ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 19

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 19

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 720

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 14:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 19
แบบอักษร

หานตงที่พึ่งจากออกมาจากห้องบรรทมเล็ก หลังจากปรนนิบัติจนอีกคนเผลอหลับไปมีอันต้องทอดถอนใจ เมื่อเห็นผู้ใดปรากฏกายอยู่ตรงทางเดิน

“คารวะต่งกง” นางกำนัลอาวุโสประจำตำหนักหวังเจาอี๋ย่อตัวทำความเคารพเขาด้วยรอยยิ้ม

“ท่านมีสิ่งใดหรือ” หานตงเหลือบมองเหลากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือแต่อีกคนกลับทำเป็นมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น

“เชิญต่งกงทางนี้เจ้าค่ะ” ในเมื่อไม่มีคนให้พึ่งพาหานตงจึงต้องยอมเดินตามนางไปอีกทาง

“ท่านมีสิ่งใดกับข้าก็เอ่ยออกมาเถิด” หานตงเข้าเรื่องในทันทีเมื่อเห็นว่าเดินมายังที่ลับตาได้พอสมควร

“สองสามวันมานี้หวังเจาอี๋ทรงสุบินเห็นมังกรทองติดต่อกันหลายวัน” อีกคนเข้าเรื่องแบบไม่มีการเกริ่นนำใดๆ

...นางฝันเห็นมังกรแล้วเอามาบอกข้าทำไม

“พระนางรู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องน่ายินดีนัก ประจวบกับหวังไทฮองไทเฮาประทานน้ำจัณฑ์ชั้นดีจากเมืองทางเหนือมาให้ พระนางจึงอยากเชิญฝ่าบาทเสด็จไปยังตำหนักในคืนนี้” เริ่มมาแบบงงๆ แต่ดันจบเรื่องได้ตรงประเด็น

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทให้ แต่ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหม นั่นขึ้นอยู่กับพระองค์” หานตงตอบกลับไปเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวไปไหนถุงผ้าหนึ่งถุงก็ถูกยัดใส่มือของเขาอีกแล้ว

“ต่งกงเป็นคนฉลาดย่อมรู้ดีว่าหวังไทฮองไทเฮาต้องการสิ่งใด และในตอนนี้ใครเป็นใหญ่ที่สุดในฝ่ายใน” นางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนจะปล่อยมือแล้วถอยหลังออกไป

“ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบก็เดินจากไปไม่รอฟังคำตอบเป็นการขู่และบังคับกลายๆ ว่าในคืนนี้เขาต้องสนับสนุนให้ฝ่าบาทไปตำหนักใด

“เฮ้อ...อะไรกันนักหนา” หานตงได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกลับไปทำหน้าที่ของตน

...ต้องส่งคนรักที่ไปหาหญิงงาม มีใครจะรู้ถึงความคับแค้นใจของเขาบ้างไหม

 

“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่” คำถามดังขึ้นจากองค์จักรพรรดิที่กำลังนั่งอ่านตำราหลังจากที่พระองค์เสวยพระกระยาหารค่ำเสร็จ

“ฝ่าบาททรงต้องการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงที่ยืนเหม่อเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันต้องสะดุ้งขึ้นเมื่อถูกเรียก

“ข้าแค่ถามว่าเจ้ากำลังคิดอะไร ทำไมวันนี้จิตใจถึงมิได้อยู่กับเนื้อกับตัว” หลังจากได้เอนหลังพักผ่อนองค์ฮ่องเต้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาก

“กระหม่อมไม่ได้คิดอะไรพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไป ก่อนจะเหลือบมองเหลากงกงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ท่านไม่คิดจะช่วยข้าเลยรึ!

เมื่อกี้นางกำนัลพึ่งมากระซิบบอกว่าถึงเวลาที่ฝ่าบาทต้องเข้าบรรทม นั่นก็แปลว่าเขาต้องกราบทูลแล้วน่ะสิ

“ฝ่าบาท...” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกเจ้าเหนือหัวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หื้ม?” คนถูกเรียกขานรับในลำคอทั้งที่ยังคงอ่านตำราในมือ

“ได้เวลาเข้าบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังทำใจไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไป

“ได้เวลาแล้วหรือ ข้ายังไม่ง่วงเลย” เมื่อองค์ฮ่องเต้ตอบกลับมาแบบนั้น หานตงจึงมีช่องทางให้กราบทูลต่อ

“หากฝ่าบาทยังไม่ทรงง่วง...เสด็จไปเดินเล่นในพระราชอุทยานหรือไปยังตำหนักใดตำหนักหนึ่งดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยออกไปไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ตำราในมือถูกวางลงพร้อมดวงเนตรที่หันมามองเขา

