ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 ความทรงจำเก่าๆ ที่ทำให้เสียน้ำตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ความทรงจำเก่าๆ ที่ทำให้เสียน้ำตา

คำค้น : ไออุ่นของตะวัน ไออุ่น ตะวัน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2563 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ความทรงจำเก่าๆ ที่ทำให้เสียน้ำตา
แบบอักษร

ตอนที่ 6 

 

บอสขับรถพาผมมายังบ้านหลังเป้าหมายที่เราต้องมาทำงานวัดไซส์ แล้วผมจะได้เริ่มออกแบบตกแต่งภายในตามความต้องการของลูกค้าต่อไป  

“เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้เลยครับ นี่ถ้าตกแต่งเสร็จแล้วน่าจะสวยมากๆ เลยนะครับ” ผมหันไปคุยกับบอส 

“เจ้าของเขาจะทำเป็นเรือนหอ” บอสหันมาบอกผม ผมเดาแววตาที่บอสส่งมาไม่ออก มันเป็นลักษณะที่เหมือนมีอะไรสักอย่างซ่อนอยู่ 

“จริงเหรอครับ งานนี้เป็นงานชิ้นแรกของผมที่จะได้ออกแบบแล้วนำเอาไปใช้จริงๆ ผมจะทำให้สุดความสามารถเลยครับบอส เพื่อเป็นของขวัญให้คู่บ่าวสาวในวันแต่งงาน” พอผมได้ยินว่าเป็นเรือนหอ ผมก็ยิ่งตื่นเต้นแทนคู่บ่าวสาวที่กำลังจะแต่งงานแล้วมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ ที่เป็นเหมือนการเริ่มต้นการใช้ชีวิตของคู่บ่าวสาวและเป็นการเริ่มต้นชีวิตการทำงานของผมอย่างเต็มรูปแบบซะที เพราะงั้น….งานนี้ผมจะทุ่มเทอย่างเต็มที่  

“หึ!!!งั้นก็ตั้งใจทำให้ดีก็แล้วกัน” บอสหันมาคุยกับผมพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก 

“ครับ” ผมเม้มปากครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งภายในว่าจะออกมาในรูปแบบไหนลูกค้าถึงจะพอใจ  

“เราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ” ผมชวนบอสเข้าไปข้างในตัวบ้านเพื่อวัดขนาดห้องต่างๆ  

“อื้ม ไปสิ” บอสเดินนำผมเข้าไปข้างใน 

ในส่วนของด้านในตัวบ้านเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่โปรงโล่ง พอผมกับบอสเดินต่อไปตามทางเดิน ก็พบว่ามีห้องย่อยที่อยู่ลึกเข้าไปอีก 2 ห้อง เป็นห้องขนาดใหญ่ที่เปิดออกไปจะเป็นสระว่ายน้ำ ห้องถัดมาเปิดออกไปเป็นสวนไม้ใบและไม้ดอก มีน้ำตกและบ่อปลา ในส่วนของการตกแต่งสวนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว บ่อปลาก็ปูด้วยไม้ระแนง รอบๆ บ่อมีไม้ใบนานาพรรณ ส่วนข้างในบ่อเป็นกอบัวแดง บัวขาวและบัวม่วง ที่กำลังออกดอก มีทั้งดอกตูมและบาน ถัดมาจากบ่อปลาเป็นไม้เลื้อยที่ยังไม่สูงนักกำลังไต่ขึ้นเสาหลังคาไม้ระแนง ถัดออกไปอีก เป็นต้นดอกแคป่า 5 ต้น พะยอม 2 ต้น บอนมาปลูกแล้วใช้ไม้ค้ำยันลำต้นเอาไว้ ส่วนพื้นดินปูด้วยหญ้านวลน้อยที่กำลังเขียวและแตกใบใหม่ขึ้นหรอมแหรม ช่างเป็นบ้านที่ใกล้เคียงกับความฝันของผมจริงๆ แสดงว่าเจ้าของบ้านน่าจะรสนิยมคล้ายกับผม จากที่ผมประเมินการออกแบบบ้านกับสไตล์การจัดสวนแล้วนะ  

หลังจากพวกเราวัดขนาดห้องแต่ละห้องในชั้นล่างเสร็จหมดแล้ว ก็เป็นส่วนบนบ้าง ผมกับบอสเดินขึ้นบันไดไปก็พบว่าเป็นห้องโล่งขนาดใหญ่เปิดหน้าต่างออกไปก็จะเห็นบริเวณรอบๆ บ้าน ทั้งสระว่ายน้ำและสวน 

“พี่ครับ” ผมหันไปเรียกบอส 

“อื้ม” บอสตอบกลับมาในลำคอ 

“ห้องนอนนี้กว้างมากเลยนะครับ น่าจะกั้นให้มีห้องเก็บเสื้อผ้าและแต่งตัวด้วย” ผมเสนอกับบอส 

“ต้องถามเจ้าของบ้านก่อนว่าจะกั้นหรือไม่” บอสตอบกลับมาสั้นๆ 

“ครับ งั้นผมออกแบบไปก่อน ถ้าลูกค้าไม่ชอบค่อยแก้แบบก็ได้ครับ” ผมบอกกับบอส แล้วบอสก็พยักหน้ารับทราบ 

หลังจากผมกับบอสวัดไซส์งานเสร็จแล้ว เราก็กลับไปที่ออฟฟิศในช่วงบ่าย ผมกับบอสฝากท้องไว้ร้านสะดวกซื้อแถวนั้น เพราะผมเองก็อยากรีบลงมือทำงานนี้แล้ว จะได้เสร็จทันงาน อีกแค่ 2 เดือนงานแต่งงานของลูกค้าก็จะถูกจัดขึ้นที่บ้านหลังนี้ เวลาทำงานของผมเหลือน้อยเต็มที เพราะนอกจากจะให้เวลากับการออกแบบแล้วยังต้องเผื่อเวลาสำหรับการจัดหาวัสดุมาสร้างตามแบบด้วย ภายใน 1 สัปดาห์ ผมจะต้องออกแบบให้เสร็จพร้อมเสนอลูกค้า เพราะอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขในรายละเอียด หากลูกค้ายังไม่พอใจก็จะเสียเวลาสำหรับการแก้ไขงานต่อไปอีก  เวลาต่อจากนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับผม หลังจากกลับถึงออฟฟิศ ผมก็เริ่มต้นวางแปลนเฟอร์นิเจอร์  บอสไม่บอกอะไรผมเลย บอกให้ออกแบบตามแนวคิดของผมมาก่อน แล้วค่อยนำไปเสนอลูกค้า ผมก็เลยเอาแนวคิดจากบ้านในฝันของผมใส่ไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสี รูปทรง วัสดุประกอบของเฟอร์นิเจอร์ ผมใส่สิ่งที่ผมชอบลงไปล้วนๆ แต่การออกแบบไม่ใช่ว่าจะทำเสร็จภายในวันเดียว งานภาคบ่ายไม่กี่ชั่วโมง ผมทำได้แค่วางแปลนเฟอร์นิเจอร์ห้องโถง เพราะเป็นห้องที่ใหญ่มากและเป็นหน้าเป็นตาของเจ้าของบ้านเวลาที่แขกมาเยือน ผมจึงต้องใส่รายละเอียดเข้าไปอีกพอสมควรให้สมหน้าตา ผมทำงานเพลินจนลืมเวลา พวกพี่ๆ ทยอยกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือแค่ผมกับบอส ผมกะว่าถ้าบอสไม่กลับผมก็ยังไม่กลับ อยากจะทำให้งานคืบหน้าให้ได้มากที่สุด เวลา 1 ทุ่มตรง ผมได้ยินเสียงปิดประตู บอสเดินมาหยุดที่โต๊ะทำงานของผม 

“กลับบ้านกัน” บอสบอกกับผม 

“ครับ” ผมไม่โอ้เอ้เพราะกลัวบอสจะรอนาน ผมรีบเซฟงานแล้วปิดคอมพิวเตอร์ ระหว่างรอเครื่องปิดผมก็เก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน บอสยังยืนรอผมอยู่ที่เดิมไม่ยอมเดินไปไหน แถมยังมองมาที่ผมตลอดเวลา ทำเอาผมนี่เกรงใจสุดๆ ที่ทำให้คนอื่นต้องมารอแบบนี้  

“พี่ไม่ต้องไปส่งผมหรอกครับ เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับเองได้ครับ” ผมตัดสินใจพูดออกมาเพราะผมเกรงใจที่จะให้บอสไปส่งเอารถที่ร้าน แค่ให้พี่แกมารอผมเก็บของ ปิดคอม ผมก็เกรงใจจะแย่แล้ว 

“บอกว่าจะไปส่งก็จะไป” บอสบอกกับผมแค่นั้น แล้วก็เดินทำหน้าบึ้งออกไปก่อนเลย ผมรีบถอดปลั๊กคว้ากระเป๋าวิ่งตามไปทันที 

