facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มาตราที่ 3 : ความผิดว่าด้วย เรื่องจองเรา (มันยังไม่จบ)

ชื่อตอน : มาตราที่ 3 : ความผิดว่าด้วย เรื่องจองเรา (มันยังไม่จบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 พ.ค. 2563 21:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มาตราที่ 3 : ความผิดว่าด้วย เรื่องจองเรา (มันยังไม่จบ)
แบบอักษร

มาตราที่ 3 : ความผิดว่าด้วย เรื่องของเรา (มันยังไม่จบ)

 

ผู้กองคามินกับผู้กำกับองคตกลับมาถึงกรุงเทพฯแล้วตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ำ วิษุวัตที่เพิ่งออกเวรก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้างานให้เข้าไปพบที่บ้านของผู้กองในทันที แต่เมื่อวิษุวัตขับรถมาถึงหน้าหมู่บ้านจัดสรรของคามิน ก็มีสายเรียกเข้าจากหัวหน้าอีกรอบคราวนี้ดันเป็นคำสั่งยกเลิกไม่ต้องเข้าไปพบที่บ้านแล้วพูดจบคามินก็วางสายทิ้งไปดื้อๆ วิษุวัตได้แค่มองหน้าจอมือถือด้วยความมึนงงอุตส่าห์ขับรถมาค่อนเมืองดันมาโดนยกเลิกเอาเสียอย่างนั้น

เอาไปต่อละไอ้วัตมึง คนโดนเทกลางทางได้แต่ถามตัวเองแบบเซ็งจิตหัวหน้าเค้าประสาทกลับหรือเปล่าแต่คิดอีกทีวิษุวัตว่าดีเหมือนกัน ไปหาอะไรกินแถวงานทนายความก็ดีไม่น้อย คิดได้ก็หันพวงมาลัยกลับไปอีกในทิศทางอีกทาง เป้าหมายก็ไม่ใช่ที่ไหน สำนักงานทนายความอันเป็นที่ตั้งของออฟฟิศของพีรกานต์นั่นเอง

วิษุวัตมาถึงสำนักงานทนายความของพีรกานต์ในอีกเกือบชั่วโมงต่อมา ต้องโทษความผิดที่กรุงเทพฯรถติดมหาศาลทำให้การเดินทางจากบ้านของผู้กองคามินมาที่สำนักงานทนายความกินเวลาไปเกือบชั่วโมง

แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาสามทุ่มแต่วิษุวัตรู้ดีว่าพีรกานต์ยังคงอยู่ในสำนักงานไม่ได้ไปไหนเจ้าตัวเป็นมนุษย์ที่ชอบทำงานหามรุ่งหามค่ำ หากมีอะไรที่เป็นที่สนใจแล้วก็จะไม่ยอมที่จะวางเฉยจนกว่าจะได้คำตอบเรื่องเรื่องนั้น แล้วดูเหมือนช่วงนี้คุณทนายจะมีคดีที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษอยู่ในมือ

วิษุวัตก้าวเข้าไปในตัวสำนักงานทักทายรปภ.ด้านหน้าอย่างคุ้นเคย ฝ่ายนั้นก็พยักพเยิดหน้าเป็นการตอบกลับ เมื่อเห็นร่างสูงของนายตำรวจหนุ่มที่เป็นที่รู้จักกันดีของสำนักงานทนายความแห่งนี้ วิษุวัตมาที่นี่บ่อยเสียยิ่งกว่าคนอื่นๆในทีมสาเหตุก็เป็นเพราะสารวัตรนิธิ ส่งเขามาเป็นบอดี้การ์ดให้กับพีรการต์ นั่นคือครั้งแรกที่วิษุวัตได้พบกับทนายพี

 

ร่างสูงที่ก้าวพ้นประตูออฟฟิศเข้ามาในห้องทำงานทำให้คนที่ยังวุ่นอยู่กับกองเอกสารถึงกับชะงักไป

“มาได้ไง” เจ้าของห้องถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายมายืนตรงหน้า

“ขับรถมา” ก็ไม่เคยจะได้คำตอบดีๆจากอีกคนหรอก

“อืม” พีรกานต์แทบอยากปาปากกาในมือใส่หน้าผากให้มันรู้แล้วรู้รอด

“มาทำไม” ถามหน่อยเพื่อเป็นมารยาท

“ผมหิว”

“นี่สำนักงานทนายความไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่ง” ก็เป็นซะอย่างนี้

“ข้อนั้นน่ะรู้ แค่อยากมาชวนไปกินข้าว”

“ทำไมผมต้องไปกับคุณ”

“ผัวมารับ เมียจ๋าจะไม่ยอมไปกินข้าวด้วยกันจริงๆเหรอ”

“ใครเมียคุณ”

“สงสัยเมื่อเช้าจะเริ่มส่องกระจก”

“ผมก็ส่องอยู่ทุกวัน นั่น...ก็กระจก” พีรกานต์ว่าพลางชี้ไปที่กระจกสำหรับแต่งตัวที่อยู่ข้างห้องซึ่งเป็นกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัว

“งั้นก็คนที่อยู่ในกระจกเมื่อเช้านั่นแหละที่เป็นเมียผม”

“แม่ซื้อที่บ้านหรอ” คนหลังโต๊ะทำงานทำหน้าตาย

กวนตีนเหมือนใครว่าเมียกู วิษุวัตได้แต่คิดในใจเมื่อเห็นท่าทางยียวนของอีกคน ไม่น่าปล่อยออกมาจากโรงแรมง่ายๆ อีแบบนี้น่าจะโดนครั้งด้วยกันสักที

“เมียผมชื่อพีเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความแห่งนี้”

“ดูเหมือนผู้หมวดจะเข้าใจอะไรผิดไปนะครับ”

“ยังไงเหรอ”

“คนชื่อพีที่ว่าไม่น่าจะทันได้ไปเป็นเมียใครนะครับ”

“สงสัยอยากให้ย้ำชัดๆ”

“เลิกบ้าสักทีเถอะหมวด” พีรกานต์ว่าพลางหน้าตูม

“บ้าที่ไหนผมพูดจริง” สีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายทำเอาพีรกานต์อยากจะบ้าแทน

“พอๆ ขืนยังทะเลาะกันอยู่แบบนี้วันนี้คงไม่ถึงร้านข้าว”

“ระวังจะถึงเตียงแทน”

“หมวด!!”

“เสียงดังทำไม เมียจ๋า” พีรกานต์พยายามสะกดกันอารมณ์เพื่อไม่ให้ต้องปรี๊ดแตกเสียก่อน เย็นไว้พีรการต์ไอ้ตำรวจนี้มันประสาทแดก

“แล้วตกลงคุณทำงานเสร็จยังล่ะพี”

“ทำไม”

“ก็บอกอยู่ว่ามารับไปกินข้าวเนี่ย”

“รับทำไม ผมมีรถขับ”

“รู้ว่าคุณมีรถขับแต่หน้าที่มารับเมียไปกินข้าวมันก็เป็นหน้าที่ของผัวนะ” โว้ยยยยย อยากจะบ้า พีรกานต์ได้แต่โวยวายในใจแต่ทำอะไรไม่ได้

“เมื่อไหร่คุณจะเข้าใจเสียที ว่าระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้”

“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ เป็นมาจนขนาดนี้แล้ว”

“คุณนี่มัน”

“ผมทำไม” วิษุวัตถามทั้งยังยิ้มยียวนส่งให้

“ไม่อยากคุยกับคุณเลยจริงๆ”

“แล้วอยากทำไร ทำแบบนั้นนั้นหรอ ได้นะผมพร้อม”

“โอ้ยยยย หมวดดดดด เลิกกวนตีนสักที”

“ตรงไหน” วิษุวัตเลิกคิ้วสูง

“ผมก็แค่ถาม”

“ประสาทจะแดก”

“ก่อนจะประสาทจะแดก มาให้ผมแดกก่อนม่ะ” คนพูดทำท่ากวักมือเรียกประกอบ

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับผมเสียที” พีรกานต์อย่างอ่อนใจ

“ไม่-มี-ทาง” อีกคนเน้นทีละคำให้รู้ชัดๆ

“เฮ้อออ” ท่าทางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย พาอารมณ์คนมองชักขุ่นมัว พีรกานต์เป็นอะไรมากป่ะ การมีเขาเข้ามาในชีวิตมันน่าเบื่อขนาดนี้เชียวหรือ พอเห็นอย่างนั้นจากที่ตอนแรกอารมณ์ดีๆเพราะเพราะตัวเองมีเวลาว่างมากพอจะมาชวนอีกคนออกไปหาอะไรกินเย็น ตอนนี้กับกลายเป็นว่าวิษุวัตแทนเสียแล้ว