“พิรุณพรมทุกหย่อมหญ้า(1) กระหม่อมเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนพ่ะย่ะค่ะ” หานตงกราบทูลตามตรงว่าเขาเองก็มิได้ต้องการทำเยี่ยงนี้

“พิรุณพรมทุกหย่อมหญ้า ดี! ดีมาก!” องค์ฮ่องเต้เอ่ยเสียงสูงก่อนจะลุกขึ้นไปยืนมองพระจันทร์ หันหลังให้คนที่ทำให้ตนโกรธเป็นรอบที่สองของวัน เขาต้องสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เพื่อบรรเทาโทสะที่กำลังปะทุขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นเราจะให้เจ้าเลือก เจ้าอยากให้เราไปที่ตำหนักของใคร” สุรเสียงเย็นเยียบดังขึ้นพร้อมสรรพนามที่เปลี่ยนไป

“ฝ่าบาท...กระหม่อม” หานตงรับรู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้ากำลังไม่พอใจตนเป็นอย่างมาก

“เลือกมา เจ้าอยากให้เราไปที่ตำหนักใด!” น้ำเสียงของคนตรงหน้าสูงขึ้นจนเขาต้องลอบมองเหลากงกงเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นกลับหายตัวไปเสียแล้ว

“ตำ..หนัก...” หานตงกำลังจะเอ่ยชื่อตำหนักของฟ่านเจี๋ยยวี๋เพราะเมื่อเจ็ดวันก่อนฝ่าบาทพึ่งเสด็จไปยังตำหนักของหวังเจาอี๋มา เขาจึงอยากให้พระองค์ไปตำหนักอื่นบ้าง แต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อขันทีเฝ้าหน้าประตูเข้ามากระซิบบอกบางอย่างกับตน

“เชิญฝ่าบาทเสด็จตำหนักเหยียนซีกงพ่ะย่ะค่ะ” หานตงต้องเอ่ยชื่อตำหนักของหวังเจาอี๋ เมื่อได้รับรายงานจากนางกำนัลของฟ่านเจี๋ยยวี๋ว่านางปวดท้องจนไม่สามารถปรนิบัติรับใช้ฝ่าบาทได้

“ได้ เราจะไปยังตำหนักเหยียนซีกง” พูดจบพระองค์ก็เดินออกจากห้องไปไม่ชายตามองเขาแม้แต่น้อย

...ทำให้ฝ่าบาทโกรธอีกแล้วสิ

 

สายลมยามค่ำคืนในฤดูเหมันต์สร้างความเหน็บหนาวได้ไม่น้อย ถึงหิมะแรกยังไม่มาถึง แต่เสื้อคลุมทำจากขนจิ้งจอกชั้นดีก็ถูกนำมาสวมให้เจ้าเหนือหัวที่กำลังจะเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับ

หานตงยังคงทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี เมื่อสวมเสื้อคลุมให้ฝ่าบาทเสร็จก็ถอยออกไปยืนด้านข้างเพื่อตามเสด็จ

เกี้ยวถูกหาบไปตามทางเดินด้วยขันทีทั้งสี่ มีนางกำนัลคอยถือโคมส่องสว่างนำทาง พร้อมด้วยขันทีและนางกำนัลตามเสด็จไปอีกจำนวนหนึ่ง

จนเมื่อขบวนเสด็จไปถึงครึ่งทางผู้เป็นเจ้าเหนือหัวก็ออกคำสั่งให้วางเกี้ยวลง

“ฝ่าบาท ทรงประสงค์สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงเป็นคนเข้าไปถามเพราะรู้ดีถึงสถานการณ์ระหว่างคนทั้งสอง

“เราจะเดินไป” เอ่ยจบก็ก้าวเท้าลงจากเกี้ยวแล้วก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน

“แต่ฝ่าบาท...” เหลากงกงยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรก็ต้องเงียบลงเมื่อเห็นสายตาของผู้เป็นนาย

“เราอยากเดินเล่น ไปถึงช้าหน่อยจะเป็นไร” องค์ฮ่องเต้เอ่ยพร้อมเหลือบมองไปที่หานตงก่อนจะเริ่มก้าวเดินต่อ

หานตงเองก็ไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ แต่เพื่อบัลลังก์ที่มั่นคงของฝ่าบาท เพื่อให้อีกคนมีอำนาจที่แท้จริงเขาจึงต้องตัดใจ

ทุกย่างก้าวช่างหนักอึ้งยิ่งเข้าใกล้ตำหนักเหยียนซีกง ในใจก็เหมือนมีอะไรมาบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก แผ่นหลังภายใต้เสื้อคลุมสีดำนั้นช่างดูห่างไกลออกไปทุกที