“พี่หิวมั้ยครับ ทานอะไรกันก่อนมั้ย แล้วค่อยกลับ หรือพี่รีบไปไหนไหมครับ” ผมเริ่มรู้สึกหิวเพราะทานกลางวันแค่ขนมปังกับนมประทังความหิว บอสก็น่าจะหิวไม่ต่างกันเพราะกินอย่างเดียวกันกับผม 

“แล้วอยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวพาไป” หน้าที่บึ้งตึงเมื่อสักครู่ดูผ่อนคลายลง แววตาเหมือนลูกหมาเจอเจ้าของ 

“อยากกินโอมากาเซะครับ” ผมแค่พูดหยอกเล่นเพราะอยากให้บอสผ่อนคลายหายหน้าตึงลงไปอีกหน่อย และคาดหวังว่าบอสจะหยอกเล่นตอบโต้กลับมาว่า ‘นี่แกจะบ้าเหรอ มื้อละเกือบหมื่น ไม่มีทางที่ฉันจะพาแกไปในที่แบบนั้นหรอก ฝันไปซะเถอะ’ 

“เอาสิ เดี๋ยวเลี้ยง” บอสพูดออกมาเหมือนไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรที่จะไปกินหรูขนาดนั้น ผมก็เลยรู้แล้วว่าผมพูดหยอกเล่นกับคนอย่างบอสไม่ได้ เพราะบอสน่าจะเป็นคนตรงๆ และจริงจังกับทุกๆ เรื่องสินะ 

“ไม่ไปหรอกครับ ผมแค่พูดเล่น อีกอย่างผมเพิ่งเริ่มต้นทำงานเอง จะไม่เอาเงินไปถลุงกับของแบบนั้นเด็ดขาดครับ” ผมบอกกับบอส ด้วยสีหน้าจริงจัง 

“อื้ม” บอสพยักหน้ารับ แล้วเดินนำผมไปที่รถ หลังจากขึ้นรถ บอสก็ขับรถพาผมมาตามเส้นทางถนนเพลินจิตพอถึง BTS ชิดลม ก็เลี้ยวเข้าซอยพาไปจอดที่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง 

“พี่ครับ ผมบอกแล้วไง ว่าผมไม่ถลุง….” ผมยังพูดไม่จบ 

“ผมเลี้ยงเอง” บอสพูดสวนออกมาโดยที่ผมยังอธิบายไม่จบ ไม่สิ…ผมเคยบอกแล้วก่อนนี้ว่าผมจะไม่ถลุงเงินกับของพวกนี้ 

“ไม่ครับ ถึงพี่เลี้ยง มันก็เกินไปอยู่ดี อยู่ๆ จะมาเลี้ยงของแพงแบบนี้ได้ไงล่ะครับ ผมไม่ลงไปนะครับ” ผมนั่งกอดอกไม่ยอมขยับ บอสดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงไป จากนั้นก็เดิมอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่ผมนั่งอยู่ 

“จะลงดีๆ มั้ย” บอสเท้าแขนตรงขอบประตู แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ จนผมได้กลิ่นหอมจากตัวบอส (ไปแอบใส่น้ำหอมตอนไหนเนี้ย) 

“ไม่ครับ ผมบอกแล้วว่าไม่ลง” ผมหันไปสบตาบอสแล้วพูดจริงจัง ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถึงบอกว่าจะเลี้ยงก็เถอะ ไม่ได้มีโอกาสพิเศษอะไรที่จะมาเลี้ยงผม งานก็ยังไม่เสร็จสักหน่อย  

“อย่าดื้อกับพี่ได้มั้ย” บอสยังเท้าแขนอยู่ท่าเดิม หน้าบอสห่างจากหน้าของผมแค่คืบ ทำให้ผมมองเห็น ผิวหน้าที่เรียบเนียนใสชัดๆ อีกครั้ง แม้จะมีหนวดเคราแต่ก็ไม่สามารถปกปิดความหล่อเข้มของบอสได้เลย แววตาที่จริงจังในเวลาที่ดุ น้ำเสียงที่บอกว่าผมดื้อแต่ไม่ได้คาดโทษอะไร เหมือนเป็นการขอร้องมากกว่า แววตานั้นที่ผมได้มองลึกเข้าไปข้างใน สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและอบอุ่น แต่คนที่มีแผลหลุมใหญ่ในใจอย่างผม ไม่ควรหวั่นไหวกับใครในตอนนี้ นอกจากพี่อัฐแล้ว คงไม่มีใครที่จะรักษาแผลในใจของผมได้เลย 