“ทำไม” เสียงห้าวถามขึ้น

“มีผมเป็นผัวมันแย่ขนาดเลยเหรอ” ชายหนุ่มเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่มายืนอยู่ต่อหน้าคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ ทั้งยังไปยืนเปล่า วิษุวัตก้มลงมาชิดอีกคนโดนมือข้างหนึ่งค้ำอยู่ที่ที่วางแขนอีกข้างค้ำยันไปที่ผนักพิงด้านหลัง

แม้จะตกใจกลับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของอีกคน แต่พีรการต์ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการมองท่าทางนั้นของผู้หมวดด้วยสีหน้าตื่นๆเล็กน้อย

“คุณจะโมโหทำไมเนี่ย” ถึงจะตกใจแต่ความไม่เข้าใจมีมากกว่า

“โมโหทำไมงั้นหรอ” วิษุวัตทวนคำถามอีกคนอย่างพยายามใจเย็น นี่พีรกานต์ยังกล้าถามคำถามพันธ์นี้กับเขาอีกหรือ

“โว้ย! ถอยไปห่างๆเลยนะหมวด” พีรการต์ยกมือดันอกกว้างให้ถอยห่างแต่มันไม่ขยับสักนิด

“ไม่ถอย” ปากที่ขยับบอกยังไม่น่าตกใจเท่าการกระทำ เมื่อวิษุวัตดึงร่างบางของเขาให้ลุกจากเก้าอี้แล้วตัวเองลงไปนั่งแทน ก่อนจะจับเขาให้ลงไปนั่งทับบนตักตัวเอง

“นิ่งๆ” เสียงห้าวบอกเมื่อพีรการต์ตั้งท่าจะดิ้นลงจากตัวอีกคน แถมยังล็อกตัวเขาแน่นหนาอีกชั้นด้วยวงแขนแกร่ง

ถือว่าตัวโตกว่าจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ ฮึ้ยยยย

“ปล่อยยยย”

ฟอดดดดด

นอกจากไม่ปล่อยจมูกโด่งยังก้มลงมาช่วงชิงความหอมจากแก้มขาว

“อื้ออออ หมวด” เจ้าของแก้มพยายามขืนตัวหนี

“จะอยู่นิ่งๆมั้ย ถ้ายังดิ้นอยู่จะไม่หยุดที่หอมแก้มนะ” เจ้าของอ้อมแขนบอกเสียงเรียบ

“อย่าบ้านะหมวด นี่มันที่ทำงาน” คนโดนขโมยหอมบอกหน้าตาตื่น

“งั้นกลับบ้านกัน”

“ห่ะ!?”

“ทำที่นี่ไม่ได้ งั้นกลับไปทำที่บ้านกัน” คำตอบของคนชวนเล่นเอาเหวอ ไหงมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้

“หมวดปล่อย!” คราวนี้พีรการต์ไม่ดิ้น แต่ใช้วิธีพยายามแกะมือของคนที่เหนี่ยวเอวของตนอยู่ออก

“ไม่ปล่อย อยากกอด...คิดถึง” คำพูดของอีกคนสร้างความแปลกใจให้กับคนฟังไม่น้อย ไอ้หมวดเนี่ยนะคิดถึงเขา? เอาอะไรมาคิดถึง?

“คะ..คิดถึงผม” พีรกานต์หันไปถามอย่างไม่แน่ใจ

“คิดถึงทำไม” พออีกฝ่ายถามมาแบบนั้นวิษุวัตได้แต่ทำตาปริบๆ คิดถึงเมียต้องมีเหตุผลด้วยเหรอวะ!? นับวันคนตัวเล็กยิ่งจะทำให้เขาปวดประสาทมากขึ้น ไอ้เรื่องดื้อไม่ยอมรับสถานะระหว่างกันนั่นก็อีกเรื่อง ไอ้เรื่องตีมึนกวนประสาทนี่ก็อีกเรื่อง สรุป พีรการต์จะไม่ยอมเปิดรับความรู้สึกของเขาเลยหรือยังไงนะ

“คิดถึงเมีย จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรอครับ”

“เมีย!!” คนฟังทำหน้าเหมือนโดนบังคับให้กลืนยาขม เมื่อไหร่ไอ้หมวดจะเลิกใช้มุขนี้เสียที ช่วยๆลืมมันไปไม่ได้หรือไงวะ

“ผมเคยบอกแล้วนะว่าไม่เป็นมีคุณ”

“ผมก็เคยพูดไปแล้วนะ ว่าไม่มีทางปล่อยให้คุณเป็นอิสระได้อีก”

“โว้ยยย หมวดเกินไปป่ะ”

“ตรงไหน”

“ทุกตรงนั่นแหละ”

“เป็นเมียผมมันน่ารังเกียจนักเหรอพี” ไม่รู้พีรการต์คิดไปเองหรือเปล่าว่าในน้ำเสียงเมื่อครู่มันมีแววน้อยใจปนอยู่ มีหรือเปล่าไม่แน่ใจที่แน่ๆเขาเองก็พูดไม่ออก ก็แหงสิ ใจจริงพีรกานต์ไม่ได้รังเกียจอะไรไอ้หมวดนี่สักนิด

แต่จะให้ยอมรับว่าเป็นเมียไอ้เด็กนี่ เขาขอคิดอีกซักเยอะๆก็แล้วกัน

“กะ...ก็ เปล่า”

“คุณควรทำใจนะพี ระหว่างเรามันมากกว่าเพื่อนร่วมงานไปไกลแล้ว”

“ทำไมคุณไม่ช่วยทำเป็นลืมลืมมันไปเสียล่ะ”

“ลืม!!” วิษุวัตถามเสียงสูงแค่เป็นตะโกน

“สาบานว่าคุณลืมได้...พี”

“ก็...” เป็นทนายไล่ตอนจำเลยมามากสุดท้ายดูเหมือนเขาเองก็กำลังจนมุม ลืมได้ก็บ้าแล้ว...ไอ้บ้า! พีรกานต์เริ่มหงุดหงิดตัวเองนิดๆ

“สักพักมั้ง...เดี๋ยวมันก็ลืมไปเองนั่นแหละ” พีรกานต์ก็ใช่ว่าจะแน่ใจในคำตอบ

“คุณกล้าลืมผู้ชายคนแรกของคนหรือพี” ผู้ชายคนแรก!! เวรกรรมทำไมเขาต้องรู้สึกแปลกๆกับคำพูดนี้ของไอ้หมวดมันด้วยนะ พีรการต์นายไม่ใช่สาวน้อยเวอจิ้นที่เพิ่งเสียซิงให้กับผู้ชายคนแรกเสียหน่อย

แต่ก็นะ...หัวใจมันดันเต้นแรงกับสิ่งที่ไอ้หมวดมันพูดมานี้สิหยุดเต้นก่อนไม่ได้หรือไง

“ก็แค่อารมณ์ชั่ววูป่ะวะ”

“อารมณ์ชั่ววูบงั้นเหรอ” กล้ามากพีรการต์ กล้าตัดสินการกระทำของเขาว่าเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ

“ดี!”

“อ่ะ!” จู่ๆคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นลากเขาออกไปจากตรงนั้น จนพีรกานต์ตกใจ

“จะไปไหน”

“ไปทำให้คุณรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ”

“เฮ้ยเดี๋ยว!” คนโดนลากร้องห้ามหน้าตาตื่น

“อย่ามาทำอะไรบ้าบ้านะ”

“ไม่บ้าเห็นทีจะไม่ไหวแล้วพี เอะอะเมียก็จะถีบหัวส่งยัน” วิษุวัตบอกท่าทางหัวเสีย

“ปล่อยผม!!” พีรกานต์พยายามสลัดข้อมือตัวเองออก แถมยังขืนตัวต้านแรงดึง แต่เพราะขนาดตัวเค้าเล็กกว่าวิษุวัตมากท่าทางที่ออกมาจึงดูเหมือนเขากำลังดิ้นกระแด่วกระแด่ว แต่ประเด็นคือมันไม่หลุดนี่สิ

“บอกให้ปล่อยผมไง!” คุณทนายยังโวยวายและดิ้นรนที่จะหลีกหนี คนลากหันมามองหน้าอย่างไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง

“จะมาด้วยกันดีๆหรือให้ผมแบกไป” เสียงห้าวถามเรียบแต่ในเนื้อเสียงมีความหงุดหงิดปนมาด้วย