ตำหนักเหยียนซีกงในคืนนี้ถูกจุดตะเกียงจนสว่างไสว กลิ่นหอมจากกำยานลอยตลบอบอวลเพียงแค่เดินเข้าไปใกล้ เสียงพิณแสนไพเราะลอยตามลมให้ได้ยินเหมือนกำลังเชิญชวนให้ใครบางคนเข้าไปสดับฟัง

“ฝ่าบาทเสด็จ” คำขานที่ดังขึ้นบาดลึกลงไปในใจตอกย้ำให้คนได้ยินเจ็บร้าวไปหมด

หานตงทำหน้าที่ก้าวเข้าไปถอดเสื้อคลุมก่อนจะถอยหลังออกมา หากเขารั้งอีกคนเอาไว้ไม่ให้เข้าไปจะถูกลงอาญาหรือไม่ หากกราบทูลไปว่าเขาไม่ต้องการให้พระองค์ก้าวเข้าไป ฝ่าบาทจะฟังเขาหรือไม่

“ถวายพระพรฝ่าบาท ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี เพคะ” น้ำเสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นจากเจ้าของตำหนักพร้อมร่างอรชรที่เข้ามาทำความเคารพองค์ฮ่องเต้

“ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในตำหนัก

เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จถึงตำหนัก หน้าที่ในการปรนนิบัติรับใช้ก็กลายเป็นของหวังเจาอี๋ผู้ที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนในค่ำคืนนี้

นางกำนัลและขันทีทำได้เพียงแค่ยืนรออยู่ด้านนอก ไม่มีสิทธิ์เข้าไปวุ่นวายหากไม่ได้ยินรับสั่งเรียกหา

เสียงพิณบรรเลงขึ้นอีกครั้งไปพร้อมเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะจากคนด้านใน ยิ่งได้ยินก็ยิ่งเจ็บปวด

“เจ้าอยากกลับไปตำหนักใหญ่ก่อนหรือไม่” เหลากงกงที่เหมือนจะรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไรเข้ามากระซิบถาม

หานตงทำเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาก่อนที่หัวใจของเขาจะหล่นวูบอีกครั้งเมื่อแสงเทียนในตำหนักดับลง

ทั้งที่เป็นคนเลือกเองแต่เขากลับทนไม่ได้เมื่อคิดว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้นภายในห้อง

“เจ้าเก่งมาก” เหลากงกงเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะกลับไปยืนประจำที่ของตน

เมื่อเห็นว่าแสงเทียนในตำหนักเหยียนซีกงดับลงนั่นหมายความว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์ที่จะบรรทมยังที่แห่งนี้ เหล่าขันทีและนางกำนัลก็จะพากันแยกย้าย เหลือเพียงไม่กี่คนคอยอยู่รับใช้เท่านั้นซึ่งหานตงก็เลือกที่จะยืนอยู่ตรงหน้าประตูไม่ไปไหน ดั่งสุนัขที่กำลังนั่งรอเจ้าของตน

สายลมในเหมันตฤดูพัดผ่านมาเป็นระยะจนรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งกาย จนขันทีและนางในบางคนต้องหลบไปก่อกองไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นอยู่ด้านข้าง

แต่หานตงกลับยังยืนอยู่ที่เดิม ยืนกอดเสื้อคลุมขนจิ้งจอกในมือเอาไว้แน่น กลิ่นกายของคนที่ตนเคยกกกอดยังคงคละคลุ้งอยู่ในเสื้อคลุมตัวนี้ ซึ่งนั้นก็พอจะช่วยแบ่งเบาความหนาวเหน็บในจิตใจได้บรรเทาลงบ้างได้

“หิมะตกแล้ว” ขันทีผู้หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยเสียงไม่ดังนัก หิมะแรกของเหมันตฤดูของปีนี้ได้มาถึงแล้ว

หานตงเงยหน้าขึ้นเหม่อมองหิมะที่กำลังร่วงหล่น เมื่อมันตกลงบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งสร้างความเหน็บหนาวจนไปถึงขั้วหัวใจ

“ฝ่าบาท ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหนเพคะ” เสียงเรียกจากด้านในดังขึ้นพร้อมบานประตูที่ถูกเปิดออกมาอย่างแรง

“ฝ่าบาท...” หานตงเอ่ยเรียกผู้ที่พึ่งพรวดพราดออกมา

เส้นผมดำสนิทสยายยาวไม่ได้รวบเก็บให้เรียบร้อยไม่ต่างจากอาภรณ์ที่ถูกสวมใส่แบบลวกๆ ทำให้หานตงต้องรีบนำเสื้อคลุมในมือเข้าไปคลุมร่างให้อีกคน

“เราจะกลับตำหนักใหญ่” สิ้นรับสั่งเหล่าขันทีและนางกำนัลที่คิดว่าฝ่าบาทจะทรงประทับอยู่ที่นี้จนเช้าก็ต้องวุ่นวายรีบจัดเตรียมเกี้ยวเพื่อนำเสด็จกลับตำหนักเฉียนชิงกง

“น้อมส่งเสด็จเพคะ”

หานตงเหลือบมองหวังเจาอี๋ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากองค์ฮ่องเต้เท่าใดนักที่ออกมายืนส่งเสด็จ ก่อนจะพบกับสายตาอาฆาตแค้นที่กำลังจ้องมองตน

ไยนางต้องโกรธเคือง ดูจากสภาพของคนทั้งคู่ก็รู้แล้วว่านางได้ในสิ่งที่หวัง แค่ฝ่าบาทไม่ประทับอยู่ด้วยจนถึงเช้า ต้องมองแรงเขาขนาดนั้นเลยหรือ

...จิตใจของสตรีช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆ

 

“ยินดีด้วยเพคะ” นางกำนัลรับใช้ประจำตัวหวังเจ้าอี๋ย่อตัวแสดงความยินดีเมื่อขบวนเสด็จของฝ่าบาทออกจากตำหนักไป

แต่แล้วนางผู้นั้นก็ต้องลงไปกองกับพื้นเมื่อรางวัลที่ได้จากการกระทำกลับกลายเป็นฝ่ามือจากเจ้าของตำหนัก

“ยินดีอันใดกัน!” หวังเจาอี๋ตวาดลั่นก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเดือดดาล

“ฝ่าบาทเสด็จมาหา ‘เหนียงเหนียง (2) ’ เช่นนี้ อีกไม่นานเหนียงเหนียงก็จะทรงตั้งครรภ์โอรสมังกร มิใช่เรื่องน่ายินดีอย่างไรล่ะเพคะ” คนถูกตบรีบคลานเข่าเข้าไปหานายของตน

“พระวรกายอยู่กับข้า แต่สายพระเนตรกลับจ้องมองอยู่ที่ประตู” นางกำมือแน่นด้วยความปวดใจ

ทั้งที่นางตั้งใจปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้อย่างดีเยี่ยม ตั้งใจรับเชื้อพันธุ์ทุกหยาดหยดเพื่อให้ตนตั้งครรภ์มังกร แต่ฝ่าบาทกลับไม่แม้แต่จะสบตา จุมพิตสักครั้งยังไม่มี

พระทัยของฝ่าบาทไม่ได้อยู่ที่นางแม้แต่น้อย ทั้งที่นางรั้งให้พระองค์บรรทมยังตำหนักแห่งนี้ได้ แต่เพียงแค่ได้ยินว่าหิมะตก พระองค์กลับรีบร้อนออกไป และนั่นก็ทำให้นางได้รู้ว่าพระทัยของฝ่าบาทนั้นอยู่ที่ใคร

คนผู้นั้นยืนรออยู่หน้าประตูไม่ไปไหน เจ้าของเงาที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าประตูซึ่งอยู่ในสายพระเนตรของฝ่าบาทตลอดเวลาที่อยู่กับตน

“ข้าชิงชังเจ้ายิ่งนัก ต่งหานตง”

 

 

“ฝ่าบาทถึงตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยเรียกเจ้าเหนือหัวผู้ที่ยังคงนั่งเหม่ออยู่บนเกี้ยว

“เราจะอาบน้ำ” คนถูกเรียกเอ่ยออกมาพร้อมลุกออกจากเกี้ยว

“ในยามนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขันทีต่างมองหน้ากันไปมา หากพระองค์สรงน้ำในยามนี้จะไม่ประชวรเอาหรือ

“ฝ่าบาทหากสรงน้ำในยามนี้...” หานตงยังไม่ทันจะได้เอ่ยห้ามก็ต้องเงียบลง

“ใครกล้าขัดคำสั่งเรา” เมื่อองค์ฮ่องเต้เอ่ยอย่างนั้นมีหรือที่ใครจะกล้า เหล่าขันทีและนางกำนัลจึงต้องวุ่นวายอีกครั้ง

ใช้เวลาเตรียมห้องสรงน้ำไม่นาน ภายในห้องก็ลอยตลบอบอวลไปด้วยไอน้ำ อ่างใบใหญ่เต็มไปด้วยน้ำอุ่นพร้อมให้เจ้าเหนือหัวก้าวลงไปแช่

“ออกไปให้หมด ยกเว้นหานตง” สิ้นรับสั่งเหล่าขันทีและนางกำนัลก็ถอยออกไปเหลือเพียงเขาแค่สองคน

หานตงยอบกายลงไปด้านข้างก่อนจะทำหน้าที่ถูหลังให้เจ้าเหนือหัวที่ในตอนนี้ไม่มีใครเดาความคิดของพระองค์ได้

“ทั้งเสด็จย่าและเสด็จแม่ ต่างเร่งให้ข้ารีบมีทายาท” เวลาผ่านไปพอสมควรคนที่อยู่ในน้ำก็เอ่ยขึ้น