“ก็มันแพงเกินไป พี่เข้าใจมั้ยครับ” ผมยังเถียงกลับ แล้วก็ไม่ยอมขยับไปไหน แม้บอสจะมายืนกดดันอยู่หน้าประตูก็เถอะ  

“งั้นใช้กำลัง” พูดยังไม่ทันขาดคำ บอสก็ยื่นมือมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของผม จากนั้นก็ออกแรงดึงจนผมปลิวไปกับแรงดึงของบอสจนออกไปจากตัวรถ แล้วบอสก็ปิดประตูรถ กดล็อค จากนั้นก็ลากแขนผมให้เดินตามเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ร้านนี้ผมเคยมากับพี่อัฐแล้ว ภาพเก่าๆ มันฉายขึ้นมาในหัวของผมทันใด คนที่เคยหยอดคำหวานๆ กระซิบข้างหูแล้วบอกรักผม คนที่พาผมไปทุกที่ๆ อยากไป คนที่พาผมไปกินทุกอย่างที่อยากกิน ที่ตรงนั้นเราเคยนั่งด้วยกันแล้วคีบซูชิคำโตป้อนกันไปมา ภาพเหล่านั้นมันปรากฏชัดยิ่งกว่าภาพอื่นใดในสมองของผม ดวงตาของผมมันร้อนและชื้นขึ้นมาทันที ทางที่เดินไปตามแรงฉุดของบอสมันเริ่มพร่ามัวจนผมมองอะไรไม่เห็น จนกระทั่งเท้าของผมไปสะดุดเข้ากับขาเก้าอี้ ผมเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ดีที่บอสฉุดแขนจนตัวผมปลิวไปปะทะเข้ากับหน้าอกของบอส ถึงได้เรียกสติของผมกับบอสให้กลับมา บอสมองมาที่ผมพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงตกใจและรู้สึกผิด 

“ร้องไห้ทำไม พี่ขอโทษนะ ถ้าทำแรงเกินไป” บอสค่อยๆ คลายอ้อมกอด แล้วปล่อยให้ผมเป็นอิสระ ผมมองไปรอบๆ พบว่าลูกค้าในร้านกำลังมองมาที่เรา ผมก้มหน้าลงไปมองเท้าตัวเอง 

“เปล่าครับ ไม่เกี่ยวกับพี่หรอก” ผมพยายามกลืนก้อนน้ำตาแล้วพูดกับบอส 

“เห็นบอกว่าอยากกินก็เลยพามา ก็บอกแล้วว่าจะเลี้ยงเอง ขอโทษจริงๆ ที่ทำให้เจ็บ” บอสพูดจบก็ก้มลงไปดูที่เท้าของผม มองสำรวจว่ามีแผลมั้ย ตั้งแต่รู้จักกับบอสมาผมได้ยินทั้งคำขอบคุณและขอโทษ มา 2 ครั้งแล้ว ทั้งๆ ที่บอสไม่ได้ทำให้ผมร้องไห้แท้ๆ แต่คนที่ทำให้ผมเจ็บปวดจนร้องไห้อยู่ตอนนี้ ไม่มีแม้แต่จะขอโทษใดๆ หลุดออกมาจากปากแม้แต่คำเดียว แถมยังโยนความผิดทั้งหมดมาที่ผมฝ่ายเดียว  

“ผมไม่เป็นไรครับบอส ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ” ผมฝืนยิ้มให้กับบอส ถึงแม้ว่าบอสจะพยักรับ แต่แววตาของบอสยังแสดงความรู้สึกเสียใจอยู่ จากนั้นบอสก็จับมือผมแล้วพาไปนั่งที่โต๊ะไม้ยาวซึ่งเป็นที่นั่งสำหรับลูกค้า ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นที่ยืนของเชฟที่พร้อมจะทำอาหารเมนูต่างๆ เสิร์ฟให้กับลูกค้า ซึ่งเมนูต่างๆ ที่จัดมาให้ล้วนตามใจเชฟทั้งนั้น ลูกค้ามีหน้าที่นั่งรอแล้วก็ทานอาหารตามที่เชฟเสิร์ฟมาให้ เพราะโอมากาเซะ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘วางใจให้เราดูแล’ ดังนั้นคอร์สอาหารที่ถูกเสิร์ฟ ลูกค้าไม่สามารถเลือกได้ เมนูต่างๆ เชฟจะเป็นคนเลือกและตัดสินใจเสิร์ฟลูกค้าด้วยตัวเอง บางคนก็อาจจะเรียนคอร์สอาหารแบบนี้ว่า ‘เมนูตามใจเชฟ’

******************************* 

ความคิดเห็น