“ใครเขาจะยอมไปกับคุณ”

“สรุปจะไม่ยอมเดินตามมาดีๆใช่ไหม” ท่าทางที่เหมือนกำลังสกัดกั้นอารมณ์อย่างเต็มกำลังของคนตรงหน้า ทำให้พีรกานต์เงียบเสียงลง สีหน้าเหมือนพยายามช่างใจซึ่งคนมองก็ได้แต่เงียบมองอย่างใจเย็น อยากรู้เหมือนกันว่าทนายตัวเล็กจะมีฤทธิ์มากแค่ไหน

“คุณจะทำอะไรผม” สุดท้ายเสียงหวานก็ถามออกมายังไม่แน่ใจ

“ถ้าคุณไม่ดื้อผมจะไม่ทำอะไร” วิษุวัตกล่าวเหมือนให้สัญญา แต่ในใจกำลังคิดหาวิธีหลอกล่ออีกฝ่ายให้ก้าวเขามาติดกับ

“หมายความว่าไง”

“ผมแค่จะพาคุณไปหาที่คุยกันให้รู้เรื่อง”

“คุย...คุยเรื่องอะไร” ผู้หมวดกองสืบอยากถอนหายใจยาวยาวกับสิ่งที่ได้ยิน เมียเค้าจะตีเหมือนกันเรื่องนี้อีกนานไหม

“เรื่องของเรา”

“มีที่ไหนล่ะเรื่องของเรา” คนตัวเล็กเริ่มโวยวายอีกครั้ง

“เมื่อกี้ผมบอกว่าไงนะ” จู่ๆก็ถามขึ้นมาอย่างนั้นคนฟังถึงกับงงเต็ก

“ผมบอกว่าถ้าคนไม่ดื้อผมก็จะไม่ทำอะไรใช่ไหม”

“อ่า...” เหมือนพีรการต์อยากเห็นเค้าลางความหายนะ

“สรุปจะไม่ยอมไปด้วยกันดีๆถูกต้องไหม”

“กะ...ก็ คุยที่นี่ก็ได้หนิ”

“เฮ้อ” วิษุวัตดูดีว่าความอดทนตัวเองค่อนข้างต่ำ หมายถึงความอดทนของเขาที่มีต่อคนตรงหน้าน่ะนะ

ขืนคุยกันตรงนี้มีหวัง เขาจับอีกฝ่ายกดลงบนโซฟาอีกตัวที่อยู่มุมห้องแน่ บางทีวิษุวัตก็คิดว่าตัวเองเข้าขั้นโรคจิตแค่เห็นหน้าอีกคนก็ชักจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เหมือนจะเป็นเอามาก

ยิ่งหลังจากคืนนั้นมาความรู้สึกเป็นเจ้าของมันก็ครอบงำเขาจนไม่เป็นอันทำอะไร ให้ตายเถอะ คิดอีกทีเขาก็อยากจับคนตัวเล็กไปขังไว้ที่บ้านเสียให้มันรู้แล้วรู้รอด เมื่อไหร่...เมื่อไหร่พีรกานต์จะเข้าใจเสียทีว่าเขาตั้งใจทำให้เกิดเรื่องคืนนั้น เมื่อไหร่จะยอมรับเสียทีว่าตัวเองน่ะเป็นเมียเขา ทำขนาดนี้แล้วยังจะมาตีมึนทำท่าไม่ยอมรับให้มันได้อะไรขึ้นมา วิษุวัตไม่เข้าใจ

แต่นั่นแหละสุดท้ายก็ได้แต่จูงมืออีกฝ่ายเดินมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่ที่มุมห้อง ไหนไหนก็ไหนไหน เห็นทีเขาจะต้องคุยกับคุณทนายตัวเล็กนี้ให้เข้าใจตรงกันเสียที ไม่อย่างนั้นมีหวังได้วิ่งไล่จากกันแบบนี้ไปอีกนาน

“ผมว่าเราต้องคุยกันนะพี” ฟังไอ้หมวดมันว่าเขาก็เห็นด้วยกับมันเหมือนกัน ดังนั้น พีรกานต์จึงพยักหน้ายอมรับคำชวน แล้วเดินตามแรงจูงอีกคนมานั่งที่โซฟาในชุดรับแขก

“มีอะไรก็รีบพูดมาเดี๋ยวมันจะดึกซะก่อนผมจะได้กลับบ้าน” พูดกันให้มันจบจบจะได้แยกย้ายทางใครทางมันเสียที

“เรื่องของเราคืนนั้น...”