“ทุกคนต่างเห็นว่าข้าเป็นเพียงพ่อพันธุ์ม้าชั้นดีตัวหนึ่งก็เท่านั้น” น้ำเสียงหม่นหมองเอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา

“เจ้าเองก็คงคิดไม่ต่างกัน” ประโยคที่เอื้อนเอ่ยนั้นทั้งตัดพ้อและเต็มไปด้วยความน้อยใจ

“ฝ่าบาทไยทรงตรัสเช่นนั้น” หานตงตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“เจ้าบอกว่าเจ้าต้องทำตามหน้าที่ แต่เจ้าเคยถามข้าบ้างไหมว่าข้ารู้สึกเช่นไร” คนตรงหน้าหันกลับมาถามเขาด้วยแววตาสั่นคลอน

“ฝ่าบาท...จางเกอ ข้าขอโทษ” หานตงเอ่ยพร้อมยื่นปลายนิ้วไปเกลี่ยยังหางตาของอีกคน

“เสี่ยวตง เจ้าช่างใจร้ายนัก เจ้ายัดเยียดข้าให้กับพวกนาง เจ้าไม่ต้องการข้าแล้วหรือ” สิ้นคำถามร่างเปลือยเปล่าในน้ำก็ถูกชายหนุ่มรั้งเข้ามากอดเอาไว้แน่น

“จางเกอ ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ” ชายหนุ่มพึมพำคำขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างปวดใจ

“เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงหลีกเลี่ยงเจ้ามาตลอด ทั้งที่ใจข้านั้นอยากเป็นของเจ้ามากแค่ไหน แต่ข้าก็ต้องหักห้ามใจ” น้ำตาสายหนึ่งไหลลงไปตามแก้มเนียน

“เพราะข้ารู้ดีว่าหากข้าเป็นของเจ้าทั้งกายและใจ ข้าจะไม่สามารถกอดใครได้อีก ข้าจะไม่สามารถทำหน้าที่พ่อพันธุ์ม้าได้!” ยิ่งเอ่ยน้ำเสียงอีกคนก็ยิ่งสั่นเครือ

“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ” หานตงกระชับคนในอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“แต่ข้าคิดผิด ในยามที่ข้ากกกอดนาง ข้ากลับคิดถึงแต่เจ้า ข้ามองหาเจ้า จ้องมองเงาของเจ้าที่สาดส่องเข้ามาเพราะกลัวว่าหากละสายตา เจ้าจะจากไป ข้ากลัวว่าเจ้าจะทนไม่ได้จนจากข้าไป” หานตงเริ่มรับรู้ว่าไหล่ของคนในอ้อมกอดเริ่มสั่นเทา

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ารู้สึกผิดต่อเจ้าเพียงใด ยิ่งข้าลงแรงกับนางมากเท่าใด ในใจข้าก็ยิ่งบีบรัด อยากเร่งให้ช่วงเวลานั้นรีบผ่านพ้นไปเสียที...” องค์ฮ่องเต้ที่ในยามนี้เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ต้องจำใจนอกกายคนรักเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

หานตงถอยออกไปเล็กน้อยก่อนจะใช้สองมือกอบกุมใบหน้าของคนรักแล้วจรดริมฝีปากลงบนเปลือกตาสีมุกของอีกคน

“ข้าขอโทษ จางเกออย่าร้อง ขอให้เชื่อข้า ข้าไม่มีวันจากท่านไปไหน” พึมพำคำขอโทษก่อนจะจุมพิตไปตามดวงหน้าของอีกคน ทั้งที่คนตรงหน้ารักเขามากเพียงนี้ แต่เขากลับผลักไสให้อีกคนไปหาหญิงอื่น เขาช่างโง่เขลายิ่งนัก

ริมฝีปากของชายหนุ่มจูบซับน้ำตาของคนรักเพื่อต้องการปลอบประโลมก่อนจะช่วงชิงเอาลมหายใจจากริมฝีปากของอีกคน เพียงแค่คิดว่าริมฝีปากนี้ ร่างกายนี้ถูกผู้อื่นเชยชม ในใจก็เหมือนมีกองไฟกองหนึ่งสุ่มอยู่

รู้ตัวอีกทีก็ช่วงชิงทั้งเรียวลิ้นและลมหายใจจนคนถูกกระทำส่งเสียงครางอือในลำคอ ความต้องการที่ท่วมท้นยากเกินจะห้ามปรามแล้วในตอนนี้

“จางเกอ ข้าอยากกอดท่าน เป็นของข้าได้หรือไม่” คำขอเอื้อนเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เมื่อเขาปล่อยริมฝีปากของอีกคนเป็นอิสระ

ในทันทีที่ดวงหน้าดั่งหยดสลักที่ในตอนนี้กลายเป็นสีชมพูระเรื่อพยักรับช้าๆ ร่างกายเปลือยเปล่าของโอรสสวรรค์ก็ลอดวืดขึ้นจากน้ำก่อนจะถูกปกปิดด้วยเสื้อคลุมของคนที่พึ่งอุ้มเขาขึ้นมา

“หานตง!” คนถูกอุ้มร้องขึ้นด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าเสี่ยวตงของเขาจะแข็งแกร่งจนสามารถอุ้มตนเองได้แล้ว

“หากทำตรงนี้ ข้ากลัวฝ่าบาทจะประชวร” ชายหนุ่มก้มลงกระซิบคนในอ้อมกอดก่อนจะก้าวเดินด้วยความเร็วตรงไปยังห้องบรรทมที่อยู่ติดกัน

ประตูห้องบรรทมถูกเปิดออกด้วยแรงจากฝ่าเท้าที่ไม่เบานัก ชายหนุ่มไม่สนใจแม้จะหันไปปิดมัน อย่างไรซะประตูตำหนักก็มีหลายชั้น เหล่ากงกงและนางกำนัลต้องอยู่ชั้นนอกตามรับสั่งไม่เข้ามาอย่างแน่นอน

ร่างกายเปียกชื้นของโอรสสวรรค์ถูกตระกองกอดลงบนแท่นบรรทมอย่างเบามือ

เสื้อคลุมที่เปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำถูกกระชากออกเหลือเพียงผิวกายขาวเนียนขึ้นสีชมพูระเรื่อยั่วยวนให้ผู้ที่จ้องมองลงไปลิ้มลอง

ยอดปทุมถันสีชมพูเข้มชูชันถูกชายหนุ่มดูดกลืนจนเจ้าของร่างต้องบิดเร้าไปมาระบายความเสียวซ่านที่ได้รับ

ชุดขันทีเปียกชื้นถูกถอดออกรัวเร็ว แต่ก็ไม่ทันใจพอ จนเขาต้องกระชากมันออกจนฉีกขาด

“อือ เสี่ยวตง อ่า” เสียงคราวหวานดังให้ได้ยินยิ่งเร่งเร้าความต้องการที่มี

เรือนร่างของโอรสสวรรค์ถูกปลุกเร้าด้วยมือของชายคนรัก ไปพร้อมลมหายใจที่ถูกช่วงชิงครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยริมฝีปากของคนเอาแต่ใจ

ความสุขสมที่ไม่ว่าจะไปยังตำหนักของพระสนมคนใดก็ไม่เคยได้รับตีรัวขึ้นมาจนสมองของเขามึนงงไปหมด

“อ่ะ อ่า หานตง” คนใต้ร่างครางอื้อเมื่อเรียวลิ้นของคนรักไล่ลงไปตามแผ่นอกพร้อมการฝากรอยรักไปทุกพื้นผิว แวะหยอกเย้าที่แอ่งสะดือจนคนถูกกระทำต้องแอ่นรับก่อนจะไปสิ้นสุดที่กลางกายซึ่งกำลังชูชัน

“อื้ออออ” ร่างกายของโอรสสวรรค์บิดเร้าไปมา เมื่อโพรงปากอุ่นร้อนครอบครองความเป็นชายของตน

เรียวลิ้นชำแรกผ่านรอยหยักก่อนจะดูดกลืนรัวเร็วจนคนถูกกระทำต้องยกสะโพกขึ้นตามพร้อมเสียงครางกระเส่าไม่เป็นภาษา

หานตงใช้หยาดน้ำที่ไหลลงไปตามแรงโน้มถ่วงเป็นตัวช่วยในการชำแรกผ่านดอกเบญจมาศที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ลิ้มลอง

“หานตง ข้า อ่า” ยิ่งเร่งเร้าริมฝีปากและปลายนิ้วก็ยิ่งกดย้ำช่องทางแต่ดอกเบญจมาศที่ยังไม่ผลิบานนั้นกลับไม่ให้ความร่วมมือ

“หานตงเดี๋ยว อื้อ เดี๋ยวก่อน” เสียงหวานเอ่ยห้ามก่อนจะถดตัวถอยออกไป

“ทำไมหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ มาถึงขั้นนี้แล้วอย่าบอกว่าฝ่าบาทจะปฏิเสธเขาอีกนะ

“เจ้าอย่าทำหน้าแบบนั้น” เหมือนว่าอีกคนจะรู้ว่าเขาคิดสิ่งใดถึงได้เอ่ยออกมา ก่อนจะหันไปหยิบบางอย่างจากช่องข้างหัวเตียงยื่นให้

“ใช้สิ่งนี้สิ” ตลับลายดอกไม้ถูกยัดใส่มือของชายหนุ่มก่อนที่คนตรงหน้าจะหลบสายตาของเขาแล้วทิ้งตัวลงไปนอนหันหลังให้

หานตงมองแผ่นหลังของอีกคนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อและเมื่อลองเปิดตลับในมือดูเขาก็ต้องกระตุกยิ้ม

“จางเกอช่างรอบคอบนัก” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูคนที่ในตอนนี้กอดหมอนปิดหน้าตัวเองไว้แน่น

“อ๊ะ” โอรสสวรรค์ต้องส่งเสียงอีกครั้งเมื่ออีกคนซ้อนเข้ามากอดจากด้านหลังแล้วเริ่มปฏิบัติการเชยชมดอกเบญจมาศต่อ

หานตงใช้หนึ่งมือกอบกุมความต้องการที่ยังคงแข็งขืนของคนในอ้อมกอดก่อนจะใช้ปลายนิ้วของอีกมือป้ายเอาขี้ผึ้งในตลับไปชำแรกผ่านดอกเบญจมาศให้ผลิบานพร้อมรับความภาคภูมิใจของตน

“อื้อ หานตง อึดอัด” เสียงครางกระเส่ายังคงดังไม่ขาด ชายหนุ่มจูบซับไปทั่วท้ายทอยและแผ่นหลังให้คนในอ้อมกอดได้ผ่อนคลาย

จนสามารถส่งเรียวนิ้วที่สามเข้าไปได้ การกระทำของเขาก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น

โอรสสวรรค์ถูกปรนเปรอความสุขสมจนปลดปล่อยไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ก็ต้องถูกปลุกปั่นอีกครา เมื่อเรียวนิ้วที่อยู่ภายในกายกดย้ำโดนจุดกระสันที่ไม่เคยมีผู้ใดได้แตะต้องมาก่อน

หานตงขยายดอกเบญจมาศจนผลิบานพร้อมรับความใหญ่โตมากกว่าเรียวนิ้ว ก่อนจะถอนเรียวนิ้วออกแล้วพลิกอีกคนให้ลงไปอยู่ใต้ร่างอีกครา

“ข้าอยากเห็นหน้าท่าน จางเหว่ยของข้า” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะจูบซับไปทั่วใบหน้าของคนรักอย่างรักใคร่

“ข้าก็เช่นกัน อ่ะ หานตง เจ็บ อื้อ” คนใต้ร่างเหวลั่นเมื่อความแข็งแกร่งที่ใหญ่โตกว่าเรียวนิ้วเริ่มชำแรกผ่านเข้ามาในกายโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ผ่อนคลายนะคนดี” ชายหนุ่มจูบซับหยาดน้ำตาที่คลออยู่อย่างเอาใจก่อนจะค่อยๆ ส่งตัวตนของตัวเองเข้าไปทีละนิด

ผนังอ่อนนุ่มโอบล้อมความเป็นชาย ดูดกลืนตัวตนของเขาช้าๆ หานตงต้องข่มใจครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ให้กระทำรุนแรงกับอีกคน จนเส้นเลือดในสมองเต้นตุ๊บๆ

“อ๊า เข้ามาหมดแล้วหรือ” เสียงกระเส่าเอ่ยถามเมื่อรับรู้ถึงความใหญ่โตที่เข้ามาจนลึกสุดถึงด้านใน

“เข้าไปหมดแล้ว จางเกอไหวหรือไม่” หานตงยังคงเอ่ยถามคนรักอย่างเอาใจใส่ ทั้งที่อยากจะกระแทกกระทั้นร่างตรงหน้าให้แหลกคามือก็ตาม

โอรสสวรรค์พยักหน้ารับก่อนจะใช้มือลูบไปตามท้องน้อยของตน ดวงหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

“ตัวตนของเจ้าอยู่ในกายข้า รู้สึกดีเหลือเกินหานตง” หากใครได้เห็นภาพแสนเย้ายวนตรงหน้าความอดทนคงขาดสะบั้นไม่ต่างจากหานตงในตอนนี้

เรือนร่างขาวเนียนที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยร่องรอยรักมีผมยาวสยายสีดำขลับรองรับ ดวงตาฉ่ำปรือบนใบหน้าดังหยกแกะสลักที่กำลังขึ้นสีชมพูระเรื่อ มองต่ำลงไปก็พบกับดอกเบญจมาศที่ดูดกลืนตัวตนของเขาจนหมด ยิ่งมาได้ยินประโยคที่อีกคนเอ่ยเข้าไปอีก ใครทนได้ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว!

“จางเกอ...ท่านช่างยั่วยวนเก่งนัก!

