facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 ยามสิ้นแสงตะวัน 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ยามสิ้นแสงตะวัน 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2563 22:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ยามสิ้นแสงตะวัน 100%
แบบอักษร

*คำเตือน : เนื้อหาในตอนนี้มีถ้อยคำรุนแรง ดูถูก กระทบกระเทือนจิตใจ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ทางผู้แต่งไม่มีเจตนาดูหมิ่นอาชีพใดๆ 

 

13  

ยามสิ้นแสงตะวัน  

 

เที่ยงกว่าในวันเดียวกัน แม่ทิพย์ติดต่อมาว่าเจ้าของที่ยินดีรับนัดโอนที่ดินวันมะรืน ช้ากว่าที่ต้นน้ำต้องการไปสักหน่อย แต่ก็ดีแล้ว เขาจะได้มีเวลาเตรียมเอกสารและเรื่องเช็คด้วย 

บ่ายวันนี้ต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อนำเช็คของมาม่าและคุณป๋าไปขึ้นเงิน รวบรวมไว้ในบัญชีเดียวกันกับของเขา แต่กว่าจะใช้เงินได้ต้องรอหลังเวลาหกโมงเย็น เรื่องแคชเชียร์เช็คคงต้องไปดำเนินการพรุ่งนี้ ทางผู้ขายแจ้งชื่อนามสกุลมาให้เขาเรียบร้อยแล้ว นัดเจอกันที่กรมที่ดินเวลาเก้าโมงเช้า 

คนอารมณ์ดีเตรียมเอกสารด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มจางไม่คลาย 

ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปค้างกับแม่ทิพย์ จะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาขับรถระยะทางไกลแต่เช้า 

แต่คุณป๋ากลับพรุ่งนี้เหมือนกันนี่สิ เที่ยวบินกี่โมงนะ 

เดาเองไปก็เปล่าประโยชน์ มือหยิบโทรศัพท์เครื่องบางขึ้นมาส่งข้อความถามคุณป๋า จะได้รู้ว่าควรจัดการอย่างไร 

'พรุ่งนี้กลับกี่โมงครับ' พิมพ์ถามทิ้งเอาไว้ก่อน ป๋ามีเวลาก็จะตอบกลับมาเอง เพราะตอนนี้คงกำลังวุ่นอยู่กับการประชุมสำคัญ 

เอาเป็นว่าค่อยคิดหาเหตุผลดีๆ บอกไปก่อนแล้วกัน 

ลุกขึ้นไปจัดการตัวเองอีกครั้ง เพื่อออกไปทำธุระตามที่วางแผนไว้วันนี้ กระทั่งกลับมาในช่วงบ่ายแก่ๆ ถึงได้รับข้อความตอบกลับ 

'หกโมงสี่สิบห้า คงยังไม่ได้แวะไปหานะ' 

แบบนี้ก็เข้าที 

'ไม่เป็นไรครับ พักผ่อนเยอะๆ นะท่านประธาน เกิดไม่มีแรงมาหาต้นน้ำ ผมเสียใจแย่' กระต่ายน้อยกระเซ้าเย้าแหย่คุณป๋าของเขาด้วยหัวใจเบิกบาน ช่วงนี้ไม่ว่าอะไรก็ทำเขายิ้มได้หมด กระทั่งพิมพ์แซวคุณป๋ายังไม่มีเก้อเขิน 

'มีหรือไม่มีกลับไปเธอจะรู้เอง กระต่ายดื้อ' คาดโทษไว้ก่อน เฉพาะเรื่องเมื่อเช้าการลงทัณฑ์ก็ว่าหนักแล้ว รวมเรื่องนี้เข้าไปอีก ดูท่ากระต่ายน้อยห่างอกเขาไม่เท่าไหร่ก็ลืมฤทธิ์ของคุณป๋าที่รักไปเสียแล้ว 

ต้นน้ำชอบเวลาคุณป๋าเรียกเขาว่ากระต่ายด้วยความเอ็นดูมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายน้อย หรือกระต่ายดื้อ 

'รอป๋ากลับมาตีนะครับ' 

'เตรียมก้นกลมๆ รอฉันไว้' คนถือโทรศัพท์ที่ประเทศไทยใบหน้าแดงก่ำ เมื่อเห็นถ้อยคำลามกหยาบโลนของคุณป๋า ท่านประธานที่แสนสุขุมก็ทะลึ่งตึงตังเป็นเหมือนกันนี่นา หรือนี่จะเป็นผลจากเหตุการณ์เมื่อเช้า 

กลีบปากแดงฉ่ำเม้มแน่นเข้าหากัน 

'....ก็เตรียมรอทุกวันอยู่แล้ว' 

 

สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอยู่ห่างจากกรุงเทพใช้เวลาในการเดินทางประมาณสองชั่วโมง ต้นน้ำมักแวะมาบ้านหลังนี้เสมอเมื่อมีเวลาว่าง ซื้อขนมของเล่นหรือของใช้จำเป็นติดไม้ติดมือมาด้วยทุกครั้ง 

และเพราะการไปเยือนครั้งนี้ใกล้เคียงกับการเฉลิมฉลอง เบาะด้านหลังจึงอัดแน่นไปด้วยเค้กหลายปอนด์ กระโปรงหลังมีทั้งขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมหลากสี เพียงแค่นึกถึงสีหน้าของเด็กๆ ต้นน้ำก็เป็นสุขแล้ว 

เขาให้เหตุผลคุณป๋าว่ามาทำธุระที่ต่างจังหวัดพรุ่งนี้ถึงจะกลับ คุณป๋าก็ไม่ได้ถามต่อว่าธุระที่ว่าคืออะไร 

อาจเพราะเชื่อใจ 

คนกระทำไม่ได้รู้สึกผิดเพราะไม่ได้หลบมาทำเรื่องเลวร้าย หลังจากเรื่องนี้จบไปก็จะถึงทีเรื่องของพวกเขาทั้งสองคนบ้าง ต้นน้ำเฝ้ารอเวลานั้นอย่างใจจดใจจ่อ 

"มาแล้ว!! " เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นเมื่อเห็นรถคุ้นตาที่พวกเขาเฝ้ารออยู่ทั้งวันขับเข้ามา วิ่งกรูกันไปห้อมล้อมรถเก๋งสีเงินที่จอดสนิทแล้ว ส่งเสียงร้องเรียกชื่อเจ้าของกันระงม 

"พี่ต้นน้ำ พี่ต้นน้ำ" 

เจ้าของชื่อยิ้มกว้างรับ ก้าวลงจากรถก็ถูกเด็กๆ กอดหมับเข้าทันที มือเล็กๆ แต่ละมือแข่งแย่งกันโอบรัดรอบเอวเขาเต็มไปหมด ทำเอาร่างเล็กโยกคลอนยืนไม่มั่นคง กระทั่งหญิงมีอายุรูปร่างท้วมท่าทางใจดีเดินออกมา 

"เอาละๆ พี่เขาขับรถมาเหนื่อยๆ ให้เขาพักก่อน อย่าเพิ่งไปรุมล้อมพี่เขาสิลูก" 

ไม่มีใครฟังเสียงโอบอ้อมอารีของเธอสักคนเดียว เพราะมัวแต่ดีใจกับพี่ชายใจดีที่เพิ่งมาถึง 

แม่ทิพย์ส่ายหน้าน้อยๆ ทั้งยิ้มอ่อนระอาใจ ต้นน้ำมาทีไรเป็นแบบนี้กันทุกทีสิน่า 

"วันนี้เอาขนมอะไรมาฝากพวกหนู" นั่นปะไร เสียงเจื้อยแจ้วเผยไต๋ออกมาแล้ว ต้นน้ำหลุดขำพรืด 

"อะไร นึกว่าคิดถึงพี่ ที่แท้คิดถึงแต่ขนมเหรอ" 

"คิดถึงพี่ด้วย! แต่คิดถึงขนมมากกว่า!! " 

ต้นน้ำไม่รู้แล้วว่าควรร้องไห้หรือดีใจดี กวาดต้อนเด็กๆ ห่างออกมาจากรถ บริเวณนั้นยังมีเด็กที่เริ่มโตจนเข้าวัยรุ่นแล้วออกมายืนรอรับด้วยเช่นกัน ต้นน้ำกวาดรอยยิ้มทักทายพวกเขาที่ประนมมือไหว้อย่างทั่วถึงไม่แบ่งแยก เพราะมือถูกเจ้าพวกตัวจิ๋วรุมล้อมจับอยู่จึงไม่ทันรับไหว้ 

"ช่วยกันเอาเค้กกับขนมลงจากรถเถอะ เค้กเอาแช่ตู้ไว้ก่อนนะ" 

"เค้กเหรอ?! เค้ก!! " 

"ใจเย็นๆ เจ้าพวกตัวจิ๋ว อย่าเพิ่งขวางพี่ๆ เขา เดี๋ยวได้กินแน่ แต่ถ้ามัววิ่งพันแข้งพันขาได้ล้มหน้าค่ำอดกินกันหมดพอดี" 

คราวนี้เชื่อฟังไม่เกี่ยงงอน เพียงเพราะมีขนมเค้กเป็นของล่อ ไม่มีใครเข้าไปเดินต้อนหน้าต้อนหลังพี่ๆ สักคน แต่ก็ไม่วายพากันเดินตามต้อยๆ ไปห่างๆ อย่างห่วงๆ คนซื้ออย่างพี่ชายใจดีถูกลืมไปเสียสนิทแล้ว 

ทำเอานิ้วเรียวชี้ตามหลังคาดโทษไปอย่างไม่จริงจัง ชินแล้วล่ะ 

"เอาของไปเก็บที่ห้องพักก่อนเถอะลูก ขับรถมาเหนื่อยๆ " 

"ครับแม่ทิพย์ คิดถึงจัง" เดินเข้าไปกอดออเซาะพอหอมปากหอมคอก็พากันยังห้องพัก 

ที่นี่มีห้องพักสำหรับคนดูแล นอกจากแม่ทิพย์แล้วยังมีผู้ช่วยอีกสี่ห้าคน ล้วนแล้วเป็นผู้ด้อยโอกาส ส่วนบางคนขยับจากเด็กในสถานรับเลี้ยงมาเป็นพี่เลี้ยงเพราะอายุที่มากขึ้นและไม่มีที่ทางไปต่อ เป็นหน้าที่ที่ไม่มีค่าตอบแทน มีเพียงที่พักและอาหารครบสามมื้อ อยู่กันแบบครอบครัว ดูแลกันและกันเอง 

ห้องพักประจำของต้นน้ำอยู่ข้างๆ แม่ทิพย์ ขนาดกะทัดรัดพอวางเตียงสามฟุตกับตู้เสื้อผ้าเท่านั้น พัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าวางอยู่มุมห้อง มีบานเกล็ดช่วยระบายความร้อน อาจจะมองดูแล้วลำบาก แต่ก็เป็นสถานที่ที่ต้นน้ำเติบโตขึ้นมา 

"ตอนแรกผมว่าเค้กจะเก็บไว้เลี้ยงฉลองวันพรุ่งนี้ แต่ดูท่าถ้าวันนี้ไม่ได้กินคงมีล้มตู้กันบ้าง แสบกันจริงๆ " 

"วัยกำลังซุกซน" 

"เหนื่อยแม่ทิพย์แย่ รับคนดูแลเพิ่มดีไหมครับ" 

"ใครจะอยากทำงานที่ไม่มีค่าตอบแทนกันล่ะลูก อยู่กันไปแบบนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร" 

"หลังจากนี้คงต้องขยับขยาย ที่ดินเป็นของเราแล้วก็ต้องใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า เดี๋ยวมาดูกันว่าเราจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง" 

"แล้วแต่ต้นน้ำเถอะจ๊ะ ที่ดินของเรา" 

"ของแม่ทิพย์ครับ ตามที่เราตกลงกันไว้" 

ที่ดินผืนนี้ต้นน้ำตั้งใจจะให้เป็นชื่อของแม่ทิพย์ เพราะเขายินดียกให้ตั้งแต่แรก ไม่ได้ต้องการเก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง แม้แม่ทิพย์จะปฏิเสธแต่ต้นน้ำให้เหตุผลว่าเขาไม่ใช่ผู้ดูแลบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นแม่ทิพย์ก็ถูกต้องที่สุดแล้ว 

"จ๊ะ" หญิงมีอายุรับคำได้แค่นั้น เพราะทุกอย่างมากเกินกว่าคำว่าขอบคุณไปไกลแล้ว เธอกล่าวคำนี้บ่อยเสียจนถูกต้นน้ำดุไปหลายทีว่ามันคือสิ่งที่เขาสมควรทำ ไม่จำเป็นต้องกล่าวขอบคุณเลย 

ต้นน้ำทำเพื่อที่นี่มามาก มากเสียจนบางครั้งเธอยังละอายใจ 

เย็นวันนั้นเด็กๆ ได้ทานเค้กทานขนมสมใจ กลายเป็นปาร์ตี้ขนาดย่อม สนุกสนานกันน่าดู ต้นน้ำวิดิโอคอล์หาคุณป๋าตอนค่ำ พูดคุยกันไม่นานก็ต่างคนต่างพักผ่อน 

พรุ่งนี้แล้วสินะสำหรับข่าวดี ทั้งเรื่องที่ ...ทั้งเดิมพัน 

 

"เอกสารเตรียมเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ไม่มีอะไรขาดเหลือนะ" ต้นน้ำหันไปถามแม่ทิพย์ที่เบาะด้านข้างคนขับก่อนออกเดินทางไปยังกรมที่ดิน 

"เรียบร้อยแล้วลูก แม่เช็กแล้ว" 

การเดินทางครั้งนี้มีแต่รอยยิ้มและความสุขใจในการเริ่มต้น โดยไม่รู้เลยว่ามีสิ่งชั่วร้ายกำลังรอคอยขโมยรอยยิ้มสดใสไปจากพวกเขา 

เสียงหัวเราะของเมื่อวานที่ผ่านมา จะถูกแทนที่ด้วยน้ำตาของวันนี้ 

 

ต้นน้ำจอดรถที่ด้านหน้าสำนักงานกรมที่ดิน อีกสิบนาทีจะเป็นเวลาเก้าโมงเช้าตามนัด แม่ทิพย์ติดต่อหาเจ้าของที่เพื่อบอกว่าพวกเขามาถึงแล้ว 

"สวัสดีค่ะคุณปรีชา ดิฉันมาถึงแล้วนะคะ ตอนนี้รออยู่ที่ด้านหน้า .... คุณปรีชาก็มาถึงแล้วเหมือนกันหรือคะ อ้อ ค่ะๆ เดี๋ยวพวกเราจะเดินเข้าไป" 

ปรีชา 

ชื่อนี้ต้นน้ำคุ้นหูชอบกล 

"พวกเขามาถึงแล้วหรือครับ" 

"จ๊ะ รออยู่ที่ร้านกาแฟด้านข้างนี่เอง เดี๋ยวเราไปหาเขาก่อน พูดคุยเรื่องเอกสารแล้วก็ตรวจสอบเรื่องราคาอีกที แล้วค่อยเข้าสำนักงานพร้อมกัน" 

"ครับ" 

ร้านกาแฟสไตล์บ้านๆ ไม่ได้ใหญ่โต เป็นแบบเปิดโล่งมีโต๊ะเก้าอี้ไม้ให้เลือกนั่งตามสบาย ต้นน้ำเห็นว่ามีโต๊ะหนึ่งถูกจับจองอยู่ก่อนแล้ว ผู้ชายอายุสามสิบปลายๆ รูปร่างท้วมผิวขาวนั่งคู่กับผู้ชายรูปร่างผอมอายุมากกว่าอีกคน 

เห็นหน้าแล้วรู้สึกไม่ดีเลย 

เหมือน....ใครกันนะ 

แม่ทิพย์พาต้นน้ำตรงเข้าไปหาด้วยเพราะเคยพบหน้ากันมาแล้วสองสามครั้ง 

"สวัสดีค่ะคุณปรีชาคุณภมร" 

ทั้งที่อายุมากกว่ากลับต้องยกมือไหว้คนอายุคราวลูกเพราะฐานะที่แตกต่าง ปรีชาคือชายร่างท้วมที่ทำเพียงหันมองตามการทักทายเท่านั้น ไม่ได้ยกมือไหว้แม่ทิพย์ตามศักดิ์อายุแต่อย่างใด แต่เมื่อดวงตาเรียวรีปลายหางตาชี้อย่างไม่เป็นมิตรเลื่อนมาสบกับต้นน้ำ มันกลับหรี่ลงเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่างด้วยคิ้วขมวดมุ่น 

"อ้อ!! นึกออกแล้ว! " มืออวบตบลงบนโต๊ะฉาดใหญ่ เมื่อความทรงจำย้อนกลับมาชัดเจน 

ใบหน้าสวยงามดึงดูดแบบนี้เขาไม่มีทางลืม! 

ต้นน้ำและแม่ทิพย์ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินถ้อยคำที่อยู่ๆ ก็โพล่งออกมานั่น แม้แต่ภมรก็ไม่เว้นทั้งที่พยายามกลบเกลื่อนแล้วแต่ไม่ทัน 

"อะ อะไรหรือคะ หรือว่าคุณปรีชารู้จักต้นน้ำ" แม่ทิพย์เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ 

แต่ปรีชากลับสงวนท่าทีไม่พูดอะไรอีก เอ่ยเชิญให้ทั้งสองนั่งลง 

"นั่งก่อนเถอะ ค่อยพูดคุย" 

ต้นน้ำนั่งลงตรงหน้าปรีชาด้วยท่าทางไม่ไว้วางใจ อะไรบางอย่างสะกิดใจเขาให้คันยุบยิบ แต่ต้นน้ำกลับคิดหาสาเหตุไม่ออก ยิ่งเห็นสีหน้าของฝั่งนั้นหรี่ตามองมายิ่งระแวดระวัง 

ใครกัน? 

"ผมขอดูเอกสารทางการเงินที่จะนำมาจ่ายวันนี้ด้วยครับ" ภมรเอ่ยขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน เขาคือผู้จัดการที่ดินของทางฝั่งปรีชา ชายร่างท้วมอายุสามสิบกว่าๆ แต่กลับไม่มีความรู้ดีๆ ประดับสมอง ฝักใฝ่แต่เรื่องคาวโลกีย์ เก่งแต่ผลาญเงินมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ รวมทั้งที่ดินผืนนี้ด้วย 

ต้นน้ำหยิบสำเนาแคชเชียร์เช็คออกมาให้อีกฝ่ายเช็กความถูกต้อง แลกกับสำเนาโฉนดที่ดินที่อีกฝ่ายมอบให้ ตอนนี้มันเป็นชื่อของปรีชา 

ฝ่ามืออวบอูมแย่งสำเนาเช็กไปจากมือภมรเพื่อดูตัวเลขในนั้น สีหน้าบ่งบอกอารมณ์ภายใน คนชั่วย่อมมีความคิดในแบบของคนชั่ว 

"สิบห้าล้าน? มันจะไปสมน้ำสมเนื้ออะไร" เพียงประโยคเดียว เอาให้สามคนที่เหลือบนโต๊ะชะงักงัน ไม่เว้นแม้กระทั่งภมร 

"คุณว่าอะไรนะครับ" 

หางตาชี้แฝงประกายเยาะหยัน เผยรอยยิ้มร้ายน่ารังเกียจ รวมถึงคำพูดไม่มีสัจจะโพล่งออกมา 

"สิบห้าล้านผมไม่ขาย ผมจะขายยี่สิบล้าน" 

ต้นน้ำแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หันมองแม่ทิพย์ด้วยความไม่เข้าใจ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อราคานี้คือราคาที่ตกลงกันจนถึงที่สุดแล้ว แม่ทิพย์ยืนยันว่าได้ยินจากปากปรีชาด้วยหูของตัวเอง ตอนนั้นภมรก็อยู่เป็นพยานด้วย แล้วตอนนี้จะมากลับคำได้อย่างไร 

สิบห้าล้านที่เขาหามาด้วยความยากลำบาก จะเพิ่มมาอีกห้าล้านได้อย่างไร! 

"แต่ตอนแรกคุณบอกว่าสิบห้าล้าน" ถ้อยคำเอ่ยลอดซี่ฟันคมบดแน่น วันนี้ทั้งเขาและแม่ทิพย์มาพร้อมหอบเอาความหวังของเด็กๆ ทุกคนมาด้วย เขาไม่พร้อมรับตลกร้ายจากใครทั้งนั้น 

อีกฝ่ายกลับยักไหล่ไม่ยี่หระ โยนแผ่นกระดาษไร้ค่าในมือลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ 

"ก็นั่นมันตอนนั้น แต่ฉันไม่ได้บอกนี่ว่าระยะเวลาผ่านไปแล้วราคาจะไม่ขึ้น" 

“แต่คุณให้เวลาผมสองเดือน” 

“ให้พร้อมดอกเบี้ยไง” 

ร่างเล็กขนกายลุกชันด้วยความโกรธ ข้างในถูกแผดเผาด้วยโทสะราวกับไฟสุม ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนเขาพยายามรวบรวมอย่างยากลำบากเพื่อให้ได้เงินก้อนนี้มา แต่คนเดรัจฉานพวกนี้ช่างชั่วร้าย ขูดเลือดขูดเนื้อได้แม้กระทั่งกับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า! 

"คุณทำแบบนี้ไม่ได้ เราตกลงกันแล้ว! " 

"ได้สิ ที่ของฉัน ฉันจะขายราคาเท่าไหร่มันก็เรื่องของฉัน" 

ต้นน้ำกำลังจะลุกขึ้นเตรียมฉะ แม่ทิพย์กลับแตะต้นขาให้เขาใจเย็นไว้ และใช้น้ำเย็นเข้าลูบ 

"เอ่อ.... คุณปรีชาคะ สิบห้าล้านนี้มันก็มากสำหรับพวกเราแล้ว ถ้า ถ้าให้เราหามาเพิ่มอีกห้าล้านเดี๋ยวนี้ตอนนี้คงไม่ได้" พยายามไกล่เกลี่ย แต่คนชั่วร้ายตรงหน้ากลับไม่ฟัง พ่นถ้อยคำหยาบช้าที่ทำเอาสามคนที่เหลือตกตะลึง 

"เดือนเดียวยังขายตัวมาได้ตั้งสิบห้าล้าน ขายต่อให้ฉันอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์สิ แล้วห้าล้านนี้ฉันจะลดให้" ในเมื่อวันนั้นมันเล่นตัวปฏิเสธให้คุณชายอย่างเขาต้องเสียหน้า วันนี้มันก็ต้องชดใช้! 

ต้นน้ำร่างกายชาวาบทันทีที่เมื่อได้ยิน ในใจนึกหวนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น 

"วันนี้มีพวกหน้าใหม่อวดร่ำอวดรวยมากอีกแล้ว เที่ยวเสียงดังแสดงความใหญ่โตเรียกหาตัวท็อปมาให้เลือก กระเป๋าหนักจริงก็พอทนฟังได้อยู่หรอก แต่นี่พอรู้ค่าตัวคนที่ชี้นิ้วเลือกกลับมาทำอึกอัก" 

"ใจเย็นๆ นะคะคุณปรีชา นี่ค่ะคนนี้ ก้านธูป โฮสเบอร์ต้นๆ ของเราเลยค่ะ ตัวเล็กน่ารักตามที่คุณบอก ถูกใจคนนี้ไหมคะ" 

"คนนั้น! ฉันจะเอาคนนั้น! " 

มันนั่นเอง!! 

ทำไม?! ทำไมสวรรค์ถึงไม่เข้าข้างเขาข้าง ทำไมเอาแต่มอบสิ่งเลวร้ายมาให้เขาไม่หยุดหย่อนแบบนี้ ทำไม! 

ตาหงส์แดงก่ำด้วยอารมณ์เดือดพล่าน ถ้อยคำดูถูกทำร้ายหัวใจเขาอย่างสาหัสสากรรจ์ เพราะมันไม่ใช่ความจริง 

ต้นน้ำไม่ได้ขายตัว! 

"จำฉันได้แล้วสิ" 

"คุณมันไม่ใช่คน!! " อยากด่าว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานก็สงสารเหล่าสัตว์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย มีแต่หัวใจมนุษย์ที่หยาบช้าได้ถึงเพียงนี้ 

ทางฝั่งนั้นยกสองมือขึ้นกอดอก ลอยหน้าลอยตาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน แม้จะนึกทึ่งที่เด็กนี่หาเงินมาได้มากขนาดนั้น เพราะอาชีพไร้ค่านั่นสินะ 

"ตกใจเหมือนกันนะที่พวกอีตัวทำเงินได้เยอะขนาดนี้ อยากรู้แล้วสิว่าลีลาเด็ดสักแค่ไหน ถึงได้หลอกเงินพวกเศรษฐีหน้าโง่ได้ตั้งสิบห้าล้าน" 

"หยุดเดี๋ยวนี้!! " เป็นแม่ทิพย์ที่ทนไม่ไหว ลุกขึ้นชี้หน้าตวาดเจ้าของที่ดินเสียงดังก้อง หลุดมาดคุณแม่แสนดีของเด็กๆ ราวกับเป็นคนละคน 

แต่จะให้ต้นน้ำทนฟังคำพูดโหดร้ายพวกนั้นได้อย่างไร เธอรู้ว่าเด็กคนนี้ทำอาชีพอะไร และรู้ดีว่าไม่ใช่อย่างที่คนพวกนั้นพูด 

"คุณไม่มีสิทธิ์พูดถึงเราแบบนี้นะคุณปรีชา อย่าคิดว่าเพราะความร่ำรวยของคุณจะพูดจาดูถูกเหยียดหยามพวกเราอย่างไรก็ได้ เราสามารถฟ้องหมิ่นประมาทคุณได้นะ ไม่ใช่แค่พวกเราที่ได้ยิน! " 

กระทั่งคนขายกาแฟที่ยืนอยู่ด้านหลังเครื่องปั่นยังหยุดชะงักกับคำพูดหยาบช้าของคนชั่วอย่างปรีชา 

"เหอะ" 

เพราะแม่ทิพย์ยกข้อกฎหมายขึ้นมาพูดทางนั้นถึงได้ยอมสงบปากสงบคำลง รวมถึงการสนทนาครั้งนี้ด้วยเช่นกัน 

หญิงท้วมที่บัดนี้สลัดคราบความใจดีหันมองต้นน้ำด้วยความเป็นห่วง เธอรู้ว่าคำที่ปรีชาพูดกระทบกระเทือนจิตใจต้นน้ำอย่างรุนแรง 

"อย่าไปฟังเขา พวกเขาจะขึ้นราคาก็ไม่เป็นไร พวกเราไปหาทางกันใหม่ กลับเถอะ" 

เธอประคองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งตัวสั่นระริกลุกขึ้น เดินออกจากตรงนั้น โดยมีคำพูดของปรีชาดังไล่หลังตามมา 

"รีบหน่อยนะ ยิ่งนานกว่านี้ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น และฉันไม่รับประกันว่าจะไม่ขายที่ผืนนั้นให้คนอื่น" 

ต้นน้ำขืนตัวอยากหันกลับไปทำร้ายคนชั่วนั้นด้วยคำพูดชั้นต่ำบ้าง แต่แม่ทิพย์กลับต้านแรงไว้ ส่ายใบหน้าน้อยๆ 

"พอเถอะลูก อย่าไปให้ค่ากับคนพวกนั้นเลย" 

ไม่ได้ให้ค่า ไม่เคยให้ เพียงแต่ครั้งนี้หนักหนายากเกินรับไหว 

.... 

พังหมดทุกอย่าง พังหมดเพราะตัวเขาคนเดียว 

 

 

 

TBC. 

>>>> 

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจค่า 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว