ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 18

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 18

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 485

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 14:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 18
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 18 

 

...อีกแล้ว ข้าถูกปฏิเสธอีกแล้ว! 

ชายหนุ่มซึ่งในตอนนี้ใบหน้าเหมือนมีเมฆหมอกกลุ่มใหญ่ปกคลุมกำลังคิดหนักเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านพ้นไป 

...ครั้งที่ห้า! ฝ่าบาทปฏิเสธข้ามาห้าครั้งแล้วนะ ข้าทำอะไรให้พระองค์ไม่พอพระทัยกัน 

หลายครั้งที่ฝ่าบาทเหมือนคล้อยตาม แต่พอถึงช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข้มทีไรมีอันต้องปฏิเสธเขาทุกที ปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนกัน 

บรรยากาศก็ยิ่งกว่าเป็นใจ เทคนิคลีลามิต้องพูดถึง อย่างที่เคยบอกเขาไม่ได้มีอคติกับรสนิยมการรักเพศเดียวกัน เคยลิ้มลองมาบ้าง เพื่อนหลายคนก็เดินทางสายนั้นไม่น้อย 

แต่ในตอนนั้นเขาแค่รู้สึกเกลียดฮ่องเต้พระองค์นี้ที่ลากตระกูลของตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสำนวนตัดแขนเสื้อนั่น 

กล่าวถึงตรงนี้...ก็ข้ามๆ มันไปเถอะ เอ่ยอะไรออกไปก็เข้าตัวเองทั้งนั้น 

 

...หรือปัญหาอยู่ที่สิ่งนี้? 

ความคิดหนึ่งแล่นขึ้นมาเมื่อสายตาปะทะกับอาวุธคู่กายภายใต้ร่มผ้า 

อาวุธคู่กายที่เจ้าของร่างทิ้งไว้ให้นั้นอยู่ในขนาดที่แสนน่าภูมิใจ ไม่ด้อยกว่าของเขาในร่างเดิม เผลอๆ ใหญ่โตกว่าด้วยซ้ำ 

เห็นผอมแห้งแรงน้อย ใครจะไปนึกเล่าว่าแอบซ่อนสิ่งที่น่าสะพรึงอยู่ภายใน หรือมันน่าภาคภูมิใจจนเกินไป ฝ่าบาทจึงรู้สึกกลัว? 

ไม่ถูกสิ ฝ่าบาทยังไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสจะรู้ขนาดของมันได้อย่างไร 

หรือความจริงฝ่าบาทมิประสงค์จะอยู่เบื้องล่าง พระองค์ก็เป็นบุรุษผู้หนึ่งแถมยังมีสนมมากมาย อาจเคยชินกับการเป็นผู้กระทำ มิต้องการเป็นผู้ถูกกระทำก็ได้ 

พอนึกถึงตรงนี้ความหนาวเหน็บก็ไล่ขึ้นมาตามกระดูกสันหลังถึงหนังหัวจนขนลุกชันไปหมด เมื่อนึกไปถึงว่าตนอาจจะต้องเป็นผู้เสียเอกราช 

ไม่ๆ ตามประวัติศาสตร์ ฝ่าบาททรงโปรดที่จะเป็นผู้ถูกกระทำต่างหาก 

...แต่ตามประวัติศาสตร์กับซุนเทียนมิใช่หรือ? ไม่ใช่กับเขาเสียหน่อย 

 

“โว้ยยยยยยยย” ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ยิ่งมีข้อสงสัยก็ยิ่งมีข้อโต้แย้ง สุดท้ายจึงทำได้แค่ดึงทึ้งหัวตัวเองอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร 

“ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นอะไรขอรับ?!” ขันทีกลุ่มหนึ่งวิ่งถลาเข้ามาภายในห้องด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ หลังจากได้ยินเสียงโวยวายของเขา 

“ใครเป็นพ่อพวกเจ้ากัน!” หานตงหันไปมองด้วยความเดือดดาล เรื่องปวดหัวมีมากมายยังมาเจอพวกนี้อีก เรียกเขาว่าท่านพ่อ ท่านพ่ออยู่ได้ 

ข้าไปมีอะไรกับมารดาของพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!! 

“โถ่ ท่านก็เห็นว่าพวกข้าไร้คนคุ้มกะลาหัว ท่านเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท ภายภาคหน้าต้องมีคนไว้คอยเป็นมือเป็นเท้า หากท่านรับพวกข้าเป็นบุตรบุญธรรม พวกข้ารับรองว่าจะดูแลรับใช้ท่านเป็นอย่างดีขอรับ” ขันทีอีกสามสี่คนรีบพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย 

“พวกท่านเข้าวังมาก่อนข้าเสียอีก ตามอาวุโสแล้ว ข้าต่างหากที่ต้องเคารพพวกท่าน” หานตงยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความปวดหัว 

เขาพอเข้าใจว่าการใช้ชีวิตในวังนั้นไม่ง่าย ขันทีตำแหน่งเล็กๆ จะอยู่เรือนรวมกัน ใครอ่อนแอก็ถูกกลั่นแกล้ง เขาโชคดีที่ฝ่าบาทให้ความเมตตาถึงได้มีเรือนแยกออกมาแบบนี้ 

“ได้โปรดรับพวกข้าเป็นบุตรบุญธรรมเถอะนะขอรับ พวกข้าขอรับใช้ท่านนะขอรับ ท่านพ่อออออ” สิ้นคำเหล่าขันทีสามสี่คนก็พากันคุกเข่าลงไปกอดขาร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร 

หานตงมองกลุ่มคนตรงหน้า เส้นเลือดในสมองก็ยิ่งเต้นตุ้บๆ อายุน้อยกว่าหรือไล่เลี่ยกับตนมาอ้อนวอนของเป็นบุตรบุญธรรมก็พอทน แต่บางคนอายุมากกว่าเขาเสียอีกมาทำแบบนี้ เขารับไม่ได้จริงๆ 

“พวกท่านลุกขึ้นก่อนเถอะ ถือว่าข้าขอร้อง ลุกขึ้นเถอะนะ” หานตงต้องลงไปช่วยพยุงแต่ละคนให้ลุกขึ้นยืน 

“แปลว่าท่านตกลงรับพวกเราเป็นบุตรแล้วใช่หรือไม่!” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ 