“อ่ะ อ๊า หานตง อือ อื้อ” เสียงครางลั่นดังขึ้นไม่ขาดในทันทีเมื่อชายหนุ่มเริ่มขยับตัว 

สองเรียวขาถูกจับขึ้นพาดไหล่พร้อมแรงกระแทกกระทั้นที่ไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อย ตัวตนที่ผลุบเข้าออกจนดอกเบญจมาศบานสะพรั่งพร้อมยอดปทุมถันทั้งสองข้างที่ถูกดูดกลืนสลับไปมาไม่ขาด 

หานตงบรรเลงเพลงรักอย่างหนักหน่วง เขาเปลี่ยนท่วงท่าอีกสองสามท่าก่อนจะมาจบด้วยการให้คนรักขึ้นมานั่งบนตักของตน 

กระบวนท่านี้ทำให้ทั้งสองได้แนบชิดจนแทบหลอมเป็นคนคนเดียวกัน สะโพกผู้อยู่เบื้องล่างเด้งรับผู้ที่อยู่ด้านบนสอดประสาดั่งเมฆาเคลื่อนคล้อยธาราไหลริน 

“อ่า จางเหว่ย จางเหว่ยของข้า” 

“หานตง ช้าลงนิด ข้าไม่ไหวแล้ว อ๊า” 

จนเมื่อความสุขสมมารออยู่ที่ปลายทางแรงกระแทกก็หนักหน่วงขึ้น โอรสสวรรค์ที่ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ถึงสามครั้งในคืนนี้ต้องส่งเสียงครางลั่น เมื่อได้ขึ้นไปแตะขอบสวรรค์อีกคราพร้อมคนรักที่ในตอนนี้ฉีดพ่นหยาดพันธุ์เข้ามาในร่างกายของตน 

หยาดพันธุ์สีขาวขุ่นเอ่อล้นท่วมท้นทั่วดอกเบญจมาศ หานตงยังคงขยับเข้าออกช้าๆ พร้อมลมหายใจถี่รัวก่อนจะตระกองกอดคนรักลงไปนอนยังที่นอนซึ่งยับยู่ยี่ด้วยฝีมือของตน 

สองร่างกอดเกี่ยวกันไว้แน่นไปพร้อมการปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แต่แล้วคนที่พึ่งหายเหนื่อยก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในตัวของเขานั้นขยายขึ้นอีกครา 

“หานตง เจ้า!” ฮ่องเต่อ้ายหมิงหรือจางเหว่ยในตอนนี้สบตากับคนรักด้วยสีหน้าคล้ายจะหลั่งน้ำตา 

“ท่านปฏิเสธข้ามากี่ครั้งรู้หรือไม่” หานตงเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะโน้มตัวลงมาคลอเคลียที่ใบหูของคนรัก 

“ห้าครั้ง จางเกอปฏิเสธเสี่ยวตงถึงห้าครั้งเชียวนะ” ไม่ทันพูดจบประโยคดีก็เริ่มขยับเบื้องล่าง 

“เสี่ยวตง สงสารจางเกอเถอะ จางเกอมิไหวแล้วนะ” คนที่เหมือนกำลังจะเห็นฟ้าเหลืองรำไรเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร 

“จางเกอมิต้องทำสิ่งใดเสียหน่อย เสี่ยวตงจะจัดการเอง” หานตงกระตุกยิ้มก่อนจะเริ่มบรรเลงกระบวนท่าทะลวงดอกเบญจมาศแสนหอมหวานต่อ คิดต้นทบดอกที่อีกคนเคยปฏิเสธตน 

เช้าวันถัดมาขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงก็ต้องแปลกใจ เมื่อฮ่องเต้อ้ายหมิงที่มิเคยขาดการว่าราชการกลับประชวรจนไม่สามารถเสด็จออกจากตำหนักเฉียนชิงกงได้... 

 

 

หมายเหตุ 

(1) พิรุณพรมทุกหย่อมหญ้า คือ กลวิธีของจักรพรรดิที่ต้องมีสนมชายาหลายคนจึงต้องปฏิบัติต่อทุกคนให้เท่าเทียมกันไม่โปรดปรานผู้ใดเป็นพิเศษและไม่ห่างเหินใครจนเกินไป เพื่อทานอำนาจสนมของแต่ละคน 

(2) เหนียงเหนียง คำเรียก ไทเฮา ฮองเฮา หรือพระสนมชั้นสูง 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

ได้กันแล้วจ้า กว่าจะได้กันเล่นเอาเสียน้ำตาเลยทีเดียว 

เคาะสนิม NC ที่ไม่ได้แต่งนาน เป็นไงบ้างเลือดหมดตัวกันรึยังจ๊ะ 

สงสารก็แต่ฝ่าบาท เด็กมันคิดดอกด้วยนะเออ 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป รอติดตามกันต่อไป 

หากชอบก็มาคอมเม้นคุยกันบ้างนะ เป็นกำลังใจให้เค้าหน่อยยยยย 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ เจอกันตอนหน้าจ้า 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น