facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2563 00:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (2)
แบบอักษร

6 

ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (2) 

 

               กลายเป็นว่าเราสองคนผลัดกันทำหน้างงใส่กันซะงั้น คุณกวีดูสงสัยและไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมเดินตามเขามาดีๆ นะ ส่วนฉันเองก็กำลังคิดหาเหตุผลว่าทำไมอยู่ๆ คนตรงหน้าถึงเกิดความคิดอยากไปส่งกันขึ้นมาล่ะ? 

               “ไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ รบกวนเปล่าๆ คุณกวีรีบกลับไปทำงานเถอะ” 

               ปฏิเสธไว้ก่อนดีกว่า เพื่อความปลอดภัย 

               “ไม่รบกวนหรอก ห้าง CC เป็นทางผ่านผมพอดี ตามมาเถอะ” 

               “แต่ว่า...” 

               พูดยังไม่ทันขาดคำคุณกวีก็ปรายตามองฉันนิ่งๆ สีหน้าที่ดูหงุดหงิดกับสถานการณ์ปัจจุบันทำฉันกระอักกระอ่วนใจจนเริ่มไปต่อไม่ถูก 

               เอาไงดี กลับหลังหันแล้ววิ่งสี่คูณร้อยไปที่ป้ายรถเมล์เลยดีมั้ย? 

               “ก็บอกให้รีบตามมาไง” 

               “โอเคค่ะ อ่า...ขอบคุณที่ไปส่งนะคะ!” 

               “จะรีบขอบคุณทำไม ยังไม่ทันได้ไปส่งเลย” 

               เขายิ้มขำก่อนจะหันหลังเดินนำไปที่ลานจอดรถ สีหน้าที่บึ้งตึงเมื่อสักครู่ผ่อนคลายลงจนเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของฉัน 

               อะไรเนี่ย ตัวเองก็ยิ้มเป็นนี่นา แล้วจะมาแกล้งทำหน้าดุใส่คนอื่นทำไม... 

               คิดไปก็ไม่ได้คำตอบหรอก ช่างมันเถอะ ฉันส่ายหัวเบาๆ แล้วรีบย่ำเท้าเดินตามหลังคนข้างหน้าไปติดๆ ตอนนี้ต้องเกาะติดคนรู้ทางไว้ก่อน ถ้าเกิดหลงทางขึ้นมาล่ะอายเขาตายเลย 

               เดินฝ่าแดดจนมาถึงที่จอดรถได้สักพักก็เริ่มลังเลว่าฉันควรนั่งตรงที่นั่งคนขับหรือนั่งเบาะหลังข้างๆ คุณกวีดีนะ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร เจ้าชื่อที่แอบบ่นในใจมาตลอดก็เปิดประตูเรียกให้ฉันให้ขึ้นไปนั่งเบาะหลังด้วยกัน 

               ต้องนั่งข้างๆ เขาสินะ... 

               กลิ่นแอร์หอมๆ เย็นๆ บนรถทำให้จิตใจฉันสงบขึ้นได้อย่างน่าประหลาด กลิ่นหอมมากเลย เหมือนไม่ใช่แค่กลิ่นแอร์กับน้ำหอมปรับอากาศอย่างเดียว แต่มีกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังปะปนมานิดๆ ด้วย ฉันชอบกลิ่นนี้มากเลย 

               “สวัสดีค่ะ รบกวนด้วยนะคะ” 

               ถือคติขึ้นรถท่านอย่านิ่งดูดายไว้ก่อนดีกว่า ฉันยกสองมือขึ้นไหว้คนขับรถของคุณกวีที่ยกมือรับไหว้ฉันด้วยรอยยิ้ม เป็นคุณลุงหน้าตาใจดีอายุประมาณสี่สิบถึงห้าสิบปีเห็นจะได้ 

               “แวะไปส่งเด็กคนนี้ที่ห้าง CC ก่อนนะ” 

               “ได้ครับ” 

               “ขอบคุณนะคะ” 

               “ไม่เป็นไรครับ หน้าที่ผมอยู่แล้ว” 

               เมื่อเห็นว่าฉันปิดประตูรถเรียบร้อยแล้ว คุณกวีก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนยกมือขึ้นคลายเนกไทของตัวเองอย่างเร่งรีบเหมือนรอเวลานี้มานาน 