“เรื่องนั้นคง...” ชายหนุ่มพยายามหาวาจาที่เอ่ยออกไปแล้วไม่เสียน้ำใจมากที่สุด 

“ได้โปรดรับพวกข้าเป็นบุตรเถอะนะขอรับ” กลุ่มคนตรงหน้าทำท่าจะคุกเข่าลงไปอีกครั้ง 

“เดี๋ยวๆ เอาแบบนี้ดีหรือไม่” หานตงต้องรีบเข้าไปห้าม พอถูกสายตาทุกคู่ที่เต็มไปด้วยความหวังจับจ้องก็เล่นเอาปฏิเสธไม่ออกกันเลยทีเดียว 

“เออ...ข้าคงไม่สามารถดูแลพวกท่านได้ เอาเป็นว่า พวกเราเป็นสหายที่ดีต่อกันเถอะนะ หากพี่ชายน้องชายทั้งหลายเดือดร้อนหรือมีอะไรให้ข้าช่วยก็แจ้งได้ ข้าพร้อมยื่นมือช่วยเหลือเสมอ” หานตงพยายามใช้วิธีประนีประนอมสุดฤทธิ์ 

“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าจะเรียกท่านว่าลูกพี่ดีหรือไม่ ลูกพี่ต่ง! พวกข้าขอฝากตัวกับท่านด้วย” กลุ่มขันทีพากันประสานมือค้อมกายคารวะเขาทันที 

“ลูกพี่ต่ง!” 

“ลูกพี่ต่ง!” 

มุมปากของชายหนุ่มกระตุกขึ้นคล้ายจะร้องไห้คล้ายจะหัวเราะในสิ่งที่เกิดขึ้น ไปๆ มาๆ ทำไมเขาถึงได้กลายมาเป็นหัวหน้าแก๊งขันทีล่ะนี่ 

“พวกเจ้าเอะอะกัน” เสียงคนมาใหม่ดังขึ้นให้ทุกสายตาหันไปจับจ้อง คนกลุ่มหนึ่งที่พึ่งเดินเข้ามา 

“คารวะชีกงกง” หานตงรีบทำการต้อนรับกงกงประจำตำหนักจ้าวฮองไทเฮาทันที 

“พวกเจ้ามาสร้างความลำบากใจอะไรให้ต่งกงกง ไปๆ แยกย้ายไปทำหน้าที่ของพวกเจ้า” เมื่อราชขันทีตรงหน้าผู้มีตำแหน่งสูงกว่าเอ่ยไล่ กลุ่มนกกระจิ๊บก่อนหน้านี้ก็สลายตัวด้วยความเร็วเหนือแสง 

“ชีกงกงให้เกียรติเกินไปแล้ว” หานตงรีบเอ่ยออกไปเมื่อได้ยิน เขาเป็นเพียงขันทีชั้นผู้น้อยไหนเลยจะต้องเรียกต่งกงกง แค่ต่งกงก็พอแล้ว ใครได้ยินเข้าจะไม่ถูกหมั่นไส้เอาหรือ 

“ท่านมิต้องเกรงใจไป จ้าวฮองไทเฮาประทานสิ่งนี้มาให้ท่าน เพื่อแสดงน้ำใจ” หีบไม้ขนาดพอดี สลักลวดลายสวยงามสองสามกล่องถูกยกเข้ามาวางทันที 

“ข้าคงรับเอาไว้ไม่ได้” ส่งของกำนัลมาให้มากมายขนาดนี้ ข้าต้องตอบแทนกลับไปเท่าไหร่กัน 

“ท่านก็รู้ว่าไม่ควรปฏิเสธสิ่งที่พระนางประทานให้” คำเตือนที่เหมือนคำขู่นี้เป็นอะไรที่รับมือยากเสียจริง 

“พระนางทรงมีรับสั่งว่า ของเหล่านี้ให้ท่านนำไปใช้ได้ตามสบาย” ชีกงกงเอ่ยพร้อมเปิดกล่องไม้เหล่านั้น แน่นอนว่าด้านในคือเงินทองของมีค่าจำนวนหนึ่ง 

“น้ำพระทัยจ้าวฮองไทเฮามากมายนัก ข้า...” ยังไม่ทันจะเอ่ยต่อ กล่องไม้ใบหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า เขาจึงต้องรับเอาไว้ด้วยความจำใจ 

“โดยเฉพาะของสิ่งนี้ พระนางทั้งสองทรงตั้งใจหามามอบให้ท่าน ลองเปิดดูสิ” คนตรงหน้าเอ่ยพร้อมเร่งเร้า เมื่อเห็นว่าใบหน้าของหานตงยังคงเต็มไปด้วยคำถาม 

ชายหนุ่มก้มมองกล่องในมือก่อนจะเปิดขึ้นดูด้วยความสงสัย ตั้งใจหามาให้เลยหรือ มันคือสิ่งใดกัน 

เปิดดูยังไม่ทันเต็มตาก็ต้องรีบปิดลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้า ฝ่ายหลังทำเพียงแค่ส่งยิ้มน้อยๆ มาให้เท่านั้น 

“นี่...นี่มัน” ชายหนุ่มถึงกลับไปไม่เป็นเมื่อรับรู้ว่าสิ่งใดอยู่ในกล่อง 

“หากมีสิ่งนี้ท่านก็จะอบร่ำดอกเบญจมาศได้ง่ายขึ้น พระนางทรงเห็นถึงความยากลำบากของท่าน จึงให้ข้าจัดหามาให้” 

ยิ่งฟังหานตงก็ยิ่งรู้สึกจะหน้ามืด ข้าเหมือนผู้ที่ต้องอบร่ำดอกเบญจมาศอย่างนั้นหรือ 

“ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” พูดจบกลุ่มคนตรงหน้าก็จากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนเอ๋ออยู่ตรงนั้น 

เจอหน้าครั้งแรกมอบตำราปกสีดำ รอบสองแสดงความยินดีด้วยลึงค์สกัดจากหยกขาวมันแพะ พวกนางช่างสรรหาเสียจริง... 

