบังเขาได้บ้าง ทำให้ชายชุดดำที่กำลังเดินมานั่นไม่ทันได้มองเห็น ร่างของฟานซิน เขาจึงค่อย ๆ คลานเข้าไปอยู่ในพุ่มไม้นั้นทันที

จังหวะที่แทรกตัวเข้าไปหลบในพุ่มไม้นั้น ฟานซินไม่ทันระวังทำให้ตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลังชนกับกิ่งไม้จนสั่นไหว เด็กหนุ่มได้แต่ภาวนาไม่ให้ชายชุดดำสังเกตเห็น แต่ไม่ช่วยอะไรเพราะตอนนี้ชายชุดดำคนนั้นถือดาบขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับก้าวยาว ๆ ตรงมายังพุ่มไม้ที่ร่างบางหลบอยู่

วืด ... ฉับ!

เสียงดาบฟันลงมาที่พุ่มไม้จนกิ่งไม้ด้านบนขาดสะบั้น ใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นทีละใบนั่นเหมือนกับหัวใจของฟานซินตอนนี้ที่ตกลงมาอยู่ปลายเท้า ดวงตาเรียวหลับตาปี๋เมื่อเห็นว่าชายชุดดำกำลังง้างแขนและเตรียมที่จะฟันดาบลงมาอีกครั้ง ในใจยามนี้คิดว่าคงไม่มีทางรอดพ้นคมดาบครั้งนี้เป็นแน่ เขาได้แต่นั่งตัวเกร็งไม่กล้าขยับแม้แต่จะหายใจ เด็กหนุ่มก้มหน้าลงพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดหน้าด้วยความหวาดกลัว

วินาทีที่ดาบเล่มใหญ่กำลังจะฟันลงมา ในใจของฟานซินรู้สึกวูบโหวงและสิ้นหวัง เห็นทีเขาคงไม่ได้กลับไปหาท่านปู่อีกแล้ว น้ำตาเม็ดเล็ก ๆ ค่อย ๆ หยดลงบนฝ่ามือจนเปียกชื้น เด็กหนุ่มกัดเม้มริมฝีปากตัวเองจนเลือดซึม เพื่อที่จะพยายามกลั้นเสียงสะอื้นและความหวาดกลัวเอาไว้

‘ท่านปู่ช่วยข้าด้วย ข้ากลัวเหลือเกิน’  

ทว่าเพียงแค่เสี้ยวอึดใจ เสียงของชายชุดดำในกลุ่มคนหนึ่งก็ดังขึ้น เรียกให้คนอื่น ๆ ไปรวมตัวกัน ปลายดาบที่ถูกฟันลงมาหยุดลง อยู่ห่างจากศีรษะของฟานซินแค่เล็กน้อยเท่านั้น เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองได้แต่อดทนรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินจากไปจากพุ่มไม้ เด็กหนุ่มนั่งอยู่อย่างนั้นสักพัก เมื่อมั่นใจแล้วว่าชายเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ย้อนกลับมา ใบหน้านวลจึงค่อย ๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้มขาวทั้งสองข้าง ฟานซินกวาดสายตามองอีกครั้งเมื่อรู้ว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก และเขาเองก็ไม่ประมาทยังคงนั่งรออยู่ที่เดิมไม่ออกจากพุ่มไม้ตอนนี้

จนกระทั่งเขาเห็นว่าชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นเดินกลับไปจนหมด ใบหน้าเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตาจึงค่อย ๆ โผล่หน้าออกจากพุ่มไม้ มองดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนี้แล้ว จึงค่อย ๆ ลุกออกจากที่ซ่อนตัวก่อนจะบัดเศษใบไม้ที่ติดตามเสื้อผ้าออก เด็กหนุ่มมองสำรวจตะกร้าสมุนไพรของตัวเองว่ายังอยู่ดีหรือไม่ ถึงแม้ว่ามันจะหล่นไปบ้างแต่เขาก็ไม่คิดที่จะกลับไปเก็บแน่นอน หากไม่รีบกลับบ้านตอนนี้ถ้าคนกลุ่มนั้นกลับมามีหวังเขาคงกลายเป็นผีเฝ้าป่าตามที่ใจคิดแน่นอน

ทันใดนั้นเสียงแหบแห้งและแผ่วเบาดังขึ้นไม่ไกลนักจากที่ฟานซินยืนอยู่

“ชะ...ช่วย ข้าด้วย”

เขาหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาต้นเสียงที่ว่า แต่กลับไม่พบใครสักคน เด็กหนุ่มเริ่มกลัวขึ้นมาอีกครั้งนี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว คงไม่มีผีโผล่ออกมายามแสงตะวันยังไม่หมดเช่นนี้ใช่ไหม ความหวาดระแวงเริ่มเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง แต่ทว่าไม่ทันได้ก้าวเท้าไปไหนเสียงปริศนาก็ดังขึ้นอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมฟานซินมั่นใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้หูแว่วไปเอง และคงไม่ใช่ผีอย่างที่เข้าใจ แต่ใครกันจะมีร้องเรียกให้ช่วยแถวนี้ อีกทั้งเขากลับไม่เห็นใครสักคน แม้บ่อยครั้งที่เขาจะเจอกับชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างมาเก็บสมุนไพรบ้าง แต่เหตุการณ์เมื่อครู่และกลุ่มชายน่ากลัวพวกนั้นทำให้เขาไม่ไว้ใจ หรืออาจจะเป็นพวกเดียวกับชายกลุ่มนั้น

ฟานซินมองหาสิ่งของที่จะเอาไว้ป้องกันตัว หากคนที่ร้องเรียกให้ช่วยเป็นพวกเดียวกับชายชุดดำ เขาจะได้ป้องกันตัวเองได้ทันแม้จะรู้ว่ามีโอกาสรอดเพียงน้อยนิด แต่ยังดีถ้าเขาได้สู้บ้างไม่ใช่นั่งรอความตายแบบเมื่อครู่ ระหว่างที่คิดว่าใช้อะไรเป็นอาวุธดี เสียงสั่นไหวของใบไม้ที่อยู่ไม่ไกลพร้อมกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของใครสักคนดึงสติของเด็กหนุ่มอีกครั้ง ฟานซินตัดสินใจหยิบท่อนไม้ขนาดพอดีมือขึ้นมาถือไว้ พร้อมกับยกขึ้นมาเตรียมพร้อมไว้กันเหตุการณ์ฉุกเฉิน ก่อนจะตายเขาขอแค่ได้ฟาดคนที่ฆ่าเขาสักทีก็ยังดี

ร่างบางพร้อมกับท่อนไม้ในมือค่อย ๆ เดินช้า ๆ ไปยังทิศทางเสียงที่ได้ยิน สองขาเล็ก ๆ สั่นไหวทุกครั้งที่ก้าวเดิน ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของเขาเต้นแรงและไม่เป็นจังหวะ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงร้องให้ช่วยนั่นก็ชัดเจนยิ่งขึ้น ทว่าเสียงนั้นกลับแผ่วลงจนน่าใจหาย ฟานซินไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้กว่านี้ เขาจึงใช้ไม้ที่อยู่ในมือค่อย ๆ เขี่ยต้นหญ้าที่สูงเกือบถึงเอวอย่างระมัดระวัง

พลันสาตาของเขาก็กระทบกับร่างของชายหนุ่มที่นอนคว่ำหน้าอยู่หลังกอหญ้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตาของชายหนุ่มสบเข้ากับดวงตาของฟานซิน ก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ ในชั่ววูบหนึ่งฟานซินรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นกำลังขอร้องให้เขาช่วยชีวิตอยู่ ใบหน้าที่เปื้อนเลือดของชายหนุ่มทำให้เด็กหนุ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งก็กลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นคนร้าย แต่อีกใจก็ไม่อาจปล่อยให้ชายผู้นี้ตายต่อหน้าได้ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจโยนท่อนไม้ในมือทิ้ง ก่อนจะปลดตะกร้าสมุนไพรที่อยู่ด้านหลังวางไว้ และนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับประคองพลิกร่างชายหนุ่มให้หงายขึ้น

“ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ผู้ใดเป็นคนทำร้ายท่าน”

ฟานซินเริ่มสำรวจร่างกายของชายหนุ่มตรงหน้า ตามเนื้อตัวไม่ได้มีบาดแผลจะมีก็แต่รอยเล็ก ๆ เท่านั้น เห็นทีที่สาหัสคงเป็นบริเวณศีรษะ มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสที่แขนของชายหนุ่มพร้อมกับเขย่าเบา ๆ พอให้คนที่นอนหลับตาได้รู้สึกตัว

“ท่านได้ยินข้าหรือไม่”

เขาเรียกอยู่หลายครั้ง ไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะได้สติ เด็กหนุ่มเริ่มใจไม่ดีกลัวว่าคนตรงหน้าจะตาย จึงก้มศีรษะใช้ใบหูแนบกับอกแกร่งเพื่อ ฟังเสียงหัวใจ เสียงตึกตักที่ดังอยู่ภายในอกบ่งบอกได้ว่าชายผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีใจ เขานึกขึ้นได้ว่าก่อนออกจากบ้านเขาได้หยิบห่อยาติดตัวมาด้วย มือเรียวรีบล้วงเข้าไปในเสื้อของตัวเองหยิบห่อยาขนาดเล็กออกมา ก่อนจะเปิดห่อและเทสมุนไพรที่ท่านปู่เขาบดไว้ลงบนบาดแผลที่ศีรษะของชายหนุ่ม

“สมุนไพรที่ข้านำมาด้วยช่วยได้แค่ห้ามเลือดเท่านั้นนะ ท่านต้องอดทนไว้”

สมุนไพรที่ใช้นั้นทำได้เพียงห้ามเลือดชั่วคราวเท่านั้น จากบาดแผลที่เห็นแล้วคงไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับการรักษาชายหนุ่มคนนี้จะต้องไม่รอดแน่ ๆ มีวิธีเดียวคือเขาต้องพาชายหนุ่มบาดเจ็บผู้นี้กลับบ้านด้วย เพราะท่านปู่ของฟานซินพอจะรู้เรื่องการรักษาอยู่บ้าง เด็กหนุ่มลังเลไม่กล้าตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อดี หากพากลับไปแล้วเกิดชายผู้นี้ไม่ใช่คนดี เขากับท่านปู่จะเดือดร้อนหรือไม่ แต่เมื่อมองดูใบหน้าคนเจ็บก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาเริ่มซีดเซียวเพราะเสียเลือดมาก ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงนั้นทำให้ฟานซินยิ่งกระวนกระวาย เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจว่าเขาจะพาชายคนนี้กลับไปรักษาที่บ้าน ถึงต่อให้เป็นคนร้ายเขาก็ไม่อาจทิ้งคนผู้หนึ่งให้นอนรอความตายในป่าได้ เขาไม่ยอมให้วิญญาณชายหนุ่มแค้นที่เขาไม่ช่วยแล้วตามไปหลอกหลอนแน่ ๆ

“ข้าพาท่านกลับไปอย่างไรดี”

ฟานซินเอ่ยอย่างกังวลเมื่อมองร่างที่กำลังนอนนิ่งหมดสติเบื้องหน้า

“ข้าคงแบกท่านกลับไปไม่ไหว”

ฟานซินเดินกลับไปกลับมาด้วยอาการของคนใช้ความคิด ในที่สุดเด็หนุ่มก็เบิกตากว้างด้วยความยินดี ที่คิดวิธีออกว่าจะนำเอาร่างของชายผู้นี้นำกลับไปให้ท่านปู่รักษาได้อย่างไร

“เห็นทีข้าคงต้องลากท่านกลับไปเสียแล้ว”

เด็กหนุ่มพร่ำบอกร่างที่ไม่ได้สติและเท่ากับบอกตนเองไปด้วยในตัว ดังนั้นร่างบางจึงลุกขึ้นเดินไปหาเก็บกิ่งไม้ที่ตกอยู่บริเวณนั้น นำมาวางเรียงต่อ ๆ กันเป็นทางยาวขนาดพอดีกับตัวของชายหนุ่ม ก่อนจะใช้เชือกที่เขานำติดตัวมาผูกกิ่งไม้เข้าด้วยกันจนมีลักษณะคล้ายแพ โดยไม่ลืมเก็บเศษใบไม้และหญ้าแห้งมาปูรองไว้ เพื่อเวลาที่เขาลากไปชายหนุ่มจะได้ไม่บาดเจ็บเพิ่ม ปลายเชือกที่เหลืออยู่ถูกผูกเข้าด้วยกันเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ลาก

เมื่อเตรียมทุกอย่างจนเสร็จแล้ว ฟานซินจึงเดินเข้าไปค่อย ๆ ประคองร่างไร้สติให้ขึ้นมานอนบนแพไม้อย่างลำบาก สีหน้าโรยราของชายหนุ่มทำให้รู้ว่าเขาไม่อาจจะชักช้าไปได้มากกว่านี้แล้ว ร่างบางจัดแจงท่าทางอย่างดีก่อนจะใช้เชือกอีกเส้นมัดร่างชายหนุ่มให้ติดอยู่กับแพ กันเอาไว้ไม่ให้กลิ้งตก

“คุณชายได้โปรดอดทนอีกนิด ข้าจะพาท่านกลับไปรักษา”

เด็กหนุ่มกระซิบที่ข้างใบหูของชายหนุ่มเบา ๆ ตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งเพื่อไม่ให้ผิดพลาด โดยไม่ลืมหยิบตะกร้าสมุนไพรสะพายขึ้นบนหลัง ยามนี้ก็ใกล้ค่ำมากแล้วหากดึกกว่านี้เกรงว่าขากลับอาจจะมองไม่เห็นทาง และชายหนุ่มผู้นี้อาจจะไม่รอดไปด้วย ฟานซินจับเชือกที่เตรียมไว้สำหรับใช้ดึง พันเอาไว้ที่มือของตัวเอง ก่อนจะออกแรงลากร่างคนเจ็บกลับบ้านก่อนจะไม่ทันการ

ความคิดเห็น