               คงจะร้อนสินะ ถึงวันนี้คุณกวีจะไม่ได้แต่งตัวมาแบบจัดเต็ม แต่ในเมืองแออัดที่มีอุณหภูมิสูงถึงสี่สิบองศาแบบนี้ ถึงใส่แค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นมาเดินเล่นก็คงมีสภาพไม่ต่างจากคุณกวีในตอนนี้หรอก ได้รับความร้อนกันอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันโดยถ้วนหน้า 

               “เดี๋ยวผมเร่งแอร์ให้นะครับ” 

               คุณลุงคนขับรถเหลือบตามองคุณกวีผ่านกระจกมองหลัง พอเห็นว่าเขาพยักหน้าแทนการขยับปากแล้วก็รีบยื่นมือออกไปปรับแอร์ให้ทันที อะไรมันจะเท่ขนาดนั้น! 

               “เธอไม่ร้อนเหรอ?” 

               “...อ้อ ร้อนสิคะ ร้อนมากๆ” เขาชวนคุยแฮะ ฉันส่งยิ้มให้คนข้างๆ แล้วเริ่มคิดหาทางสานต่อบทสนทนาของเราสองคนให้ยาวขึ้นอีกนิด “อากาศในคอนโดกับนอกคอนโดต่างกันลิบลับเลย ข้างในเย็นฉ่ำ แต่ข้างนอกดันร้อนฉ่าซะงั้น” 

               “เห็นด้วย ร้อนจนไม่มีอารมณ์อยากเดินเล่น” 

               “ถึงไม่ร้อนก็เดินเล่นไม่ได้อยู่ดีค่ะ ฟุตบาทแถวนี้น่ากลัวมาก หนูเดินสะดุดตั้งหลายรอบแน่ะ” 

               พูดแล้วก็อยากถอนหายใจรัวๆ เป็นปืนกล สารภาพว่าตอนเดินตามหลังคุณกวีเมื่อหลายนาทีก่อนเป็นอะไรที่ทรมานมาก เขาเดินเร็วสุดๆ ไม่รู้ว่าเดินเร็วหรือขายาวกันแน่ ฉันต้องพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อตามเขาให้ทัน แต่พอเดินเร็วไปก็เกือบสะดุดพื้นแถวนั้นซะงั้น 

               “ตอนจะย้ายของมาที่นี่อย่าลืมเตรียมพวกรองเท้าผ้าใบมาด้วยนะครับ พยายามอย่าใส่ส้นสูงเดินเล่นแถวนี้เลย แฟนผมเคยหกล้มไปรอบหนึ่งแล้ว” 

               คุณลุงคนขับรถเงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันผ่านกระจกมองหลังแล้วส่งยิ้มให้ นั่นไง เคยมีคนหกล้มจริงๆ ด้วย ฉันไม่ใช่รายแรกที่เกือบล้มสินะ! 

               “อันตรายมากเลยนะคะเนี่ย” 

               “มาอยู่แถวนี้คนเดียวต้องระวังตัวให้มากนะครับ” 

               “เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะระวัง” 

               “มีอะไรสงสัยก็ถามผมได้นะ ผมรู้ที่ทางแถวนี้หมดแหละ ทั้งทางลัดทางเข้าตรอกซอกซอย วินแถวนี้ผมก็รู้จัก” 

               “โห...รู้หมดจริงเหรอคะ?” 

               “รู้หมดสิครับ ลองถามมาได้เลย” 

               “งั้น...ถ้าจะขึ้นรถไฟฟ้าไปมอ Z ต้องขึ้นยังไงเหรอคะ” 

               “เดินขึ้นสะพานลอยแล้วเลี้ยวขวา ขึ้นรถสถานี Z2 ครับ ลงจากรถไฟฟ้าแล้วข้ามสะพานลอยอีกรอบ เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึงแล้ว” 

               “เอ แล้วถ้าจะขึ้นรถเมล์ล่ะคะ?” 

               “ขึ้นรถสาย 008 ครับ แต่จะขึ้นสาย 543 ก็ได้ ถ้าเป็นรถแอร์จะไม่ผ่านมอ Z แต่ถ้าไม่ใช่รถแอร์ก็ผ่านแน่นอน” 

               คุณลุงคนขับรถตอบทุกคำถามของฉันอย่างคล่องแคล่ว ถามปุ๊บตอบปั๊บ แถมยังแนะนำทางลัดกับราคามาตรฐานของวินมอเตอร์ไซค์แถวนี้ให้ด้วย ใจดีมากเลย 

               “ช่วยได้มากเลย ขอบคุณนะคะ คุณลุงเก่งจัง!” 

               “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เรียกผมว่าลุงภพก็ได้ มีอะไรก็ถามได้เสมอ” ลุงภพเหลือบมองกระจกก่อนเว้นจังหวะการพูดไปเล็กน้อย “ไปจำเส้นทางมาดีๆ นะครับ เดี๋ยวเปิดเทอมจะหลงทางเอา ผังเมืองแถวนี้ยิ่งแปลกๆ อยู่” 

               “เข้าใจแล้วค่ะ” 

               ตอนที่ฉันกับลุงภพคุยกันอย่างออกรส คุณกวีที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ ฉันกลัวเขารำคาญก็เลยพยายามลดเสียงตัวเองลง แต่พอลองหันกลับไปมองถึงได้รู้ว่าคุณกวีผล็อยหลับไปซะแล้ว 

               “เมื่อคืนคุณกวีกลับบ้านดึกน่ะครับ วันนี้ก็เลยเพลียๆ หน่อย” 

               “อ๋อ...อ๊ะ! ขอโทษที่พูดเสียงดังค่ะ” 

               “ไม่เป็นไรครับ คุณกวีเขาไม่โกรธคุณหอมหรอก” 

               ลุงภพหัวเราะให้กับปฏิกิริยาแบบกระต่ายตื่นตูมของฉัน เขาส่ายหน้าช้าๆ เหมือนต้องการจะบอกว่าไม่ต้องไปกังวลขนาดนั้นก็ได้ 

               “อาจจะโกรธแต่กำลังอดทนอยู่ก็ได้นะคะ...” 

               “ถ้าโกรธก็คงบอกไปนานแล้ว เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่โกรธครับ” 

               “เหรอคะ...” 

               ฉันหันไปมองคุณกวีที่เอนหัวไปทางหน้าต่างเล็กน้อย หลับจริงๆ ด้วย เมื่อคืนเขากลับดึกขนาดไหนนะ อย่าบอกนะว่าได้นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง พอตื่นแล้วก็ต้องเตรียมตัวมาขนของแถมพาฉันเดินชมคอนโดอีก 

               รู้สึกผิดจัง... 

               คิดแล้วก็คอตกจนต้องนั่งหงอยอยู่คนเดียว ฉันบอกให้ลุงภพจอดรถที่ป้ายรถเมล์หน้าห้าง เราสองคนบอกลากันด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังดูแล้วช่างน่าตลกเพราะไม่อยากให้คุณกวีที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ต้องสะดุ้งตื่น ลุงภพโบกมือลาฉันด้วยรอยยิ้ม ฉันเองก็ส่งยิ้มกลับไปให้เหมือนกัน 

               รีบขึ้นรถตู้กลับบ้านดีกว่า 

  

               หลังจากนั้นฉันก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดของคุณกวีอย่างเต็มตัว แน่นอนว่าต้องขนเหล่าตุ๊กตา เสื้อผ้าและอุปกรณ์ทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดไปด้วย แน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้เลยก็คือโต๊ะรีดผ้าและเตารีด ฉันเตรียมไม้แขวนเสื้อมาเผื่อด้วยในกรณีที่เครื่องอบผ้าอบผ้าไม่แห้งพอ 

               ชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยเริ่มต้นอย่างสดใส เพื่อนใหม่ก็น่ารัก การเรียนการสอนก็ดูน่าสนใจไปหมดทุกอย่าง ถึงงานกลุ่มกับเพื่อนที่ยังไม่รู้จักกันจะทำให้รู้สึกอึดอัดใจอยู่นิดหน่อยก็ตาม แต่โดยรวมแล้วชีวิตในช่วงนี้ก็ราบรื่นและสงบสุขดีนะ 

               “หวาน...ขับได้จริงดิ?” 

               “ขับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันฝึกมาอย่างดีแล้ว!” 

               “ขอถามได้มั้ยว่าไปฝึกมาจากไหน” 

               ขิมยิงคำถามต่อจากฉันทันทีราวกับนัดกันไว้ 

               “เอ๊า! ก็โรงเรียนสอนขับรถไง ถามอะไรแปลกๆ นะพวกแกเนี่ย” 

               ชาหวานตอบเสียงใส โรงเรียนสอนขับรถสินะ ค่อยยังชั่วหน่อย ได้ยินแบบนั้นฉันกับขิมที่นั่งอยู่เบาะหลังก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

               “ดีแล้ว” 

               “รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์” 

               ขิมเอนตัวพิงหมอนนุ่มนิ่มที่วางกองอยู่แถวนั้นด้วยความสบายใจ ปกติพวกเราสี่คนต่างแยกย้ายกันไปเรียนน่ะ ฉันต้องขึ้นรถไฟฟ้าไม่ก็นั่งวินฯ ขิมมีพ่อกับแม่มาส่ง เจตน์ขับรถมาเอง ส่วนชาหวานติดรถมากับพี่ชาย มีวันนี้แหละที่ชาหวานอาสาเป็นฝ่ายขับรถมารับพวกเราไปเรียนด้วยกัน 

               ถึงจะเรียนคนละที่แต่มหาวิทยาลัยของขิมและพวกเราสามคนอยู่ใกล้กันพอสมควรเลย 

               บอกตามตรงว่ากลัวนิดหน่อย แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ฉันพยายามทำใจให้สบายแล้วชวนเจตน์ที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับคุยเรื่องตัวอย่างหนังฝรั่งของผู้กำกับชื่อดังที่กำลังจะเข้าฉายในอีกสองวันข้างหน้า คุยไปคุยมาชาหวานก็พูดออกมาหนึ่งประโยคว่า 

               “เอ้อ ฉันยังไม่ทำใบขับขี่นะ” 

               “...หือ” 

               เจตน์ที่กำลังคุยวิเคราะห์เนื้อเรื่องจากตัวอย่างหนังชะงักค้างไปทันทีเมื่อคนข้างๆ พูดจบ เขาเงยหน้ามองฉันที่อยู่เบาะหลังสลับกับชาหวานที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับด้วยแววตาตื่นตระหนก 

               “อ้าว แล้วมาขับได้ไงเนี่ย ลุกออกไปเลย!” 

               ฉันที่เพิ่งได้สติตามหลังเจตน์มาติดๆ รีบตะโกนถามออกไปด้วยความสงสัย ไม่มีใบขับขี่แล้วครูสอนขับรถปล่อยเธอออกมาจับพวงมาลัยกลางถนนใหญ่ได้ยังไงเนี่ยยัยชาหวาน! 

               “เดี๋ยวๆ ให้โอกาสกันหน่อยสิ!” คนขับรถที่เพิ่งประกาศกร้าวว่าตัวเองไร้ใบขับขี่รีบตะโกนห้ามทัพทันที “ก็ฉันสอบไม่ผ่านนี่นา ทำไงได้...” 

               “สอบไม่ผ่านก็ไปสอบให้ผ่านก่อนเซ่!” 

               เกินเยียวยาแล้ว ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ถ้าสอบไม่ผ่านก็แสดงว่าเธอยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขับรถไง ของแบบนี้เข้าใจยากตรงไหนเนี่ย! 

               “ก็คนมันอยากลงถนนใหญ่อะ!” 

               “ไปสอบให้ผ่านก๊อน!! ถ้าผ่านแล้วแกจะลงถนนใหญ่จะเลนซ้ายเลนขวาเลนกลางเอาที่สบายใจเลย แต่-ไป-สอบให้-ผ่าน เดี๋ยวนี้!” 

               ขิมแทบจะเขวี้ยงตุ๊กตาที่เพิ่งนอนพิงจนตัวแบนใส่คนขับ ดีที่ฉันพยายามห้ามไว้ทัน กลายเป็นว่าตอนนี้สถานการณ์ในรถตกอยู่ในความโกลาหล ฉันกับขิมกำลังกลายเป็นบ้า ส่วนเจตน์เองก็นิ่งค้างไปแล้ว ไม่รู้ว่าสติของนายคนนั้นจะกลับมาตอนไหนเหมือนกัน 

               “ไม่เห็นเป็นไรเลย ตอนเรียนมอปลายเพื่อนในห้องที่ขับรถมาเรียนก็ไม่มีใบขับขี่กันทั้งนั้น ใครๆ เขาก็ทำกันน่า ไม่เป็นไรหรอก” 

               คนไร้ใบขับขี่ยกมือข้างหนึ่งโบกไปมา พร้อมส่งสายตาผ่านกระจกหลังว่าอย่าคิดมากสิพวกเธอ 

               จะไม่ให้คิดมากได้ยังไงเล่า! 

               “นี่แกกล้าพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนเรียนนิติได้ไงเนี่ย...” 

               “กรมขนส่งทางบกต้องรู้เรื่องนี้ ฉันจะฟ้องจนถึงที่สุดแน่” 

               “ละ...ล้อเล่น อย่าจริงจังกันนักสิ!” ชาหวานทำหน้าบึ้งก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาเก๊ะวางของ “นี่! ใบขับขี่ สอบผ่านตั้งนานแล้วย่ะ!” 

               “ของจริงป้ะเนี่ย...” 

               ฉันเริ่มตั้งคำถาม 

               “เป็นบัตรคนอื่นแต่เอารูปตัวเองมาติดหรือเปล่า...” 

               ขิมพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมตั้งข้อสันนิษฐาน 

               “น่าคิด หวานยิ่งชอบใช้เงินไปกับเรื่องแปลกๆ อยู่...” 

               แล้วเจตน์ก็เริ่มยกมือขึ้นมาสวดมนต์ 

               “เชื่อใจกันหน่อยเซ่! นี่ของฉันจริงๆ ลองเช็กชื่อกับรูปดูได้เลย” 

               เราทุกคนต่างสบตากันและกันผ่านกระจกมองหลัง พอลองตรวจสอบชื่อและใบหน้าที่อยู่บนบัตรโดยผลัดกันอ่านทวนในหัวประมาณสามรอบ ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่านี่คือใบขับขี่ของชาหวานจริงๆ 

               “ค่อยน่าไว้ใจหน่อย ทำไมเดี๋ยวนี้ชอบเล่นอะไรแปลกๆ” 

               ขิมบ่นอุบ ถึงสีหน้าและแววตาจะดูหงุดหงิด แต่การถอนหายใจพร้อมเอนหลังกลับไปพิงตุ๊กตานุ่มๆ ตัวเดิมต่อก็ทำให้ฉันมั่นใจว่าเธอคงไม่ได้โกรธชาหวานอย่างจริงจังหรอก 

               “เปล่า ก็ช่วงนี้เห็นแกเครียด เอาแต่อัพรูปประมวลกฎหมายอะไรไม่รู้ลงไอจูสตอรี่ตอนดึกๆ แถมอัพเป็นภาพขาวดำด้วย น่ากลัวมาก” 

               “เห็นเหมือนกัน ช่วงนี้เรียนหนักเหรอ?” 

               “อืม ก็นิดหน่อย อยากทำให้ดีที่สุดน่ะ” 

               “เพิ่งเรียนปีหนึ่งเอง ไม่ต้องไปจริงจังมากก็ได้ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีกว่านะ” 

               เจตน์ที่นั่งฟังอยู่นานแล้วก็ช่วยพูดเหมือนกัน 

               “อืม...” 

               “เพราะงั้นวันนี้ก็ทำใจให้สบาย แล้วนั่งรถตากแอร์ไปเรียนกับพวกเราดีกว่า!” 

               เพราะไม่อยากเห็นเพื่อนรักทำหน้าเครียด ฉันก็เลยพยายามสร้างบรรยากาศสนุกสนานขึ้นเพื่อให้ขิมยิ้มได้ 

               “ใช่ๆ!” ชาหวานพยักหน้ารัวเร็ว 

               “ก็ได้ รีบหน่อยละกัน แถวนี้คนเยอะแถมยังรถติดอีก ไปส่งฉันให้ทันนะ” 

               “ไว้ใจได้เลย เดี๋ยวเจ๊หวานพาซิ่งเอง!” 

               ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ฉันกับขิมก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้จนต้องแอบส่งสายตาให้กันเป็นระยะๆ ยัยหวานเนี่ยนะจะขับรถ คนที่กลัวรถยิ่งกว่าอะไรดีคนนั้นเนี่ยนะ? 

               มันจะไปรอดจริงๆ เร้อ... 

               “ว้ายย!” 

               นั่นไง ว่าแล้วเชียว... 

               “เกิดอะไรขึ้น?” ฉันร้องถามเสียงสั่น 

               “มะ...เมื่อกี้อยู่ๆ ก็มีรถปาดหน้า ขับไวมากเลย น่ากลัวอะ!” 

               พูดจบก็ได้ยินเสียงกรีดของคนขับที่เริ่มทวีความดังและความหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำเสียง 

               “ขอทางหน่อยค่ะ ขอแทรกหน่อยนะคะ แทรกนิดเดียว จิ๊ดเดียวจริงๆ ค่ะ...” 

               “กรี๊ด! มีหมาอยู่บนถนนได้ไง!” 

               “ว้าย! คนขายพวงมาลัย! อยู่ๆ ก็โผล่หน้ามา ตกใจหมดเลย ไม่เอาแล้ว ไม่ขับแล้ว ฮือ...” ชาหวานฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยแล้วร้องไห้โฮ แต่สักพักก็เงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองเจตน์ที่นั่งจ้องเธอมาตลอด “อุ๊ย มีดอกมะลิด้วย ต้องบีบแตรเรียกเขาใช่มั้ย?” 

               ยัง ยังไม่หมดแค่นี้หรอก 

               “แก! ฉันกลัวอะ กดดันมาก” 

               “ทำไมเราได้ติดไฟแดงเป็นคนแรกวะ ทำไมคันข้างหน้าถึงทิ้งฉันได้ลงคอ...” 

               “...หวาน ให้คนอื่นขับแทนเถอะ เราขอร้องล่ะ” 

               ใครจะไปคิดว่าคนที่นั่งสงบปากสงบคำมานานอย่างเจตน์จะพูดทำลายความเงียบออกมาด้วยน้ำเสียงที่รื่นเริงขนาดนี้ ฉันกับขิมถึงกับมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เราสองคนต่างคิดว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่ใช่ฉันก็ขิมต้องโวยวายออกมาก่อนแน่ๆ 

               ผลปรากฏว่าเราสองคนความอดทนสูงพอสมควร ไม่มีใครโวยวายออกมาสักคน แต่เจตน์กลับเป็นคนแรกที่หันไปพูดกับหวานอย่างจริงจังด้วยรอยยิ้มที่มองจากเบาะหลังก็รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น 

               ปกติเจตน์เป็นคนใจเย็นจะตาย เขาไม่ค่อยโกรธหรือชอบพูดขัดจังหวะใครบ่อยๆ เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดีมาตลอด 

               “ทะ...โทษที” 

               “มีสมาธิหน่อยสิ” 

               “ฉันพยายามแล้วเจตน์ แต่มันทำไม่ได้จริงๆ...” น้ำเสียงของชาหวานสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว ในจังหวะที่เธอฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉันเห็นว่ามือเล็กๆ ที่กำพวงมาลัยไว้แน่นกำลังสั่นอยู่ “ไม่เอาแล้ว ไม่ขับแล้ว น่ากลัว” 

               “ใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ” คนข้างๆ พยายามแก้สถานการณ์ 

               “เย็นไม่ไหวแล้วเจตน์ แกจะให้ฉันทำยังไง!” 

               “...” 

               “บอกพ่อแล้วว่าไม่เอาๆ ไม่ขับเด็ดขาด แต่พ่อก็ยังบอกว่าโตแล้วต้องขับรถให้เป็นอยู่ได้ ให้พี่ไวน์กับพี่เบียร์ไปส่งเหมือนทุกทีก็ได้นี่ ทำไมต้องให้มาขับเองด้วยนะ ไม่เข้าใจเลย...” 

               บรรยากาศบนรถตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงคร่ำครวญของชาหวานและเสียงขยับตัวอย่างอยู่ไม่สุขของฉันบนเบาะหนัง ทำไงดี ต้องพูดปลอบใจไปว่าอะไรดี คิดอะไรไม่ออกเลย 

               สักพักเจตน์ก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า 

               “เดี๋ยวเราขับเอง” 

               “...!?” 

               “แวะปั๊มข้างหน้าแล้วเปลี่ยนที่นั่งกัน จะได้พักรถกับลงไปซื้อของกินด้วย” เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ รอยยิ้มกดดันที่เคยมีกลับมาเป็นรอยยิ้มละมุนๆ ของคุณชายเจตน์คนเดิมแล้ว “ถ้าหวานไม่อยากขับเราก็จะขับให้ แต่ถ้ายังอยากขับอยู่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่ากดดันตัวเอง ถ้าหวานกลัวขิมกับหอมก็จะกลัวด้วย” 

               “เจตน์...” 

               “ตอนนี้ทนขับไปก่อนนะ เดี๋ยวพ้นไฟแดงปุ๊บก็ตบไฟเลี้ยวเข้าปั๊มได้เลย ทำได้ใช่มั้ย?” 

               “อื้ม ทำได้ๆ” 

               เมื่อพูดจบชาหวานก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊ม พวกเราพากันจับกลุ่มเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเข้าไปหาขนมนมเนยมากินเล่น พอกลับมาขึ้นรถก็ได้เวลาเปลี่ยนที่นั่งคนขับ ยกเว้นฉันกับขิมที่ยังนั่งเบาะหลังอยู่เหมือนเดิม 

               “เจตน์” 

               ชาหวานเรียกชื่อคนขับรถจำเป็นที่เพิ่งคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จด้วยเสียงหวานใสที่ดูน่าฟังกว่าปกติ ขนาดฉันยังรู้สึกแปลกๆ จนต้องขมวดคิ้วเลย ดูเหมือนชาหวานจะไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียตัวเองออกมาเป็นแบบนี้หรอก เหมือนเธอทำไปด้วยความไม่รู้ตัวน่ะ 

               “ว่าไง” 

               “เลิกเรียนแล้วกลับบ้านด้วยกันนะ ขับรถไปส่งหน่อยได้มั้ย” 

               “ได้สิ” 

               “แล้วก็...ตอนเช้าช่วยขับรถไปส่งฉันที่มอที” 

               “ได้เลย” 

               “ขับรถไปส่งฉันตลอดไปได้มั้ย?” 

               เจตน์นิ่งไปทันทีเมื่อได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงของเพื่อนสนิท เขามองตาชาหวานสักพักก่อนจะหันหน้ากลับไปโฟกัสกับการขับรถของตัวเองต่อ 

               “...ได้อยู่แล้ว” 

               “กรี๊ดด! ขอบคุณนะ รักเจตน์ที่สุดเลย ให้ตอบแทนด้วยอะไรดี!” 

               “แค่รักเราตลอดไปก็พอ...” 

               “ได้! นายจะเป็นเพื่อนรักของฉันตลอดไป!” 

               เพื่อนรักตลอดไปงั้นเหรอ? ฉันยิ้มกว้างออกมาทันที ตั้งใจว่าจะแกล้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจว่าโดนเพื่อนทิ้งเพื่อหลอกให้ชาหวานมาง้อพวกเราสองคน 

               แต่สีหน้าของเจตน์กลับทำให้ฉันไม่กล้าพูดอะไรแบบนั้นออกไป รู้ตัวอีกทีก็โดนขิมขโมยบทพูดไปซะแล้ว 

               “อะไรเนี่ย พวกแกสองคนอย่ามาทำตัวสวีตหวานใส่กันแถวนี้นะ” 

               “สวงสวีตอะไรล่ะ ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย” 

               ชาหวานพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม เธออ้าปากรับไส้กรอกชีสไปจากมือฉันด้วยแววตาเป็นประกายวิ้งวับ ส่วนเจตน์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำได้แค่เหลือบมองคนที่เพิ่งบอกรักตัวเองไปหมาดๆ ด้วยแววตาแบบที่ไม่เคยมองฉันหรือเพื่อนคนไหนๆ มาก่อน 

               แล้วนั่นก็ทำให้ฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่เคยถูกเขามองด้วยสายตาแบบนั้นมาก่อนเลย 

               นี่อย่าบอกนะว่า... 

               ‘คิดเหมือนกันมั้ยว่าสองคนนั้นดูแปลกๆ’ 

               นั่นคือสิ่งที่ขิมพิมพ์ให้ฉันอ่านในโทรศัพท์มือถือ รอบนี้เราสองคนคิดเหมือนกันแฮะ ถึงเจตน์จะพยายามปิดบังหรือแกล้งทำเป็นไม่บอกใครมาตั้งนาน แต่ความรู้สึกนั้นมันกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเราสองคนรู้สึกได้ 

               ไม่สิ ดูเหมือนขิมจะรู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้ว มีแค่ฉันคนเดียวสินะที่มองไม่ออก ทำไมถึงเพิ่งรู้สึกตัวนะ เจตน์แสดงออกอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วแท้ๆ ตอนที่ชาหวานคบกันรุ่นพี่ในโรงเรียน เจตน์ก็ดูเปลี่ยนไป นี่ยังไม่รวมถึงคำพูดที่เขาเคยเกริ่นให้ฉันฟังอีกว่ามีคนที่ชอบแล้วแต่บอกไม่ได้ 

               ทำไมถึงไม่เคยเอะใจนะว่าคนคนนั้นก็คือชาหวานไง! 

           ‘เจตน์กับหวานแอบคบกันเหรอ?’ 

           ‘น่าจะยัง เหมือนเจตน์จะแอบรักข้างเดียว ส่วนหวานยังไม่รู้ตัว’ 

               ‘สมแล้วที่เป็นยัยหวาน’ 

               ถึงจะพิมพ์ตอบไปแบบนั้นแต่อีกใจหนึ่งฉันก็เข้าใจความรู้สึกของชาหวานนะ ใครจะไปคิดว่าเพื่อนสนิทที่บ้านอยู่ใกล้กันแถมยังไปมาหาสู่กันตลอดจนใครๆ ก็ทักว่าเป็นพี่น้องกันเหรอจะแอบชอบเธอมาตั้งนานแล้ว 

               เพราะแบบนี้เจตน์ก็เลยบอกว่าอยากถูกเพื่อนแซวสินะ แอบสงสารเหมือนกันนะเนี่ย... 

               “แล้วนี่เสี่ยวีของแกเป็นยังไงบ้าง” 

               ดูเหมือนขิมจะสังเกตเห็นสายตาของชาหวานที่แอบเหลือบมองมาทางด้านหลังบ่อยๆ จนสังเกตได้ เธอจึงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติแล้วแกล้งทำเป็นเปิดประเด็นชวนฉันคุยแบบให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมแทน 

               “อย่าพูดแบบนั้นสิ เขาไม่ใช่เสี่ยซะหน่อย พูดแบบนี้คุณกวีเขาเสียหาย” 

               “แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยนะ” ขิมเริ่มแขวะ 

               “อย่าไปแตะเขาน่ะดีแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็อยู่ห่างๆ ไว้เถอะ” 

               เจตน์พูดเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

               เรื่องคุณกวีคนที่สนับสนุนทุนการศึกษาของฉันกับคุณกวีที่เคยเจอกันในร้านไก่ทอดคือคนคนเดียวกัน ฉันบอกเพื่อนไปหมดแล้ว รวมถึงเรื่องข้อตกลงที่เรามีต่อกันด้วย ชาหวานและเจตน์ตกลงร่วมมือแต่โดยดี ทั้งสองคนบอกว่าถ้าอยากให้ไปออกงานไหนก็ชวนได้เลย เต็มใจไปอยู่แล้ว 

               “อื้ม แต่คุณกวีเขาดูน่ากลัวเนอะ เห็นทำหน้านิ่งๆ ดูอารมณ์บ่จอยตลอดเวลาเลย” 

               ชาหวานออกความคิดเห็น ก็จริงนะ คุณกวีเขาเป็นคนหน้าดุ ถ้าให้เอารูปพี่น้องทั้งสามคนมาเทียบ เขาเป็นคนหน้าดุที่สุดเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งที่เป็นน้องคนสุดท้องแท้ๆ หน้าตาต้องน่ารักน่าเอ็นดูหน่อยสิ! 

               “บางมุมดูดุๆ ด้วย” 

               “เหรอ” อยู่ๆ ใบหน้าของคุณกวีตอนหลับปุ๋ยอยู่บนรถก็แวบเข้ามาในหัว “ฉันว่าเขาก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นนะ...” 

               อุตส่าห์พูดออกไปถึงขนาดนั้น แต่ทุกคนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ฉันก็เลยได้แต่ทำหน้าปลงแล้วปล่อยเลยตามเลย 

                

 

 

               คุณกวีเขาออกจะน่ารัก (?) ไม่น่ากลัวเลยสักนิด! 

               สวัสดีค่ะ เลตอีกแล้วค่ะ (ฮา) ช่วงนี้เราเครียดๆ ก็เลยหาทางไประบายความเครียดด้วยการทำตัวติดเกมค่ะ ซึ่งแฮปปี้มาก เกมสนุกสุดๆ! แต่พอเล่นไปนานๆ เข้าก็เริ่มเบื่อและปวดเมื่อยตามนิ้วมือค่ะ TT แงงง

               ไม่รับประกันว่าตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายหรือเปล่าเหมือนเช่นเคยนะคะ

               ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้ออกจากบ้านอีกแล้ว อยากกินบลูฮาวายจังเลยน้า ยังไงก็ขอขอบคุณทุกคนที่ติตตามอ่านนะคะ มีอะไรไม่ชอบใจหรือรู้สึกแปลกๆ ก็ติชมได้เช่นเคยค่ะ

               ยังไงก็...หวังว่าตอนหน้าพวกเราจะได้เจอกันอีกนะ!

               และใบขับขี่เป็นของสำคัญนะคะ (ฮา)

ความคิดเห็น