 

“เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” สุรเสียงที่ดังขึ้นเล่นเอาชายหนุ่มซึ่งกำลังเหม่อลอยนั่งฝนหมึกสะดุ้งโหยง 

“ไม่ได้คิดสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไปพร้อมมือที่ยังคงทำหน้าที่ 

การเป็นคนโปรดของฝ่าบาทและผู้ดูแลสมุดปกแดงเล่มนั้น ช่างน่าปวดหัวเสียจริง 

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวังก็หาความสงบไม่ได้เลย คนเข้าออกเรือนเป็นว่าเล่น ทั้งของกำนัลจากฝ่ายและตำหนักต่างๆ ทั้งคนมาขอเป็นบุตรบุญธรรม วุ่นวายไปหมด 

หน้าที่ในการจัดหาสตรีเข้าปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทที่เขาไม่อยากจะรับนั้นกำลังทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก 

ในตอนนี้ฝ่ายในยังไม่มีฮองเฮาควบคุมฝ่ายในและยังไม่มีสนมหรือสตรีนางในคนใด ให้กำเนิดทายาทของฝ่าบาท 

การได้ถวายตัวรับใช้ฝ่าบาทเพียงแค่คืนเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตพวกนางได้ การแก่งแย่งชิงดีจึงเกิดขึ้น 

โดยเฉพาะสตรีจากสองตระกูลใหญ่ ‘หวังเจาอี๋’ และ ‘ฟ่านเจี๋ยยวี๋’ ตัวเต็งที่จะได้ขึ้นเป็นประมุขฝ่ายใน 

สถานการณ์ปกติการที่จะทำให้สมุดปกแดงไม่ว่างเปล่าก็น่าปวดหัว ปวดใจมากพอแล้ว ยังมาเจอข้อความจากสองตำหนักนี้เข้าไปอีก ยิ่งทำให้เขาอยากจะเอาเท้าขึ้นก่ายหน้าผาก 

...ไยพวกนางต้องมามีเวลาเหมาะสมในการตั้งครรภ์พร้อมกันด้วย! 

 

คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดต้องสะดุ้งขึ้นอีกครั้ง เมื่อรับรู้ถึงความเปียกชื้นบนแก้มของตน 

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นแตะความเปียกชื้นนั้นก่อนจะพบว่าบนแก้มตนนั้นเปรอะเปื้อนน้ำหมึกจากปลายพู่กันในมือของฝ่าบาท 

“ฝ่าบาท! ทรงแกล้งกระหม่อมทำไมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยออกไปก่อนจะรีบยกมือเช็ดหน้าของตัวเอง 

“แล้วเจ้าเหม่ออะไรล่ะ หื้ม?” อีกคนเท้าคางมองด้วยความสงสัย 

“กระหม่อมไม่ได้...” ยังไม่ทันจะเอ่ยจบโอรสสวรรค์ก็คว้ามือของเขาเอาไว้แล้วดึงเข้าไปหา 

“มีอะไรไม่สบายใจก็บอกข้า อย่าเก็บเอาไว้” คนตรงหน้ากล่าวพร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีขึ้นมาเช็ดใบหน้าของชายหนุ่มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำหมึก 

ฝ่ายถูกเอาใจใส่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงแค่แนบใบหน้าเข้าหาฝ่ามือของอีกคนอย่างออดอ้อน 

...จะบอกได้อย่างไรว่าเขากำลังกลุ้มใจเรื่องที่ต้องจัดหาสตรีให้กับพระองค์ 

“เสี่ยวตงอยากได้อะไรจากจางเกอหรือ” พอเห็นท่าทางน่าเอ็นดูก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา ฮ่องเต้อ้ายหมิงหรือจางเหว่ยนั้น โปรดปรานท่าทางแบบนี้ของเสี่ยวตงยิ่งนัก 

“เสี่ยวตงต้องการสิ่งใด ฝ่าบาทย่อมรู้ดี” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า ยังใช้สายตาอย่างสื่อความหมายพร้อมริมฝีปากที่จรดเข้าหาฝ่ามือของอีกคน 

“เจ้านี่ช่าง...” คนถูกหยอกเย้าถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเพื่อหลบสายตาร้อนแรงนั่น 

...เมื่อกี้ยังเหมือนลูกสุนัขทำตัวน่ารักออดอ้อนเขาอยู่เลย ไยอยู่ดีๆ ถึงกลายร่างเป็นจิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ได้เล่า 

“ฝ่าบาท...จางเกอจะใจร้ายกับเสี่ยวตงไปถึงไหน” ทั้งน้ำเสียงทั้งท่าทางช่างแตกต่างกับสายตาที่ใช้เสียจริง 

“ปล่อยได้แล้ว ข้ายังอ่านฎีกาเหล่านี้ไม่หมดเลย” แต่จางเกอของเขาก็ช่างใจแข็งกว่าหินผา ออดอ้อนอย่างไรก็ไม่ยอมใจอ่อนเสียที 

“จางเกอ...จางเกอขอรับ~” ในเมื่อบรรยากาศเริ่มเป็นใจมีหรือที่หานตงจะยอมปล่อยให้อีกคนหลุดมือ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ ชายหนุ่มก็ต้องหยุดการกระทำเมื่อเสียงของราชขันทีดังขึ้น 

“ฝ่าบาท ใต้เท้าต่ง ใต้เท้าอี้ ใต้เท้าหมิง และคุณชายห่วงมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” 

“มาถึงกันแล้วหรือ ให้พวกเขาไปรอเราที่อุทยาน” องค์ฮ่องเต้ตอบกลับไปพร้อมดึงมือคืนซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่หานตงปล่อยมือพอดี 

...ชิ ช่างเลือกเวลามากันเสียจริง 

 

ใครต่างก็คิดว่าเมื่อสหายทั้งสี่เข้าเฝ้าฝ่าบาทคงต้องมีเรื่องอันใดเกี่ยวกับราชกิจบ้านเมือง หรือมีปัญหาใหญ่หลวงให้ปรึกษาหารือกัน 

แต่ความจริงแล้วบุรุษทั้งสี่ที่ทุกคนต่างให้ฉายาว่าสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรนั้น รวมตัวกันเข้าวังก็เพื่อมาเป็นสหายเล่นสนุกกับฝ่าบาทก็เท่านั้น 

ประลองดาบ ยิงธนู เล่นหมากล้อม บางวันอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ชักชวนกันออกไปล่าสัตว์ เรียกได้ว่ามาเข้าเฝ้าแต่ละครั้งนั้นหาได้มีสาระอะไรไม่ 

ทั้งสี่เข้าออกวังเป็นว่าเล่น สุดท้ายทุกคนก็ได้รู้ว่าสี่พยัคฆ์พิทักษ์มังกรเป็นเพียงแค่สี่คุณชายเจ้าสำราญก็เท่านั้น 

องค์ฮ่องเต้เองถึงจะยังคงความสงบเยือกเย็นน่าเกรงขาม แต่พระองค์ก็มิได้ใส่ใจในราชกิจเท่าใด 

หวังไทฮองไทเฮาเห็นว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรพระองค์ก็เห็นด้วยมิเคยขัด ใช้ชีวิตสุขสบายในวังหลวงมิได้ทุกข์ร้อนอันใด 

แต่ใครเล่าจะรู้ว่าความจริงว่าหนึ่งมังกรและสี่พยัคฆ์นั้นกำลังคิดทำสิ่งใด...  

“ห่วงกู่ เจ้าแพ้ข้าแล้ว” โอรสสวรรค์กล่าวอย่างอารมณ์ดีเมื่อวางหมากตัวสุดท้ายลง 

“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งนัก กระหม่อมมิเคยชนะได้สักครา” ผู้แพ้ประสานมือค้อมกายทำความเคารพก่อนจะหันไปหยิบห่อผ้าซึ่งเป็นของพนันขึ้นนำถวาย 

“มอบให้ข้าตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง อย่างไรซะเจ้าก็ตั้งใจนำมาให้ข้าอยู่แล้วมิใช่หรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยอีกครั้งก่อนจะรับมาดูซึ่งด้านในห่อผ้านั้นก็คือตำราเล่มหนึ่ง 

หน้าปกปรากฏตัวอักษรฉวัดเฉวียนสีสันฉูดฉาด ชัดเจนในเอกลักษณ์ขนาดนั้นแค่มองก็รู้ได้ว่าเนื้อหาด้านในกล่าวถึงสิ่งใด 

“อะไรที่ได้มาด้วยความยากลำบาก สิ่งนั้นย่อมมีค่ายิ่งพ่ะย่ะค่ะ” ห่วงกู่ตอบด้วยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ 

ใครได้ยินคงเข้าใจว่าตำราที่อยู่ในมือฮ่องเต้นั้นคือตำราพิชัยสงครามแสนมีค่า 

แต่ความจริงแล้วมันคือ ‘หนังสือภาพวังวสันต์ (1) ’ ฝีมือจิตรกรนอกเขตพระราชวังซึ่งกำลังเป็นที่นิยม 

องค์ฮ่องเต้แค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเก็บหนังสือเล่มนั้นไว้ในห่อผ้าดังเดิมแล้วยื่นให้เหลากงกงนำไปเก็บ 

“พวกเจ้าเล่ามีสิ่งใดมาท้าทายข้า” หลังจากเอาชนะห่วงกู่ได้ องค์ฮ่องเต้ก็หันไปหาสหายอีกสามคนที่กำลังเตรียมคันธนู 

เหลากงกงส่งห่อผ้านั้นต่อมาให้หานตงผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่นำมันไปเก็บไว้ในหีบที่วางอยู่อีกที 

“ต่งกง ต่งกง เจ้าคะ” ขันทีหนุ่มหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะพบกับนางกำนัลห้องเครื่องที่ยืนส่งยิ้มอยู่ 

“มีสิ่งใดหรือ” หานตงถามออกไปด้วยรอยยิ้ม 

“วันนี้ห้องเครื่องทำต้งฝู่ ผู้น้อยให้คนนำไปไว้ที่เรือนท่านแล้วนะเจ้าคะ” 

หานตงยังไม่ทันจะได้เอ่ยปฏิเสธ นางกำนัลอีกคนก็ปรากฏตัวขึ้น 

“เข้าเหมันตฤดูแล้ว ถึงแม้หิมะยังไม่ตก แต่อากาศยามค่ำคืนช่างหนาวเย็น ผู้น้อยได้ตัดชุดคลุมให้ท่าน อีกสองวันจะนำไปให้ที่เรือนนะเจ้าคะ” แค่ฟังก็รู้ว่านางกำนัลผู้นี้มาจากกองงานเสื้อผ้า 

“พวกท่าน มิต้อง...” กล่าวได้เพียงไม่กี่คำ นางกำนัลอีกคนก็โผล่เข้ามาในวงสนทนา 

“กองเครื่องประดับพึ่งออกแบบพู่กับผ้าพันมวยผมและหมวกครอบ เดี๋ยวผู้น้อยให้คนนำไปให้ท่านเลือกที่เรือนนะเจ้าคะ” 

“พวกเจ้าช่างไร้มารยาทนัก ข้าเข้ามาพูดคุยก่อนไยต้องเอ่ยขึ้นมาแทรก” นางกำนัลจากห้องเครื่องกล่าวด้วยความไม่พอใจ 

“ห้องเครื่องจะมีอันใดให้พูดคุยนอกจากเรื่องของกิน ต่งกงไม่อยากคุยกับแม่หมูอย่างเจ้าหรอก” ฝ่ายถูกว่าตอบกลับมาอย่างดูแคลง 

“อยู่กับของกินทั้งวันมิอ้วนเป็นหมูได้อย่างไร” นางกำนัลกองเครื่องประดับเอ่ยเสริม 

“นี่พวกเจ้า!” คนถูกว่าโกรธจนหน้าดำหน้าแดง 

ชายหนุ่มที่อยู่กลางวงทำได้แค่ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย เขาเริ่มชินชากับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว แต่ไม่เข้าใจจริงๆ พวกนางอยากเอาใจตนก็เอาใจไปสิ ไยต้องมาทะเลาะกันด้วย 

“พวกเจ้าส่งเสียงดังโหวกเหวกอะไรกัน น่าอายยิ่งนัก” ความวุ่นวายหยุดลงทันทีเมื่อนางกำนัลอาวุโสปรากฏตัวขึ้น 

“กูกู (2) ...” พวกนางที่ทำท่าจะมีปากเสียงกันก่อนหน้านี้รีบย่อตัวทำความเคารพทันที 

“ไม่มีอะไรแล้วก็แยกย้ายกันซะสิ” พวกนางกำนัลรีบสลายตัวในทันทีเมื่อได้ยิน 

“ข้าต้องขออภัยที่ไม่อบรมพวกนาง” นางกำนัลอาวุโสเอ่ยด้วยท่าทางนอบน้อม 

“กูกูให้เกียรติกันเกินไปแล้ว” หานตงต้องรีบน้อมรับ ให้คนที่แก่กว่าตนมาทำความเคารพได้อย่างไร 

“ต่งกงช่างใจกว้างนัก” นางเอ่ยก่อนจะล้วงบางสิ่งออกมาจากแขนเสื้อ 

“ฟ่านเจี๋ยยวี๋ทรงวาดภาพนกกระเรียนคู่ เพื่อนำถวายต่อฝ่าบาทแต่มิมีโอกาส ข้าจึงอยากรบกวนต่งกงให้ช่วยเหลือ” นางเอ่ยพร้อมยัดถุงผ้าใส่มือของเขา 

“กูกูอย่ากล่าวเช่นนั้น ฝ่าบาทจะเสด็จตำหนักใดก็อยู่ที่พระองค์ ข้าจะช่วยเหลือสิ่งใดได้” หานตงรีบผลักห่อผ้านั้นคืนกลับไป เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าหวังให้เขาทำสิ่งใด 

“ข้ามิได้จะทำให้ท่านเดือดร้อน แค่ท่านกราบทูลต่อฝ่าบาทเท่านั้น ส่วนถุงผ้านี้ถือเป็นค่าน้ำชาตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของท่านเถอะนะ” พูดจบนางกำนัลอาวุโสก็ย่อตัวทำความเคารพแล้วเดินจากไปไม่ให้เขาได้ปฏิเสธสิ่งใด 

หานตงก้มมองถุงผ้าในมือแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ แค่กะจากน้ำหนักก็รู้ว่าคือสิ่งใด รับค่าแรงมาแบบนี้แล้วเขาจะทำยังไง 

หวังเจาอี๋ใช้ศิลปะทางดนตรีมาดึงดูดฝ่าบาท ฟ่านเจี๋ยยวี๋ก็เลยใช้ศิลปะการวาดภาพและการเขียนอักษร แต่ละนางขับเคี่ยวกันไม่มีใครยอมใคร เขาผู้ซึ่งมีหน้าที่จัดหาคนปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้จึงถูกลากเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย 

 

“ต่งกงช่างเสน่ห์แรงยิ่งนัก” เสียงเหย้าแหยดังขึ้นทำให้คนที่กำลังเดินคอตกกลับไปรับใช้ฝ่าบาทต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง 

“ใต้เท้าอี้กล่าวเกินไปแล้ว” หานตงหันไปตอบโต้อย่างนอบน้อม 

“ข้ามิได้กล่าวเกินไป เมื่อกี้ก็เห็นกันอยู่” อี้คังยังคงเย้าแหย่ไม่เลิก 

“รอบกายเต็มไปด้วยสาวงามช่างน่าอิจฉายิ่งนัก” หมิงจือเดินเข้ามาสมทบเมื่อเห็นเรื่องสนุกที่จะได้กลั่นแกล้งน้องเล็กของกลุ่ม 

“จะน่าอิจฉาได้อย่างไร พวกท่านลืมไปแล้วหรือ ข้าในตอนนี้คือขันทีรับใช้ฝ่าบาท” หานตงตอบกลับไปพร้อมเงยหน้าขึ้นสบตาคนทั้งสอง 

“อ่า นั่นสินะ ฮ่าๆๆๆ ว่าแต่พวกเราเลิกสนทนาด้วยถ้อยคำเยี่ยงนี้เถอะ ข้าได้ยินแล้วขนลุกไปทั้งตัว” อี้คังเข้ามากอดคอชายหนุ่มก่อนจะหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี 

“ข้าเห็นด้วย ต้องปั้นหน้าในวังก็เหนื่อยมากพอแล้ว เวลาสนทนากับพวกท่านขอทำตัวปกติเถอะ” หานตงทอดถอนใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย 

“อยู่ในวังเหน็ดเหนื่อยมากหรือ?” หมิงจือเข้ามากอดคอชายหนุ่มอีกข้างแล้วเอ่ยถาม 

“ท่านก็รู้ดีจะถามไปไย” หานตงที่อยู่ตรงกลางต้องระบายลมหายใจอีกครั้ง 

“ได้อยู่ข้างพระวรกายของฝ่าบาท ข้านึกว่าเจ้าจะมีความสุขมากเสียอีก” อี้คังยังคงถามด้วยความสงสัย 

“มีความสุขข้าก็มีอยู่หรอก แต่ข้า...” หานตงเงยหน้าขึ้นมององค์ฮ่องเต้ที่ในตอนนี้กำลังง้างคันธนูเตรียมยิง โดยด้านข้างมีซุนเทียนสนทนาอยู่ไม่ห่าง 

...ปวดหัวเรื่องสตรีในวังไม่พอ เผลอทีไรซุนเทียนก็เร่งทำคะแนนทุกที 

 

“หากไม่มีความสุขก็กลับไปทำหน้าที่เดิมไม่ดีกว่าหรือ” ห่วงกู่เดินเข้ามาร่วมในวงสนทนา รอบกายของหานตงในตอนนี้จึงเปลี่ยนจากสตรีเป็นบุรุษล้อมรอบ 

“ข้ามิได้บอกเสียหน่อยว่าไม่มีความสุข แค่มีเรื่องให้คิดมากมาย ข้าจึงรู้สึกเหนื่อยเท่านั้น” หานตงตอบคนตรงหน้าที่ตัวเล็กกว่าตนไปเสียแล้ว 

กล่าวได้ว่านับวันอี้คังและหมิงจือต่างก็เติบโตอย่างงามสง่า แข็งแกร่งสมชายชาตรี ในแบบของขุนนางฝ่ายบู๊ 

ส่วนห่วงกู่ไม่ถึงกับดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ก็มีลักษณะเหมือนบัณฑิตเจ้าสำอางทั่วไปเน้นใช้สมองไม่ใช้กำลังเป็นฝ่ายบุ๋นขององค์ฮ่องเต้ที่มิหวังตำแหน่งขุนนางใดๆ ในราชสำนัก 

หากจะเปรียบ ซุนเทียนกับห่วงกู่ก็คือแขนขวากับแขนซ้ายของฝ่าบาท อี้คังกับหมิงจือคือขาทั้งสอง บุรุษทั้งสี่ถือได้ว่ามีความสำคัญกับองค์ฮ่องเต้ไม่น้อย 

...แล้วเขาล่ะเป็นสิ่งใดสำหรับฝ่าบาท 

 

“คิดสิ่งใดอยู่หรือไยทำหน้าเยี่ยงนั้น” ห่วงกู่ที่เห็นใบหน้าของหานตงหม่นลงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เรียกสายตาของอี้คังและหมิงจือหันมามองเช่นกัน 

“มีอะไรก็ปรึกษาพวกข้าได้นะ” อี้คังเอ่ยก่อนจะกระชับแขนที่กอดคอของชายหนุ่มอยู่ 

“เจ้าเป็นน้องชายของซุนเทียน ก็เหมือนเป็นน้องของพวกข้า หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือก็อย่าได้เกรงใจ” หมิงจือเอ่ยเสริม ปกติแล้วเขากับอี้คังชอบแกล้งหานตงเพราะเห็นเป็นน้องน้อย ปฏิกิริยาตอบสนองน่ารักน่าเอ็นดู แต่วันนี้เจ้าลูกเต่ากลับทำหน้าเศร้า เขาทั้งสองจึงไม่มีอารมณ์จะกลั่นแกล้ง 

“ข้า...” หานตงเงยหน้าสบตาคนทั้งสามก่อนจะถอนหายใจ จะให้บอกได้อย่างไรว่าเขากำลังกลุ้มใจเรื่องผู้หญิงของฝ่าบาท 

“บอกพวกเรามา...” ห่วงกู่เห็นสายตาหมาหงอยของหานตงแล้วก็อดที่จะเอื้อมมือออกไปลูบหัวไปไม่ได้ แต่ยังไม่ทันจะได้สัมผัสกลุ่มผมของหานตงก็ต้องมีอันชะงักค้าง เมื่อสัมผัสถึงบางอย่างลอยผ่านหน้าไป 

ฟิ้ว! 

ปึก! 

สายตาทั้งสี่คู่หันไปมองลูกธนูที่บินผ่านไปปักยังต้นไม้ด้านข้างพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย ก่อนจะหันกลับไปมองทิศทางที่ลูกธนูพุ่งตรงมาแล้วพบว่าผู้ที่พึ่งจะลดคันธนูลงข้างลำตัวนั้นคือองค์ฮ่องเต้ที่ในตอนนี้มองพวกเขาด้วยสายตาราบเรียบ เย็นยะเยือกประหนึ่งเหมันตฤดู 

ไม่รู้ทำไมอี้คังและหมิงจือรู้สึกว่าต้องรีบปล่อยมือและออกจากหานตง ส่วนห่วงกู่นั้นก็รีบถอยหลังออกห่างเช่นกัน 

“หานตง เจ้ามานี่” สุรเสียงเย็นเยียบชวนขนลุกดังขึ้นลอยมาตามลมให้คนได้ยินต้องรีบปฏิบัติตาม 

“ฝ่าบาท...” หานตงรีบเข้าไปยืนด้านข้างผู้เป็นเจ้าเหนือหัวอย่างนอบน้อม 

“มาคอยส่งลูกธนูในข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะยกคันธนูเตรียมง้างอีกครั้ง 

“ซุนเทียน เรามาแข่งกันต่อ หากเจ้าแพ้เจ้าต้องมอบภาพวาดนั้นในข้า” องค์ฮ่องเต้ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงออกถึงความสนุกใดๆ 

“พ่ะย่ะค่ะ” ซุนเทียนน้อมรับก่อนจะปลายสายตามองหานตง ซึ่งสายตานั้นเขากลับรับรู้ถึงความริษยาที่ส่งมา 

ชายหนุ่มเหลือบมองผู้เป็นพี่ก่อนจะกลับไปมองหน้าองค์ฮ่องเต้ที่มีสีหน้าไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ แต่ลูกธนูที่ปล่อยออกไปนั้นกลับรุนแรงประหนึ่งโกรธแค้นเป้าที่ยิงมาตั้งแต่ชาติปางไหน 

เหลือบไปมองสามสหายที่ยืนอยู่ ก็เห็นแต่หมิงจือกับอี้คังตบไหล่ห่วงกู่ที่กำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับ 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทยังอารมณ์ดีอยู่เลย เกิดอะไรขึ้นทำไมพระองค์ถึงดูอารมณ์ขุ่นมัวขนาดนี้ 

“ลูกธนู” เพราะมัวแต่คิดถึงสาเหตุที่ทำให้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดี หานตงจึงไม่ได้ส่งลูกธนูให้ แถมยังไม่ได้ยินที่รับสั่งอีก 

“หานตง ข้าขอลูกธนู” องค์ฮ่องเต้เอ่ยอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่หลุดออกจากห้วงความคิดของตน 

“ข้าบอกให้ส่งลูกธนูมา!” ไม่เพียงน้ำเสียงที่ดุดัน คันธนูในมือก็ถูกเขวี้ยงลงตรงหน้าของหานตงเช่นกัน 

“พระอาญามิพ้นเกล้า!” ไม่ได้มีแค่หานตงที่ตกใจ นางกำนัลและเหล่าขันทีที่อยู่แถวนั้นหรือแม้แต่สหายทั้งสี่ก็รีบคุกเข่าลงในทันที 

“ฝ่าบาท...ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสมควรตาย” หานตงที่พึ่งสติเข้าร่างรีบคุกเข่าลงทันทีเช่นกัน 

ถึงจะยังไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงกริ้วเรื่องอะไร แต่เขาในฐานะขันทีรับใช้ใต้ฝ่าพระบาทก็ต้องน้อมรับในความผิด 

ฝ่ายหลังเมื่อได้ระบายโทสะในใจก็ทำเพียงแค่หลับตาลงแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ 

“ไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ” องค์ฮ่องเต้ที่เหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรไป เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังคงไม่สงบเท่าไหร่ 

“ฝ่าบาท พระทัยของพระองค์มิได้อยู่ที่การแข่งขัน กระหม่อมเกรงว่าจะทำให้พระองค์บาดเจ็บได้ กระหม่อมยอมแพ้พ่ะย่ะค่ะ” ซุนเทียนย่อมรู้ดีว่าต้องทำตัวเช่นไร เอ่ยขึ้นก่อนจะนำกระบอกที่ด้านในนบรรจุภาพวาดซึ่งเป็นของพนันขึ้นนำถวาย 

“อืม เราจะกลับตำหนัก” องค์ฮ่องเต้แค่พยักหน้ารับไม่ปลายสายตามองกระบอกใส่ภาพนั้นด้วยซ้ำก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป 

“น้อมส่งเสด็จ” สี่สหายรีบประสานมือค้อมกายทำความเคารพเจ้าเหนือหัวในทันที 

“ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย” ห่วงกู่เดินเข้ามาหาหานตงด้วยใบหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก 

“สงสัยพวกข้าจะเล่นมากเกินไป” อี้คังเอ่ยขึ้นพร้อมส่ายหน้าไปมา 

“ฝ่าบาททรงกริ้วเรื่องอันใด ข้าไม่เข้าใจ” หานตงที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกเอ่ยขึ้น 

“บางครั้งเจ้าก็โง่งมเกินไปนะหานตง” หมิงจือกล่าวพร้อมยกมือขึ้นตบลงบนไหล่ของหานตงเบาๆ 

“ท่านว่าข้าทำไม ข้าทำสิ่งใดผิด?” หานตงยังไม่ทันจะได้เข้าใจก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อสุรเสียงขององค์ฮ่องเต้ดังขึ้น 

“หานตง เราจะกลับตำหนัก!” ไม่เพียงแค่น้ำเสียงที่แข็งกร้าว สรรพนามแทนตัวก็เปลี่ยนไป ชายหนุ่มเริ่มรับรู้ถึงภัยที่จะมาถึงตัวจึงไม่รั้งรออยู่สนทนาต่อ 

“ข้าต้องขอตัวก่อน” ชายหนุ่มประสานมือค้อมกายทำความเคารพกลุ่มคนตรงหน้าก่อนจะรีบวิ่งตามขบวนเสด็จไป 

 

ตลอดเส้นทางกลับตำหนักเฉียนชิงกง องค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่บนเกี้ยวนั้น มิได้ตรัสสิ่งใด ดวงพระเนตรทอดมองเบื้องหน้าไม่แม้แต่จะเหลือบมองหานตงที่เดินตามอยู่ด้านข้าง บรรยากาศหนักอึ้งจนขันทีทั้งสี่ที่แบกเกี้ยวอยู่นั้นพากันเหงื่อตกอย่างไม่รู้สาเหตุ 

เมื่อถึงตำหนักที่ประทับพระองค์ก็ตรงเข้าห้องทรงพระอักษรในทันที พร้อมมีรับสั่งไม่ให้ผู้ใดตามเข้าไป 

“เหลากงกง เหลากงกง” หานตงที่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทเป็นเช่นนี้อดที่จะสะกิดถามราชขันทีซึ่งรับใช้ฝ่าบาทมาก่อนตนไม่ได้ 

“มีสิ่งใด” ฝ่ายถูกถามเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ 

“ท่านรู้หรือไม่ฝ่าบาททรงเป็นอะไร” หานตงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องเพื่อคอยรับใช้กระซิบถามอีกคน 

“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ” เหลากงกงเอ่ยถามก่อนจะต้องส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยใจ เมื่อเห็นดวงตาใสซื่อของหานตงที่กำลังพยักหน้าขึ้นลง 

“ข้าไม่นึกว่าเจ้าจะโง่เขลาเพียงนี้” 

คนถูกว่าหน้าตึงขึ้นทันที ทำไมวันนี้มีแต่คนว่าเขาโง่ 

“ท่านอย่าพึ่งว่าข้า ตกลงฝ่าบาททรงเป็นอะไรท่านรู้หรือไม่” หานตงก็ยังคงซักถามไม่เลิก 

“ข้าไม่รู้จะเอ่ยอย่างไร เอาเป็นว่า คนที่ทำให้ฝ่าบาทเป็นเช่นนี้ก็คือเจ้านั่นแหละ” ยิ่งได้ยินคำตอบหานตงก็ไม่เข้าใจ เขาไปทำอะไรให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย 

“ข้าทำ...” ยังไม่ทันจะได้ถามต่อถาดซึ่งด้านบนมีถ้วยชาวางอยู่ก็ถูกยื่นมาให้ 

“เลิกถามแล้วนำพระสุธารสชาไปถวายต่อฝ่าบาท พระองค์จะได้พระทัยเย็นลง” เหลากงกงกล่าวพร้อมหันไปเปิดประตู 

“ให้ข้านำเข้าไปหรือ?” หานตงเอ่ยถาม ไหนว่าเขาคือตัวต้นเหตุที่ทำให้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีไง แล้วให้เข้าไปทำไม 

“ให้เจ้านำเข้าไปน่ะดีแล้ว ยามที่พระทัยของฝ่าบาทขุ่นมัว หากได้เสวยพระสุธารสชาบุปผานี้ พระองค์จะทรงรู้สึกดีขึ้น” พูดจบก็ผลักหานตงเข้าไปเผชิญชะตากรรม 

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะก้าวเดินเข้าไปด้านในห้องเมื่อประตูปิดลง เขาไม่ได้กลัวแต่แค่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทเป็นเช่นนี้จึงไม่รู้ว่าต้องทำตัวเช่นไร 

“เราสั่งแล้วว่าไม่ให้ใครเข้ามา” องค์จักรพรรดิซึ่งกำลังนั่งหลับตาพิงพนักที่ประทับจึงไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนกล้าขัดคำสั่งของตน 

“เหลากงกงบอกว่าหากฝ่าบาทได้เสวยพระสุธารสชาบุปผาจะทำให้พระทัยของฝ่าบาทเย็นลงพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยพร้อมนำถ้วยชาไปวางไว้ไม่ไกลมือขององค์ฮ่องเต้นัก 

“.....” คนถูกปรนนิบัติยังคงนั่งหลับตาไม่ตอบโต้ 

“ฝ่าบาทกริ้วกระหม่อมมากหรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามออกไป โกรธอะไรเขานักหนาถึงขนาดไม่อยากมองหน้ากัน 

“ข้าไม่ได้โกรธเจ้า” อย่างน้อยอีกคนก็ยอมพูดคุยกับเขาแล้ว 

“แล้วฝ่าบาทกริ้วใครพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปจัดการ” หานตงถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ ไม่โกรธเขาแล้วฝ่าบาทโกรธใคร 

“ข้าโกรธตัวเอง” แต่คำตอบที่ได้ยินยิ่งทำให้หานตงไม่เข้าใจ 

“ฝ่าบาทกริ้วพระองค์เองทำไมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทมีสิ่งใดอยากตรัสกับกระหม่อมหรือไม่” หานตงเดินเข้าไปซ้อนด้านหลังก่อนจะลงน้ำหนักนวดไหล่ของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวอย่างเอาใจ 

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่หงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมยังทำตัวไม่สบกับเป็นจักรพรรดิ เจ้ามีสหายมากมายก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ” ประโยคหลังฝ่ายถูกเอาใจตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะเอนหัวพิงกับแขนของหานตง 

หานตงก้มมองดวงหน้าขององค์ฮ่องเต้ก่อนมุมปากจะยกสูงขึ้นเมื่อเริ่มจับต้นชนปลายถูก 

ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของอีกคนก่อนจะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

“ฝ่าบาททรงหึงหวงกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ” 

“เจ้าว่าใครหึงหวง!” ในที่สุดดวงพระเนตรก็ยอมเปิดเสียงที 

“หากไม่ได้หึงหวงกระหม่อมไยฝ่าบาทถึงต้องทรงหงุดหงิดขนาดนั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังคงเย้าแหย่อีกคนไม่เลิก 

“ข้าหงุดหงิดเพราะอากาศร้อนต่างหาก” พอถูกจับได้คนตรงหน้าก็หาเรื่องบ่ายเบี่ยงไปพร้อมยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแก้เขิน 

“ร้อนหรือพ่ะย่ะค่ะ เข้าเหมันตฤดูแล้ว ฝ่าบาทยังทรงรู้สึกร้อนอยู่หรือ” หานตงยังคงกระเซ้าเย้าแหย่ไม่เลิก เวลาที่ฝ่าบาทเขินอายเป็นอะไรที่น่ารักมากจริงๆ นะ 

“ข้าบอกว่าร้อนก็ร้อนสิ เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ไปนำสิ่งของเหล่านั้นมา” เมื่อองค์ฮ่องเต้เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย หานตงก็ต้องเลิกการหยอกล้อ 

“นี่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงนำหนังสือภาพวังวสันต์ซึ่งเป็นของพนันที่ได้จากห่วงกู่มาถวายก่อนจะน้ำเทียนมาจุด 

หนังสือภาพเล่มนี้มองผิวเผินก็เป็นแค่ภาพวาดการเสพสังวาสและข้อความอธิบายท่วงท่าทั่วไป 

แต่หากถูกความร้อนจากเปลวไฟ ภาพวาดเหล่านั้นก็จะจางหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยข้อความที่ซ่อนอยู่ 

“เพียงพอหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามเพราะรู้ดีว่าข้อความเหล่านั้นคือสิ่งใด 

ข้อมูลการกระทำต่างๆ ของสกุลหวัง ทั้งการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งการเพิ่มพูนอำนาจถูกห่วงกู่แอบสืบอยู่เงียบๆ นอกกำแพงวัง 

“ยังไม่พอ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะวางหนังสือในมือลง หลักฐานเพียงเท่านี้จะไปทำอะไรสกุลหวังที่มีรากฐานในราชสำนักมาถึงสามแผ่นดินได้ 

“ฝ่าบาทอย่าทรงคิดมากไปพ่ะย่ะค่ะ คุณชายห่วงย่อมหาข้อมูลสำคัญมาให้พระองค์ได้แน่นอน” หานตงเอ่ยปลอบก่อนจะนำภาพวาดวังวสันต์ที่เป็นของพนันจากซุนเทียนขึ้นมากางแล้วนำเปลวไฟมาลนอย่างรู้หน้าที่ 

“นี่คือสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามคนที่พึ่งเข้ามาสวมกอดตนจากด้านหลัง 

“แผนที่ลำเลียงเหล็กเถื่อน” เจ้าของคางที่วางเกยอยู่บนไหล่ของเขานั้นเอ่ยอย่างคนใกล้หมดแรง 

“เหล็กเถื่อน?” หานตงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยได้ยินพวกขุนนางคุยกัน การซื้อขายเหล็กถือเป็นสิทธิ์ขาดของราชสำนักผู้คนทั่วไปหากใครไม่มีใบอนุญาตก็ห้ามค้าขาย 

“อืม ซุนเทียนไปสืบมาให้ข้า แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร” องค์ฮ่องเต้ยังคงคลอเคลียอยู่ที่ไหล่ของเขาเหมือนต้องการเพิ่มพลัง 

นิสัยของฮ่องเต้อ้ายหมิงหากให้เอ่ยหรือแสดงความรู้สึก พระองค์จะเขินอายไม่ยอมเอ่ยถึง 

แต่การกระทำกลับสวนทาง อยากกอดก็กอด อยากอ้อนก็อ้อน อยากจะจูบก็จูบเอาดื้อๆ ไม่มีเขินอาย 

พอเหนื่อยหรือมีเรื่องไม่สบายใจอีกคนจะชอบมากอด มาคลอเคลีย ยึดเขาไว้เหมือนเพาเวอร์แบงค์ชาร์จแบตให้ตัวเอง 

“ถ้าอย่างนั้นฝ่าบาทก็อย่าพึ่งคิดสิ่งใด เอาไว้หลักฐานมากกว่านี้ก่อนค่อยคิดต่อดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงบอกออกไปก่อนจะหันไปจรดริมฝีปากลงบนกลุ่มผมของอีกคน 

“อืม” องค์ฮ่องเต้พยักหน้ากับไหล่ของเขาเป็นคำตอบก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวเข้ามาหา 

“ถ้าเช่นนั้นฝ่าบาทเอนหลังสักหน่อยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยก่อนจะลากอีกคนไปยังห้องบรรทมเล็กทั้งอย่างนั้น หากใครมาเห็นท่าทางของฝ่าบาทในตอนนี้คงคิดว่าเป็นเด็กที่กำลังเล่นสนุก 

“ฝ่าบาทเอนหลังสักหน่อย ใกล้เวลาเสวยพระกระยาหารเย็นหม่อมฉันจะมาปลุกนะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เมื่อพาอีกคนไปยังที่บรรทม 

“เจ้าจะไปไหน” องค์ฮ่องเต้คว้าข้อมือของเขาเอาไว้พร้อมเอ่ยถาม 

“กระหม่อมจะไปนำน้ำมาเช็ดพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทจะได้รู้สึกสบาย” หานตงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม 

“นับวันเจ้ายิ่งทำตัวเหมือนเหลากงกง” องค์ฮ่องเต้ว่าออกมาไม่จริงจังนัก 

ชายหนุ่มยอบกายลงไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าเจ้าเหนือหัวก่อนจะกุมมือของอีกคนเอาไว้ 

“เสี่ยวตงได้รับพระเมตตาให้อยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาท เสี่ยวตงก็อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” หานตงเอ่ยก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนหลังมือของผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า 

“หน้าที่สำคัญของเจ้าคืออยู่ข้างกายข้า อย่าลืมสิ” ฝ่าบาทเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะน้อมกายลงมาจรดริมฝีปากบนหน้าผากของชายหนุ่มเช่นกัน 

“เสี่ยวตงรับพระบัญชา” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปรับริมฝีปากเป็นการยืนยันในคำมั่นสัญญาของตน 

 

หมายเหตุ 

(1) หนังสือภาพวังวสันต์ คือ หนังสือภาพวาดการเสพสังวาสระหว่างชายหญิง ซึ่งเป็นหนึ่งในตำรากามสูตรของจีน 

(2) กูกู คือ สรรพนามที่ใช้เรียกนางกำนัลรับใช้ผู้มีอาวุโส หมายถึงอยู่ทำงานรับใช้ในวังมานาน 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

พบคนหึงโหดหนึ่งอัตราจ้า 

ยาวเกินไปซะงั้นของแบ่งเป็นสองตอนนะจ๊ะ ตอนหน้าได้กันแน่นอนจ้า 

หากชอบก็มาคอมเม้นคุยกันบ้างนะ เป็นกำลังใจให้เค้าหน่อยยยยย 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ เจอกันตอนหน้าจ้า 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น