หมอนข้างขวา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ ><

เล่นรอบที่ 57 หลง

ชื่อตอน : เล่นรอบที่ 57 หลง

คำค้น : ของเล่นฆ่าอารมณ์,โชติก้อง,หนึ่งชิน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 73

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ค. 2563 22:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เล่นรอบที่ 57 หลง
แบบอักษร

เล่นรอบที่ 57 หลง

 

ชายหนุ่มร่างกายเปลือยเปล่าค่อยๆเกะอ้อมแขนที่กอดเขาไว้ออกอย่างช้าๆโดยพยายามไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวและตื่นขึ้นมาแต่มันก็เป็นสิ่งที่ยากมากเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสดีเป็นเลิศอย่างโชติ

 

“จะรีบลุกไปไหมหืม นอนต่ออีกหน่อยนะ” เสียงทุ้มกล่าวอย่างัวเงียโดยที่ไม่ลืมตาพร้อมกับกระชับร่างของก้องเข้ามากอดอีกครั้ง

 

“ผมจะไปเข้าห้องน้ำครับ”

 

“เดินไหวไหม ให้กูอุ้มไหม” โชติหรี่ตาขึ้นมามองอีกฝ่ายแม้ว่าตนเองตอนนี้จะง่วงอยู่มาก

 

“ไหวครับ”

 

“อืมมม” โชติครางเบาๆในลำคอก่อนจะคลายอ้อมกอดออกให้อีกฝ่ายเป็นอิสระและหลับตาลงอีกครั้ง

 

ก้องเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นได้สำเร็จ ความรู้สึกเสียดๆที่ด้านหลังเข้าเล่นงานเขาเป็นระยะๆในระหว่างที่เดินไปถึงห้องน้ำ

 

ก้องยืนมองดูสภาพตัวเองที่ปรากฏอยู่ในกระจกก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ทั่วทั้งผิวกายขาวๆถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยรักที่คนที่กำลังนอนอยู่บนเตียงสร้างไว้เมื่อคืน และมันคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆถ้าคุณโชติยังคงทำตัวแบบนี้

 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาสองสามวันนี้หลังจากที่กลับจากการไปเที่ยวและเหตุการณ์ที่เขาได้บอกชอบอีกฝ่ายไป คุณโชติทำตัวดีและน่ารักจนเขาเองตั้งตัวไม่ทัน นอกจากการที่แทบจะตามติดเขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว คุณโชติก็ขยันไปสรรหาคำพูดหวานๆมาหยอดเขาแทบจะทั้งวัน แม้แรกๆจะฟังแล้วขนลุกไปบ้างแต่ไปๆมาๆเขาก็อดที่จะเขินและรู้สึกดีไม่ได้ เพราะมันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆที่เขาแทบจะไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

 

น้ำที่ไหลออกมาจากฝักบัวชโลมไปทั่วร่างของชายหนุ่ม เขาจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันเริ่มตั้งแต่อีกฝ่ายขอจูบราตรีสวัสดิ์ตอนหัวค่ำจากนั้นมันก็เริ่มเลยเถิดไปมากกว่านั้น เขาจำได้ทุกความรู้สึกยามที่ริมฝีปากร้อนของอีกฝ่ายจูบพรมไปทั่วและกายแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามกำลังโยกขยับอยู่บนร่างกายของเขาอย่างเร้าร้อนและดุดัน ทุกอย่างยังคงฝังแน่นในความทรงจำโดยเฉพาะตอนที่เขาไม่คิดจะหยุดหรือห้ามอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะร่างกายและความรู้สึกของเขาก็ต้องการให้อีกฝ่ายมาเติมเต็มไม่ต่างกัน

 

บางครั้งเขาเองก็รู้สึกเบื่อตัวเองอยู่ไม่น้อยที่เป็นคนปากไม่ตรงกับใจมาจนถึงตอนนี้ ทั้งๆที่เขามีโอกาสควรจะบอกคำๆนั้นกับอีกฝ่ายไปตั้งนานแล้ว แต่เขากลับเก็บมันไว้จนถึงตอนนี้ และพอถึงตอนที่เขาอยากจะบอกกลับต้องทดทนเก็บมันไว้เพราะมันจะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่เขามอบให้กับอีกฝ่ายในวันเกิดที่ใกล้จะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีของขวัญอะไรที่จะดีกว่าชิ้นนี้เพราะคนอย่างคุณโชติมีทุกอย่างที่ต้องการที่สามารถใช้เงินซื้อได้ ถ้าจะให้เขาทำของขวัญด้วยตัวเองเพื่อเซอร์ไพรส์ก็คงเป็นไปได้อยากเพราะแค่งานที่บริษัทเขาก็แทบไม่มีเวลาแล้วมิหนําซ้ำอีกฝ่ายยังตามติดเขาเป็นเงา ทำให้ตอนนี้ก้องเองเริ่มจะกังวลอยู่ไม่น้อยว่าจะเก็บคำๆนั้นไว้ได้จนถึงวันเกิดเหรอเปล่าในเมื่อคุณโชติทำให้เขาหลงใหลได้ถึงขนาดนี้

 

ก้องที่อาบน้ำและแต่งตัวชุดทำงานอย่างเงียบๆเรียบร้อยแล้วเดินไปที่เตียงนอนอีกครั้งก่อนจะยืนมองร่างกายเปลือยเปล่าของอีกคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับเสียลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยเย็นชาเมื่อสมัยก่อนตอนนี้มันกลับเปลี่ยนแปลงไปมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ก้องค่อยๆขยับใบหน้าตัวเองลงไปเพื่อจะสัมผัสกับริมฝีปากของอีกฝ่ายแต่เขากลับเปลี่ยนใจในตอนที่ริมฝีปากทั้งสองห่างกันไม่กี่เซนติเมตร

 

ทั้งๆที่เขาและคุณโชติเคยจูบกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็ยังคงทำให้หัวใจของก้องเต้นแรงได้อยู่เสมอไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้ เขากลัวว่าเสียงหัวใจที่เต้นดังเกินไปจะปลุกให้อีกฝ่ายตื่นจากการพักผ่อน กลัวว่าเวลาเช้ามืดตอนนี้จะเกิดเหตุการณ์เหมือนเมื่อคืนอีก กลัวว่าเขาจะไม่ได้ไปทำงาน และกลัวว่าจะเป็นเขาเองที่จะทนไม่ไหวและพูดคำๆนั้นที่มันอัดแน่นอยู่ในอกออกไป

 

ก้องเลือกที่จะเดินออกมาจากห้องเพื่อให้อีกฝ่ายได้นอนต่อและเพื่อความปลอดภัยของหัวใจเขาเอง ก้องตรงลงไปที่ห้องครัวที่อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน เสียงทำอาหารและเสียงพูดคุยของคนครัวดังให้ได้ยินเบาๆเมื่อเขาเดินเข้ามาด้านใน ก้องพูดคุยกับคนในครัวอย่างสนิทสนมก่อนที่จะสำรวจอาหารเช้าที่พึ่งปรุงเสร็จ และมองดูอาหารแต่ละจานที่เริ่มถูกทยอยยกออกไปเพื่อเตรียมตั้งโต๊ะอาหาร

 

หลังจากห้องครัวไม่มีคนก้องตัดสินใจเปิดดูวัตถุดิบในตู้เย็นก่อนจะหยิบออกมาและเริ่มลงมือเตรียมอาหารง่ายๆอีกสักอย่างฆ่าเวลาเพื่อรอคุณโชติตื่นและไปที่บริษัทพร้อมกัน

 

นานพอดูที่ก้องไม่ได้ทำอาหารมือเช้าด้วยตัวเองถ้าไม่ใช่วันหยุดเพราะปกติเขาจะกินกาแฟเป็นมื้อเช้า จะมีก็แค่หนึ่งกันชินที่จะลงมากินข้าวเช้าด้วยกันในบางวัน

 

ก้องทำอาหารไปก็ยิ้มไปเมื่อนึกไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องฝึกการเข้าครัวและทำอาหารอย่างจริงจัง ภาพในความทรงจำของเขาที่มีเด็กผู้ชายสองคนพี่น้องเชนกับชินกำลังเล่นเอะอะเจี๊ยวจ๊าวอยู่ด้านหลังในขณะที่เขากำลังทำอาหารเช้าให้ทานก่อนไปโรงเรียน

 

“ฟอดดดด” เสียงสูดหายใจดังขึ้นพร้อมกับริมฝีปากที่กดย้ำหนักๆที่ข้างแก้มของก้องอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“คุณโชติครับ ทำอะไรครับเนี้ย” ก้องรีบปล่อยมีดในมือทิ้งก่อนจะหันไปมองและพูดดุเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่แอบเข้ามายืนซ้อนด้านหลังของเขาอยู่และก็คงไม่ใช่ใครนอกจากคนที่เคยทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

 

อีกฝ่ายไม่ตอบคำถามแต่กลับใช้แขนทั้งสองข้างกอดเขาไว้แน่นจากด้านหลังจนก้องไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้

 

“อะ..คุณโชติ” ก้องร้องอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่ออยู่ดีๆอีกฝ่ายก็กัดไปที่ซอกคอของเขาอย่างแรง มันไม่แรงพอให้เลือดออกแต่มันก็เพียงพอให้เกิดรอยและความรู้สึกเจ็บแสบอยู่ไม่น้อย

 

“ทำอะไรครับ ผมเจ็บนะครับ” ก้องพูดเสียงแข็งพร้อมกับพยายามหันศีรษะไปด้านหลังเพื่อมองหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังทำส่งสายตาเชิงตำหนิมาให้เขา

 

“ถ้าเจ็บแล้วจะลงมาทำอาหารทำไมฮะ” โชติพูดเสียงเข้มก่อนที่จะออกแรงกอดรัดมากขึ้น

 

ก้องคิดว่าคำว่าเจ็บของคุณโชติกับเจ็บของเขาในตอนนี้คงจะไม่เหมือนกัน เจ็บของคุณโชติคงหมายถึงเรื่องเมื่อคืนแต่เจ็บของเขาหมายถึงเจ็บที่โดนกัด

 

“ผมไม่เจ็บครับ” ก้องตอบไปเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจแม้ว่าจะรู้สึกเจ็บที่ด้านหลังอยู่บ้างเพราะเมื่อคืนคุณโชติก็รุนแรงกับเขาอยู่ไม่น้อย

 

“โอ้ย..คุณโชติ โรคจิตเหรอครับ” ก้องโวยวายขึ้นเมื่อฟันคมกัดลงที่ซอกคออีกข้าง

 

“ไม่เจ็บแล้วจะร้องทำไมหืม” โชติพูดจบก็ใช้ลิ้นร้อนเลียเบาๆซ้ำไปที่รอยกัดที่ตนสร้างไว้

 

“มันคนละเจ็บกันครับ ปล่อยผมเลย ไม่อย่างนั้นผมจะโกรธแล้วนะครับ” ก้องพยายามออกแรงขัดขื่นแต่ก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้เลยอยู่นิ่งๆและกดดันด้วยสายตาดุๆ

 

“อยากโกรธก็โกรธเลยแต่กูไม่ยอมให้เมียกูต้องมาทำอาหารในสภาพร่างกายแบบนี้หรอก” โชติพูดขึ้นและก้มหน้าลงมาอีกครั้ง ก้องรีบหลับตาลงก่อนที่โชติจะจูบเบาๆลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิททั้งสองข้าง

 

“เรื่องเมื่อคืน....ผะ..ผมหายเจ็บแล้วครับ” ก้องตอบเสียงอึกอัก ความโกรธที่ควรจะมีเมื่อครู่มันหายไปไหนหมดไม่รู้

 

โชติจ้องมองดวงตาของก้องที่เคยแข็งกร้าวด้วยความโมโหแต่ว่าตอนนี้กลับกลายเป็นสายตาของลูกแมวที่รู้สึกผิดไปเสียแล้ว

 

“โกหก” โชติแย้งกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นเพราะเขารู้ดีว่าเมื่อคืนเขาทำรุนแรงกับอีกฝ่ายมากไปหน่อยและเขาก็ไม่อยากจะทะเลาะเหรอมีปากเสียงกับเด็กดื้อของเขาเลยสักนิด

 

“ผมพูดจริงครับ” ก้องตอบกลับเบาๆก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแข็งทื่อไปหมดเพราะอยู่ดีๆมือหนาของโชติก็ล้วงลงไปในกางเกงของเขาทางด้านหลังก่อนจะสัมผัสเข้ากับช่องทางของเขา

 

“ซี้ดดด...คุณโชติ” ก้องหลุดเสียงครางออกมาเพราะความเจ็บ ถ้าอยู่เฉยๆก็แทบจะไม่รู้สึกแต่พอโดนสัมผัสเข้าไปความแสบก็เข้าเล่นงานทันที

 

“แกร็ก” เสียงเปิดประตูห้องครัวดังขึ้น ก่อนที่ชินและหนึ่งจะเดินเข้ามา

 

ทั้งสี่คนมองหน้ากันนิ่งราวกับเวลาได้หยุดเดินก่อนที่สายตาของผู้มาใหม่ทั้งสองจะหยุดลงตรงกางเกงของก้องที่มีมือของใครอีกคนล้วงอยู่ทางด้านหลัง

 

ไม่มีคำพูดจาใดๆเกิดขึ้นนอกเสียจากแก้มของก้องและหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นสีแดง และคนพ่อที่ยักคิ้วให้คนลูก ก่อนที่ผู้เป็นลูกจะฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบกลับและจับมือคนรักของตัวเองเดินออกไปพร้อมกับไม่ลืมล็อคประตูให้ด้วยเพื่อกันไม่ให้คนนอกเข้ามาขัดจังหวะอีก

 

โชติค่อยๆดึงมือของตัวเองออกมาและอุ้มร่างของอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้และวางร่างอีกฝ่ายให้นั่งทับอยู่บนตักของเขา

 

ก้องได้แต่ก้มหน้าปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มเขาได้อย่างง่ายดายโดยไม่คิดจะขัดขื่นแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้ความอายมันกลบอารมณ์ทุกๆอย่างไปจนหมดสิ้น ชินกับหนึ่งมาเห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว แต่ว่าครั้งนี้มันน่าอายกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ครั้งที่แล้วเห็นแค่คุณโชติจูบศีรษะเขา แต่ว่าครั้งนี้ภาพที่เห็นมันเกินจะบรรยายและชวนให้คิดไปไกล และการอธิบายให้สองคนนั้นเข้าใจคงจะเป็นวิธีการที่ยิ่งตอกย้ำความอับอายดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่ก้องคิดได้คือการปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ทั้งสองนั่งอยู่ในท่านั้นหลายนาทีโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะโชติรู้ดีว่าตอนนี้ก้องคงจะอายสุดๆ จนกระทั่งแก้มที่ร้อนวาบของก้องมีอุณหภูมิลดลงเสียงสนทนาจึงได้เริ่มขึ้น

 

“มึงมันใจร้าย หนีมาทำอาหารแล้วปล่อยให้กูนอนอยู่คนเดียว” โชตินั่งกอดเอวอีกฝ่ายไว้แล้วเกยคางลงบนไหล่ของชายหนุ่ม

 

“ก็คุณโชติหลับอยู่” ก้องตอบเบาๆ

 

“หลับอยู่ก็ปลุกได้” โชติตอบก่อนจะจูบลงเบาๆที่ไหล่ของก้องหนึ่งครั้ง

 

“แล้วทำไมผมต้องปลุกละครับ”

 

“เพราะกูจะได้ตื่นมาดูแลเมียกูไง”

 

“ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย” ก้องตอบกลับไปโดยพยายามไม่ให้แสดงอาการเขินอายจากคำพูดที่พึ่งได้ยิน

 

“พูดอย่างนี้ ก็หมายความว่ามึงยอมรับแล้วสิ ว่าเป็นเมียกู”

 

“หรือว่าคุณโชติอยากให้ผมเป็นสามีแทนละครับ ผมทำให้ได้นะครับ”

 

“ไม่ละ อย่างนี้ดีที่สุดแล้ว” โชติยิ้มกว้างออกมากับคำตอบของอีกฝ่ายเพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะโดนปฏิเสธไปแล้ว

 

“ว่าแต่ไม่ทำอาหารต่อแล้วเหรอ กูอยากกินข้าวเช้าฝีมือมึง” โชติถามพลางมองไปยังวัตถุดิบที่ยังวางอยู่บนเขียงก่อนจะใช้ริมฝีปากขบเบาๆไปตามไหล่ขอชายหนุ่มอย่างเพลิดเพลิน

 

ก้องส่ายหน้าเบาๆ “ผมไม่อยากกินข้าวแล้วครับ อยากกินอย่างอื่นแทน” ก้องพูดจบก็แกะอ้อมแขนของโชติออกก่อนจะลุกขึ้นและหันไปยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มที่ทำให้โชติถึงกับต้องกลืนน้ำลาย

 

“อย่ายั่ว” โชติมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าตาไม่กระพริบ

 

ก้องเดินไปชงกาแฟก่อนที่จะเดินกลับมานั่งบนตักโชติเหมือนเดิม

 

“ถ้ากูทนไม่ไหวขึ้นมา คนที่จะเจ็บตัวก็คือเด็กขี้ยั่วแบบมึง” โชติกัดฟันพูดออกมาอย่างเหลืออดกับท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูก็รู้ว่าจงใจปั่นป่วนเขาชัดๆ

 

ก้องนั่งจิบกาแฟบนตักของคุณโชติและพยายามจะไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างของอีกฝ่ายที่เริ่มจะแข็งตัวและพยายามดันก้นของเขาอยู่

 

“ไอ้ก้อง ลุกขึ้น” โชติตัดสินใจพูดออกมาแม้ว่าเขาอยากจะให้อีกฝ่ายนั่งบนตักเขาต่อแต่ถ้านานกว่านี้คงเป็นเขาเองที่จะทนไม่ไหว ซึ่งถ้าเขาตัดสินใจจะทำเรื่องอย่างว่าขึ้นมาจริงๆ เขามั่นใจว่าสามารถทำให้อีกฝ่ายคล้อยตามได้แน่เหมือนกับหลายๆคืนที่ผ่านมา แต่ว่าพอคิดถึงสภาพร่างกายของอีกฝ่ายและสมรภูมิเมื่อคืน เขาคิดว่าควรให้เวลาก้องได้พักบ้าง

 

ก้องลุกขึ้นตามที่โชติสั่งก่อนที่จะเดินไปวางแก้วกาแฟเปล่าลงในซิงค์และเข้าไปจู่โจมโชติทันทีด้วยจูบรสกาแฟ ลิ้นร้อนทั้งสองนัวเนียไร้ทิศทางไปตามกระแสอารมณ์ที่เริ่มก่อตัวเป็นพายุลูกเล็กๆ กลิ่นกาแฟคละคลุ้งไปทั่วโพรงปากผสมผสานไปกับเสียงหัวใจที่เต้นดังจนได้ยิน

 

โชติดึงร่างทั้งร่างของก้องให้นั่งค่อมอยู่บนตักก่อนที่ฝ่ามือหนาจะเริ่มลูบเบาๆไปที่แก้มก้นนุ่มๆของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา สงสัยวันนี้เขาคงจะได้เปลี่ยนบรรยากาศและต้องคอยดูแลคนป่วยเพราะร่างกายอ่อนเพลียแน่ๆ

 

หลังการจูบอย่างเนิ่นนานริมฝีปากทั้งสองก็แยกออกจากกัน โชติขยับเอื้อมมือเพื่อหวังจะปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายออก แต่ทว่าก้องเองกลับห้ามเอาไว้

 

“ผมไปทำงานก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวสาย” ก้องพูดพร้อมกับยิ้มให้แล้วจะลุกขึ้นแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมและโอบเขาไว้

 

“เล่นกันขนาดนี้ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรบ้างเหรอที่รัก” โชติจ้องตาก้องสลับกับมองเป้าของตัวเอง

 

“ถ้าอยากให้ผมรับผิดชอบก็ไปฟ้องร้องเอาครับ แล้ววันนี้คุณโชติห้ามตามผมไปที่ทำงานนะครับ ถือว่าเป็นการลงโทษเรื่องที่คุณโชติกัดผม” ก้องพูดจบก็ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างมีมาด แต่ว่าเขากลับลุกไม่ขึ้นเพราะอีกฝ่ายโอบเขาไว้แน่น

 

“ใช้ปากทำให้ก่อนแล้วจะปล่อย” โชติมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความต้องการ

 

“โรคจิต” ก้องรีบสวนกลับพร้อมใบหน้าที่แดงเถือก

 

“มือ...ใช้มือก็ได้” โชติต่อรองพร้อมกับดึงมือของอีกฝ่ายไปวางไว้ที่เป้ากางเกง ก่อนที่เขาจะต้องร้องครางออกมาด้วยความจุกเมื่อเด็กดื้อใช้มือข้างนั้นบีบไปที่ของของเขาจนเขาต้องยอมปล่อยอีกฝ่ายอย่างไม่มีทางเลือก

 

“ห้ามตามผมมานะครับ” ก้องเน้นย้ำกับโชติอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากประตูห้องครัวไป

 

.......................................

 

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน ตั้งแต่ทำอาหารเช้าถึงแม้ว่าจะไม่เสร็จ ได้ขับรถมาทำงานด้วยตัวเองแทนที่คนขับรถกิตติมศักดิ์ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะหายจุกแล้วเหรอยัง ตอนนี้ผมเข้าใจคุณโชติแล้วว่าการได้แกล้งคนที่เรารู้สึกดีด้วยมันสนุกยังไง

 

ความจริงผมก็ไม่ได้อยากรุนแรงกับคุณโชติแบบนั้นแต่ว่าความอายกับความต้องการเป็นตัวบังคับให้ผมต้องทำ ใช่ครับผมมีความต้องการ ความต้องการของผมมันเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ผมบอกชอบอีกฝ่ายไป และถ้าในห้องครัวผมไม่ตัดสินใจทำแบบนั้นมีหวังจากการที่แค่แกล้งยั่วคงกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแน่นอน และก็ตั้งแต่ผมบอกชอบอีกฝ่ายไปความเชื่อฟังที่คุณโชติมีต่อผมแทบจะเหลือศูนย์ เหมือนกันตลอดระยะเวลาที่ผมพยายามฝึกสิงโตเจ้าเล่ห์มันไม่มีประโยชน์เลยสักนิด หรือไม่แน่อาจเป็นตัวผมเองที่กำลังโดนสิงโตเจ้าเล่ห์หลอกว่าตัวเองเป็นแมวน้อยอยู่ก็ได้

 

วันนี้บรรยากาศทุกอย่างมันดูแปลกไปหมด ก่อนหน้านี้แทบไม่มีพนักงานคนไหนกล้ามาทักทายหรือพูดคุยกับผมตอนที่เดินเข้ามาในบริษัท คงเป็นเพราะเกรงกลัวคนที่เคยเดินข้างๆกับผมที่คอยแผ่รังสีอํามหิตออกมาตลอดเวลา แต่ว่าวันนี้กลับมีพนักงานเข้ามายิ้มให้และทักทายผมเหมือนกับเมื่อสมัยก่อน

 

ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าขึ้นลิฟต์สำหรับผู้บริหารเสียงๆหนึ่งจากด้านหลังก็ดังขึ้น ซึ่งมันเป็นเสียงที่ผมไม่อยากจะได้ยินที่สุดในตอนนี้

 

“พี่ก้อง รอผมด้วย” เสียงที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังขึ้นเพราะเป็นเสียงของคนที่ผมดูแลเลี้ยงดูมาเองกับมือตั้งแต่เด็ก

 

ผมรีบก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดออกและรีบกดปุ่มปิดประตูทันที ประตูกำลังจะเลื่อนปิดสนิทพร้อมกับภาพของชินที่กำลังวิ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว

 

(ผมจะสั่งให้ช่างมาถอดเซ็นเซอร์ที่ลิฟต์ออก) ผมได้แต่คิดในใจเพราะวินาทีก่อนหน้าที่ลิฟต์จะปิดชินเอาเท้าไปขวางที่เซ็นเซอร์ไว้ทันทำให้ประตูทั้งสองบานถูกเปิดอีกครั้ง

 

“หึหึ” แทนที่คนที่พึ่งจะวิ่งมาด้วยความเร็วควรจะหอบแต่ตอนนี้ชินกลับหัวเราะเบาๆในลำคอ ผมไม่แปลกใจเลยว่าชินได้นิสัยนี้มาจากใคร

 

“นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว ถ้าเข้ามาไม่ทันผมคงเสียดายแย่” ชินหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ปิดซ่อนความสนุกไว้ไม่มิดแถมยังยิ้มให้ผมอีก

 

“สวัสดีตอนเช้าอีกครั้งนะครับพี่ก้อง ผมขอโทษนะที่ลืมไหว้พี่ตอนที่เจอในห้องครัว หึหึ”

 

เจอกันไม่กี่วินาทีอีกฝ่ายก็ชวนเข้าเรื่องน่าอายซะแล้ว ผมจะคิดเสียว่ามันเป็นกรรมที่ผมไปแกล้งพ่อของเขาไว้ก็แล้วกัน

 

“สวัสดี ว่าแต่วันนี้ชินมาเช้านะ เห็นปกติมาตอนสายๆตลอดพี่ว่ากำลังจะลดเงินเดือนชินอยู่พอดีเลย”

 

“โห้ พี่ก้องถึงผมจะมาสายเพราะไปส่งไอ้หนึ่งแต่ผมก็ทำงานเสร็จตามตารางทุกวันนะพี่ แต่ว่าตอนแรกผมนึกว่าวันนี้พี่ก้องจะไม่มาทำงานซะอีก ผิดคาดนะเนี้ย” ชินพูดพร้อมกับส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ผม

 

“ทำไมคิดอย่างนั้นละ”

 

“ก็พี่ก้องกับพ่อ...อย่างว่า.....ในห้องครัว ว่าแต่ พ่อไม่มาด้วยกันเหรอครับ หึหึ”

 

“ทำนิสัยไม่น่ารักเลยนะชิน บางอย่างถ้าเราไม่รู้ความจริงก็ไม่ควรพูดออกมานะ แต่นี้เป็นเพราะพี่กับชินสนิทกันหรอกนะพี่ถึงไม่ถือสา” ผมพยายามทำใบหน้าเรียบเฉยและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งๆที่เคยใช้ได้ผลตลอดกับชินตอนเด็กๆ และครั้งนี้มันก็ได้ผลเหมือนเดิมเพราะใบหน้าและดวงตาที่เคยทะเล้นกลับเปลี่ยนเป็นสำนึกผิดทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาไม่น้อย ทั้งที่ความจริงหน้าผมเริ่มจะแดงเพราะความอาย

 

ประตูลิฟต์เปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเคลื่อนที่มาถึงชั้นบนสุด

 

 “ขอโทษครับพี่” ชินพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆเล่นเอาผมใจหายวูบ เพราะผมรู้จักนิสัยของชินดีว่าชินแค่พูดแซวขำๆไม่ได้คิดอะไร ผมไม่เคยคิดจะโกรธชินอยู่แล้วแต่พอเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ก็อดที่จะตกใจไม่ได้

 

“พี่ก็ขอโทษที่ว่าเราแรงเกินไปหน่อย” ผมยกมือขึ้นตบไหล่ของชินที่ตอนนี้ยืนก้มหน้าเบาๆ

 

ชินตัวสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังสะอื้นก่อนที่จะพูดมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “พี่ก้องรู้ไหมครับ ว่าตั้งแต่พี่เลี้ยงผมกับพี่เชนมา เวลาพี่จะดุ พี่ก้องจะปั่นหน้านิ่งแบบนั้นตลอดเลย ตอนเด็กๆผมก็กลัวอยู่แต่ตอนนี้ผมรู้นะว่าพี่แกล้งทำเพราะกำลังเขินอยู่ใช่ไหมครับ ฮา ฮา ฮา” หลังจากพูดจบเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขก็ตามมา

 

“หน้าแดงนะพี่ก้อง ฮา ฮา” ชินหัวเราะอีกครั้งก่อนจะรีบวิ่งออกจากลิฟต์เข้าห้องทำงานตัวเองไปพร้อมกับเสียงหัวเราะตลอดทางจนเลขาที่นั่งอยู่หน้าห้องได้แต่ทำหน้างง

 

“หึหึ” ผมเดินหัวเราะเบาๆออกมาจากลิฟต์พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ผมโดนหลอกแล้วสินะ ท่าทางสะอื้นจริงๆแล้วอีกฝ่ายพยายามกลั้นขำอยู่ เด็กตัวเล็กๆน่ารักในวันนั้นกลายเป็นคนฉลาดเจ้าเล่ห์กันไปเสียหมด คนน้องเจ้าเล่ห์ขนาดนี้คนพี่คงมากกว่าอีกหลายเท่า ผมไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าได้นิสัยพวกนี้มาจากใคร แต่ความแค้นครั้งนี้ผมไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆแน่

 

บรรยากาศทุกอย่างมันดูแปลกไปหมดไม่เว้นแม้แต่ในห้องทำงานเก้าอี้สองตัวที่วางอยู่คู่กันตอนนี้ทำให้ผมนึกไปถึงใครอีกคนที่พึ่งเจอกันไม่นาน ตั้งแต่สมัยก่อนผมจะมีสมาธิในการทำงานมากที่สุดตอนที่อยู่คนเดียว พอช่วงนี้มีคุณโชติอยู่ใกล้ๆตลอดเวลาทำให้สมาธิของผมลดลงเล็กน้อย เพราะแอบหลุดไปคิดถึงคนที่เคยนั่งข้างๆ แต่ว่าวันนี้ตอนนี้ผมได้อยู่คนเดียวอีกครั้งมันกับไม่มีสมาธิเหมือนเดิม

 

ทั้งๆที่ทุกอย่างเงียบสงบไม่มีเสียงรบกวนจากใครบางคน ทั้งๆที่ตอนนี้ไม่ต้องระแวดระวังว่าจะโดนลวนลามตอนไหน ทั้งๆที่ตอนนี้เป็นอิสระจะทำอะไรก็ได้ แต่มันกลับไม่เป็นเหมือนก่อนที่ผมจะได้พบกับใครคนนั้น

 

ผมเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานเพื่อหยิบขวดน้ำหอมขึ้นมา น้ำหอมกลิ่นเฉพาะของคุณโชติ กลิ่นที่คุ้นเคยในความทรงจำ

เพียงหนึ่งสเปรย์ที่ฉีดลงบนรอยสักชื่อคุณโชติที่อยู่บนข้อมือของผมกลิ่นหอมสุขุมชวนหลงใหลก็พุ่งกระจายไปทั่วห้อง แต่กลิ่นที่ได้เมื่ออยู่บนร่างกายของผมกับแตกต่างจากตอนที่มันอยู่บนร่างของคุณโชติอย่างสิ้นเชิง แต่มันก็เพียงพอที่จะเรียกสติของผมกลับมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

วันนี้เป็นวันที่ผมยกนาฬิกาขึ้นมาดูบ่อยมากเรียกว่าแทบจะทุกสิบห้านาที แต่ไม่ว่าจะยกขึ้นมาดูกี่ครั้งคนที่ผมรอก็ยังไม่มาสักที หรือว่าคุณโชติจะไม่มาตามที่ผมสั่งไว้จริงๆ  ผมเคยคิดว่าคุณโชติอาจจะเป็นโรคจิตที่ต้องตัวติดอยู่กับผมแทบจะตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้ผมต้องย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันว่า ผมเป็นโรคจิตหรือเปล่า หรือผมกำลังจะกลายเป็นโรคจิตไปอีกคน

 

*****โปรดติดตามตอนต่อไป*****

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ

 

ขอบที่ยังไม่ลืมกัน ขอบคุณทุกๆความคิดเห็นนะครับ

 

ขอให้พี่ก้องกับคุณโชติได้หวานกันบ้าง

 

ขอให้พี่ก้องได้เป็นคนคิดถึงคุณโชติบ้าง

 

เจอกันใหม่ตอนหน้าครับ รักษาสุขภาพด้วยครับ

 

ปล.ขอโทษที่ผิดนัดตอนที่แล้วนะครับ พอดีมีงานด่วนเข้ามาครับ

ความคิดเห็น