“ไม่พูดเรื่องนี้ได้ไหม” เจ้าของสถานที่ขัดขึ้น

“ไม่พูดเรื่องนี้แล้วเราจะเข้าใจกันได้ไง”

“ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย”

“เกี่ยว”

“ไม่เกี่ยว”

“วันนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องถ้ายังจะเถียงอยู่แบบนี้” คนตัวโตดุมาเบาๆ

“เรื่องวันนั้นผมก็บอกแล้วไงว่าให้มันจบไป”

“ผมไม่เคยพูดคำว่าอยากให้มันจบ”

“คุณจะอะไรนักหนาหมวด ไม่เห็นว่ามันจะเดือดร้อนตรงไหนเลย”

“เมียจะทิ้งพี่ผมไม่เดือดร้อนเลยมั้ง” เมีย อีกแล้ว ไอ้เด็กนี่มันเป็นอะไรมากมายกับคำว่าเมีย

“มันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ คุณต้องจริงจังขนาดนั้นเลยหรอหมวด” อีกแล้ว คำนี้อีกแล้ว วันนี้คงไม่ได้คุยกันอาจจะต้องทำให้อีกดูชัดๆว่าว่าคืนนั้นไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ

เท่าทันความคิดตั้งสูงก็เดินกลับไปที่ประตู เจ้าของห้องมองตามอีกคนที่เดินไปทางนั้นก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายของกำลังจะกลับ ตัวเองจึงขยับลุกทำท่าจะเก็บของกลับด้วยเหมือนกันเพียงแต่ว่า...

กริ๊ก

“!!!” เสียงล็อกประตูเรียกความสนใจจากพีรกานต์ให้หันไปมองการกระทำของอีกคนจะว่าแปลกใจก็ใช่ตกใจก็ด้วย

วิษุวัตหันกลับมาที่ร่างเล็กก่อนจ๊ะสาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้ซึ่งอีกคนก็มองยังไม่เข้าใจงุนงงจนก็ลืมขยับตัวหนี จนกระทั่งร่างสูงของวิษุวัตมายืนอยู่ตรงหน้า

“อื้ออออ” จากที่งุนงงแปลกใจก็เปลี่ยนเป็นตกใจ เมื่ออีกฝ่ายดึงเขาเข้าไปกดจูบทันทีที่คว้าตัวเขาเข้าไปในอ้อมกอดได้

พีรกานต์มั่วแต่ตกตะลึงในการกระทำของวิษุวัต จนลืมแม้แต่จะดิ้นหนีปล่อยให้อีกคนครอบครองริมฝีปากนุ่มตามอำเภอใจ แม้ไม่ได้ตอบสนองแต่ก็โอนอ่อนผ่อนตามแรงดึงรั้งไม่ได้ขัดขืน สร้างความพึงพอให้ใจคนที่หาเรื่องสร้างกำไลให้ตัวเองอย่างมาก แต่จะพอใจกว่านี้ถ้าคนตัวเล็กตอบสนองเขาอย่างคืนนั้น ไม่ใช่การยืนนิ่งเฉยให้เขาทำตามใจแบบนี้ ซึ่งชายหนุ่มรู้ดีทีเดียวว่าทำอย่างไรพีรกานต์ถึงจะร้อนแรงขึ้นมาเหมือนคืนนั้น...

 

ไรท์ /// เอ่อ อ่า แบบว่า อย่าเพิ่งด่าเขานะ ทำไมทำไปทำมามันกลายเป็นนิยายตบจูบวะ ใจเย็นๆนะ ชีวิตไอ้วัตมันไม่สวยหรูขนาดนั้นหรอกกกก เตธวัธกับคามินปรางตายกว่าจะได้รักกับเมียอย่างสงบๆ คิดว่าวิษุวัตจะสบายเหรอ บ้าไปแล้วววววว

หายไปสองวัน กลับมาแล้วนะ คิดถึงจัง ที่รักของเขา

 

ปล.เหมือนเดิมเลย กระดาษทิชชู่พร้อมถุงเลือดเตรียมยัง ถ้าพร้อมแล้ว แจกันตอนหน้า ฟิ้ววววว

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว